23/08/2026
วันที่ 22 สิงหาคม 2569 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสมุทรสาคร เพื่อติดตามความก้าวหน้าการส่งเสริมการเลี้ยงปูทะเล โดยมี นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง นายวิศณุพร รัตนตรัยวงศ์ รองอธิบดีกรมประมง นางสาวมนทกานติ ท้ามติ้น ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง นายไวทัศน์ หนูกล่ำ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสมุทรสาคร และเจ้าหน้าที่กรมประมง ให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงานด้านการเพาะเลี้ยงปูทะเล
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มุ่งผลักดัน “ปูทะเล” ให้เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง เนื่องจากเป็นสินค้าที่ตลาดมีความต้องการและมีราคาจำหน่ายสูง พร้อมส่งเสริมการนำบ่อกุ้งร้างกลับมาใช้ประโยชน์ เพื่อสร้างทางเลือกอาชีพและเพิ่มมูลค่าให้พื้นที่ชายฝั่ง สอดคล้องกับนโยบายยกระดับสินค้าเกษตรมูลค่าสูงโดยใช้หลัก “ตลาดนำการผลิต” ควบคู่กับการใช้องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ภายใต้แนวทางเชื่อมโยงระบบ “ลูกพันธุ์–พื้นที่เลี้ยง–การผลิต–ตลาด” เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผลผลิตปูทะเลจากการเพาะเลี้ยง 3,963.66 ตัน มูลค่า 1,343.36 ล้านบาท มีเกษตรกร 4,710 ฟาร์ม พื้นที่เลี้ยงรวม 55,127.99 ไร่ โดยจังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นแหล่งเลี้ยงปูทะเลสำคัญของประเทศ ทั้งด้านจำนวนฟาร์ม พื้นที่ ผลผลิต และมูลค่าทางเศรษฐกิจ ขณะที่จังหวัดสมุทรสาครอยู่ในอันดับที่ 5 ของประเทศ ปูทะเลมีราคาจำหน่ายประมาณ 230–600 บาทต่อกิโลกรัม ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 4–5 เดือน และสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรเฉลี่ยประมาณ 60,000 บาทต่อไร่ต่อรุ่น
กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง (กพช.) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคนิคการเพาะเลี้ยงปูทะเลตลอดห่วงโซ่การผลิต ปัจจุบันมีศักยภาพผลิตลูกปูระยะ Young crab ได้ถึง 3 ล้านตัวต่อปี พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร สถาบันการศึกษา และผู้สนใจ รวมทั้งขยายผลการเลี้ยงปูทะเลในหลายพื้นที่ อาทิ โครงการปูไทยสร้างชาติ จังหวัดตรัง ส่งเสริมการเลี้ยงปูทะเลในพื้นที่บ่อกุ้งร้าง โดยสนับสนุนองค์ความรู้ ลูกพันธุ์ และปัจจัยการผลิต และ โครงการเสริมความเข้มแข็งสู่เกษตรอัจฉริยะในพื้นที่บ่อกุ้งร้าง จังหวัดปัตตานี ที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI และ IoT ในการเลี้ยงปูทะเลและปูคอนโด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและอัตรารอดของลูกปู
นอกจากนี้ กพช. ยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ดำเนิน โครงการขยายผลองค์ความรู้และนวัตกรรมการเลี้ยงปูขาว เพื่อเพิ่มรายได้และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนอาชีพอย่างยั่งยืน จังหวัดนครศรีธรรมราช มีเกษตรกรเป้าหมาย 100 ราย ในพื้นที่อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช อำเภอปากพนัง และอำเภอหัวไทร มุ่งเพิ่มอัตรารอด ลดต้นทุน เพิ่มรายได้สุทธิ พัฒนาระบบการเลี้ยงแบบผสมผสาน เชื่อมโยงตลาด และสร้างผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรุ่นใหม่
ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน พร้อมคณะ ได้เยี่ยมชมกระบวนการผลิตลูกปูทะเลของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสมุทรสาคร ตั้งแต่การขุนเลี้ยงแม่พันธุ์ การเพาะและอนุบาลลูกปูทะเล ไปจนถึงการเลี้ยงปูทะเลในบ่อดิน เพื่อศึกษาการดำเนินงานตั้งแต่ต้นน้ำสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ พร้อมประชุมผ่านระบบออนไลน์กับหน่วยงานในสังกัด กพช. ได้แก่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาและอนุรักษ์พันธุ์ปู ป่าทุ่งทะเล อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ศูนย์พัฒนาประมงพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสงขลา และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งตรัง เพื่อรับทราบผลการดำเนินงาน ปัญหาและอุปสรรคด้านการผลิตปูทะเล ตลอดจนมอบนโยบายและแลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
ภายหลังการตรวจเยี่ยม นางสาวมนทกานติ ท้ามติ้น ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง พร้อมคณะ ได้ร่วมรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปูทะเลในจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อรวบรวมปัญหา ข้อจำกัด และข้อเสนอแนะจากผู้เลี้ยงโดยตรง สำหรับนำไปใช้ปรับปรุงแนวทางการวิจัย พัฒนา และส่งเสริมการเลี้ยงปูทะเลให้สอดคล้องกับสภาพการผลิตจริงในพื้นที่
ทั้งนี้ กพช. พร้อมนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนไปต่อยอดการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตั้งแต่การผลิตลูกพันธุ์ การเพิ่มอัตรารอดและประสิทธิภาพการเลี้ยง ไปจนถึงการเชื่อมโยงตลาด เพื่อผลักดัน “ปูทะเล” ให้เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูงและเป็นอาชีพทางเลือกที่สร้างรายได้มั่นคงแก่เกษตรกร ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชนชายฝั่งไทยอย่างยั่งยืน