24/08/2026
‘กังหันลม’ พลังงานสะอาด แต่ทำลายวิถีชีวิตคนเลี้ยงควาย บ้านนาโสก ต.นาโสก อ.เมือง จ.มุกดาหาร
บ้านนาโสก ตำบลนาโสก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เป็น “ชุมชนคนภูไท” ที่มีความผูกพันกับผืนป่ามาอย่างยาวนาน ผ่านวิถีชีวิต วัฒนธรรม และการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิต สำหรับชุมชนแห่งนี้ ป่าไม่ได้เป็นเพียงแหล่งอาหารและยารักษาโรคเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นทุนทางระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตและความหลากหลายของชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง
หากนับการก่อตั้งหมู่บ้านโดยจากบรรพบุรุษ ชุมชนนาโสกมีอายุร้อยกว่าปี พื้นที่ตั้งหมู่บ้านมีลักษณะภูมินิเวศเป็นภูเขาลูกโดดสลับกับพื้นที่ราบ ที่มาของคำว่า “โสก” มาจากลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ ซึ่งเป็นร่องลึกที่เกิดจากการกัดเซาะของโดยมีสาเหตุจากน้ำที่ไหลจากที่สูงลงสู่พื้นที่ราบ กัดเซาะดินจนเป็นร่องลึก รวมถึงเกิดจากรอยล้อเกวียนและร่องรอยเท้าของวัวควายที่ใช้เส้นทางนั้นเป็นประจำ จนเกิดเป็นร่องลึกและบริเวณดังกล่าวมักเป็นร่องน้ำไหล เมื่อถึงฤดูฝน น้ำจะกัดเซาะจนกลายเป็นถนน มีผู้คนเดินไปมาหาสู่กัน (ทางเกรียน) ชาวบ้านจึงเรียกว่า “โสก” ส่วนคำว่า “นา” มาจากทุ่งนา ซึ่งเป็นพื้นที่ต่อจากโสก และรับน้ำที่ไหลจากโสกลงสู่นา “นาโสก” จึงหมายถึงนาที่เป็นโสก ไม่ราบเรียบ การทำนาในพื้นที่แห่งนี้ในอดีตจึงยากลำบาก โดยเฉพาะในฤดูฝน น้ำจะไหลลงมาท่วมนาข้าวและกัดเซาะคันนาจนขาด ในสมัยก่อนการสัญจรยังใช้เกวียน โดยใช้วัวควายเทียมเกวียนเป็นยานพาหนะ
ขณะที่บ้านนาโสกนิยมเลี้ยงควาย เพราะมีพื้นที่สำหรับเลี้ยงควายที่กว้างขวาง คนในชุมชนใช้ควายเป็นแรงงานในการไถนา ตลอดจนมองว่าควายเปรียบเสมือน “ธนาคารเคลื่อนที่” เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้เงิน ก็สามารถขายควายเพื่อนำเงินมาใช้จุนเจือครอบครัวในยามลำบาก ฉะนั้น มิติของควายในชุมชนบ้านนาโสกตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน จึงเป็นทั้งวิถีชีวิต แรงงาน และเศรษฐกิจของคนชนบท (มิติทางสังคม วัฒนธรรม โดยใช้ควายไถนาเอาแฮงกัน คือการเอาควายไปไถนาช่วยกัน ซึ่งเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นคนภูไทที่ช่วยเหลือเกื้อกูล จนสามารถรวมกันเป็นสังคมชุมชน )
การเลี้ยงควายสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันและการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างคน สัตว์ และผืนป่า ซึ่งมิอาจตัดขาดหรือทำให้หายไป โดยอ้างการพัฒนาตามนโยบายของรัฐเพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน (ความมั่นคงของใคร) เพราะการพัฒนาที่ไม่มี “คนและวิถีชีวิต” อยู่ในสมการ ย่อมเป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน
ควายเป็นภูมินิเวศทางวัฒนธรรมและเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจของชุมชน สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างชาวนากับควาย โดยเฉพาะชาวนาในชนบท ควายเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญในฤดูกาลทำนา จะเห็นได้ว่าในอดีตแทบทุกบ้านต้องมีควายที่สามารถใช้ไถนาได้ จึงไม่แปลกที่วิถีชีวิตของคนในชนบทจะมีความผูกพันกับควาย และในบางพื้นที่ยังมีการบูชาบุญคุณควายในทุก ๆ ปี เพื่อตอบแทนควายที่ช่วยให้ชาวนาได้ผลผลิตข้าวสำหรับบริโภค และหากเหลือจากการบริโภคก็สามารถนำไปขายเพื่อสร้างรายได้ในแต่ละปี
ในสมัยก่อน ควายยังถูกใช้เป็นสินทรัพย์แทนเงิน เช่น การเอาควายแลกนา หรือการเอาควายเป็นสินสอด ควายจึงมีบทบาทเสมือนอัตราการแลกเปลี่ยน (เงิน) ข้อมูลจากปศุสัตว์จังหวัดมุกดาหารระบุว่า การเลี้ยงกระบือ หรือควาย ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร มีประมาณ 17,461-17,474 ตัว มีจำนวนผู้เลี้ยง 4,338-4,351 ราย ราคาเฉลี่ย 38,000 บาทต่อตัว และมีมูลค่าผลผลิตรวม 633,518,000 บาท
อีกหนึ่งพื้นที่ผืนป่าที่เป็นพื้นที่ทำเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ในจังหวัดมุกดาหาร คือพื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลง 1 ตำบลนาโสก อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ป่าซาดหนา” และเป็นบริเวณทำเลเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่
จากคำบอกเล่า “ป่าซาดหนา” มีต้นชาดจำนวนมาก (ชาดหรือเหียง เป็นไม้ยืนต้นในตระกูลยางนา) เต็มพื้นที่ จึงเรียกตามลักษณะที่พบว่า “ป่าซาดหนา” โดยเป็นผืนป่าขนาดใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ป่าภูน้อย ป่าภูยูง จนถึงป่าโคกขี้ซี่ ในอดีตคนในชุมชนและหมู่บ้านใกล้เคียงจะนำควายมาเลี้ยง เพื่อให้กินหญ้าเพ็กในช่วงฤดูปักดำทำนา เพราะในท้องนามีการปลูกข้าวเต็มพื้นที่ จึงไม่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับเลี้ยงควาย หลายครอบครัวจึงนำควายขึ้นมาเลี้ยงบนภูเขาและพื้นที่ราบ โดยปล่อยควายขึ้นภูในช่วงกลางวัน และช่วงเย็นจึงเข้าไปต้อนกลับลงมาเข้าคอก
จริง ๆ แล้ว ความหมายของป่าในการเข้ามาใช้ประโยชน์ไม่ได้มีเพียงการเลี้ยงสัตว์เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับหาผัก หักฟืน และหาของป่า เพื่อประทังชีวิต ทั้งหาเพื่อยังชีพและนำไปขายเล็กน้อย พื้นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ดังกล่าวจึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นพื้นที่เลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ในจังหวัดมุกดาหาร
แม้ในปัจจุบัน พื้นที่บ้านนาโสกและพื้นที่ใกล้เคียงยังมีการเลี้ยงควาย แต่เป็นการเลี้ยงเพื่ออนุรักษ์พันธุ์และเพื่อการค้า รวมถึงเพื่อสร้างเศรษฐกิจในชุมชน ขณะเดียวกัน พื้นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์เริ่มลดน้อยลง เนื่องจากในพื้นที่เริ่มมีการปลูกพืชเศรษฐกิจ อาทิ อ้อย มันสำปะหลัง และยางพารา ทำให้คนในชุมชนต้องปรับเปลี่ยนวิถีการผลิต จากเดิมที่พึ่งพาธรรมชาติในการหาอยู่หากินและเลี้ยงสัตว์ การพึ่งพาในลักษณะดังกล่าวจึงลดน้อยลง
อย่างไรก็ตาม คนในชุมชนยังคงดำรงวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้ และยังคงสืบทอดการเลี้ยงควายในป่า รวมถึงการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ มิได้ตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างป่า คน และควายออกจากกัน
ในขณะนี้ได้เกิดกลุ่มประชาชนในนาม “กลุ่มอนุรักษ์ป่าภูยูง” ซึ่งเป็นกลุ่มประชาชนที่ใช้ประโยชน์และเลี้ยงควายในพื้นที่ดังกล่าวหลายสิบครอบครัว โดยมีจำนวนควายที่เลี้ยงในพื้นที่ประมาณ 50–70 ตัว ผู้คนเหล่านี้ได้ลุกขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาผืนป่าและพื้นที่ทำเลเลี้ยงสัตว์ ปกป้องผืนป่าซึ่งเป็นแหล่งอาหารตามฤดูกาล มิให้นายทุนเข้ามาทำลาย
แต่เมื่อต้นปี 2567 กรมป่าไม้อนุญาตให้บริษัท พีแอนด์พี วินด์ เอ็นเนอร์จี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด เข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดงบังอี่ แปลงที่หนึ่ง เนื้อที่ 383 ไร่ 3 งาน 38 ตารางวา เป็นระยะเวลา 30 ปี ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2567 ถึงวันที่ 3 เมษายน 2597 เพื่อดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม หรือ กังหันลม
พื้นที่ที่ได้รับอนุญาตดังกล่าวฯกำลังจะแย่งยึดที่ดินทำกินของคนในพื้นที่ แย่งยึดที่ดินไร่ที่นา โดยมีพื้นที่บางส่วนทับซ้อนกับคอกวัวคอกควาย ที่น่าตกใจคือ โครงการดังกล่าวกำลังจะเข้ามาทำลายวิถีชีวิตของคนเลี้ยงควาย ตลอดจนทำลายผืนป่าที่ชุมชนเคยใช้ประโยชน์ร่วมกัน เพราะการดำเนินโครงการจะต้องมีการตัดต้นไม้ นำไม้ออกจากพื้นที่ และปรับพื้นที่เพื่อดำเนินโครงการ แน่นอนว่า นี่คือการทำลายแบบสูญสิ้น ทั้งทำลายวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ และทำลายแหล่งทำเลเลี้ยงควายทั้งหมด
การอ้างพลังงานสะอาดเพื่อลดโลกร้อน แต่ต้องแลกมาด้วยการทำลายป่าผืนใหญ่ ย่อมเป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน การพัฒนาที่ยั่งยืนควรให้ชุมชนท้องถิ่นมีอำนาจในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นธรรม ร่วมคิด ร่วมออกแบบ และร่วมตัดสินใจเป็นลำดับแรก
คำถามใหญ่คือ การพัฒนาพลังงานสะอาดที่ทำลายวิถีชีวิตชุมชน และบังคับให้วิถีชีวิตเหล่านี้หายไปจากแผนที่ประวัติศาสตร์ของชุมชนบ้านนาโสก เป็นการพัฒนาเพื่อใคร?