16/03/2021
ชำแหละความคิดนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์
"เขารู้อะไรและไม่รู้อะไร"................................................................
ในความเคลื่อนไหวทางความคิดและการชี้นำ
ทัศนะความเชื่อของบุคคลท่านนี้ทางการเมือง
การปกครองของไทย เป็นการแสดงออกถึง
ความคิดเห็นว่า เขาเป็นฝ่าย "กษัตริย์นิยม" และ
เป็นที่รับรู้โดยทั่วไป ทั้งสื่อมวลชนที่เผยแพร่
ความคิดให้เขาและกลุ่มที่อยู่ภายใต้การนำ
ทางความคิด ที่จริงผู้เขียน ไม่ได้มีปัญหาหรือ
มีอคติใดๆ กับนายสุลักษณ์เป็นการส่วนตัว
แต่เมื่อเห็นว่าการนำทางความคิดไม่เป็นไป
โดยธรรม หรือไม่ยึดถือหลักวิชา อันเป็นมูลฐาน
ขององค์ความรู้ ทั้งทางตรรกะและปรัชญา
คิดจะพูดอะไรก็พูด ทำให้คนหลงเชื่อและเข้าใจ
ผิดไปมาก นั่นเท่ากับนายสุลักษณ์กำลังดูถูก
คนไทยว่าโง่ เพราะพูดอะไรก็เชื่อไปหมด
แต่ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยเชื่อถือและไม่ศรัทธา
บุคคลท่านนี้ เพราะเป็นการให้ทัศนะที่หละหลวม
ทางทฤษฎีเป็อย่างมาก และขาดความรับผิด
ชอบต่อหลักความจริง จึงทำให้ไม่อาจเชื่อถือได้
ในที่นี้ขอกล่าวเฉพาะเรื่องที่บุคคลนี้อ้างว่าเป็น
ฝ่าย "กษัตริย์นิยม" ซึ่งหากมองอย่างผิวเผินแล้ว
เป็นทิฏฐิที่รักในสถาบันชาติและรักแผ่นดินเกิด
ของนายสุลักษณ์ แต่เมื่อมองในความคิดลึกๆ
แล้ว ความจริงไม่ได้เป็นอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ
หรือแม้กระทั่งนายสุลักษณ์เองอาจไม่รู้ เพราะ
ความรู้ของเขาหลงอยู่ในอวิชชา จากการมี
ความรู้ไม่ครบองค์ และขาดการจัดระบบ
ความคิดโดยธรรม ที่ควรจัดระบบความคิด
การเห็นความจริงสมมติ ( ข้อเท็จจริง )
สู่ความจริงเหนือสมมติ ( หลักวิชา )
ซึ่งในปัญญาของท่านที่มีภาวะเป็นวิญญูชนแล้วนั้น
เมื่อท่านเห็นความจริงในชั้น สมมติสัจจะแล้ว
ท่านจะไม่ยึดถือเอาข้อเท็จจริงที่เป็นความจริง
สมมตินั้นมาสรุปเป็นสารัตถะของความรู้ แต่
ท่านจะใช้ปัญญายกมูลฐานที่เป็นข้อเท็จนั้น
ขึ้นสู่ความจริงในชั้นภาวะสัจจะ ( ความจริง
ตามสภาวะ ) และสังเคราะห์ภาวะสัจจะนั้น
ด้วยปัญญาในธรรม เพื่อยกขึ้นสู่ความจริงใน
ชั้นปรมัตถ์สัจจะ อันเป็นมูลฐานเหตุแห่งการ
เกิดปรากฏการณ์ของเรื่องราวของรูปนามของ
สิ่งต่างๆ โดยธรรมแล้วคือความเห็นและความ
เข้าใจเหตุของความเป็นไปนั่นเอง
แต่การชี้นำทางความคิดในการเมืองการ
ปกครองต่อคนรุ่นใหม่ของนายสุลักษณ์
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ส่วนมากวนเวียน
อยู่กับเรื่องความจริงสมมติ (ข้อเท็จจริง/Fact)
และแสดงตัวเป็นผู้นำทางความคิด และให้
การรับรองข้อเท็จจริงในปรากฏการณ์ทาง
สังคมว่าเป็นความจริงที่ถูกต้องแล้ว เป็นที่สุดแล้ว
นายสุลักษณ์ขาดการแสดงทัศนะที่ชอบ
ด้วยปัญญาและพินิจโดยธรรมอย่างสิ้นเชิง
หรือกล่าวได้ว่า ทฤษฎีหรือทิฏฐิของนายสุลักษณ์
ยึดเอาข้อเท็จจริงเป็นบทสรุปของความรู้ที่แท้จริง
ซึ่งมันได้ก่อผลเสียเป็นอย่างมากต่อความเข้าใจใน
องค์ความรู้ของคนรุ่นใหม่ ที่ยังขาดประสบการณ์
และกับคนที่ยึดติดอยู่กับภาพลักษณ์ของนาย
สุลักษณ์ว่าเป็นปัญญาชน ทัศนะนิยมกษัตริย์ของ
นายสุลักษณ์นั้น ก็เป็นไปตามความรู้ที่ร่ำเรียนมา
จากประเทศตะวันตก และยึดทฤษฎีความรู้ (Theory)
แบบตะวันตกมาวางทาบทับสังคมไทย
ซึ่งในจินตภาพและรูปธรรมของปรัชญาตะวันตก
ถือเอาทฤษฎีเป็นที่สุดของความรู้ นิยามคำศัพท์
Theory ในความหมายทางนิรุกติศาสตร์ของ
ตะวันตก จินตภาพและความหมายมันไม่ตรงกับ
นิยามของปรัชญาตะวันออก เพราะในหลักวิชา
ของความรู้ทางโลกตะวันออก โดยเฉพาะ
เมืองไทยนั้น ยึดถือเอาความจริงในชั้นปรมัตถ์
และสูงขึ้นไปถึงชั้นอริยสัจเป็นความจริงโดย
สมบูรณ์
กล่าวโดยสังเขปคือ ปรัชญาในองค์ความรู้ของ
โลกตะวันออกนั้นยึดถือธรรม และความจริงใน
ชั้นปรมัตถ์สัจจะเป็นหลักในศาสตร์วิชาต่างๆ
ทัศนะของนายสุลักษณ์ที่อ้างว่าเป็นฝ่าย
กษัตริย์นิยม จึงเป็นความนิยมที่ตั้งอยู่บนมูลฐาน
ของข้อเท็จจริง หรือทฤษฎี ซึ่งยังไม่ใช่ที่สุด
ของความจริง
ดังนั้นสำหรับนายสุลักษณ์แล้ว อย่าว่าแต่การ
เป็นปัญญาชนเลย เพราะมันยังห่างไกลมาก
กับคำว่าปราชญ์ นายสุลักษณ์จึงเป็นได้แค่
ปุถุชนที่ยังพอกหนาด้วยกิเลสตัณหา อัน
ประกอบด้วยโมหะและพยาบาทเท่านั้น...............................................................
นายสุลักษณ์เป็นฝ่ายกษัตริย์นิยมจริงหรือ ?
เมื่อเรามองตามมูลฐานของเหตุความนิยมแล้ว
ก็สามารถตอบได้ว่า "จริง" แต่ความนิยมนั้น
มันขึ้นต่อองค์ความรู้ที่เขาเข้าใจและยึดถือ
เป็นทฤษฎีและความเชื่อ เมื่อย้อนดูประวัติ
การศึกษาของนายสุลักษณ์ ก็พอเข้าใจได้ว่า
เขามีความนิยมในกษัตริย์แบบไหนและอย่างไร
นายสุลักษณ์ก็เป็นคนหนึ่งที่่มีความเชื่อตาม
แนวทางทฤษฎีการเมืองของคณะราษฎร์
หรือกล่าวได้ว่าเป็นผู้สืบทอดแนวคิดของ
คณะราษฎร์คนสำคัญคนหนึ่ง ที่ไปศึกษา
จากอังกฤษ ประเทศในภาคพื้นยุโรป
เช่นเดียวกับกลุ่มที่วางทฤษฎีทางการเมืองให้
กับคณะราษฎรสำเร็จการศึกษาจากประเทศ
แถบยุโรปมาเหมือนกัน
สาระสำคัญของความบทนี้ ไม่ได้สรุปเอาเอง
หรือชี้นำให้เชื่อว่าคนไทยที่ไปเรียนจากประเทศ
ตะวันตก จะมีทัศนะความเชื่อเหมือนกับบุคคล
ที่ผมพูดถึงนี้ไปเสียทุกคน เพราะทัศนะที่มา
จากทฤษฎีที่เป็นความรู้ทางศาสตร์วิชานั้น
ยังต้องขึ้นต่อหลักความจริง หรือ "หลักวิชา"
ที่ตั้งอยู่โดยธรรม กล่าวคือ คนที่ยึดถือหลักวิชา
จะไม่นำเอาความรู้นั้นมารับใช้หรือสนองตัณหา
อันเป็นอวิชชาที่คอยรับใช้มิจฉาทิฎฐินั่นเอง
ทฤษฎีนิยม หรือทิฎฐิที่เป็นความเห็นในอัตวิสัย
นั้น เกิดขึ้นจากความรู้ที่ศึกษาในศาสตร์วิชา
หากผู้ศึกษานั้นมีคุณธรรมในจิตใจมากพอ
ความคิดจะไม่ประกอบด้วยอวิชชาแล้ว
ก็จะมองเห็นความจริงที่เป็นมูลฐานของหลัก
วิชา จิตของเขาก็จะเป็นอิสระจากความรู้นั้น
ดังปรัชญาการศึกษาที่กล่าวว่า
"ความรู้ทำให้คนกล้า ความกล้าทำให้ค้นพบ
ความจริง และความจริงนั้น ทำให้คนเป็นอิสระ"
หรือ ความรู้เกิดขึ้นจากการพบความจริงของ
วัตถุ ปัญญาก็จะเกิดและตั้งอยู่ในจิตที่เป็น
อิสระจากวัตถุนั้น ส่วนปรัชญาของโลกตะวัน
ออกสูงไปกว่านั้น ซึ่งไม่มีอยู่ในองค์ความรู้ของ
โลกตะวันตกคือ เมื่อจิตเห็นความจริงในวัตถุ
แล้ว จิต (เจตสิก) นั้น ก็สามารถเป็นอิสระ
จากความรู้นั้นด้วย "จิตที่เป็นอิสระจากจิต"
จะเข้าถึงความจริงแท้ของทุกสรรพสิ่ง"
ในทางศาสนาคืออริยบุคคลผู้บรรลุธรรมนั่นเอง
ดังนั้น ปรัชญาที่แท้จริงของการศึกษา คือ มีความ
มุ่งหมายเพื่อให้คนค้นพบความจริงและมองเห็น
ความจริงที่แท้ในความจริงสมมตินั้น
ประเด็นตรงนี้แหละความรู้ที่ของแต่ละคนนั้น
จะเป็นวิชชาหรืออวิชชา หากระบบความคิด
เป็นไปโดยธรรมก็จะเป็น "วิชชา" หากเป็นไป
โดยตัณหาและโมหะแห่งตน ความรู้นั้นก็จะเป็น
"อวิชชา" เพราะมันไปสนองความอยากและ
ความหลงในจิตใจ ความประจักษ์จริงเรา
พบเห็นกันอยู่โดยทั่วไปว่า คนมีความรู้ทาง
ศาสตร์วิชา จะมีความเห็นแก่ตัว ใช้วิชานั้น
เอาเปรียบ เหยียดหยามดูหมิ่นดูแคลนคนอื่น
หรือผยองตัวว่าเป็นผู้รู้ เป็นปราชญ์ เป็น
ปัญญาชน หากใครก็ตามมีภาพสะท้อนการ
กระทำและแสดงทัศนะอย่างนั้น
มันก็เป็นแค่วิญญูชนจอมปลอม ................................................................
คำว่า "นิยม" ความหมายตามพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑิต แปลว่า
(๑) (แบบ) น. การกำหนด. (ป., ส.).
(๒) (แบบ) ก. ชมชอบ, ยอมรับนับถือ, ชื่นชมยินดี,
ใช้ประกอบท้ายคำสมาสบางคำใช้เป็นชื่อลัทธิ
เช่น ลัทธิชาตินิยม ลัทธิสังคมนิยม
ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Ism (อิส'ซึม) n.
โดยอรรถะ หมายถึงลัทธิ, ทฤษฎี, ระบบ,
ความเชื่อ, ศาสตร์วิชา เมื่อนำมาสมาสกับคำ
ศัพท์ใด ก็หมายถึงความรู้ในสิ่งนั้นๆ อย่าง
ชัดแจ้งจึงเกิดความนิยมในเรื่องนั้นขึ้นมา
หากไม่รู้ก็ไม่สามารถนิยมได้ แต่ถ้ายังยืนยัน
ว่านิยมเพราะชอบ นั่นเป็นความหลง ซึ่ง
ตรงข้ามกับความรู้ที่ช่วยให้เกิดปัญญาเห็น
ปรากฏการณ์ตามจริงได้ เพราะทิฏฐิ
หรือทฤษฎีนั้น เมื่อไม่ยึดหลักวิชาแล้ว
ในคนทั่วไปที่ไม่ใช่อริยบุคคลแล้วมันยังจะ
ประกอบด้วยตัณหาและโมหะปนอยู่ภายใน
ความคิดก็จะไม่เป็นไปโดยธรรม หรือกล่าว
ได้ว่าไม่เป็นทิฏฐิสามัญญตา
กล่าวโดยสรุปคือ "นิยม" เกิดจากความรู้
เมื่อรู้แล้วจึงกำหนดความคิด วิธีคิดเป็นทัศนะ
ความเชื่อที่ปรากฎออกมาเป็นการพูดและ
การกระทำที่มีจุดยืนรับใช้ทัศนะนิยมนั้น