มุกดาหารบ้านเฮา

มุกดาหารบ้านเฮา ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก มุกดาหารบ้านเฮา, อนุรักษ์ธรรมชาติ, -, Bangkok.

‘กังหันลม’ พลังงานสะอาด แต่ทำลายวิถีชีวิตคนเลี้ยงควาย บ้านนาโสก ต.นาโสก อ.เมือง จ.มุกดาหารบ้านนาโสก ตำบลนาโสก อำเภอเมือง...
24/08/2026

‘กังหันลม’ พลังงานสะอาด แต่ทำลายวิถีชีวิตคนเลี้ยงควาย บ้านนาโสก ต.นาโสก อ.เมือง จ.มุกดาหาร
บ้านนาโสก ตำบลนาโสก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เป็น “ชุมชนคนภูไท” ที่มีความผูกพันกับผืนป่ามาอย่างยาวนาน ผ่านวิถีชีวิต วัฒนธรรม และการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิต สำหรับชุมชนแห่งนี้ ป่าไม่ได้เป็นเพียงแหล่งอาหารและยารักษาโรคเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นทุนทางระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตและความหลากหลายของชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง
หากนับการก่อตั้งหมู่บ้านโดยจากบรรพบุรุษ ชุมชนนาโสกมีอายุร้อยกว่าปี พื้นที่ตั้งหมู่บ้านมีลักษณะภูมินิเวศเป็นภูเขาลูกโดดสลับกับพื้นที่ราบ ที่มาของคำว่า “โสก” มาจากลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ ซึ่งเป็นร่องลึกที่เกิดจากการกัดเซาะของโดยมีสาเหตุจากน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่พื้นที่ราบ กัดเซาะดินจนเป็นร่องลึก รวมถึงเกิดจากรอยล้อเกวียนและร่องรอยเท้าของวัวควายที่ใช้เส้นทางนั้นเป็นประจำ จนเกิดเป็นร่องลึกและบริเวณดังกล่าวมักเป็นร่องน้ำไหล เมื่อถึงฤดูฝน น้ำจะกัดเซาะจนกลายเป็นถนน มีผู้คนเดินไปมาหาสู่กัน (ทางเกรียน) ชาวบ้านจึงเรียกว่า “โสก” ส่วนคำว่า “นา” มาจากทุ่งนา ซึ่งเป็นพื้นที่ต่อจากโสก และรับน้ำที่ไหลจากโสกลงสู่นา “นาโสก” จึงหมายถึงนาที่เป็นโสก ไม่ราบเรียบ การทำนาในพื้นที่แห่งนี้ในอดีตจึงยากลำบาก โดยเฉพาะในฤดูฝน น้ำจะไหลลงมาท่วมนาข้าวและกัดเซาะคันนาจนขาด ในสมัยก่อนการสัญจรยังใช้เกวียน โดยใช้วัวควายเทียมเกวียนเป็นยานพาหนะ
ขณะที่บ้านนาโสกนิยมเลี้ยงควาย เพราะมีพื้นที่สำหรับเลี้ยงควายที่กว้างขวาง คนในชุมชนใช้ควายเป็นแรงงานในการไถนา ตลอดจนมองว่าควายเปรียบเสมือน “ธนาคารเคลื่อนที่” เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงิน ก็สามารถขายควายเพื่อนำเงินมาใช้จุนเจือครอบครัวในยามลำบาก ฉะนั้น มิติของควายในชุมชนบ้านนาโสกตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน จึงเป็นทั้งวิถีชีวิต แรงงาน และเศรษฐกิจของคนชนบท (มิติทางสังคม วัฒนธรรม โดยใช้ควายไถนาเอาแฮงกัน คือการเอาควายไปไถนาช่วยกัน ซึ่งเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นคนภูไทที่ช่วยเหลือเกื้อกูล จนสามารถรวมกันเป็นสังคมชุมชน )
การเลี้ยงควายสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันและการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างคน สัตว์ และผืนป่า ซึ่งมิอาจตัดขาดหรือทำให้หายไป โดยอ้างการพัฒนาตามนโยบายของรัฐเพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน (ความมั่นคงของใคร) เพราะการพัฒนาที่ไม่มี “คนและวิถีชีวิต” อยู่ในสมการ ย่อมเป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน
ควายเป็นภูมินิเวศทางวัฒนธรรมและเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจของชุมชน สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างชาวนากับควาย โดยเฉพาะชาวนาในชนบท ควายเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญในฤดูกาลทำนา จะเห็นได้ว่าในอดีตแทบทุกบ้านต้องมีควายที่สามารถใช้ไถนาได้ จึงไม่แปลกที่วิถีชีวิตของคนในชนบทจะมีความผูกพันกับควาย และในบางพื้นที่ยังมีการบูชาบุญคุณควายในทุก ๆ ปี เพื่อตอบแทนควายที่ช่วยให้ชาวนาได้ผลผลิตข้าวสำหรับบริโภค และหากเหลือจากการบริโภคก็สามารถนำไปขายเพื่อสร้างรายได้ในแต่ละปี
ในสมัยก่อน ควายยังถูกใช้เป็นสินทรัพย์แทนเงิน เช่น การเอาควายแลกนา หรือการเอาควายเป็นสินสอด ควายจึงมีบทบาทเสมือนอัตราการแลกเปลี่ยน (เงิน) ข้อมูลจากปศุสัตว์จังหวัดมุกดาหารระบุว่า การเลี้ยงกระบือ หรือควาย ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร มีประมาณ 17,461-17,474 ตัว มีจำนวนผู้เลี้ยง 4,338-4,351 ราย ราคาเฉลี่ย 38,000 บาทต่อตัว และมีมูลค่าผลผลิตรวม 633,518,000 บาท
อีกหนึ่งพื้นที่ผืนป่าที่เป็นพื้นที่ทำเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ในจังหวัดมุกดาหาร คือพื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลง 1 ตำบลนาโสก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ป่าซาดหนา” และเป็นบริเวณทำเลเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่
จากคำบอกเล่า “ป่าซาดหนา” มีต้นชาดจำนวนมาก (ชาดหรือเหียง เป็นไม้ยืนต้นในตระกูลยางนา) เต็มพื้นที่ จึงเรียกตามลักษณะที่พบว่า “ป่าซาดหนา” โดยเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ป่าภูน้อย ป่าภูยูง จนถึงป่าโคกขี้ซี่ ในอดีตคนในชุมชนและหมู่บ้านใกล้เคียงจะนำควายมาเลี้ยง เพื่อให้กินหญ้าเพ็กในช่วงฤดูปักดำทำนา เพราะในท้องนามีการปลูกข้าวเต็มพื้นที่ จึงไม่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับเลี้ยงควาย หลายครอบครัวจึงนำควายขึ้นมาเลี้ยงบนภูเขาและพื้นที่ราบ โดยปล่อยควายขึ้นภูในช่วงกลางวัน และช่วงเย็นจึงเข้าไปต้อนกลับลงมาเข้าคอก
จริง ๆ แล้ว ความหมายของป่าในการเข้ามาใช้ประโยชน์ไม่ได้มีเพียงการเลี้ยงสัตว์เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับหาผัก หักฟืน และหาของป่า เพื่อประทังชีวิต ทั้งหาเพื่อยังชีพและนำไปขายเล็กน้อย พื้นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ดังกล่าวจึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ในจังหวัดมุกดาหาร

แม้ในปัจจุบัน พื้นที่บ้านนาโสกและพื้นที่ใกล้เคียงยังมีการเลี้ยงควาย แต่เป็นการเลี้ยงเพื่ออนุรักษ์พันธุ์และเพื่อการค้า รวมถึงเพื่อสร้างเศรษฐกิจในชุมชน ขณะเดียวกัน พื้นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์เริ่มลดน้อยลง เนื่องจากในพื้นที่เริ่มมีการปลูกพืชเศรษฐกิจ อาทิ อ้อย มันสำปะหลัง และยางพารา ทำให้คนในชุมชนต้องปรับเปลี่ยนวิถีการผลิต จากเดิมที่พึ่งพาธรรมชาติในการหาอยู่หากินและเลี้ยงสัตว์ การพึ่งพาในลักษณะดังกล่าวจึงลดน้อยลง
อย่างไรก็ตาม คนในชุมชนยังคงดำรงวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้ และยังคงสืบทอดการเลี้ยงควายในป่า รวมถึงการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ มิได้ตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างป่า คน และควายออกจากกัน
ในขณะนี้ได้เกิดกลุ่มประชาชนในนาม “กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง” ซึ่งเป็นกลุ่มประชาชนที่ใช้ประโยชน์และเลี้ยงควายในพื้นที่ดังกล่าวหลายสิบครอบครัว โดยมีจำนวนควายที่เลี้ยงในพื้นที่ประมาณ 50–70 ตัว ผู้คนเหล่านี้ได้ลุกขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาผืนป่าและพื้นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ ปกป้องผืนป่าซึ่งเป็นแหล่งอาหารตามฤดูกาล มิให้นายทุนเข้ามาทำลาย
แต่เมื่อต้นปี 2567 กรมป่าไม้อนุญาตให้บริษัท พีแอนด์พี วินด์ เอ็นเนอร์จี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลงที่หนึ่ง เนื้อที่ 383 ไร่ 3 งาน 38 ตารางวา เป็นระยะเวลา 30 ปี ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2567 ถึงวันที่ 3 เมษายน 2597 เพื่อดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม หรือ กังหันลม
พื้นที่ที่ได้รับอนุญาตดังกล่าวฯกำลังจะแย่งยึดที่ดินทำกินของคนในพื้นที่ แย่งยึดที่ดินไร่ที่นา โดยมีพื้นที่บางส่วนทับซ้อนกับคอกวัวคอกควาย ที่น่าตกใจคือ โครงการดังกล่าวกำลังจะเข้ามาทำลายวิถีชีวิตของคนเลี้ยงควาย ตลอดจนทำลายผืนป่าที่ชุมชนเคยใช้ประโยชน์ร่วมกัน เพราะการดำเนินโครงการจะต้องมีการตัดต้นไม้ นำไม้ออกจากพื้นที่ และปรับพื้นที่เพื่อดำเนินโครงการ แน่นอนว่า นี่คือการทำลายแบบสูญสิ้น ทั้งทำลายวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ และทำลายแหล่งทำเลเลี้ยงควายทั้งหมด
การอ้างพลังงานสะอาดเพื่อลดโลกร้อน แต่ต้องแลกมาด้วยการทำลายป่าผืนใหญ่ ย่อมเป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน การพัฒนาที่ยั่งยืนควรให้ชุมชนท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นธรรม ร่วมคิด ร่วมออกแบบ และร่วมตัดสินใจเป็นลำดับแรก
คำถามใหญ่คือ การพัฒนาพลังงานสะอาดที่ทำลายวิถีชีวิตชุมชน และบังคับให้วิถีชีวิตเหล่านี้หายไปจากแผนที่ประวัติศาสตร์ของชุมชนบ้านนาโสก เป็นการพัฒนาเพื่อใคร?

จับโป๊ะ! กกพ.เผยยังไม่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ด้านกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง ชี้ บ.พีแอนด์พีฯ บุกรุกป่าทำกังหันลมทิพย์สืบเน...
23/07/2026

จับโป๊ะ! กกพ.เผยยังไม่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA)
ด้านกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง ชี้ บ.พีแอนด์พีฯ บุกรุกป่าทำกังหันลมทิพย์
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง พบการพบการถากเปลือกไม้ ประทับตัวเลข และพ่นสีบนต้นไม้จำนวนมาก รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่ป่าไม้และบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่ป่าภูยูง ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทและอยู่ระหว่างการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการอนุญาตเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดงบังอี่ แปลงที่หนึ่ง เพื่อก่อสร้างโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม ของ บริษัท พีแอนด์พี วินด์ เอ็นเนอร์จี้ ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด โดย กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงตั้งข้อสังเกตว่า ลักษณะการดำเนินการดังกล่าวอาจเป็นการเตรียมพื้นที่เพื่อตัดฟันและนำไม้ออกจากพื้นที่ ทั้งที่โครงการยังไม่ผ่านกระบวนการอนุญาตตามกฎหมายครบถ้วน การกระทำดังกล่าวจึงอาจเป็นการดำเนินการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
ต่อมากลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงได้ทำหนังสือถึงสำนักงาน กกพ. ขอให้ลงพื้นที่เพื่อชี้แจงข้อกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติ อนุญาตโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าการบุกรุกป่าที่เกิดนั้นเป็นไปตามกระบวนการขั้นตอนของกฎหมายหรือไม่
วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 เวลา 17.00 – 20.00 น. เจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประจำเขต 5 อุบลราชธานี จำนวน 2 คน ลงพื้นที่ ณ ศาลาประชาคมบ้านบูรพาประชาสุข หมู่ที่ 14 ตำบลนาโสก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร การประชุมครั้งนี้มีผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงเข้าร่วมกว่า 60 คน เพื่อรับฟังคำชี้แจงของสำนักงาน กกพ. บรรยากาศโดยรอบสถานที่ประชุมเต็มไปด้วยป้ายรณรงค์คัดค้านโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม ซึ่งสะท้อนจุดยืนของชุมชนอย่างชัดเจน โดยมีข้อความ อาทิ “กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงไม่เอากังหันลม” “ไม่เอากังหันลม รักษาที่ดินทำกิน รักษาป่าเห็ด หน่อไม้ แมงคับ แมงแคง” “ป่าคือชีวิต ไม่ใช่พื้นที่อุตสาหกรรมพลังงานลม” “ที่ดินทำกินต้องคงอยู่ ไม่ใช่ฐานตั้งกังหันลม” “เห็ด หน่อไม้ ผักหวาน แมงคับ แมงแคง คือฐานของอธิปไตยทางอาหารของชุมชน” และ “ป่าที่สมบูรณ์ มีค่ามากกว่ากังหันลม”
ก่อนเริ่มการประชุม กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงได้ยื่นหนังสือยืนยันว่า การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อรับฟังคำชี้แจงข้อกฎหมายและขั้นตอนการพิจารณาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม รวมถึงรับทราบคำตอบตามประเด็นที่ได้สอบถามไว้เท่านั้น และไม่ใช่การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนหรือกระบวนการมีส่วนร่วมตามที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งการเข้าร่วมประชุมไม่อาจตีความได้ว่าเป็นการให้ความยินยอมหรือเห็นชอบต่อโครงการ และทางกลุ่มฯ ไม่ยินยอมให้นำข้อมูลหรือหลักฐานใด ๆ จากการประชุมไปใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติ อนุญาต หรือกล่าวอ้างว่าประชาชนได้มีส่วนร่วมหรือยินยอมต่อโครงการ พร้อมขอสงวนสิทธิ์ดำเนินการตามกฎหมาย หากมีการนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้โดยขัดต่อเจตนารมณ์ของกลุ่ม
จากนั้นเจ้าหน้าที่ กกพ. ได้ชี้แจงว่า กระบวนการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าเริ่มจากการจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ก่อนที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) จะกำหนดนโยบาย และมอบหมายให้ กกพ. ออกระเบียบการรับซื้อไฟฟ้า จากนั้น กกพ. จะประกาศรายชื่อเอกชนที่ได้รับการคัดเลือกให้มีสิทธิจำหน่ายไฟฟ้าแก่รัฐ และลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA)
เมื่อได้รับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้ว ผู้ประกอบการจึงเข้าสู่กระบวนการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตไฟฟ้า โดยต้องยื่น (Code of Practice - CoP ) : รายงานมาตรฐานด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ขั้นต้นต้องจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียตามระเบียบ กกพ. ก่อนยื่น CoP ขั้นสุดท้าย และยื่นขอรับใบอนุญาตตามกฎหมาย เมื่อ กกพ. พิจารณาอนุญาตแล้ว จึงสามารถดำเนินการก่อสร้างและผลิตไฟฟ้าได้ โดยต้องปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ใน CoP อย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ กกพ. ยังชี้แจงต่อที่ประชุมว่า บริษัท พีแอนด์พี วินด์ เอ็นเนอร์จี้ ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด ไม่ปรากฏรายชื่อเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกให้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ตามระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ว่าด้วยการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565–2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565 (เพิ่มเติม) พ.ศ.2567 และการคัดเลือกผู้ผลิตไฟฟ้าตามระเบียบดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้ว
จากคำชี้แจงของ กกพ. ทำให้เห็นว่า บริษัท พีแอนด์พีฯ ยังไม่ได้รับการคัดเลือกให้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) และยังไม่เข้าสู่กระบวนการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตไฟฟ้าตามกฎหมาย แต่ในพื้นที่โครงการกลับมีการให้เจ้าหน้าที่รัฐและคนของบริษัทฯเข้าสำรวจ ถากเปลือกไม้ ประทับตราต้นไม้ เพื่อเตรียมตัดฟันและนำไม้ออก ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่างกรมป่าไม้ต้องดำเนินการเอาผิดต่อเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด พร้อมทั้งยึดใบอนุญาตใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนจากบริษัทฯดังกล่าวด้วย เพื่อไม่ให้มีการใช้ “กังหันลมทิพย์” มาเป็นข้ออ้างในการขอใช้พื้นที่ป่าและเอื้อประโยชน์ต่อขบวนการลักลอบตัดไม้

จับตาการลักลอบตัดไม้ในป่าภูยูง หลังพบไม้แดง 4 ต้น ถูกตัดบริเวณฐานกังหันลมที่ 7 วันนี้ (2 กรกฎาคม 2569) กลุ่มอนุรักษ์ป่าภ...
02/07/2026

จับตาการลักลอบตัดไม้ในป่าภูยูง หลังพบไม้แดง 4 ต้น ถูกตัดบริเวณฐานกังหันลมที่ 7
วันนี้ (2 กรกฎาคม 2569) กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงได้รับแจ้งจากชาวบ้านในพื้นที่ว่า เมื่อเวลาประมาณ 12.00 น. พบเห็นกลุ่มบุคคลขับรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า สีบรอนซ์เงิน ขนไม้ออกจากบริเวณป่าภูยูง ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลงที่หนึ่ง
ภายหลังได้รับแจ้ง สมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่าบริเวณจุดที่จะก่อสร้างฐานเสากังหันลมหมายเลข 7 ของโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม ของบริษัท พีแอนด์พี วินด์ เอ็นเนอร์จี้ ดีเวลลอปเม้น จำกัด ซึ่งการได้รับอนุญาตให้เข้าใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าวไม่ถูกต้องตามกฎหมาย มีต้นไม้ชนิดไม้แดงถูกตัดโค่นจำนวน 4 ต้น ถูกตัดชิดโคนต้น แต่ละต้นมีขนาดรอบต้นประมาณ 30-40 เซนติเมตร ซึ่งจัดว่าเป็นไม้ยืนต้นที่กำลังเจริญเติบโต โดยบริเวณดังกล่าวยังเป็นจุดเดียวกับที่เคยเกิดเหตุไฟป่าในช่วงที่ผ่านมา
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดการตัดต้นไม้จึงเกิดขึ้นเฉพาะบริเวณที่จะใช้เป็นจุดตั้งเสากังหันลม และมีข้อสงสัยว่าอาจเป็นการจงใจตัดต้นไม้เพื่อลดจำนวนไม้ยืนต้นในพื้นที่ ซึ่งส่งผลให้สภาพป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์เสื่อมโทรมลง ทั้งที่พื้นที่ดังกล่าวยังคงมีความอุดมสมบูรณ์และมีต้นไม้ขนาดใหญ่เจริญเติบโตอยู่เป็นจำนวนมาก
ทั้งนี้ ก่อนที่บริษัทดังกล่าวจะได้รับอนุญาตให้เข้าใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเพื่อดำเนินโครงการ ได้มีการจัดทำเอกสารตรวจสอบสภาพป่า ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญประกอบการขออนุญาต โดยระบุว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าเสื่อมโทรม ทั้งที่พื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ การพบการตัดไม้ในครั้งนี้จึงยิ่งทำให้เกิดข้อกังวลว่า อาจมีการกระทำที่มุ่งลดความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า จนส่งผลให้ทรัพยากรป่าไม้ของประเทศต้องสูญเสียไป
กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงยืนยันว่าจะเฝ้าระวัง ติดตาม ตรวจสอบ และร่วมปกป้องดูแลรักษาป่าภูยูง ซึ่งเป็นผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ไว้ให้ลูกหลาน

ชุดปฏิบัติการพิเศษป่าไม้ สนธิกำลังลงตรวจสอบป่าภูยูง หลังกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงร้องเรียนปมถากไม้-ตีตราต้นไม้ในพื้นที่โครงก...
09/06/2026

ชุดปฏิบัติการพิเศษป่าไม้ สนธิกำลังลงตรวจสอบป่าภูยูง หลังกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงร้องเรียนปมถากไม้-ตีตราต้นไม้ในพื้นที่โครงการพลังงานลม”
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 เวลา 10.30 น. ชุดปฏิบัติการพิเศษป่าไม้ สำนักงานจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 (ขอนแก่น) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ มห.4 (คำอาฮวน) เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กก.3 บก.ปทส.) และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองมุกดาหาร ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณป่า “ภูยูง” ตำบลนาโสก อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ภายหลังได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการดำเนินการทำไม้ในพื้นที่ดังกล่าว
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 กลุ่มฯ ได้พบการเข้าดำเนินการในพื้นที่ป่าภูยูง ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทและอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบ โดยมีกลุ่มบุคคลนำรถยนต์เข้ามาในพื้นที่โดยไม่มีการแจ้งให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียทราบล่วงหน้า จากการตรวจสอบพบว่ามีการถากเปลือกต้นไม้ การประทับตัวเลข และการพ่นสีสเปรย์บนต้นไม้จำนวนมาก อันก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรป่าไม้
ทั้งนี้ กลุ่มฯ ระบุว่า ในระหว่างการลงพื้นที่ดังกล่าวได้พบนายพรภิรมย์ อุระแสง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ป่าไม้และบุคคลอื่นอยู่ในพื้นที่ โดยไม่ปรากฏการแสดงคำสั่งหรือเอกสารอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรแต่อย่างใด เมื่อมีการสอบถามถึงอำนาจหน้าที่และวัตถุประสงค์ของการเข้าพื้นที่ กลับไม่ได้รับคำชี้แจงที่ชัดเจน กลุ่มฯ จึงได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและความชอบด้วยกฎหมายของการดำเนินการดังกล่าว
กลุ่มฯ เป็นประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมของบริษัท พีแอนด์พี วินด์ เอ็นเนอร์จี้ ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลงที่ 1 พื้นที่ตำบลนาโสกและตำบลกุดแข้ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ระบุว่า ได้ติดตามตรวจสอบและคัดค้านโครงการดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเห็นว่ากระบวนการอนุญาตอาจไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย และขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่
นอกจากนี้ กลุ่มฯ ยังกล่าวว่า แม้จะมีข้อทักท้วงต่อโครงการมาโดยตลอด แต่ยังคงมีความพยายามผลักดันโครงการให้ดำเนินต่อไป โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มบุคคลที่ได้รับผลประโยชน์จากโครงการเข้ามาเกี่ยวข้องในลักษณะทำเป็นขบวนการ ที่อาจส่งผลให้ป่าเสื่อมสภาพได้ ทั้งการลักลอบเผาป่าและความพยายามนำไม้ออกจากพื้นที่โครงการ
ด้านนายวัชระ แก้วมนตรี นักวิชาการป่าไม้ปฏิบัติการ หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการพิเศษป่าไม้ สจป.7 (ขอนแก่น) กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้เป็นการดำเนินการตามหนังสือร้องเรียนของกลุ่มฯ ที่ขอให้ตรวจสอบกรณีการทำไม้และการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้รายหนึ่ง ว่าได้ใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายหรือคำสั่งใด และดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งในส่วนดังกล่าวจะต้องมีการสอบถามข้อเท็จจริงจากผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
หลังจากนั้น คณะเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณที่มีการร้องเรียนเรื่องการทำไม้ โดยใช้วิธีเดินสุ่มสำรวจต้นไม้ในพื้นที่ตามจุดที่ได้รับการร้องเรียน ผลการตรวจสอบพบร่องรอยการถากเปลือกไม้ การตีประทับอักษรย่อ และรอยดวงตราของเจ้าหน้าที่บริเวณโคนต้นไม้หลายต้น จึงได้ถ่ายภาพ จัดพิกัด เก็บไว้หลักฐาน ก่อนจัดทำบันทึกร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในขั้นตอนต่อไป
กลุ่มฯ ระบุเพิ่มเติมว่า บริษัท พีแอนด์พี วินด์ เอ็นเนอร์จี้ ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลงที่ 1 ตำบลนาโสก อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2567 อย่างไรก็ตาม กลุ่มฯ เห็นว่ากระบวนการได้มาซึ่งใบอนุญาตดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ และมีการใช้ข้อมูลอันเป็นเท็จประกอบการออกใบอนุญาต
นอกจากนี้ กลุ่มฯ ยังระบุว่า พื้นที่ที่ได้รับอนุญาตบางส่วนทับซ้อนกับที่ดินทำกินของประชาชน ทั้งนาข้าว ไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลัง พืชเศรษฐกิจอื่น ๆ รวมถึงพื้นที่ป่าสาธารณประโยชน์หลายร้อยไร่ที่ชุมชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน อีกทั้งพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตซึ่งเป็นจุดติดตั้งกังหันลมต้นที่ 7-9 ของโครงการ ยังเป็นพื้นที่ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเห็นว่าอาจขัดต่อระเบียบคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขออนุญาตและการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2565
จากการตรวจสอบเพิ่มเติมกับสำนักงานพลังงานจังหวัดมุกดาหาร และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เขต 5 อุบลราชธานี พบว่า โครงการดังกล่าวยังไม่ปรากฏรายชื่อเป็นผู้ยื่นข้อเสนอขายไฟฟ้าตามระเบียบรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (FiT) อีกทั้งยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตไฟฟ้า และยังไม่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญตามกฎหมายก่อนดำเนินโครงการเพื่อจำหน่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ
ด้วยเหตุนี้ กลุ่มฯ จึงเห็นว่า การอนุญาตหรือการเข้าดำเนินการใด ๆ ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ควรพิจารณาจากสถานะทางกฎหมายของโครงการอย่างรอบด้าน พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ว่าดำเนินการเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่ รวมทั้งขอให้มีคำสั่งระงับกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติไว้ก่อน จนกว่ากระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจะแล้วเสร็จ
กลุ่มฯ ยืนยันว่า หากการได้มาซึ่งใบอนุญาตใช้พื้นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การดำเนินการใด ๆ ที่ต่อเนื่องจากใบอนุญาตดังกล่าวย่อมอาจเข้าข่ายเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน จึงเรียกร้องให้มีการตรวจสอบกระบวนการอนุญาตอย่างละเอียด เพื่อปกป้องทรัพยากรป่าไม้และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่ป่าต่อไป

หน่วยงานลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเฝ้าระวัง “ภูยูง” กลุ่มอนุรักษ์ฯ ยืนยันไม่ได้ปิดกั้นการสัญจร พร้อมยื่นหนังสือสอบปมเตรียมทำไม้...
22/05/2026

หน่วยงานลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเฝ้าระวัง “ภูยูง” กลุ่มอนุรักษ์ฯ ยืนยันไม่ได้ปิดกั้นการสัญจร พร้อมยื่นหนังสือสอบปมเตรียมทำไม้โครงการกังหันลม
21 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 10.00 น. ขณะที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงกำลังปฏิบัติหน้าที่เฝ้าระวังตามปกติอยู่บริเวณจุดเฝ้าระวังของกลุ่มในพื้นที่บ้านนาโสก หมู่ 14 ตำบลนาโสก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ได้มีเจ้าหน้าที่จากหน่วยป้องกันรักษาป่า มห.1 (คำป่าหลาย) และฝ่ายปกครองอำเภอเมืองมุกดาหาร ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบกรณีมีผู้ร้องเรียนเรื่องการตั้งจุดเฝ้าระวัง
การลงพื้นที่ครั้งนี้นำโดย นายนรินทร์ อินทรี หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่า มห.1 (คำป่าหลาย) นางสาวเสาวนีย์ มนัสศิลา ปลัดอำเภอเมืองมุกดาหาร นายดนุภพ รองไชย ปลัดอำเภอเมืองมุกดาหาร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากทั้งสองหน่วยงาน
โดยนางสาวเสาวนีย์ มนัสศิลา กล่าวว่า ทางอำเภอได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีการใช้ไม้กั้นถนนบนเส้นทางขึ้นภูยูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการสัญจรและการขึ้นไปหาของป่าของชาวบ้านในพื้นที่ จึงเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงได้ชี้แจงว่า จุดเฝ้าระวังดังกล่าวจัดตั้งขึ้นเพื่อสอดส่องบุคคลและรถที่เข้าออกพื้นที่ โดยขอความร่วมมือให้ชะลอรถเพื่อสอบถามปลายทางและสังเกตความผิดปกติ เนื่องจากชุมชนมีความกังวลต่อสถานการณ์การลักลอบเผาป่า การทำไม้ผิดกฎหมาย และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ โดยยืนยันว่าไม่ได้มีการปิดกั้นการสัญจรของประชาชนแต่อย่างใด
ตัวแทนกลุ่มยังกล่าวชี้แจงอีกว่า การจัดตั้งจุดเฝ้าระวังเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งกรณีโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมของบริษัทเอกชน ซึ่งมีแผนตั้งเสากังหันลมจำนวน 13 จุด กระจายอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลงที่หนึ่ง โดยเฉพาะบริเวณ “ป่าภูยูง” ซึ่งจะมีเสากังหันลมตั้งอยู่ถึง 5 จุด แบ่งเป็นบนภูยูง 3 จุด และบริเวณป่าโคกขี้ชีอีก 2 จุด ชาวบ้านจากทั้ง 4 หมู่บ้านในตำบลนาโสกจึงได้รวมตัวคัดค้านโครงการดังกล่าว เนื่องจากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการอนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ตัวแทนกลุ่มยังกล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ว่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้นำบริษัทเอกชนเจ้าของโครงการเข้ามาในพื้นที่เพื่อทำการถากเปลือกไม้และประทับตัวอักษรบนต้นไม้ ในจุดที่คาดว่าจะเป็นแนวเส้นทางก่อสร้างถนนของโครงการ แต่เมื่อชาวบ้านสอบถามถึงที่มาและเอกสารคำสั่งดำเนินการ กลับไม่ได้รับการชี้แจงหรือแสดงเอกสารใด ๆ
ภายหลังจากนั้นได้เกิดเหตุไฟป่าหลายครั้งในบริเวณพื้นที่โครงการ ซึ่งชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเหตุการณ์ที่ผิดปกติ เนื่องจากจุดที่เกิดไฟไหม้สอดคล้องกับพื้นที่เตรียมดำเนินโครงการพลังงานลม ทำให้ชุมชนเริ่มจัดตั้งจุดเฝ้าระวังเพื่อเฝ้าสังเกตบุคคลแปลกหน้าและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับป่า
กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงยืนยันว่า แม้จะมีการตั้งจุดเฝ้าระวัง แต่ประชาชนยังสามารถสัญจรเข้าออกพื้นที่ได้ตามปกติ ขณะเดียวกันสมาชิกกลุ่มยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยเฝ้าระวังและเข้าดับไฟป่าหลายครั้งที่ผ่านมา พร้อมสะท้อนว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในพื้นที่ยังให้ความสำคัญกับปัญหาไฟป่าไม่เพียงพอ
ภายหลังการพูดคุยร่วมกัน กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงได้ยื่นหนังสือถึงนายอำเภอเมืองมุกดาหาร และผู้อำนวยการสำนักงานจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 (ขอนแก่น) เพื่อขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลงที่หนึ่ง รวมถึงตรวจสอบการเข้าดำเนินการสำรวจและเตรียมทำไม้ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้และบริษัทเอกชน กรณีการถากเปลือกไม้ ประทับหมายเลข และพ่นสีบนต้นไม้ในพื้นที่เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ว่าเป็นไปตามกฎหมายและมีเอกสารอนุญาตรองรับอย่างถูกต้องหรือไม่
ทั้งนี้ กลุ่มระบุว่า จากการตรวจสอบข้อมูลกับสำนักงานพลังงานจังหวัดมุกดาหาร และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เขต 5 อุบลราชธานี พบว่า โครงการดังกล่าวยังไม่ปรากฏรายชื่อเป็นผู้ยื่นข้อเสนอขายไฟฟ้าตามระเบียบรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (FiT) อีกทั้งยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตไฟฟ้า รวมถึงยังไม่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญตามกฎหมายก่อนดำเนินโครงการเพื่อจำหน่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ กลุ่มจึงเห็นว่า การอนุญาตหรือการเข้าดำเนินการใด ๆ ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ควรต้องพิจารณาจากสถานะทางกฎหมายของโครงการอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการได้รับสิทธิในการขายไฟฟ้าและการมีสัญญา PPA รองรับอย่างถูกต้องก่อน มิฉะนั้นอาจเข้าข่ายเป็นการดำเนินการล่วงหน้า หรือสร้างข้อเท็จจริงในพื้นที่ ทั้งที่โครงการยังไม่มีสิทธิทางกฎหมายสมบูรณ์ในการดำเนินกิจการผลิตไฟฟ้า
นอกจากนี้ กลุ่มยังเรียกร้องให้ตรวจสอบการใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ว่ามีการปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามกฎหมายและหลักธรรมาภิบาลหรือไม่ พร้อมทั้งขอให้มีคำสั่งระงับการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติไว้ก่อน จนกว่ากระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจะแล้วเสร็จ และหากพบว่ามีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ก่อนที่เจ้าหน้าที่และชาวบ้านจะร่วมกันจัดทำบันทึกตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยกลุ่มยืนยันว่า การตั้งจุดเฝ้าระวังเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการปกป้อง ทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิชุมชน และวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนในพื้นที่ และจะยังคงดำเนินการเฝ้าระวังต่อไปจนกว่ากระบวนการตรวจสอบต่าง ๆ จะแล้วเสร็จ

ไอ้โม่ง (ที่รับสินบน) พลังงานสะอาด เบื้องหลังโครงการกังหันลมรุกป่าสงวนมุกดาหารโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมกำลังรุกคืบเข้ามา...
17/05/2026

ไอ้โม่ง (ที่รับสินบน) พลังงานสะอาด เบื้องหลังโครงการกังหันลมรุกป่าสงวนมุกดาหาร
โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมกำลังรุกคืบเข้ามาในพื้นที่อำเภอเมืองมุกดาหาร ภายใต้คำอ้างเรื่องพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด แต่เสียงของประชาชนในพื้นที่กลับ (ถูกทำให้ไม่ได้ยิน) แทบไม่ถูกรับฟัง ทั้งที่พวกเขาต้องแบกรับผลกระทบจากการสูญเสียที่ดินทำกินและทรัพยากรธรรมชาติ ภายใต้เหตุผลเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน ขณะเดียวกันเมื่อประชาชนลุกขึ้นมาใช้สิทธิตั้งคำถามและเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิทธิในที่ดินทำกิน รวมถึงปกป้องผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์จากการทำลาย กลับถูกมองว่าเป็นผู้ขัดขวางความเจริญ หรือถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ทั้งที่การเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต เพื่อปกป้องผลประโยชน์สาธารณะและทรัพยากรของชุมชน
จุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวในพื้นที่ตำบลคำป่าหลาย อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เกิดขึ้นภายใต้การรวมตัวกันของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในนาม ‘กลุ่มอนุรักษ์น้ำซับคำป่าหลาย’ ซึ่งลุกขึ้นมาคัดค้านโครงการเหมืองหิน และต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินทำกินจากนโยบายทวงคืนผืนป่า หรือ ที่ประชาชนในพื้นที่เรียกว่านโยบายแย่งยึดที่ดินในยุค คสช. ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ต่อมาในช่วงปลายปี 2565 ขณะที่กลุ่มเริ่มกลับเข้าไปใช้ประโยชน์ในผืนดินเดิมเพื่อทำการเพาะปลูก ได้ปรากฏโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมของบริษัท 555 กรีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด เข้ามาในพื้นที่โดยพบว่าพื้นที่โครงการบางส่วนทับซ้อนกับที่ดินทำกินของประชาชน ทำให้กลุ่มดังกล่าวได้รวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม
โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมดังกล่าว ตั้งอยู่ในเขตบ้านนาคำน้อย ตำบลคำป่าหลาย ส่อมีปัญหา โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการดำเนินโครงการและการขอนุญาตอาจมีขั้นตอนที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายจึงได้มีการเรียกร้องและคัดค้านอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ต่อมาเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2566 กรมป่าไม้ได้ออกใบอนุญาตให้บริษัท 555 กรีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด เข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงหมู แปลงที่ 2 เพื่อดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม เป็นระยะเวลา 30 ปี แต่ภายหลังได้มีการตั้งคณะทำงานระดับจังหวัดเพื่อตรวจสอบกระบวนการออกใบอนุญาตดังกล่าว และมีข้อสรุปเบื้องต้นว่า ใบอนุญาตอาจออกโดยมิชอบตามขั้นตอนระเบียบกฎหมาย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพักใช้ใบอนุญาต เนื่องจากพบมีการกระทำที่ผิด ที่เงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาต
ขณะที่พื้นที่ตำบลนาโสก อำเภอเมืองมุกดาหาร ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตำบลคำป่าหลาย ก็มีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในนาม ‘กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง’ ที่ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวจากผลกระทบจากโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมของ บริษัท พีแอนด์พี วินด์ เอ็นเนอจี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลงที่หนึ่ง เนื้อที่ 383 ไร่ 3 งาน 38 ตารางวา ในพื้นที่ตำบลนาโสก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ตามใบอนุญาต ลงวันที่ 4 เมษายน 2567 อย่างไรก็ตามประชาชนในพื้นที่ตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการได้มาของใบอนุญาตไม่ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย เนื่องจากขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการตรวจสภาพป่าอันเป็นเท็จ ซึ่งถูกระบุใน “รายงานการตรวจสอบสภาพป่าว่าเป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม” ทั้งที่สภาพจริงเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ การนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประกอบการอนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เป็นการกระทำที่ผิดต่อระเบียบคณะกรรมการพิจารณาอนุญาตเข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ 2565 ซึ่งกรณีดังกล่าวอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการอนุญาตฯของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เช่นเดียวกัน กรณีสร้างโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมในพื้นที่ตำบลคำป่าหลายของบริษัท 555 กรีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด ได้ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวคัดค้านจากประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้โครงการต้องชะลอการดำเนินการ แรงกดดันในการคัดค้านของให้โครงการฯ ที่ตำบลคำป่าหลายท่าจะไปต่อลำบาก ทำให้โครงการฯ ได้ย้ายไปยังพื้นที่ไปยังตำบลนาโสก ซึ่งเป็นอีกพื้นที่ที่กำลังเผชิญผลกระทบจากโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมเช่นกัน จากการสืบค้นข้อมูล พบว่า บริษัท 555 กรีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด และ บริษัท พีแอนด์พี วินด์ เอ็นเนอจี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด มีเจ้าของและกลุ่มผู้เกี่ยวข้องทางธุรกิจกลุ่มเดียวกัน
ทั้งสองพื้นที่โครงการที่ได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ต่างมีพิรุธและถูกตั้งคำถามจากคนในพื้นที่ เกี่ยวกับกระบวนการออกใบอนุญาต เนื่องจากพบข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประกอบขอใบอนุญาต รวมถึงรายงานการตรวจสอบสภาพป่าไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริง อีกทั้งไม่ปฏิบัติตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมีพื้นที่บางส่วนที่ได้รับอนุญาตทับซ้อนที่ทำกินของราษฎร ทับซ้อนพื้นที่ปลูกป่า แสดงให้เห็นว่ากระบวนการได้มาของใบอนุญาตนั้นมีปัญหา ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบใบอนุญาตของทั้งสองพื้นที่
อย่างไรก็ตาม การได้มาของใบอนุญาตของโครงการเอกชนทั้งสองพื้นที่ ยังถูกตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติหลายประการ เมื่อสืบสาวหาต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้น พบข้อสังเกตว่าการผลักดันโครงการอาจไม่ได้เกิดขึ้นโดยลำพังของภาคเอกชน หากแต่มีเครือข่ายของเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง และกลุ่มผู้อิทธิพลผลประโยชน์ เข้ามามีบทบาทในการอำนวยความสะดวกให้โครงการสามารถดำเนินการได้ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ยังเกิดข้อกังวลจากคนในพื้นที่ต่อความพยายามทำไม้ออกจากพื้นที่โครงการ รวมถึงสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยและเหตุไฟป่าที่เกิดขึ้นหลายจุดในพื้นที่ เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเชื่อมโยงกับความพยายามเปิดทางให้เกิดการดำเนินโครงการในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ กล่าวคือเหตุการณ์เมื่อช่วงต้นปี 2569 ได้มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ นำโดย นายพรภิรมย์ อุระแสง ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้มุกดาหาร พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ติดอาวุธ ลงพื้นที่เพื่อตีตราต้นไม้สำหรับดำเนินการทำไม้ออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ อย่างไรก็ตามการดำเนินการดังกล่าวได้ก่อให้เกิดข้อสงสัยหลายประการ เนื่องจากมีข้อสังเกตว่า ในการกระทำดังกล่าวที่ไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ ขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย จนเกิดความเสียหายในทรัพยากรอย่างร้ายแรง ขณะที่กระบวนการตรวจสอบใบอนุญาตที่ออกโดยมิชอบยังไม่มีข้อยุติ แต่กลับมีการเริ่มดำเนินกิจกรรมภายในพื้นที่โครงการแล้ว ดังนั้นการดำเนินการทำไม้ออกจากพื้นที่และการเริ่มต้นโครงการในช่วงที่ใบอนุญาตยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและบริษัทเอกชนผู้ดำเนินโครงการยังไม่ได้รับสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) นั้น เป็นการดำเนินโครงการที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
หากพิจารณาย้อนกลับไป จะพบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ถูกนำมาใช้ดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่มีประชาชนอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์มาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งบางพื้นที่ยังคงมีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ จึงทำให้ประชาชนในพื้นที่ตั้งข้อสงสัยต่อกระบวนการออกใบอนุญาตว่า อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้มีอำนาจบางส่วนเข้ามามีบทบาทในการอำนวยความสะดวกและผลักดันให้เกิดโครงการในพื้นที่ ตั้งแต่พื้นที่ตำบลคำป่าหลายจนถึงตำบลนาโสก กระบวนการอนุมัติอนุญาตไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย หากไม่มีหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรับรู้และมีส่วนในกระบวนการ โดยเฉพาะหน่วยงานป่าไม้ซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการพิจารณาอนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ หรือที่เรียกกันแบบภาษาชาวบ้านว่า ‘เจ้าหน้าที่ป่าไม้เร่ขายป่าให้นายทุนทำกังหันลม’ หากมองในส่วนของกระบวนการอนุญาตบทบาทของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับจังหวัดไปจนถึงส่วนกลาง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานป่าไม้ระดับพื้นที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดมุกดาหาร สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 ขอนแก่น ตลอดจนอธิบดีกรมป่าไม้ ซึ่งล้วนเป็นหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการอนุมัติอนุญาตทั้งสิ้น โดยเฉพาะนายพรภิรมย์ อุระแสง ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้มุกดาหาร เจ้าหน้าที่รัฐที่เคยมีประวัติให้ออกจากราชการในคดีทุจริต แต่ยังไม่ถูกไล่ออกจากราชการยังคงรับเงินเดือนจากภาษีของประชาชน ที่เป็นคนวิ่งเต้นปฏิบัติหน้าที่เสมือนเป็นพนักงานบริษัทเอกชนในคราบเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ ที่ดำเนินการเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทเอกชนมากกว่าการคุ้มครองทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งนายพรภิรมย์เป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาและเสนอความเห็นต่อการใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่กล่าวมาในข้างต้น จะเห็นได้ว่านี่อาจเป็นละครฉากใหญ่ของกลุ่มอิทธิพลผลประโยชน์ ที่เปรียบเสมือนละครหลังข่าวที่มีไอ้โม่งในคราบเจ้าหน้าที่รัฐผู้พิทักษ์รักษาป่าไม้เป็นผู้ที่คอยกัดกินทรัพยากรป่าไม้เสียเอง
ขณะที่ประเทศไทยมีพื้นที่ทรัพยากรป่าไม้ลดลง และสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น แต่กรมป่าไม้กลับปล่อยปะละเลยให้เจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่ปฏิบัติเอื้อประโยชน์ หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า ‘การขายป่าสงวนแห่งชาติ’ ให้บริษัทเอกชนเข้ามาใช้ประโยชน์เพื่อดำเนินโครงการเป็นเวลายาวนานถึง 30 ปี กลับสวนทางกับคำสั่งทางนโยบายเพิ่มพื้นที่ป่า ระวังไฟป่า ปลูกป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ตลอดจนแนวทางลดภาวะโลกร้อน ภาพที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนความย้อนแย้งของการจัดการทรัพยากรป่าไม้ของหน่วยงานรัฐ ที่ในด้านหนึ่งประกาศอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ แต่อีกด้านกลับมีเรื่องการนำพื้นที่ป่าไปใช้เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุน ‘ไอ้โม่งกินสินบน’ หรือบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการผลักดันโครงการ ผู้ซึ่งทำตัวเสมือนเป็นตัวแทนของบริษัทเอกชน กลับไม่ถูกตั้งคำถามหรือแทบจะไม่มีการตรวจสอบอย่างแท้จริงตามข้อเรียกร้องของประชาชนผู้ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งที่การดำเนินการเหล่านี้อาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน และสร้างความเสียหายต่อทรัพยากรป่าไม้ในระยะยาว

# พลังงานสะอาดแต่ต้องตัดไม้ทำลายป่า
# พลังงานสะอาดที่ไม่สะอาด

05/05/2026

ชวนติดตามรับชมข่าวจากไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคอีสาน กรณีโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมที่จังหวัดมุกดาหาร ที่มีความพยายามจากภาครัฐจะเข้าไปสำรวจป่าเพื่อตัดไม้ และ สร้างถนนเพื่อก่อสร้างกังหันลม ขณะที่กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงได้ตั้งจุดสกัดเพื่อป้องกันคนนอกเข้าไปตัดไม้มีค่าและเฝ้าระวังการลักลอบเผาป่าเพื่อสร้างความขัดแย้งในพื้นที่
#กังหันลมมุกดาหาร #หยุดตัดป่าต้นน้ำ #กลุ่มอนุรักษ์ภูยูง #มุกดาหาร #สิทธิชุมชน #ปากเสียงไทบ้าน #ข่าวไทยพีบีเอส #ข่าวที่คุณวางใจ

ที่อยู่

-
Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ มุกดาหารบ้านเฮาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์