22/05/2026
หน่วยงานลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเฝ้าระวัง “ภูยูง” กลุ่มอนุรักษ์ฯ ยืนยันไม่ได้ปิดกั้นการสัญจร พร้อมยื่นหนังสือสอบปมเตรียมทำไม้โครงการกังหันลม
21 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 10.00 น. ขณะที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงกำลังปฏิบัติหน้าที่เฝ้าระวังตามปกติอยู่บริเวณจุดเฝ้าระวังของกลุ่มในพื้นที่บ้านนาโสก หมู่ 14 ตำบลนาโสก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ได้มีเจ้าหน้าที่จากหน่วยป้องกันรักษาป่า มห.1 (คำป่าหลาย) และฝ่ายปกครองอำเภอเมืองมุกดาหาร ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบกรณีมีผู้ร้องเรียนเรื่องการตั้งจุดเฝ้าระวัง
การลงพื้นที่ครั้งนี้นำโดย นายนรินทร์ อินทรี หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่า มห.1 (คำป่าหลาย) นางสาวเสาวนีย์ มนัสศิลา ปลัดอำเภอเมืองมุกดาหาร นายดนุภพ รองไชย ปลัดอำเภอเมืองมุกดาหาร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากทั้งสองหน่วยงาน
โดยนางสาวเสาวนีย์ มนัสศิลา กล่าวว่า ทางอำเภอได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีการใช้ไม้กั้นถนนบนเส้นทางขึ้นภูยูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการสัญจรและการขึ้นไปหาของป่าของชาวบ้านในพื้นที่ จึงเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงได้ชี้แจงว่า จุดเฝ้าระวังดังกล่าวจัดตั้งขึ้นเพื่อสอดส่องบุคคลและรถที่เข้าออกพื้นที่ โดยขอความร่วมมือให้ชะลอรถเพื่อสอบถามปลายทางและสังเกตความผิดปกติ เนื่องจากชุมชนมีความกังวลต่อสถานการณ์การลักลอบเผาป่า การทำไม้ผิดกฎหมาย และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ โดยยืนยันว่าไม่ได้มีการปิดกั้นการสัญจรของประชาชนแต่อย่างใด
ตัวแทนกลุ่มยังกล่าวชี้แจงอีกว่า การจัดตั้งจุดเฝ้าระวังเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งกรณีโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมของบริษัทเอกชน ซึ่งมีแผนตั้งเสากังหันลมจำนวน 13 จุด กระจายอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลงที่หนึ่ง โดยเฉพาะบริเวณ “ป่าภูยูง” ซึ่งจะมีเสากังหันลมตั้งอยู่ถึง 5 จุด แบ่งเป็นบนภูยูง 3 จุด และบริเวณป่าโคกขี้ชีอีก 2 จุด ชาวบ้านจากทั้ง 4 หมู่บ้านในตำบลนาโสกจึงได้รวมตัวคัดค้านโครงการดังกล่าว เนื่องจากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการอนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ตัวแทนกลุ่มยังกล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ว่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้นำบริษัทเอกชนเจ้าของโครงการเข้ามาในพื้นที่เพื่อทำการถากเปลือกไม้และประทับตัวอักษรบนต้นไม้ ในจุดที่คาดว่าจะเป็นแนวเส้นทางก่อสร้างถนนของโครงการ แต่เมื่อชาวบ้านสอบถามถึงที่มาและเอกสารคำสั่งดำเนินการ กลับไม่ได้รับการชี้แจงหรือแสดงเอกสารใด ๆ
ภายหลังจากนั้นได้เกิดเหตุไฟป่าหลายครั้งในบริเวณพื้นที่โครงการ ซึ่งชาวบ้านตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเหตุการณ์ที่ผิดปกติ เนื่องจากจุดที่เกิดไฟไหม้สอดคล้องกับพื้นที่เตรียมดำเนินโครงการพลังงานลม ทำให้ชุมชนเริ่มจัดตั้งจุดเฝ้าระวังเพื่อเฝ้าสังเกตบุคคลแปลกหน้าและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับป่า
กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงยืนยันว่า แม้จะมีการตั้งจุดเฝ้าระวัง แต่ประชาชนยังสามารถสัญจรเข้าออกพื้นที่ได้ตามปกติ ขณะเดียวกันสมาชิกกลุ่มยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยเฝ้าระวังและเข้าดับไฟป่าหลายครั้งที่ผ่านมา พร้อมสะท้อนว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในพื้นที่ยังให้ความสำคัญกับปัญหาไฟป่าไม่เพียงพอ
ภายหลังการพูดคุยร่วมกัน กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูงได้ยื่นหนังสือถึงนายอำเภอเมืองมุกดาหาร และผู้อำนวยการสำนักงานจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 (ขอนแก่น) เพื่อขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลงที่หนึ่ง รวมถึงตรวจสอบการเข้าดำเนินการสำรวจและเตรียมทำไม้ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้และบริษัทเอกชน กรณีการถากเปลือกไม้ ประทับหมายเลข และพ่นสีบนต้นไม้ในพื้นที่เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ว่าเป็นไปตามกฎหมายและมีเอกสารอนุญาตรองรับอย่างถูกต้องหรือไม่
ทั้งนี้ กลุ่มระบุว่า จากการตรวจสอบข้อมูลกับสำนักงานพลังงานจังหวัดมุกดาหาร และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เขต 5 อุบลราชธานี พบว่า โครงการดังกล่าวยังไม่ปรากฏรายชื่อเป็นผู้ยื่นข้อเสนอขายไฟฟ้าตามระเบียบรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (FiT) อีกทั้งยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตไฟฟ้า รวมถึงยังไม่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญตามกฎหมายก่อนดำเนินโครงการเพื่อจำหน่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ กลุ่มจึงเห็นว่า การอนุญาตหรือการเข้าดำเนินการใด ๆ ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ควรต้องพิจารณาจากสถานะทางกฎหมายของโครงการอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการได้รับสิทธิในการขายไฟฟ้าและการมีสัญญา PPA รองรับอย่างถูกต้องก่อน มิฉะนั้นอาจเข้าข่ายเป็นการดำเนินการล่วงหน้า หรือสร้างข้อเท็จจริงในพื้นที่ ทั้งที่โครงการยังไม่มีสิทธิทางกฎหมายสมบูรณ์ในการดำเนินกิจการผลิตไฟฟ้า
นอกจากนี้ กลุ่มยังเรียกร้องให้ตรวจสอบการใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ว่ามีการปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามกฎหมายและหลักธรรมาภิบาลหรือไม่ พร้อมทั้งขอให้มีคำสั่งระงับการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติไว้ก่อน จนกว่ากระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจะแล้วเสร็จ และหากพบว่ามีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ก่อนที่เจ้าหน้าที่และชาวบ้านจะร่วมกันจัดทำบันทึกตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยกลุ่มยืนยันว่า การตั้งจุดเฝ้าระวังเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในการปกป้อง ทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิชุมชน และวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนในพื้นที่ และจะยังคงดำเนินการเฝ้าระวังต่อไปจนกว่ากระบวนการตรวจสอบต่าง ๆ จะแล้วเสร็จ