27/01/2026
“เมืองจมน้ำ” วิกฤตระดับโลก สัญญาณเตือนที่ประเทศไทยต้องรับมืออย่างจริงจัง
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นกำลังกลายเป็นภัยใกล้ตัวมากขึ้น สาเหตุหลักมาจากอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ธารน้ำแข็งขั้วโลกละลาย และน้ำทะเลขยายตัวเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำตามแนวชายฝั่งทั่วโลกมีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมถาวร
หากระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นเพียง 50–100 เซนติเมตร ระบบระบายน้ำและโครงสร้างพื้นฐานในหลายเมืองอาจไม่สามารถรองรับได้ ส่งผลกระทบต่อที่อยู่อาศัย เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีแนวชายฝั่งยาวกว่า 3,000 กิโลเมตร พื้นที่เสี่ยงครอบคลุมทั้งชุมชนดั้งเดิมและศูนย์กลางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะบริเวณอ่าวไทยตอนบน ตั้งแต่จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ ไปจนถึงกรุงเทพมหานคร พื้นที่เหล่านี้เป็นที่ลุ่มต่ำ ดินอ่อน และมีระดับความสูงเหนือระดับน้ำทะเลเฉลี่ยเพียง 1–2 เมตร
เมื่อเผชิญกับปัญหาแผ่นดินทรุดควบคู่กัน จึงมีแนวโน้มที่บางพื้นที่ในกรุงเทพฯ เช่น ย่านธุรกิจและชุมชนริมแม่น้ำ จะประสบปัญหาน้ำท่วมขังบ่อยครั้งมากขึ้น หรือที่เรียกว่า “น้ำท่วมที่ก่อความรำคาญ” ซึ่งแม้ไม่ใช่น้ำท่วมใหญ่ แต่ส่งผลกระทบต่อการเดินทาง ระบบสาธารณูปโภค และคุณภาพชีวิตของประชาชน
ข้อมูลสถานการณ์น้ำเค็มรุกในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ปี 2567 ชี้ให้เห็นว่า ในช่วงฤดูแล้งบางช่วง ค่าความเค็มของน้ำเกินเกณฑ์สำหรับการผลิตน้ำประปา สะท้อนถึงการรุกคืบของน้ำทะเลที่ส่งผลกระทบต่อทั้งภาคเกษตรกรรมและการใช้น้ำอุปโภคบริโภค
การรับมือกับวิกฤต “เมืองจมน้ำ” จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเร่งดำเนินการ ประเทศไทยได้เริ่มขับเคลื่อนแนวทางการปรับตัวอย่างรอบด้าน ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วม การใช้ธรรมชาติและพื้นที่สีเขียวช่วยจัดการน้ำ และการบูรณาการด้านนโยบายและผังเมือง ภายใต้แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (Thailand’s National Adaptation Plan: NAP)
ทางรอดของไทยในยุคเมืองจมน้ำ จึงไม่ใช่เพียงการสร้างกำแพงกั้นน้ำที่แข็งแรงที่สุด แต่คือการวางแผนเมืองและการพัฒนาที่เรียนรู้จะอยู่ร่วมกับน้ำอย่างชาญฉลาด เคารพระบบนิเวศ และสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตของประชาชนในระยะยาว
อ้างอิง
1. IPCC. (2021). IPCC Sixth Assessment Report, Working Group I: Chapter 9 – Ocean, Cryosphere and Sea Level Change.
เข้าถึงได้จาก https://www.ipcc.ch/report/ar6/wg1/chapter/chapter-9/
2. สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน). (2567). รายงานสถานการณ์น้ำประเทศไทย ปี 2567.
เข้าถึงได้จาก https://www.thaiwater.net/uploads/contents/current/YearlyReport2024/salinity.html
3. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. (2567). รายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2567 (เผยแพร่ปี 2568).
เข้าถึงได้จาก https://www.onep.go.th/book/soe2567/
4. กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม. (2568). แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (Thailand’s National Adaptation Plan: NAP).
เข้าถึงได้จาก https://www.dcce.go.th/datacenter/6553/adaptation/national-adaptation-plan-nap-2568/
5. กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม. (2568). รองนายกรัฐมนตรี “ประเสริฐ” ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ติดตามสถานการณ์กัดเซาะชายฝั่งและการเตรียมความพร้อมรับมือการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน.
เข้าถึงได้จาก https://www.dcce.go.th/7419/
6. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (ไม่ปรากฏปี). อุทยาน 100 ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย: พื้นที่สีเขียวเพื่อการจัดการน้ำและการปรับตัวของเมือง.
เข้าถึงได้จาก http://www.sustainability.chula.ac.th/th/report/2702/
"ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน"
#กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม