31/07/2024
👩🦰 แนะนำงานของนักสตรีนิยมฝรั่งเศสจากพิธีเปิด #โอลิมปิก2024 สี่ท่าน 📖
① คริสตีน เดอ ปีซ็อง (Christine de Pizan)
กวี ปราชญ์ และนักเขียนในราชสำนักฝรั่งเศส นักเขียนมืออาชีพเพศหญิงคนแรกของยุโรป ชาตะ 1364 มรณะราว 1430
The Book of the City of Ladies (1405) ของเธอถือเป็นหนังสือสตรีนิยมเล่มแรก ๆ ของโลก เดอ ปีซ็อง ต้องการโต้แย้งทัศนคติเหยียดเพศที่พบได้ทั่วไปในวรรณกรรมและในสังคมสมัยที่เธอมีชีวิต หนังสือของเธอตอบโต้ข้ออ้างที่นักเขียนชายมักใช้โจมตีผู้หญิง และยังเชิดชูวีรสตรีท่านต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์ยุคโบราณ เทพปกรณัมกรีกโรมัน และศาสนาคริสต์เองอีกด้วย
“ผู้ที่มีคุณธรรมสูงส่งกว่าก็ย่อมเป็นมนุษย์ที่เหนือกว่า ความเหนือกว่าหรือด้อยกว่าของมนุษย์ไม่ได้ถูกกำหนดโดยความแตกต่างทางเพศ แต่ขึ้นอยู่กับว่าคนคนหนึ่งได้พัฒนาธรรมชาติและศีลธรรมของตนจนสมบูรณ์แบบได้มากน้อยเพียงใด”
② ออแล็งป์ เดอ กูฌ (Olympe de Gouges)
นักเขียนบทละครและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงการปฏิวัติ 1789 เธอเรียกร้องสิทธิพลเมือง การปลดแอกสตรี และการเลิกทาส นักสตรีนิยมนิยมเจ้าผู้นี้ยังเขียนบทความปกป้องมารี อ็องตัวแน็ต จากคำว่าร้าย และวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของรอแบ็สปีแยร์ไว้หลายครั้ง จนในที่สุดเธอก็ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยกิโยตีนไม่กี่สัปดาห์หลังจากอดีตราชินีฝรั่งเศส ชาตะ 1748 มรณะ 1793
เดอ กูฌ เป็นผู้เขียนคำประกาศว่าด้วยสิทธิสตรีและพลเมืองหญิง (ในภาษาฝรั่งเศส “คำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและพลเมือง” นั้นอาจแปลเป็น “คำประกาศว่าด้วยสิทธิบุรุษและพลเมืองชาย” ก็ได้) ซึ่งกล่าวว่า “สตรีทั้งหลายเกิดมาเสรีและทรงไว้ซึ่งสิทธิเสมอกับบุรุษ” (Ⅰ) John R. Cole ได้แปลคำประกาศนี้เป็นภาษาอังกฤษและนำเสนอบริบทของงานและชีวประวัติของเดอ กูฌ ในหนังสือชื่อ “Between the Queen and the Cabby: Olympe de Gouges's Rights of Woman” (McGill-Queen's University Press, 2011)
“บุรุษเอ๋ย ท่านสามารถมีความยุติธรรมได้หรือไม่? คำถามนี้สตรีเป็นผู้ถาม อย่างน้อยก็อย่าพรากสิทธิที่จะถามไปจากเธอเลย บอกฉันเถิด ใครกันเป็นผู้มอบอำนาจอธิปัตย์ให้ท่านกดขี่เพศของฉัน?”
③ ซีมอน เดอ โบวัวร์ (Simone de Beauvoir)
นักปรัชญา นักเขียน และนักคิดทฤษฎีสตรีนิยมที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งของศตวรรษที่แล้ว เธอมีชื่อเสียงจากทั้งนวนิยาย อัตชีวประวัติ งานเขียนทางปรัชญา และความสัมพันธ์นอกกรอบกับฌ็อง-ปอล ซาทร์ ชาตะ 1908 มรณะ 1986
งานเขียนชิ้นที่โด่งดังที่สุดของเดอ โบวัวร์ คงจะเป็น The Second S*x (Le Deuxième S*xe, 1949) ซึ่งวิเคราะห์ความเป็นหญิงผ่านกรอบปรากฏการณ์วิทยา (phenomenology) เพื่อแสดงให้เห็นว่าอุดมคติชายเป็นใหญ่ในประวัติศาสตร์และชีวิตประจำวันทำให้ “ชายเป็นหลัก หญิงเป็นอื่น” อย่างไร และทำไม “ผู้หญิง” ถึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางกายภาพ แต่เป็นสิ่งประดิษฐ์ทางสังคม “เราไม่ได้เกิดมาเป็นผู้หญิง แต่เรากลายเป็นผู้หญิงต่างหาก”
นอกจาก The Second S*x แล้ว หนังสืออีกเล่มของเดอ โบวัวร์ ซึ่งผู้ที่สนใจปรัชญาควรอ่านก็คือ The Ethics of Ambiguity (Pour une morale de l'ambiguïté, 1947) ซึ่งพยายามสร้างระบบจริยธรรมแบบ existentialist ที่ตั้งอยู่บนเสรีภาพ ความรับผิดชอบ และสภาวะอันกำกวมของมนุษย์ในโลกที่ขาดความกระจ่างชัด หนังสือเล่มนี้จึงยังอาจเป็นหนังสือเล่มแรกที่ใครที่สนใจศึกษา existentialism ควรเปิดอ่านอีกด้วย (ที่แน่ ๆ มันสั้นกว่า Being and Nothingness หลายเท่า!)
“Existentialism ตั้งแต่แรกนิยามตัวเองว่าเป็นปรัชญาแห่งความกำกวม … หากไม่มีความล้มเหลว ก็ไม่มีจริยธรรม เพราะสิ่งที่ตรงกับตัวเองพอดีตั้งแต่แรก และมีความสมบูรณ์สมบูรณ์แบบ จะไม่รู้ความหมายของความจำต้องเป็น เราไม่สามารถร่างจริยธรรมให้แด่พระเจ้าได้”
อ่าน The Ethics of Ambiguity (แปลอังกฤษ) ได้ที่
https://www.marxists.org/reference/subject/ethics/de-beauvoir/ambiguity/index.htm
④ โปแล็ต นาร์ดาล (Paulette Nardal)
นักเขียนและนักข่าวจากเกาะมาร์ตีนิก นักศึกษาหญิงผิวดำคนแรกของซอร์บอน หนึ่งในผู้ริเริ่มการเคลื่อนไหว Négritude ซึ่งมุ่งสร้าง “สำนึกคนดำ” ในหมู่คนเชื้อสายแอฟริกาทั่วโลก เธอรณรงค์สนับสนุนสิทธิสตรีและต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติในฐานะผู้แทนมาร์ตีนิกในสหประชาชาติ ชาตะ 1896 มรณะ 1985
บทความที่เธอเขียนลงวารสารสตรีนิยม La femme dans la cité (“ผู้หญิงในเมือง”) ซึ่งนาร์ดาลเป็นผู้ก่อตั้งในปี 1944 ได้มีผู้นำมารวบรวมและแปลเป็นอังกฤษไว้ในหนังสือ “Beyond Negritude: Essays from Woman in the City” (SUNY, 2009) ซึ่งมีทั้งบทแปลและต้นฉบับภาษาฝรั่งเศสรวมอยู่ในเล่ม บทความเหล่านี้เขียนขึ้นในช่วงหลังสงครามโลก ซึ่งเป็นช่วงที่นาร์ดาลเปลี่ยนมาโฟกัสประเด็นเรื่องผู้หญิงเป็นหลัก และแสดงพัฒนาการทางความคิดและการรณรงค์ทางการเมืองของเธอ
“สังคมเป็นแง่มุมของชีวิตที่ผู้หญิงให้ความสนใจเป็นอันดับแรกและเหนือสิ่งอื่นใด ผู้หญิงเท่าเทียมกับผู้ชายในแง่หน้าที่ทางสังคม และผู้หญิงยังฉลาดและเป็นอิสระในฐานะปัจเจกบุคคล แต่ในฐานะสิ่งมีชีวิตทางสังคม เธอจำเป็นต้องรับใช้มนุษยชาติ เธอต้องมีส่วนสนับสนุนความก้าวหน้าของมนุษยชาติเช่นเดียวกับผู้ชาย เธอจะยึดมั่นในหน้าที่สตรีของตน ตราบเท่าที่เธอปฏิบัติตามพันธะทางสังคมนี้”