มูลนิธิกระจกเงา

มูลนิธิกระจกเงา มูลนิธิกระจกเงา เราอาสาเป็นเงาสะท้อนปัญหาของสังคม
(992)

มูลนิธิกระจกเงา คือ องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาสังคมหลายด้าน ได้แก่ งานด้านสิทธิมนุษยชน งานด้านสื่อและเทคโนโลยีสารสนเทศ งานพัฒนาอาสาสมัครและการแบ่งปันทรัพยากร เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเรียนรู้และการดำรงชีวิต โดยมีพื้นที่ปฏิบัติงานทั้งบนสังคมออนไลน์(internet) สังคมเมืองและสังคมชนบท

เราทำหน้าที่เป็นกระจกเงา ที่สะท้อนเรื่องราวความเป็นจริงของสังคมและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผล กระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสังคม ด้วยวิธีคิด คือ การสร้างคนและสร้างนวัตกรรมสร้างการ อันจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงสังคม ดังวิสัยทัศน์ขององค์กร คือ สร้างคน สร้างนวัตกรรม สร้างการเปลี่ยนแปลงสังคม

วันนี้จะเป็นวันที่ 7 แล้ว ที่ทาง กทม. และหน่วยงานภาครัฐ ยังมีการจัดระเบียบคนไร้บ้านบริเวณถนนราชดำเนินและใกล้เคียงอย่างเข...
02/09/2026

วันนี้จะเป็นวันที่ 7 แล้ว ที่ทาง กทม. และหน่วยงานภาครัฐ ยังมีการจัดระเบียบคนไร้บ้านบริเวณถนนราชดำเนินและใกล้เคียงอย่างเข้มข้น เข้มข้นที่เริ่มจากมีกำลังทั้ง พม. เทศกิจ ทหาร ตำรวจ อาสารักษาดินแดนนับร้อย ที่แต่งตัวจัดเต็ม
พวกเขาแบ่งกันเป็นกลุ่มใหญ่ออกไปสำรวจคนไร้บ้าน เมื่อเจอ ชายในเครื่องแบบจะทำการเอ่ยวาจาชักชวนคนไร้บ้านให้เข้าสู่กระบวนการให้ความช่วยเหลือ แค่เห็นเครื่องแบบ คนไร้บ้านหลายคนสมองสั่งการอย่างรวดเร็วแล้วว่า คงต้องตอบตกลง และมันคือ “คำเชื้อเชิญที่ปฏิเสธไม่ได้”
คนไร้บ้านตอบตกลงแล้วไปไหน พวกเขาจะพามาที่บ้าน “อิ่มใจ” บ้านที่กรุงเทพมหานครเปิดขึ้นตามนโยบายของผู้ว่าฯ ชัชชาติ บ้านที่สร้างไว้เป็นเครื่องไม้เครื่องมือหลักในการแก้ไขปัญหา คุณภาพชีวิตให้กับคนไร้บ้าน บ้านที่ถูกอ้างอิงว่า ดูแลเรื่องที่พักอาศัย สุขภาพ และจัดหางาน
เมื่อบ้านอิ่มใจคือเครื่องมือหลักของ กทม. ในการแก้ไขปัญหาคนไร้บ้าน ในฤดูกาลจัดระเบียบคนไร้บ้านที่มาถึงอีกครั้ง (ครั้งสุดท้ายที่มีเป็นช่วง2559-60) เราจึงชวนสำรวจกันว่า “บ้านอิ่มใจ” มีสถานะของเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาคนไร้บ้านได้จริงหรือไม่
บ้านอิ่มใจในส่วนของพื้นที่พักอาศัย….
1. เป็นห้องนอนรวม แบ่งเป็น ชาย และหญิง ความจุชาย 100 คน หญิง 100 คน
2. เมื่อเข้าสู่หน้าฤดูกาลการจัดระเบียบคนไร้บ้าน คนไร้บ้านทะลักเข้ามาที่บ้านอิ่มใจจากข้อมูลล่าสุด (1 ก.ย. 69) ทั้งหมด 205 คน
3. ขึ้นนอนบนอาคาร 94 คน นอนนอกพื้นที่อาคารบริเวณพื้นปูนไร้หลังคานอกตัวบ้าน 111 คน
4. ทั้ง 111 คน ที่ต้องนอนพื้นปูนไร้หลังคา ให้เหตุผลการขึ้นไปนอนบนเรือนนอนไม่ได้นั้น เนื่องจาก บางคนสูงอายุ บางคนพิการ บางคนป่วย บางคนทนไม่ไหวกับความแออัดและปัญหาทะเลาะเบาะแว้งในเรือนนอน
5. ใน 111 คน และ มีบางส่วนของ 94 คน ที่ขึ้นไปนอนบนเรือนนอนนั้น ส่วนใหญ่อพยพเข้ามาบ้านอิ่มใจ จากสาเหตุการจัดระเบียบพื้นที่ราชดำเนินของ ทางกทม. และหน่วยงานภาครัฐ ที่เกิดขึ้นในช่วง 7 วันที่ผ่านมานี้
6. สภาพของบ้านอิ่มใจ ปัจจุบัน เข้าสู่จุดของความไร้ระเบียบ ระบบรวน จัดการเคสที่มีปัญหารายกรณีไม่ได้แล้ว ทำไม่ทัน เช่น เคสที่มีปัญหาทางสุขภาพกายและจิต เป็นต้น
7. ที่บ้านอิ่มใจมีสภาพดังกล่าว เนื่องมาจาก ระบบและทรัพยากรที่มีอยู่ ไม่ได้ถูกออกแบบไว้รองรับ การจัดระเบียบคนไร้บ้านที่มีจุดประสงค์ต้องการความรวดเร็วในการจัดการปัญหา โดยไม่คำนึงถึงวิธีการ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา เน้นผลเชิงปริมาณแต่ละเว้นคำว่าคุณภาพ
บ้านอิ่มใจในส่วนของการดูแลเรื่องสุขภาพ….
1. เมื่อในการจัดระเบียบครั้งนี้จะมีการตรวจสุขภาพ แต่ก็เป็นการตรวจสุขภาพแบบเบื้องต้น ซึ่งไม่ได้ทำให้เห็นโรคที่แฝงอยู่ในตัวคนไร้บ้านได้แท้จริง หลายรายเมื่อตรวจพบ แต่ก็ยังขาดกระบวนการส่งต่อ หรือ การนำพาตัวผู้ป่วยไปทำการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุ คนล้นระบบ และคนทำงานในบ้านอิ่มใจก็ทำได้ไม่ทัน
2. ในช่วงสถานการณ์ปกติ ที่ยังไม่มีการจัดระเบียบ ระบบการส่งต่อเคสคนไร้บ้านที่มีอาการเจ็บป่วยไปสู่การรักษาอย่างต่อเนื่อง ยังเป็นเรื่องติดขัด ไม่สามารถส่งต่อไปยัง โรงพยาบาลในสังกัดของสำนักการแพทย์ของ กทม. ได้อยู่เลย และยังไม่พูดถึง บ้านอิ่มใจไม่มี Case Manager ผู้ซึ่งต้องทำหน้าที่ประสานงานและพาคนไร้บ้านที่ป่วยให้เข้ารับการรักษา
3. ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงว่า เมื่อมีการจัดระเบียบคนไร้บ้าน และมีการเพิ่มจำนวนของคนไร้บ้านเข้ามาอีกเท่าตัว ระบบการดูแลสุขภาพของบ้านอิ่มใจ จะสามารถทำได้
บ้านอิ่มใจในส่วนของการดูแลเรื่องการจัดหางาน….
1.ตัวเลขที่บ้านอิ่มใจรายงานล่าสุด (1 ก.ย. 69) ในประเด็นการจ้างงาน ตัวเลขการส่งคนไร้บ้านให้เข้าสู่ระบบการจ้างงานได้ ยอดรวมตั้งแต่มีนาคม 69 อยู่ที่ 180 ราย แต่ที่คงอยู่และทำงานในระบบได้จริงอยู่ที่ 34 ราย คิดเป็น 18.89 % และแช่อยู่ในตัวเลขนี้มานานหลายเดือนแล้ว
2.ยิ่งเทียบกับสัดส่วนยอดสะสมรวมของคนไร้บ้านที่มาใช้บริการบ้านอิ่มใจตั้งแต่เปิดบ้าน (25 ก.พ. 69) คือ 605 คน เปรียบเทียบกับยอดคนไร้บ้านที่ยังทำงานอยู่ในระบบ 34 คนนั้น ความสำเร็จของการจ้างงานอยู่ที่ 5.62%
3.บ้านอิ่มใจที่เน้นการฝึกอาชีพ อาชีพที่ฝึกนั้น ส่วนมากจะเป็นทักษะที่ต้อง ไปเป็นผู้ประกอบการเอง เช่น การสอนชงน้ำหวานต่าง ๆ การตัดผม ช่าง ทำขนมทำอาหาร ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้สำหรับคนไร้บ้านที่ไม่มีเงินทุนเริ่มต้นได้ หรือแม้ว่าในบางทักษะจะมีการจ้างงานอยู่จริง แต่ด้วยเงื่อนไขสำคัญของคนไร้บ้านที่เป็นผู้สูงอายุ ไม่แข็งแรง จึงทำให้การเข้าเป็นตัวเลือกของนายจ้าง ยิ่งมีความเป็นไปได้ต่ำ
4.คนไร้บ้านที่พักอยู่กับบ้านอิ่มใจ มาสมัครงานกับจ้างวานข้าและทำงานกับจ้างวานข้า ตั้งแต่วันเปิดบ้านอิ่มใจเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 69 ถึงปัจจุบันอยู่ที่ 15 คน และล่าสุดคนไร้บ้านจากบ้านอิ่มใจมาสมัครงานกับจ้างวานข้าเมื่อปลายเดือน สิงหาคม 69 ที่ผ่านมาจำนวน 29 คน และเหตุผลการมาสมัครงานของพวกเขาทั้งหมดก็คือ บ้านอิ่มใจไม่มีงานให้ทำ
5.ทางออกเดียวของบ้านอิ่มใจ หรือของ กรุงเทพมหานคร ในเรื่องการสร้างงานให้กับคนไร้บ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด คือ กรุงเทพมหานครต้องเป็นผู้จ้างงานนั้นเอง
เราขอจบการพาสำรวจบ้านอิ่มใจเพียงเท่านี้
ข้อสรุปของเราก็คือ แม้บ้านอิ่มใจในสภาวะปกติ ยังทำงานในการแก้ไขปัญหาคนไร้บ้านได้อย่างติด ๆ ขัด ๆ และเมื่อ กทม.และหน่วยงานอื่น ผนึกกำลังกัน และ ทำการคล้ายกวดต้อนคนไร้บ้านในฐานะเหมือนเชลยศึกเข้าสู่เครื่องมือหลักในการแก้ไขปัญหาคนไร้บ้าน ที่ทาง กทม.ได้สร้างขึ้นมา ลองคิดสภาพดูว่า การเพิ่มขึ้นของคนไร้บ้านในระบบบ้านอิ่มใจอีก 1 เท่าตัวในเวลาเพียง 7 วันนั้น ระบบเดิมที่ยังติด ๆ ขัด ๆ มันจะไปสู่จุดไหนได้ นอกจากระบบล่มพังในไม่ช้า
โครงการจ้างวานข้า มูลนิธิกระจกเงา

เมื่อปลายเดือนที่แล้ว น้ำป่าหลากท่วมอำเภอปัว จังหวัดน่าน ได้รับความเสียหายหลายจุดที่ถูกผลกระทบจากเหตุอุทกภัยนับว่ารุนแรง...
02/09/2026

เมื่อปลายเดือนที่แล้ว น้ำป่าหลากท่วม
อำเภอปัว จังหวัดน่าน ได้รับความเสียหาย
หลายจุดที่ถูกผลกระทบจากเหตุอุทกภัย
นับว่ารุนแรงเกินกว่าจะเพิกเฉย
ปล่อยไว้ตามยถากรรม
โดยเฉพาะกับประชาชนกลุ่มเปราะบาง
ทั้งผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ป่วยจิตเวช
สำหรับพวกเขาเหล่านี้
การกอบกู้ที่พักด้วยตัวเองเพียงลำพัง
มันช่างยากเข็ญระดับเป็นไปไม่ได้
มูลนิธิกระจกเงา
จึงเร่งระดมกำลังอาสา
เพื่อสมทบทีมด่านหน้า
เข้าล้างบ้าน ซ่อมสร้าง
แจกจ่ายสิ่งของบริจาค
แต่การเดินทางในยามวิกฤต
ย่อมมีอุปสรรค
ไม่ใช่เรื่องง่าย
หากไม่ได้พันธมิตร
คอยสนับสนุน
ขอขอบคุณ Fly AirAsia
ที่เป็นแบ็กอัป
ร่วมมือในภารกิจร่วมใจ
พลิกฟื้นอำเภอปัว จังหวัดน่าน
ให้กลับมางดงาม น่ารัก น่าอยู่ น่าท่องเที่ยวอีกครั้ง

5 ปีที่แล้ว วันแสงเข้ามาเป็นนักเรียนใหม่ที่ศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยาวันแสงเป็นเด็กเงียบ ๆ ชอบปลีกตัวไม่ชอบเรียนอ่าน ไม่ชอ...
01/09/2026

5 ปีที่แล้ว วันแสงเข้ามาเป็นนักเรียนใหม่
ที่ศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา
วันแสงเป็นเด็กเงียบ ๆ ชอบปลีกตัว
ไม่ชอบเรียนอ่าน ไม่ชอบเรียนเขียน
แต่จะตาลุกวาวเมื่อเจอเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า
และสามารถขลุก
กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พัง ๆ ได้ทั้งวัน
วันแสงถูกประเมินเป็นเด็กพัฒนาการช้า
ที่หลงใหลบางอย่างเป็นพิเศษ
“มาช่วงแรก ๆ วันแสงจะถูกแกล้งบ่อย
อ่านหนังสือไม่ออก ปรับตัวเข้ากับเพื่อนไม่ได้
ชอบวิ่งออกนอกโรงเรียน ครูต้องไปตามกลับมา
สิ่งเดียวที่จะดึงความสนใจวันแสงได้คืออิเล็กทรอนิกส์
เขาใช้ไขควงเป็น รู้จักแบตเตอรี่ ขั้วบวกขั้วลบ”
“ผมไม่มีของเล่น มาเล่นของเก่าที่โรงเรียน”
วันแสงบอกครูพร้อมโชว์กระเป๋าเป้
ที่เต็มไปด้วยน็อตตัวเล็ก ๆ
ไขควง แผงวงจรเครื่องใช้ไฟฟ้าจากซากของเก่า
ตลอด 5 ปี อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในโรงเรียน
เลยกลายเป็นเครื่องมือหล่อหลอมวันแสง
พัดลม ตู้เย็น ทีวี ยันแผงโซลาร์เซลล์
ซ่อมติดก็ดี ไม่ติดก็ไม่เป็นไร
ค่อย ๆ เรียนรู้กันไปทั้งทักษะชีวิต
อาชีพและวิชาการ
จนเปิดเทอมล่าสุด วันแสงอยู่ ป.6
เครื่องทำน้ำแข็งที่โรงเรียนพังพอดี
ครูเลยชวนวันแสงมาลองแก้ปัญหา
“ฟิวส์มันเสีย ฟิวส์ที่ใช้ตัดไฟ
ผมเปลี่ยนให้ก็ใช้ได้เลย” เขาบอกครู
แล้ววันแสงก็ลงมือ
จนเครื่องทำน้ำแข็งก็ใช้การได้
แต่ไม่กี่วันหลังจากนั้นวันแสงก็ขาดเรียนไป
ทิ้งไว้เพียงเครื่องมือ ไขควง
ข้างเครื่องทำน้ำแข็งที่เคยซ่อม
สุดท้ายครูทราบว่า
พ่อแม่ของวันแสงต้องเปลี่ยนงานไปอีกอำเภอ
จากทำงานในสวนส้ม ไปก่อสร้างที่แคมป์ใหม่
วันแสงจึงต้องย้ายโรงเรียนกลางคัน
การเคลื่อนย้ายไปเรื่อย ๆ
กลายเป็นชีวิตปกติของเด็ก
ที่พ่อแม่ทำงานไม่ประจำที่
แต่ส่วนของวันแสง พัฒนาการที่ช้า
อาจเป็นอุปสรรคให้เด็กชาย
ไม่สามารถจบการศึกษาได้พร้อมเพื่อน
เช้าวันนี้ เราจึงขออนุญาต
เข้าไปเยี่ยมวันแสงที่โรงเรียนใหม่
“ครู สวัสดีครับ
ไขควงกับของผมยังอยู่ที่เครื่องทำน้ำแข็ง
ผมรีบมามาก ยังไม่ได้เอาของมาเลย”
เขารีบพูดทันทีเมื่อเจอหน้าครู
เรื่องน่ายินดีคือ
โรงเรียนใหม่ของวันแสง กว้างขวางและน่าอยู่
เด็กคนพิเศษของครู
ยังอ่านไม่คล่องมากแต่เขียนชื่อตัวเองได้
และสามารถปรับตัวในสภาพแวดล้อมใหม่
เข้ากับเพื่อนในชั้นเรียนได้บ้างแล้ว
เราโบกมือลาวันแสงตรงหน้าห้อง ป.6
ส่งเด็กคนพิเศษของครูไปเติบโตในที่แห่งใหม่
ครูขอให้จากนี้
แสงในตัวของวันแสงยังสว่างไสว
และตลอดทั้งเทอมเราจะยังอัปเดต
การเรียนของวันแสงกับโรงเรียนใหม่
เพื่อให้ข้างหลังลูกศิษย์หนึ่งก้าว
ยังมีศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา
พร้อมซัปพอร์ตเสมอ
————————————————
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มความฝัน
และคุณภาพชีวิตให้เด็ก ๆ นักเรียน
ที่ศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา
ได้ที่บัญชี : ศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา ธ.กรุงไทย
เลขที่บัญชี 539-0-57058-8
#ศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา
#มูลนิธิกระจกเงา

เมื่อเอ่ยคำว่าสถานสงเคราะห์ให้คนไร้บ้านได้ยิน พวกเขานั้นขนลุกขนพอง เสียงเปลี่ยน หน้าถอดสีกันทุกคน…ในการจัดระเบียบคนไร้บ้...
31/08/2026

เมื่อเอ่ยคำว่าสถานสงเคราะห์ให้คนไร้บ้านได้ยิน พวกเขานั้นขนลุกขนพอง เสียงเปลี่ยน หน้าถอดสีกันทุกคน…
ในการจัดระเบียบคนไร้บ้านในทุกครั้งไป (ที่มีทั้งลักษณะบังคับ กึ่งบังคับ)
สถานที่ที่จะนำคนไร้บ้านเข้าไปอยู่มักจะเป็นสถานสงเคราะห์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ “กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์”
ในการจัดระเบียบคนไร้บ้านในครั้งนี้ก็เช่นกัน มีความพยายามที่จะนำคนไร้บ้าน เข้าไปอยู่ในสถานสงเคราะห์อีกเช่นกัน สถานสงเคราะห์หลักที่จะนำคนไร้บ้านเข้าไปอยู่ เป็นสถานสงเคราะห์ ในชื่อว่า “สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง” ซึ่งทางกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เป็นหน่วยงานดูแล
“สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง” มีอยู่ 11 แห่งทั่วประเทศ แต่เมื่อมีการจัดระเบียบคนไร้บ้านใน กทม. ทุกครั้ง สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง 3 แห่ง จะเป็นผู้รับภาระกระจายคนไร้บ้านเข้าไปอยู่รับการคุ้มครอง 1.สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งนนทบุรี 2.สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งชายธัญบุรี 3.สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี
บทความนี้เราอยากชวนสำรวจสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ในประเด็นที่ว่า สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งนั้น เอาเข้าจริงแล้วสามารถรองรับต่อการเอาคนไร้บ้านเข้าไปอยู่อาศัยได้จริงหรือไม่ และทำไมคนไร้บ้านถึงกลัวหนักหนากับชื่อที่ได้ยิน แม้ยังไม่ได้เข้าไปอยู่ข้างในเลยก็ตาม
1.สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งทั้ง 11 แห่งทั่วประเทศ 80% ของผู้รับบริการของทุกสถานคุ้มครองฯ เป็นผู้ป่วยจิตเวช
2.คนไร้บ้านเมื่อถูกนำเข้าไปอยู่ที่สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พวกเขาต้องใช้ชีวิตรวมหมู่กับผู้ป่วยจิตเวช ตั้งแต่ตื่นยันหลับนอนในหอพักเดียวกัน และผู้ป่วยจิตเวชหลายรายนั้นมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์สักเท่าไหร่
3.สถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ในทุกแห่งมีสภาพที่เต็มล้น ตัวเลขที่รับได้สูงสุด 400 คน ก็ล้นระบบจนตัวเลขเลยมาถึง 500 คน การเลยของตัวเลขกว่า 100 คนนี้ทุกสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งเป็นเหมือนกันหมด
4.ความล้นเกินของจำนวนผู้รับบริการในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งแสดงผลอย่างเป็นรูปธรรม คือ ต้องนอนกันเป็นตับ ไหล่ชนไหล่ และไม่สามารถวางเตียงได้ ทั้ง ๆ ที่คนส่วนมากมีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหว กว่าจะทรงตัวพยุงตัวขึ้นจากพื้นได้ก็ใช้เวลานานพอควร ไม่นับเสียงโอดโอยขณะลุกขึ้นมา และเมื่อมีคนเข้ามาใหม่เกินกว่าตัวเลขที่ตั้งไว้ แน่นอนมันกระทบการกินการอยู่มากพอสมควร เช่น ข้าวปลาอาหารจากคน 400 ต้องถูกนำเฉลี่ยเพื่อให้พอกับคนมาใหม่เพิ่มอีก 100 คน ในงบเดิม ทรัพยากรเดิม
5.ปัญหาผู้ดูแล บุคลากรที่ไม่เพียงพอ ที่ไม่ได้สัดส่วนกันกับผู้รับบริการ เช่น ในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งบางแห่ง มีนักสังคมสงเคราะห์ รวมกับนักพัฒนาสังคมแล้ว มีอยู่ไม่เกิน 5 คน ซึ่งต้องดูแลผู้รับบริการที่มีความซ้ำซ้อนของปัญหากว่า 500 คน คิดสัดส่วนแล้ว เท่ากับ 1 ต่อ 100 เลยทีเดียว และบางแห่งมีเพียง 1 ถึง 2 คน ในบางแห่งมีนักจิตวิทยาอยู่ 1 คน บางแห่งไม่มีเลย เป็นเรื่องแปลกแต่จริงเพราะทั้ง ๆ ที่ผู้รับบริการในนั้น 80% คือผู้ป่วยจิตเวช สำหรับผู้ดูแลประจำหอนอนก็ไม่พอเช่นกัน ซึ่งผู้ดูแลต้องควงกะ 48 ชั่วโมง ถึงได้หยุด
6.มีการฝึกอาชีพภายในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง แต่อาชีพที่ถูกฝึกส่วนมากเป็นงานหัตถกรรม เช่น ทำพรมเช็ดเท้า สานตะกร้า ซึ่งเมื่อฝึกแล้ว ยากมากในการนำทักษะนั้นมาประกอบอาชีพได้จริง ด้วยเหตุผลทั้งทางการตลาด และไม่มีทุนที่นำมาลงทุนเพื่อนำเอาทักษะอาชีพที่มีมาต่อยอด และอาชีพที่ฝึกทำได้เป็นเพียงอาชีวะบำบัดเท่านั้น ที่สำคัญในแต่ละปี คนที่เป็นผู้บริการจะสามารถออกมาตั้งต้นชีวิตใหม่ข้างนอกได้ มีอยู่เป็นตัวเลขไม่ถึง 5 คนต่อปี
7.ผู้รับบริการที่ถูกจำหน่ายชื่อออกจากสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ส่วนมากจะมีอยู่ 2 เรื่องหลัก ๆ คือ เสียชีวิต และหลบหนี ในข้อเท็จจริงยังมีคนที่รอต่อคิวเพื่อเข้ารับบริการในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งนั้น ไม่ต่ำกว่า 100 คนต่อสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง คนที่รอคิวส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยจิตเวชที่ครอบครัวไม่สามารถดูแลได้ และที่ติดตามครอบครัวไม่ได้ ยังไม่นับรวม คนที่อยู่ในสภาพที่ช่วยเหลือหรือดูแลตัวเองไม่ได้แล้ว ส่วนคนไร้บ้านพวกเขาไม่เคยคิดเข้าไป เพราะเขายังพึ่งพาและดูแลตัวเองได้ในระดับหนึ่ง
8.การส่งต่อคนไร้ที่พึ่งไปยังสถานสงเคราะห์เฉพาะปัญหายังเป็นความติดขัดกันเองของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยกตัวอย่างเช่น ผู้รับบริการในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหลายคนเป็นผู้พิการ มีบัตรคนพิการ แต่แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสามารถส่งต่อไปยัง “สถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการ” ที่ดูแลโดยอีกกรมที่ชื่อว่า กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ทั้ง ๆ ที่เป็นหน่วยงานในกระทรวงเดียวกันแท้ ๆ ทำให้คนพิการคนนั้นถูกดูแลอย่างคนไร้ที่พึ่ง และขาดตกไม่ได้รับการดูแลอย่างที่คนพิการควรได้รับ ซึ่งในกลุ่มผู้สูงอายุในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งก็มีสถานเช่นเดียวกัน ไม่สามารถถูกส่งต่อไปยัง “ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ” ที่ดูแลโดย กรมกิจการผู้สูงอายุได้
ที่จริงยังมีข้อมูลอีกพอสมควรสำหรับ การตอบคำถามที่ว่า “ทำไมถึงไม่ควรจัดระเบียบคนไร้บ้าน ถ้ายังไม่มีความพร้อมในเรื่องสถานที่อยู่อาศัย และ กระบวนการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับพวกเขา”
ขออนุญาตฝาก กทม. และ พม. ให้ได้พิจารณา…
โครงการจ้างวานข้า มูลนิธิกระจกเงา…

ลุงอายุราว 70 ใส่ขาเทียมขับมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างเข้ามาเทียบยังจุดที่มูลนิธิกระจกเงากำลังแบ่งปันเสื้อผ้า ลุงมาตัวเปล่าก่อนร...
31/08/2026

ลุงอายุราว 70 ใส่ขาเทียมขับมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง
เข้ามาเทียบยังจุดที่มูลนิธิกระจกเงากำลังแบ่งปันเสื้อผ้า
ลุงมาตัวเปล่าก่อนรับถุงจากทีมงานหนึ่งใบ
จุดหมายวันนี้
คือเลือกหาเสื้อ กางเกง ไปแทนตัวเก่า
ที่น้ำป่าพัดหายไปแล้วเกือบอาทิตย์
เสื้อชมพูขาวที่ใส่มา ลุงว่ามีคนแบ่งมาให้
เสื้อที่ขยับเข้าไปใกล้จะยังเห็นคราบโคลนติด
โคลนที่เป็นร่องรอยจากการล้างบ้าน
ร่องรอยของการไม่มีเสื้อเปลี่ยนอยู่หลายวัน
“ตอนน้ำขึ้นพึ่บ ๆ ผมหนีเกือบไม่ทัน
ต้องว่ายน้ำไปจับต้นไผ่หวานไว้
ถ้าไม่มีต้นไผ่ปานนี้ผมเรียบร้อยไปแล้ว
อยู่ตั้งแต่ 4 โมงเช้า อดข้าวอดน้ำยัน 3 โมง
กว่าจะเรียกคนมาช่วยออกมาได้ น้ำมันเชี่ยวมาก ๆ เลยล่ะ
“ของในบ้านพังหมดเลย
ว่าซื่อ ๆ ก็เหลือแต่ตัวเจ้าของนั่นล่ะ
ผ้าที่ซักตากไว้ก็ไปกับน้ำหมด
เสื้ออันนี้เขาให้มาอีกทีนึง มีอะไรก็ใส่ไปก่อน
แทบจะไม่เหลืออะหยัง น้ำตาตกเลย
“วันนี้ได้เสื้อ ได้กางเกง ดีครับ
ดีมาก ๆ เลยล่ะ สำหรับคนไม่มีใส่
อย่างลุงใส่ขาเทียมกางเกงมันต้องหาที่สวมเข้าได้
ได้เลือกเองอย่างนี้ก็ดีเลย”
———————————————
ภารกิจแบ่งปันเสื้อผ้า
ให้ผู้ประสบภัยจากเหตุน้ำป่าไหลหลาก อ.ปัว จ.น่าน
เกิดขึ้นหลังอาสาล้างบ้านช่วยเข้าฟื้นฟูในพื้นที่
รอบนี้เรานำเสื้อผ้า ของใช้ ของกิน
แจกจ่ายเป็นของตั้งต้นให้ชาวบ้าน
แทนของเก่าที่เสียหายจำนวนมาก
ขอขอบคุณเสื้อผ้าจาก Uniqlo Thailand
และผู้บริจาคทุกท่าน
ที่สนับสนุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย
ผ่านมูลนิธิกระจกเงา
#น้ำท่วมน่าน #มูลนิธิกระจกเงา

ในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่เคยเป็นพื้นที่ใช้ดูแลผู้คนในชุมชน วันนี้กลับเต็มไปด้วยโคลนจากน้ำท่วมห้องฝังเข็มที่หมอจะเข้ามาตรว...
30/08/2026

ในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่เคยเป็นพื้นที่ใช้ดูแลผู้คนในชุมชน วันนี้กลับเต็มไปด้วยโคลนจากน้ำท่วม
ห้องฝังเข็มที่หมอจะเข้ามาตรวจรักษา ก็ไม่รอดจากโคลนที่ไหลเข้ามาถึงด้านใน

ภารกิจนี้จึงต้องเรียก “เจ้าเปียก” แม็คโคคันน้อยที่สามารถขับเข้าไปถึงพื้นที่แคบ ๆ ได้
แม้แต่ในห้องฝังเข็ม เจ้าเปียกก็ยังช่วยดันและขุดโคลนออก ทุ่นแรงคน และให้งานหนักกลายเป็นเรื่องที่เบาลง

เพื่อคืนพื้นที่ให้ศูนย์กลับมาใช้งานได้โดยเร็ว
Pic of สัปดาห์
#ภาพเล่าเรื่อง
#มูลนิธิกระจกเงา

หญิงชราอาศัยอยู่ในบ้านตามลำพังบ้านหนึ่งชั้นซึ่งเตี้ยต่ำตามกำลังทรัพย์ของผู้สร้างทุกเช้าแกจะเข้าครัวนึ่งข้าวตำน้ำพริกครัว...
29/08/2026

หญิงชราอาศัยอยู่ในบ้านตามลำพัง
บ้านหนึ่งชั้นซึ่งเตี้ยต่ำตามกำลังทรัพย์ของผู้สร้าง
ทุกเช้าแกจะเข้าครัวนึ่งข้าวตำน้ำพริก
ครัวของแม่ปิ่น
เคยมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ
จนรุ่งเช้าวันนั้นที่น้ำหลาก
หากแชเชือนเชื่องช้าไปไม่กี่นาที
แม่ปิ่นว่า “ถ้าไม่ออกไปแม่ตายอยู่นี่แน่ ๆ ”
“น้ำมาตอนตีสี่เกือบจะตีห้า”
แกรีบออกจากบ้าน
ไปอาศัยหลังข้างเคียงที่ถมสูงและมีสองชั้น
“ไม่มีหน่วยงานไหนบอก ไม่มีแจ้งเตือน”
ข้าวของทุกอย่างเสียหายเพราะสายน้ำ
“เอามาได้แต่ตัวกับเสื้อผ้าชุดเดียว”
“นี่ ๆ ๆ ” หญิงชราพาเราออกไปดูข้างบ้าน
ลานเปิดโล่งเต็มไปด้วยโคลนสูงครึ่งแข้งตรงนั้น
เคยเป็นครัวของแกมาก่อน
“ไม่เหลืออะไรแล้ว ไปหมด
หม้อ กระทะ จานชาม พังหมดแล้ว
แม่จะทำกับข้าวเหมือนเดิมก็ไม่ได้”
แม่ปิ่นบอก คิดถึงบ้าน...
“อยู่ที่ศูนย์พักพิงมันไม่เหมือนบ้านเรา”
แกคิดถึงกิจวัตรที่เคยทำ
แต่ในบ้านที่ว่างเปล่า
คงไม่มีทางทำอะไรได้
และเพื่อให้แม่ปิ่น
กลับคืนสู่ชีวิตปกติโดยเร็วที่สุด
หลังอาสาล้างบ้าน มูลนิธิกระจกเงา
ระดมกำลังเข้าขัดล้างทำความสะอาด
เราได้นำของจำเป็น
เช่น ที่นอน เสื้อผ้า อาหารแห้ง
กับสิ่งสำคัญซึ่งขาดไม่ได้
คืออุปกรณ์ทำครัว
ทั้งเตาอั้งโล่ หวดนึ่งข้าว กระทะ ตะหลิว ฯลฯ
ไปส่งให้แม่ถึงบ้าน
“ดีใจ ดีใจมาก ๆ เลย” แม่ปิ่นพูดเสียงดัง “จะได้ทำกับข้าวแล้ว”
หญิงชรายิ้ม กล่าวขอบคุณ สลับเอ่ยอวยพรซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เสียงแห่งความสุขของแกยังดังลอยมาไล่หลัง
ขณะที่พวกเราออกเดินทาง
เพื่อนำสิ่งของบริจาค
ไปแบ่งปันยังบ้านหลังอื่น ๆ
ต่อไป
_______________

หลังระดมกำลังล้างบ้านให้กับกลุ่มผู้เปราะบาง ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ป่วยจิตเวช ไปจำนวนทั้งสิ้น 41 หลัง ขณะนี้ ทีมอาสาล้างบ้านมูลนิธิกระจกเงา กำลังเข้าสู่กระบวนการนำสิ่งของบริจาค อาทิ ที่นอน หมอน มุ้ง อาหารแห้ง เครื่องครัว ไปแบ่งปัน เพื่อให้บ้านแต่ละหลัง ได้ตั้งต้น กลับมาใช้ชีวิตปกติได้อีกครั้ง

#ฟื้นฟูบ้านเรือนช่วยเหลือผู้ประสบภัย
#อาสาล้างบ้าน #มูลนิธิกระจกเงา
#น้ำท่วมน่าน2569

เปลี่ยนทุกก้าวเดินให้กลายเป็นวีลแชร์ เพื่อผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ในโครงการป่วยให้ยืม มูลนิธิกระจกเงากับแคมเปญ Walk More, G...
29/08/2026

เปลี่ยนทุกก้าวเดิน
ให้กลายเป็นวีลแชร์ เพื่อผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ในโครงการป่วยให้ยืม มูลนิธิกระจกเงา
กับแคมเปญ Walk More, Give More 2026
จัดโดยเนสท์เล่ Nestlé Thailand
เพียงเดินและสะสมก้าวในชีวิตประจำวัน
ทุก 10 ล้านก้าว = วีลแชร์ 1 คัน
ร่วมสะสมก้าวได้ตั้งแต่วันนี้ – 26 กันยายน 2569
แล้ววีลแชร์จำนวนหนึ่งจะถูกส่งต่อมาที่โครงการป่วยให้ยืมมูลนิธิกระจกเงา
เพื่อให้ครอบครัวผู้ป่วยยืมใช้ฟรี
การสะสมก้าวของคุณ ยังสามารถเปลี่ยนเป็นคะแนนสะสม เพื่อรับของรางวัลจากแคมเปญได้อีกด้วย
👉 ร่วมสะสมก้าวได้ที่
https://nes.tl/TH_CORP_WMGMRegisterLine_LINE082026
ขอขอบคุณ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ที่มอบวีลแชร์จากแคมเปญนี้ให้กับโครงการป่วยให้ยืม เพื่อส่งต่อให้กับผู้ที่ต้องการ


#ชีวิตดีไปด้วยกัน

#โครงการป่วยให้ยืม #มูลนิธิกระจกเงา

เมื่อคืนราว ๆ ช่วงหัวค่ำ (และคงยาวไปอีกหลายวัน) มีการลงพื้นที่จัดระเบียบคนไร้บ้านในบริเวณถนนราชดำเนินของฝ่ายภาครัฐ นำทีม...
28/08/2026

เมื่อคืนราว ๆ ช่วงหัวค่ำ (และคงยาวไปอีกหลายวัน) มีการลงพื้นที่จัดระเบียบคนไร้บ้านในบริเวณถนนราชดำเนินของฝ่ายภาครัฐ นำทีมโดยผู้ว่าฯกรุงเทพมหานคร ในการจัดระเบียบครั้งนี้ ผู้ว่าฯ ให้สัมภาษณ์ว่าเป็นการเชิญชวนให้ไปเข้าพักที่บ้านอิ่มใจ มีคนไร้บ้านสมัครใจเข้าบ้านอิ่มใจ 12 คน
มูลนิธิกระจกเงาในฐานะที่ทำงานกับคนไร้บ้าน เราคงไม่ขัดขวาง ไม่วิจารณ์ในการจัดระเบียบในครั้งนี้ แต่เรามีข้อเสนอ คำแนะนำบางอย่าง ต่อกรุงเทพมหานคร เพื่อให้กรุงเทพมหานครและหน่วยงานรัฐต่าง ๆ ที่ลงพื้นที่ไปทำการจัดระเบียบคนไร้บ้าน อย่างพม. ตำรวจ ทหาร ได้ทบทวนว่า ท่าน ๆ ได้ทำการจัดระเบียบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผลสอดคล้องข้อเท็จจริงนี้หรือยัง
ท่านเข้าใจเรื่องคนไร้บ้านอยู่ใช่มั้ย…
1.การมาอยู่ไร้บ้านของคนไร้บ้านส่วนใหญ่ คือ สาเหตุการตกงาน จากความสูงอายุ ร่างกายเจ็บป่วยในระดับทำงานหนักไม่ได้ พิการ ปัญหาสุขภาพกายและจิต เป็นแรงงานไร้ทักษะและใช้แรงงานอย่างเข้มข้น เมื่อแก่ตัวทำงานไม่ได้ตามเป้าจึงถูกเลิกจ้าง เป็นแรงงานรับค่าแรงขั้นต่ำ (หรือต่ำกว่าขั้นต่ำ) มาตลอดชีวิตการทำงาน ทำให้ไม่สามารถสะสมเงินได้เลยในช่วงชีวิตที่ผ่านมา
2.การไม่สามารถออกจากชีวิตไร้บ้านได้ โปรดอ่านในข้อที่ 1 ของสาเหตุการตกงาน เพราะมันเป็นสาเหตุเดียวกันของการไม่สามารถเริ่มใหม่ในตลาดแรงงานปกติได้ หรือถ้าได้งานบ้างก็เป็นงานที่ไม่ต่อเนื่อง ค่าจ้างต่ำ จนไม่สามารถสะสมเงินเพื่อนำตัวเองไปเริ่มใหม่ได้
3.คนไร้บ้านต้องการ “งาน” เป็นความต้องการอันดับ 1 งานที่คนไร้บ้านต้องการคือ งานที่ต่อเนื่องมั่นคง รายได้เหมาะสม พอที่จะนำมาจัดการตัวเองในด้าน การกิน การจัดการที่อยู่อาศัย การออม สำหรับข้อมูลที่ว่า คนไร้บ้านต้องการงานเป็นอันดับ 1 นั้น สามารถหาอ่านได้ในงานวิจัย หรือถาม Ai ดูก็พอได้
จัดระเบียบท่านจะเอาพวกเขาไปอยู่ที่ไหนบ้าง…
1.บ้านอิ่มใจ ของทางกทม.
บ้านอิ่มใจสามารถรองรับคนเข้าไปนอนได้อยู่ที่ ชาย 100 คน หญิง 100 คน คนไร้บ้านที่บริเวณราชดำเนินและพื้นที่ใกล้เคียง แจงนับล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 250 คน ชายมากกว่าหญิงอย่างมาก ชายมีจำนวนเกินจำนวนเตียงของบ้านอิ่มใจอย่างแน่นอน บ้านอิ่มใจเองในการเปิดให้บริการที่ผ่านมา มีปัญหาไม่สามารถรองรับคนไร้บ้านที่สูงอายุมาก ๆ ได้ หรือ คนไร้บ้านที่มีความพิการทางร่างกาย โดยเฉพาะพิการที่ขา เนื่องจากไม่สามารถขึ้นบันไดไปนอนบนตึกที่ชั้น 2 ของอาคารนอนได้ จึงทำให้คนไร้บ้านบางส่วนต้องนอนที่แท็งก์น้ำนอกอาคารแทน ต้องไม่ลืมข้อมูลสำคัญว่าคนไร้บ้านส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ
2.สถานสงเคราะห์ของทาง กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ
สถานสงเคราะห์ดังกล่าวกระจายอยู่ทั่วประเทศ มีอยู่ 11 แห่งทั่วประเทศ สถานสงเคราะห์ดังกล่าวจะรองรับคนไร้บ้านในทุกครั้งที่รัฐทำการจัดระเบียบ สถานสงเคราะห์ที่ว่านั้น ทุกที่เต็มอัดแน่นจากจำนวนที่รองรับได้ เช่นรองรับได้ 300 คน แต่เกินเกือบทุกที่เป็นจำนวนกว่า 100 คน สภาพที่เห็นชัดที่สุดคือหอนอน ที่ต้องนอนเรียงติดกันเป็นตับไม่มีช่องไฟ วางได้แต่เบาะนอน วางเตียงไม่ได้ จำกัดการออกมาใช้ชีวิตนอกรั้วสถานสงเคราะห์ ที่สำคัญกว่า 70-80% ผู้รับบริการเป็นผู้ป่วยจิตเวช และถ้าคนไร้บ้านเข้าไปอยู่ ต้องอยู่ร่วมใช้ชีวิตกับผู้ป่วยจิตเวชแม้แต่เวลานอนก็ตาม ท่านลองนึกสภาพตามที่คนไร้บ้านเคยเล่าให้เราฟังว่า ”นอน ๆ อยู่ ไอ้คนนี้ก็ลุกขึ้นมาเยี่ยวใส่ที่นอนตัวเอง คุณคิดดูผมต้องเจออะไรแบบนี้แทบทุกวัน“
จัดระเบียบคนไร้บ้านที่ผ่านมา…
1.การจัดระเบียบคนไร้บ้านที่ผ่านมาทุกครั้ง ไม่เคยได้แก้ปัญหา แต่เป็นเสมือนการไล่คนไร้บ้านให้กระจัดกระจายไปไร้บ้านอยู่ในที่อื่น บางส่วนที่เข้าสถานสงเคราะห์หรือที่พักของภาครัฐ เสียชีวิตโดยไร้อิสรภาพ หมองเศร้าไร้ชีวิตชีวาอยู่กับความซ้ำ ๆ เดิม ๆ บางส่วนอยู่สักพักหนีออกมา และกลับใช้ชีวิตไร้บ้านต่อไป
2.หลายครั้งที่ผ่านมาของการจัดระเบียบคนไร้บ้าน ข้ออ้างหนึ่งของภาครัฐคือ เราจะจัดหาอาชีพให้พวกเขา แต่ในทุกครั้งเช่นกัน คือ ทำการฝึกอาชีพที่ตลาดไม่ต้องการ หรืองานที่ตลาดแรงงานเขาจะคัดออกไม่รับเงื่อนไขแบบที่คนไร้บ้านเป็นอยู่ให้ได้ทำงาน หรือ ก็เป็นทักษะอาชีพที่ต้องมีเครื่องมือเครื่องไม้เป็นต้นทุนในการทำมาหากิน หรือบอกว่ามีงานจากจัดหางานมาให้สมัคร แต่สมัครไปเขาก็ไม่รับให้ทำงาน
จัดระเบียบที่ได้ประสิทธิภาพที่สุด…
1.ออกแบบจัดหางานให้ได้สอดคล้องกับบริบทของคนไร้บ้านส่วนใหญ่ และมีการจัดการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้คนไร้บ้านที่ได้งานแล้วให้เขาสามารถปักหลักและทำงานได้อย่างต่อเนื่อง กำจัดปัจจัยฉุดรั้งต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของคนไร้บ้าน
2.มีที่พักทั้งระยะเปลี่ยนผ่านแบบบ้านอิ่มใจ แต่ควรมีการออกแบบและมีโครงสร้างที่ตอบโจทย์ต่อ อายุ ความพิการ ความเจ็บป่วย มีการสนับสนุนให้เข้าถึงที่พักอาศัยในราคาถูกให้กับกลุ่มคนไร้บ้านที่เริ่มต้นทำงาน มีที่พักอาศัยในระยะยาวให้กับกลุ่มคนไร้บ้านที่สูงอายุมาก ๆ มีความพิการ หรือ อยู่ในสภาวะไม่สามารถจะดูแลชีวิตตัวเองได้โดยลำพังอีกแล้ว
หมดคำแนะนำแล้วครับ…
ลงท้ายแบบหนังสือราชการที่ว่า…ขอให้ท่านโปรดพิจารณา…
โครงการจ้างวานข้า มูลนิธิกระจกเงา

“พ่อแม่ผมแยกทางกัน ผมต้องบวชเณรตอนอายุสิบสอง แล้วก็บวชพระยันสามสิบ“ช่วงที่บวช เรียกว่าเป็นทุกข์ แต่บางวันผมก็ไม่รู้สภาวะ...
28/08/2026

“พ่อแม่ผมแยกทางกัน ผมต้องบวชเณรตอนอายุสิบสอง แล้วก็บวชพระยันสามสิบ
“ช่วงที่บวช เรียกว่าเป็นทุกข์ แต่บางวันผมก็ไม่รู้สภาวะอารมณ์ตัวเอง เช่นจำวัดอยู่ นอน ๆ อยู่ ก็ร้องไห้ออกมา
“ผมไม่ได้ต่อต้านศาสนาพุทธนะ เพียงแต่ว่า ผมไม่ได้อยากใช้ชีวิตอยู่ในผ้าเหลืองไปตลอด วันหนึ่งเลยเลือก ตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตข้างนอก
“ผมรู้ว่าชีวิตข้างนอกมันไม่ได้สุขสบายเหมือนตอนบวช สึกไปเราต้องทำมาหากิน หาเงิน ซึ่งผมรับได้นะ ผมอยากได้อิสระ อยากไปไหนก็ได้ ไม่อยากอยู่แค่พื้นที่ในวัด หรือใต้กฎเกณฑ์ของการบวชที่บังคับตัวผม
“ดังนั้น ตอนสึกออกมา ผมเลยรู้สึกกระปรี้กระเปร่ากับทุกอย่าง ทำงานหาเงินไปเรื่อย แล้วช่วงนึงมีแฟน แต่อาจเพราะผมอ่อนต่อโลก ไม่เคยมีแฟนมาก่อน พอคบไปประมาณเจ็ดเดือนกว่า ๆ เราก็เลิกกัน นั่นเป็นช่วงที่ผมดิ่งที่สุดในชีวิต ต้องบอกว่า การเลิกกับเขา เจ็บปวดกว่าความรู้สึกตอนที่ผมต้องทนบวชอยู่เกือบยี่สิบปี
“ผมคิดเรื่องเขาตลอดเวลา ไม่เป็นอันทำมาหากินอะไร จนกระทั่งผมคิดขึ้นได้ว่า เราจะอยู่แบบนี้ตลอดไม่ได้
“ผมตั้งใจว่าจะไปเที่ยวต่างจังหวัด ที่ไหนสักที่ ให้จิตใจมันดีขึ้น แต่แล้วผมก็ไปเจอเพจค่ายอาสาต่าง ๆ เลยคิดว่า ไหน ๆ ไปต่างจังหวัดแล้ว ลองไปทำงานอาสาน่าจะดี
“นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้สัมผัสกับคำว่าการเป็นอาสา ตอนที่ไป ผมลืมหมดทุกอย่าง ในระหว่างออกค่าย ผมลืมแม้กระทั่งเรื่องแฟน แล้วพอจบจากค่าย กลับมาบ้าน ผมก็ได้ปลดล็อกตัวเอง คือ ผมแทบไม่คิดถึงแฟนเก่า หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ก่อนหน้านี้มันเคยทำให้ผมเป็นทุกข์
“หลังจากนั้นผมก็ตั้งเป้าหมายว่า ในเมื่อหายดีแล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องเลิกทำอาสาก็ได้ ผมจะทำงานอาสาต่อไป ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ผมตระเวนเป็นอาสาบ่อย ๆ
“กับมูลนิธิกระจกเงา ผมมาเป็นอาสาห้าครั้งแล้วครับ มันมีคำพูดนึงของพี่ที่ผมรู้จัก เขาพูดประมาณว่า การที่เรายอมลำบากเพื่อคนอื่นในช่วงเวลานึง ช่วงเวลานั้นจะเป็นช่วงเวลาที่เราลืมนึกถึงตัวเอง ลืมว่าเราจะลำบากไหม จะเหนื่อยไหม เพราะตัวเราจะมีสมาธิจดจ่อ อยู่กับการทำประโยชน์ให้สังคม
“ผมรู้สึกว่าการทำอาสา ผมได้ปลดปล่อยศักยภาพตัวเอง ผมรู้สึกว่าตัวเองยังทำอะไรได้อีกมาก การมาที่นี่ ผมได้เป็นอิสระ คำว่า ‘อิสระ’ มันมีความหมายกับผม อาจเพราะที่ผ่านมา ผมไม่เคยได้เดินตามเจตนารมณ์ของตัวเองจริง ๆ
“ผมก็เลย
“โหยหาอิสรภาพอยู่เสมอ”

_______________

(ดี) ศุภวิชญ์ ปิ่นเฟื่อง อาสาล้างบ้านมูลนิธิกระจกเงา
_______________

หลังระดมกำลังล้างบ้านให้กับกลุ่มผู้เปราะบาง ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ป่วยจิตเวช ไปจำนวนทั้งสิ้น 41 หลัง ขณะนี้ ทีมอาสาล้างบ้านมูลนิธิกระจกเงา กำลังเข้าสู่กระบวนการนำสิ่งของบริจาค อาทิ ที่นอน หมอน มุ้ง อาหารแห้ง เครื่องครัว ไปแบ่งปัน เพื่อให้บ้านแต่ละหลัง ได้ตั้งต้น กลับมาใช้ชีวิตปกติได้อีกครั้ง

#ฟื้นฟูบ้านเรือนช่วยเหลือผู้ประสบภัย
#อาสาล้างบ้าน #มูลนิธิกระจกเงา
#น้ำท่วมน่าน2569

ที่อยู่

เลขที่ 191 ซอย วิภาวดีรังสิต 62 แยก 4-7 แขวง ตลาดบางเขน เขต หลักสี่ กรุงเทพมหานคร
Bangkok
10210

เวลาทำการ

จันทร์ 09:30 - 17:00
อังคาร 09:30 - 17:00
พุธ 09:30 - 17:00
พฤหัสบดี 09:30 - 17:00
ศุกร์ 09:30 - 17:00
เสาร์ 10:00 - 16:00
อาทิตย์ 10:00 - 16:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ มูลนิธิกระจกเงาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง มูลนิธิกระจกเงา:

ทางลัด

แชร์