PRT : คลังสารสนเทศรัฐสภา

PRT : คลังสารสนเทศรัฐสภา ให้บริการ Full Text มากกว่าหนึ่งแสนรายการ

ผู้รับเรือน
03/09/2026

ผู้รับเรือน

หญิงมีป้ายหมายเลขติดที่อกเสื้อ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ นั่งคอยในห้องกระจกบ้างนั่งในห้องโถงบ้าง ในโรงแรม เพื่อชายเลือกไปร่วมประ...
03/09/2026

หญิงมีป้ายหมายเลขติดที่อกเสื้อ
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ นั่งคอยในห้องกระจกบ้างนั่งในห้องโถงบ้าง ในโรงแรม เพื่อชายเลือกไปร่วมประเวณี เป็นการแสดงออกด้วยกิริยาในที่สาธารณสถาน เป็นการแนะนำตัวตาม พระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 มาตรา 5

​ ​ ​ ​ ​ ​ ที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2075–2079/2519 วินิจฉัยตาม พ.ร.บ.ปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2503 มาตรา 5 (ปัจจุบันยกเลิกแล้ว)
​ ​ ​ ​ ​ ปัจจุบันใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 5

ซื้อบริการทางเพศจากผู้อายุเกิน 18 ปี กฎหมายมองอย่างไร?​ ​ ​ ​ ​ ​ ซื้อบริการจากผู้ใหญ่อายุเกิน 18 ปี พ.ร.บ.ป้องกันและปรา...
02/09/2026

ซื้อบริการทางเพศจากผู้อายุเกิน 18 ปี กฎหมายมองอย่างไร?

​ ​ ​ ​ ​ ซื้อบริการจากผู้ใหญ่อายุเกิน 18 ปี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปราม การค้าประเวณี พ.ศ. 2539 ไม่ได้กำหนดโทษผู้ซื้อไว้โดยตรง แต่ จะผิดกฎหมายได้ ถ้ามีพฤติการณ์อื่นประกอบ เช่น

แต่จะ ผิดกฎหมายได้ ถ้ามีพฤติการณ์อื่นประกอบ เช่น

• มั่วสุมในสถานค้าประเวณี (ม.6)
​ ​ ​ ​ ​ ​ โทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

• จัดหา ชักพา หรือล่อไปเพื่อค้าประเวณี (ม.9)
​ ​ ​ ​ ​ ​ โทษจำคุก 1–10 ปี และปรับ 20,000–200,000 บาท

• เกี่ยวข้องกับเด็ก (ม.😎
​ ​ ​ ​ ​ ​ - อายุเกิน 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี: จำคุก 1–3 ปี ปรับ 20,000–60,000 บาท
​ ​ ​ ​ ​ ​ - อายุไม่เกิน 15 ปี: จำคุก 2–6 ปี ปรับ 40,000–120,000 บาท

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ที่มา: พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ อ่านพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีได้ ตามลิงก์ในคอมเมนต์ค่ะ

บางเรื่องดูเหมือน “แค่ชวน”  ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ แต่ถ้าเป็นการชักชวนเพื่อการค้าประเวณีแบบเปิดเผย จนน่าอับอาย หรือรบกวนคนในท...
02/09/2026

บางเรื่องดูเหมือน “แค่ชวน”
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ แต่ถ้าเป็นการชักชวนเพื่อการค้าประเวณีแบบเปิดเผย จนน่าอับอาย หรือรบกวนคนในที่สาธารณะ ก็มีความผิดได้ค่ะ

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 5 กำหนดให้เป็น ความผิดทางพินัย ปรับไม่เกิน 1,000 บาท

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ รายละเอียดดูได้จากภาพนี้เลยค่ะ 👇

#ค้าประเวณี #คลังสารสนเทศรัฐสภา

เคยได้ยินกันไหมคะว่า ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “ต่างชาติถือหุ้นบริษัทไทยได้ไม่เกิน 49%” 🤔​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ จริง ๆ แล้ว กฎหมายไ...
02/09/2026

เคยได้ยินกันไหมคะว่า
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “ต่างชาติถือหุ้นบริษัทไทยได้ไม่เกิน 49%” 🤔

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ จริง ๆ แล้ว กฎหมายไม่ได้ห้ามเกิน 49% ในทุกบริษัทค่ะ แต่ถ้าคนต่างด้าวถือหุ้นทุนตั้งแต่ 50% ขึ้นไป บริษัทนั้นจะเข้าข่ายเป็น “คนต่างด้าว” และการทำธุรกิจบางประเภทอาจถูกห้ามหรือต้องได้รับอนุญาตก่อน

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ต่างชาติ ถือเกิน 49% ไม่ได้แปลว่าผิดทันที แต่ต้องดูต่อด้วยว่าจะประกอบธุรกิจประเภทไหนค่ะ

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ 📖 ที่มา: พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 4 และมาตรา 8

#ต่างชาติถือหุ้น #ธุรกิจของคนต่างด้าว #คลังสารสนเทศรัฐสภา

เห็นคำว่า “หมายแดง” แล้ว หลายคนอาจนึกว่าเป็นหมายจับที่ใช้ได้ทั่วโลก แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่นะคะ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ หมายแดง ...
02/09/2026

เห็นคำว่า “หมายแดง” แล้ว หลายคนอาจนึกว่าเป็นหมายจับที่ใช้ได้ทั่วโลก แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่นะคะ

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ หมายแดง หรือ Red Notice คือการแจ้งเตือนของ INTERPOL เพื่อขอให้ประเทศสมาชิกช่วยค้นหาและจับกุมตัวบุคคลไว้ชั่วคราว ส่วนจะจับกุมได้หรือไม่ ต้องพิจารณาตามกฎหมายของประเทศที่พบบุคคลนั้นอีกทีค่ะ

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ แล้วหมายแดงมีผลแค่ไหน? INTERPOL จับกุมเองได้หรือเปล่า? มาทำความเข้าใจแบบสั้น ๆ ในภาพนี้กันค่ะ 👇

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ที่มา: องค์การตำรวจสากล / ศรันยา สีมา

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ อ่านฉบับเต็มได้ตามลิงก์ในคอมเมนต์ค่ะ

#หมายแดง #องค์การตำรวจสากล #คลังสารสนเทศรัฐสภา

EP Admin.EP คืออะไรอะ? งง😵‍💫
02/09/2026

EP Admin.

EP คืออะไรอะ? งง😵‍💫

(ตอนที่ 2)​“ตลาดวิชา” ไม่ใช่ตลาดขายวิชา​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ กว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยรามคำแหง ประตูการศึกษาที่เปิดกว้าง แต่ไม่ได้...
01/09/2026

(ตอนที่ 2)

“ตลาดวิชา” ไม่ใช่ตลาดขายวิชา

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ กว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยรามคำแหง ประตูการศึกษาที่เปิดกว้าง แต่ไม่ได้แจกปริญญา
ถ้าย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นของมหาวิทยาลัยรามคำแหง จะพบว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่ได้มีทั้งชื่อและรูปแบบชัดเจนมาตั้งแต่แรกนะคะ
ตอนเสนอร่างกฎหมายครั้งแรก ชื่อมหาวิทยาลัยยังเว้นว่างไว้เป็นเพียง

“ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย .... พ.ศ. ....”

จากนั้นจึงมีการเสนอชื่อกันหลายชื่อ ทั้ง “มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์” “มหาวิทยาลัยประชาชน” และ “มหาวิทยาลัยรามคำแหง” ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะลงมติเลือกชื่อ “มหาวิทยาลัยรามคำแหง” ด้วยคะแนน 69 ต่อ 3

แต่ได้ชื่อแล้ว เรื่องก็ยังไม่จบค่ะ เพราะร่างกฎหมายต้องเดินทางต่อไปยังวุฒิสภา และคำถามที่รออยู่ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่ว่า “จะชื่ออะไร” แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า
มหาวิทยาลัยแบบ “ตลาดวิชา” จะเปิดกว้างได้แค่ไหน และจะรักษาคุณภาพการศึกษาไว้ได้จริงหรือเปล่า
…………………………………………………………
เมื่อเด็กอยากเรียนมีมากกว่าที่นั่งในมหาวิทยาลัย

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ วันที่ 29 กรกฎาคม 2513 วุฒิสภาหยิบร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหงขึ้นมาพิจารณาในการประชุมครั้งที่ 4/2513
เหตุผลสำคัญของการตั้งมหาวิทยาลัยแห่งใหม่นี้ค่อนข้างชัดค่ะ ตอนนั้นประชากรเพิ่มขึ้น เด็กเรียนจบมัธยมศึกษามากขึ้นทุกปี แต่จำนวนที่นั่งในมหาวิทยาลัยกลับเพิ่มตามไม่ทัน
เด็กจำนวนมากมีความสามารถและอยากเรียนต่อ แต่สอบเข้าไม่ได้ เพราะมหาวิทยาลัยเดิมรับได้ไม่หมด บางคนจึงต้องหยุดเรียน ส่วนครอบครัวที่พอมีกำลังก็ส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ เงินตราก็ไหลออกนอกประเทศตามไปด้วย
ทางออกที่รัฐบาลเสนอจึงไม่ใช่แค่ตั้งมหาวิทยาลัยเพิ่มอีกแห่ง แต่ต้องเป็นมหาวิทยาลัยรูปแบบใหม่ ซึ่งรับคนได้มากกว่าระบบเดิม และไม่บังคับให้นักศึกษาทุกคนต้องมานั่งเรียนในห้องทุกวัน
ใครสะดวกก็มาเข้าฟังคำบรรยาย ส่วนคนที่ทำงานหรือเดินทางมาไม่ได้ จะอ่านตำรา ศึกษาด้วยตัวเอง แล้วมาสอบตามหลักเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยก็ได้
แนวคิดนี้ถูกเรียกว่า “ตลาดวิชา”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ เดี๋ยวก่อน…ตลาดวิชาไม่ได้แปลว่าเดินเลือกวิชาเหมือนซื้อของ
ชื่อ “ตลาดวิชา” ฟังครั้งแรกอาจชวนให้นึกถึงตลาดจริง ๆ เหมือนใครอยากเรียนอะไรก็เดินเข้ามาหยิบวิชานั้นกลับไป หรือสมัครแล้วรอรับปริญญาได้เลย
แต่ความหมายจริงไม่ใช่แบบนั้นค่ะ

​ ​ ​ ​ ​ “ตลาดวิชา” หมายถึงการเปิดพื้นที่ให้คนเข้าถึงความรู้ได้กว้างขึ้น ผู้เรียนจะเข้าฟังคำบรรยาย หรือศึกษาจากตำราด้วยตัวเองแล้วมาสอบก็ได้ แต่มหาวิทยาลัยยังต้องมีหลักสูตร มีอาจารย์ มีการวัดผล และมีมาตรฐานเหมือนเดิม
​ ​ ​ ​ ​ ในการอภิปราย สมาชิกมองว่า มหาวิทยาลัยไม่ควรทำหน้าที่เพียงสอนให้คนจำเนื้อหาไปสอบ แต่ต้องช่วยให้ผู้เรียนรู้จักคิด แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่มีทั้งความรู้และความรับผิดชอบต่อสังคม
ถ้าจะสรุปแบบง่ายที่สุดก็คือ
เปิดกว้างได้ แต่ต้องเปิดอย่างมีระบบ
…………………………………………………………
เปิดรับทั่วไป แล้วคำว่า “ทั่วไป” หมายถึงใครบ้าง?

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ นี่เป็นอีกคำถามที่วุฒิสภาสนใจกันมากค่ะ
ในร่างกฎหมายกล่าวถึงผู้ที่เรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 5 หรือมีความรู้เทียบเท่า แต่สมาชิกบางคนเห็นว่า คำว่า “เทียบเท่า” ยังไม่ชัดพอ
เด็กสายสามัญกับสายอาชีพจะนับเหมือนกันไหม คนที่เรียนไม่จบตามระบบแต่ทำงานมานานจะสมัครได้หรือเปล่า แล้วถ้าไม่สอบคัดเลือกเลย จะมีนักศึกษาเข้ามากี่พันหรือกี่หมื่นคน
คำถามพวกนี้ดูเหมือนเป็นรายละเอียด แต่จริง ๆ สำคัญมาก เพราะเมื่อจำนวนนักศึกษาเพิ่ม ทุกอย่างก็ต้องเพิ่มตาม ทั้งอาจารย์ ห้องเรียน หนังสือ ข้อสอบ เจ้าหน้าที่ และงบประมาณ

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ที่สำคัญ ตอนนั้นมหาวิทยาลัยยังไม่มีสถานที่ตั้งชัดเจนด้วยค่ะ
สมาชิกจึงถามรัฐบาลตรง ๆ ว่า จะตั้งมหาวิทยาลัยที่ไหน มีอาคารชั่วคราวหรือยัง เตรียมงบประมาณไว้เท่าไร และมีแผนระยะยาวอย่างไร
ไม่มีใครค้านการขยายโอกาสทางการศึกษานะคะ เพียงแต่อยากเห็นแผนที่จับต้องได้ ไม่ใช่รับนักศึกษาเข้ามาแล้วค่อยคิดทีหลังว่าจะเอาห้องเรียนและอาจารย์มาจากไหน
…………………………………………………………
อ่านหนังสือเองแล้วมาสอบ คุณภาพจะเหมือนกันไหม?

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ประเด็นนี้ถูกพูดถึงค่อนข้างมาก เพราะรูปแบบของมหาวิทยาลัยเปิดทางให้นักศึกษาเลือกได้ว่าจะมาเข้าฟังคำบรรยาย หรือศึกษาด้วยตัวเองแล้วมาสอบ
ฝ่ายที่กังวลมองว่า การเรียนมหาวิทยาลัยไม่ได้มีแค่การจำเนื้อหาไปตอบข้อสอบ แต่ยังมีการซักถาม การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การฝึกคิดวิเคราะห์ และการเรียนรู้ร่วมกับอาจารย์และเพื่อน
ถ้าเน้นการสอบมากเกินไป มหาวิทยาลัยอาจได้คนที่สอบผ่าน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะนำความรู้ไปใช้ได้จริงเสมอไป

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ อีกฝ่ายก็มองว่า คนเราเรียนรู้ไม่เหมือนกัน บางคนมีวินัยและศึกษาด้วยตัวเองได้ดีมาก การไม่ได้มานั่งในห้องเรียนทุกวันจึงไม่ได้แปลว่าจะมีความรู้น้อยกว่า
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า มหาวิทยาลัยจะออกแบบหลักสูตร การเรียนการสอน และการสอบอย่างไร ให้ประตูเปิดกว้าง โดยที่คุณภาพยังอยู่ครบ
นอกจากนี้ สมาชิกยังมองไปถึงวันที่นักศึกษาเรียนจบด้วย หากมหาวิทยาลัยรับคนจำนวนมาก แต่เปิดสอนเฉพาะสาขาที่มีคนเรียนกันอยู่แล้ว ประเทศอาจได้บัณฑิตจำนวนมากที่หางานไม่ได้

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ในขณะเดียวกัน ประเทศกำลังต้องการคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคนิค การแพทย์ และวิชาชีพเฉพาะทาง แต่สาขาเหล่านี้ต้องใช้ทั้งห้องทดลอง เครื่องมือ และอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ จึงจัดการเรียนแบบตลาดวิชาได้ยากกว่าสาขาที่เน้นการอ่านและการบรรยาย
คำถามว่า “จะเปิดสอนตามสิ่งที่คนอยากเรียน หรือดูด้วยว่าประเทศกำลังต้องการคนด้านไหน” ผ่านมากว่าครึ่งศตวรรษแล้ว แต่ฟังวันนี้ก็ยังทันสมัยอยู่เลยค่ะ

…………………………………………………………
เปิดประตูแล้ว ต้องช่วยให้ผู้เรียนเดินไปถึงปลายทางด้วย

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ร่างกฎหมายในช่วงนั้นไม่ได้กำหนดระยะเวลาการศึกษาไว้อย่างชัดเจน สมาชิกบางคนจึงกังวลว่า นักศึกษาอาจสมัครไว้แล้วค่อย ๆ เรียนไปหลายปี บางคนเรียนไม่สำเร็จ แต่ก็ไม่มีจุดชัดเจนว่าจะสิ้นสุดสถานภาพเมื่อใด
ถ้ามีคนสมัครหลายหมื่นคน แต่เรียนจบเพียงไม่กี่คน ก็คงต้องย้อนกลับมาถามว่า มหาวิทยาลัยประสบความสำเร็จจริงหรือไม่
เพราะฉะนั้น การ “เปิดโอกาส” จึงไม่ใช่เพียงเปิดประตูให้คนเดินเข้ามา แต่ต้องคิดต่อด้วยว่า เมื่อเข้ามาแล้ว มหาวิทยาลัยจะช่วยให้ผู้เรียนไปถึงเส้นชัยได้อย่างไร
วันนั้นวุฒิสภาถามกันแทบทุกเรื่อง ตั้งแต่สถานที่ตั้ง งบประมาณ จำนวนอาจารย์ คุณสมบัติผู้สมัคร มาตรฐานการศึกษา ระยะเวลาเรียน ไปจนถึงอนาคตของผู้สำเร็จการศึกษา
ฟังดูเหมือนร่างกฎหมายถูกซักหนักจนน่าจะไม่ผ่าน แต่ผลกลับตรงกันข้ามค่ะ

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ เมื่อประธานถามว่ามีสมาชิกคนใดไม่เห็นด้วยกับการรับหลักการหรือไม่ ปรากฏว่า ไม่มีใครยกมือคัดค้านเลย
วุฒิสภาจึงรับหลักการ และส่งร่างให้คณะกรรมาธิการสามัญด้านการศึกษา การสาธารณสุข และการสาธารณูปการพิจารณารายละเอียดต่อไป

…………………………………………………………
ชื่อ “รามคำแหง” เกือบหายไปจากร่างกฎหมาย

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ หลังคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จ ร่างกฎหมายกลับเข้าสู่วุฒิสภาอีกครั้งในการประชุมครั้งที่ 8/2513 วันที่ 2 กันยายน 2513
แต่พอเปิดร่างฉบับแก้ไข ทุกคนก็พบว่า ชื่อ “มหาวิทยาลัยรามคำแหง” ถูกเปลี่ยนเป็น “มหาวิทยาลัยกรุงไทย” เรียบร้อยแล้ว
ไม่ได้แก้แค่ชื่อบนหน้าปกนะคะ คำว่า “มหาวิทยาลัยรามคำแหง” ในมาตราต่าง ๆ ก็ถูกเปลี่ยนเป็น “มหาวิทยาลัยกรุงไทย” ตามไปด้วย
ถ้าร่างผ่านตามนั้น วันนี้เราอาจเรียกมหาวิทยาลัยแห่งนี้ว่า “ม.กรุงไทย” ก็ได้

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ เหตุผลที่คณะกรรมาธิการเสนอให้เปลี่ยนชื่อ มาจากความกังวลเรื่องการนำพระนามของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชมาใช้เป็นชื่อมหาวิทยาลัย สมาชิกบางส่วนเกรงว่า หากวันหนึ่งเกิดเหตุวุ่นวาย มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม หรือมีการนำชื่อมหาวิทยาลัยไปใช้ในทางการค้า อาจกระทบต่อพระเกียรติได้
คณะกรรมาธิการจึงเสนอชื่อ “มหาวิทยาลัยกรุงไทย” ซึ่งมองว่าเป็นชื่อกลาง ๆ และช่วยแยกมหาวิทยาลัยแห่งใหม่นี้ออกจากมหาวิทยาลัยอื่น

แต่สมาชิกวุฒิสภาหลายคนฟังแล้วไม่ค่อยเห็นด้วยค่ะ
บางคนรู้สึกว่า “กรุงไทย” ฟังคล้ายชื่อบริษัทหรือกิจการมากกว่าชื่อมหาวิทยาลัย เพราะในเวลานั้นมีหลายหน่วยงานใช้คำนี้อยู่แล้ว
ส่วนฝ่ายที่สนับสนุนชื่อเดิมมองว่า พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงเกี่ยวข้องกับภาษาไทยและการวางรากฐานความรู้ของคนไทย พระนามจึงเหมาะกับมหาวิทยาลัยที่ตั้งขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ศึกษา

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ระหว่างอภิปราย นายประสิทธิ์ จุลละมณฑล ยังทักเรื่องการสะกดพระนามในเอกสารด้วยว่า คำที่ถูกต้องคือ “รามคำแหง” ไม่ใช่ “รามกำแหง”
ต่างกันเพียงตัวอักษรเดียว แต่เมื่อกำลังจะใช้เป็นชื่อมหาวิทยาลัย ความถูกต้องก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ค่ะ

…………………………………………………………
“รามคำแหง” ชนะ “กรุงไทย” 47 ต่อ 3

​ ​ ​ ​ ​ ​ เมื่ออภิปรายกันพอสมควร ประธานจึงให้ที่ประชุมตัดสินว่าจะคงชื่อเดิมตามร่างของสภาผู้แทนราษฎร หรือใช้ชื่อใหม่ตามที่คณะกรรมาธิการเสนอ
ผลลงมติออกมาชัดเจนค่ะ
​ ​ ​ ​ • คงชื่อ “มหาวิทยาลัยรามคำแหง” 47 คน
​ ​ ​ ​ • ใช้ชื่อ “มหาวิทยาลัยกรุงไทย” 3 คน

ชื่อ “มหาวิทยาลัยรามคำแหง” จึงกลับมาอยู่ในร่างกฎหมายอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ “รามคำแหง” เพิ่งชนะ “ประชาชน” ในสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนน 69 ต่อ 3 คราวนี้ก็ชนะ “กรุงไทย” ในวุฒิสภาอีก 47 ต่อ 3
เรียกได้ว่าชื่อนี้ต้องผ่านการโหวตถึงสองสภากว่าจะอยู่รอดมาถึงทุกวันนี้ค่ะ

แต่ระหว่างนั้น คำว่า “ตลาดวิชา” กลับหายไป
นอกจากเรื่องชื่อแล้ว คณะกรรมาธิการวุฒิสภายังตัดคำว่า “แบบตลาดวิชา” ออกจากมาตรา 5 ด้วย

​ ​ ​ ​ ​ ​ นายสนั่น สายสว่างจึงถามขึ้นมาว่า มาตรานี้ถูกแก้ใช่หรือไม่ เพราะเขาเป็นผู้เสนอให้ใส่คำว่า “แบบตลาดวิชา” ไว้ตั้งแต่ตอนรับหลักการ และเลขานุการวุฒิสภาก็ยืนยันว่า คณะกรรมาธิการตัดคำดังกล่าวออกจริง

​ ​ ​ ​ ​ ถึงอย่างนั้น แนวคิดเรื่องตลาดวิชาไม่ได้หายไปทั้งหมด เพราะเนื้อหาส่วนอื่นของร่างยังเปิดให้ผู้มีคุณสมบัติตามที่กำหนดสมัครเรียนได้ และไม่ได้บังคับว่านักศึกษาทุกคนต้องเข้าฟังคำบรรยาย

สรุปก็คือ
คำว่า “ตลาดวิชา” หายไปจากมาตรา 5 แต่รูปแบบการเรียนแบบตลาดวิชายังอยู่
หลังพิจารณาร่างกฎหมายทีละมาตราจนครบ วุฒิสภาก็เห็นชอบร่างในวาระที่ 3 โดยไม่มีสมาชิกยกมือคัดค้าน เพียงแต่วุฒิสภาแก้ข้อความบางส่วนต่างจากร่างที่สภาผู้แทนราษฎรส่งมา
จุดนี้เองทำให้เรื่องยังไปต่อไม่ได้ทันที เพราะสองสภาถือร่างคนละข้อความกันค่ะ

…………………………………………………………
เมื่อสองสภาต้องมานั่งหาคำตอบร่วมกัน

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขทั้งหมดของวุฒิสภา จึงต้องตั้ง คณะกรรมาธิการร่วมกัน ขึ้นมาหาข้อสรุป
คณะกรรมาธิการชุดนี้มีตัวแทนจากสภาผู้แทนราษฎร 15 คน และวุฒิสภา 15 คน รวม 30 คน โดยมีหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล เป็นประธาน
หน้าที่ของคณะนี้ ถ้าเล่าแบบไม่ใช้ภาษากฎหมายมาก ก็คือให้ตัวแทนจากสองสภามานั่งคุยกันว่า ตรงไหนจะใช้ตามสภาผู้แทนราษฎร ตรงไหนจะใช้ตามวุฒิสภา แล้วทำให้เหลือร่างฉบับเดียวที่ทั้งสองฝ่ายรับได้
เมื่อพิจารณาเสร็จ ร่างกฎหมายกลับเข้าสู่วุฒิสภาอีกครั้งในการประชุมครั้งที่ 2/2514 (วิสามัญ) วันที่ 20 มกราคม 2514
เรื่องสำคัญที่สุดที่ต้องตกลงกันก็คือ ควรนำคำว่า “แบบตลาดวิชา” กลับมาใส่ในกฎหมายหรือไม่

ถ้าตัดคำว่า “ตลาดวิชา” วันหนึ่งประตูอาจแคบลง

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ นายประสิทธิ์ จุลละมณฑล ขอให้คณะกรรมาธิการอธิบายว่า เหตุใดจึงนำคำว่า “ตลาดวิชา” กลับมา ทั้งที่วุฒิสภาเคยตัดออกไปแล้ว

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ชี้แจงว่า คณะกรรมาธิการพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ และเสียงส่วนใหญ่ต้องการย้ำให้ชัดว่า มหาวิทยาลัยต้องเปิดโอกาสแก่ผู้ที่ต้องการศึกษาอย่างแท้จริง เพราะร่างกฎหมายไม่ได้ระบุไว้อย่างละเอียดว่าจะต้องรับนักศึกษากี่คน หรือเปิดกว้างแค่ไหน หากไม่มีคำว่า “ตลาดวิชา” กำกับไว้ วันหนึ่งมหาวิทยาลัยอาจเพิ่มเงื่อนไขจนประตูค่อย ๆ แคบลง และไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์เดิม

คณะกรรมาธิการร่วมกันจึงนำข้อความ

“เป็นสถาบันการศึกษาและวิจัยแบบตลาดวิชา”

กลับเข้าไปในมาตรา 5 ตามร่างของสภาผู้แทนราษฎร
พูดง่าย ๆ คือ ใส่คำนี้กลับมาเพื่อยืนยันว่า มหาวิทยาลัยต้องเปิดกว้างจริง ไม่ใช่เปิดไว้เพียงในคำพูด

…………………………………………………………
เข้าเรียนได้โดยไม่สอบคัดเลือก แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องสอบเลย

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ อีกมาตราที่สองสภาเขียนไว้ต่างกันคือ มาตรา 11 ว่าด้วยคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเข้าศึกษา
คณะกรรมาธิการร่วมกันเลือกใช้แนวทางที่วุฒิสภาปรับไว้ โดยแบ่งผู้มีสิทธิเข้าศึกษาเป็นสามกลุ่ม ได้แก่
​ ​ ​ 1. ผู้สอบไล่ได้ประโยคมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า
​ ​ ​ 2. ข้าราชการพลเรือนสามัญตั้งแต่ชั้นตรีหรือเทียบเท่าขึ้นไป และมีพื้นความรู้ตามที่กำหนด
​ ​ ​ 3. บุคคลที่สภามหาวิทยาลัยพิจารณาแล้วเห็นสมควรให้เข้าศึกษา

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ บุคคลที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนดสามารถสมัครเข้าเรียนได้ โดยไม่ต้องสอบคัดเลือก
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ตรงนี้ต้องแยกให้ออกนะคะ “ไม่สอบคัดเลือก” หมายถึงไม่ต้องสอบแข่งขันกับคนอื่นเพื่อแย่งที่นั่งก่อนเข้าเรียน แต่เมื่อเข้าเป็นนักศึกษาแล้ว ก็ยังต้องเรียนและสอบตามหลักสูตร ถ้าเรียนไม่ผ่านก็ไม่ได้ปริญญา

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ มหาวิทยาลัยแบบตลาดวิชาจึงไม่ได้ยกเลิกการคัดกรอง เพียงแต่ย้ายจุดคัดกรองจากหน้าประตูไปอยู่ระหว่างทาง
มหาวิทยาลัยทั่วไปอาจคัดคนออกก่อนเข้าเรียน ส่วนมหาวิทยาลัยรามคำแหงเปิดให้เข้ามาก่อน แล้วให้แต่ละคนพิสูจน์ตัวเองด้วยการเรียนและการสอบ
โอกาสเริ่มต้นเปิดกว้าง แต่ปริญญายังต้องได้มาด้วยความสามารถของผู้เรียนเอง

…………………………………………………………
แล้วชื่อ “รามคำแหง” ได้รับอนุญาตหรือยัง?

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ข้อสงสัยเรื่องการใช้พระนามก็ได้คำตอบในการประชุมวันที่ 20 มกราคม 2514 เช่นกัน
หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ชี้แจงว่า ประธานวุฒิสภาได้นำความกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตให้ใช้คำว่า “รามคำแหง” และได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียบร้อยแล้ว

เรื่องชื่อมหาวิทยาลัยที่ถกกันมาหลายรอบจึงได้ข้อยุติอย่างเป็นทางการเสียทีค่ะ
ส่วนข้อยุติของคณะกรรมาธิการร่วมกันก็เรียกว่าเจอกันคนละครึ่ง
สภาผู้แทนราษฎรได้คำว่า “แบบตลาดวิชา” กลับคืนมาในมาตรา 5 ขณะที่วุฒิสภาได้ใช้ถ้อยคำเรื่องคุณสมบัติผู้เข้าศึกษาในมาตรา 11 ตามแนวทางที่แก้ไขไว้

เมื่อประธานวุฒิสภาถามว่ามีใครไม่เห็นชอบกับร่างของคณะกรรมาธิการร่วมกันหรือไม่ ก็ไม่มีสมาชิกยกมือคัดค้าน

…………………………………………………………
ด่านสุดท้ายของคำว่า “ตลาดวิชา”

​ ​ ​ ​ ​ ​ วันต่อมา คือวันที่ 21 มกราคม 2514 ร่างกฎหมายกลับเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในการประชุมครั้งที่ 8/2514 (วิสามัญ)

​ ​ ​ ​ ​ ​ ครั้งนี้ไม่มีการกลับมาเถียงกันเรื่องชื่อแล้ว เหลือเพียงการตัดสินว่าจะเห็นชอบกับข้อสรุปของคณะกรรมาธิการร่วมกันหรือไม่
​ ​ ​ ​ ​ ​ ระหว่างอภิปราย นายสุรินทร์ มาศดิตถ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อมาตรา 11 กล่าวถึง “ข้าราชการพลเรือนสามัญ” แล้ว พนักงานเทศบาลจะถูกนับรวมด้วยหรือไม่ เพราะสถานะทางกฎหมายไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว
ความห่วงของเขาตรงไปตรงมาค่ะ คือไม่อยากให้คนทำงานบางกลุ่มพลาดโอกาส เพียงเพราะถ้อยคำในกฎหมายครอบคลุมไม่ถึง

ฝ่ายคณะกรรมาธิการชี้แจงว่า ยังมีช่องทางตามข้อ 3 ซึ่งเปิดให้สภามหาวิทยาลัยพิจารณารับบุคคลที่เห็นสมควรเข้าศึกษาได้ จึงสามารถรองรับผู้ที่มีคุณสมบัติไม่ตรงกับสองกลุ่มแรกแบบเป๊ะ ๆ

แม้จะเป็นการอภิปรายสั้น ๆ แต่ก็ทำให้เห็นว่า สมาชิกไม่ได้คิดถึงเฉพาะเด็กที่เพิ่งเรียนจบมัธยมเท่านั้น ยังนึกถึงคนทำงานที่อยากกลับมาเรียนด้วย

เมื่อประธานให้ลงมติ สมาชิกยกมือเห็นชอบเป็นส่วนมาก และไม่มีสมาชิกยกมือไม่เห็นชอบ ร่างตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการร่วมกันจึงผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร

…………………………………………………………
กว่าจะได้ทั้งชื่อและตัวตนของมหาวิทยาลัย

​ ​ ​ ​ ​ ถ้ามองย้อนกลับไป เส้นทางของมหาวิทยาลัยรามคำแหงเต็มไปด้วยการตั้งคำถามและการเปลี่ยนแปลงค่ะ
เริ่มจากร่างกฎหมายที่ยังเว้นชื่อไว้ว่า “มหาวิทยาลัย ....”

จากนั้นมีผู้เสนอชื่อ “มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์” และ “มหาวิทยาลัยประชาชน” ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะลงมติเลือก “มหาวิทยาลัยรามคำแหง”

เมื่อไปถึงวุฒิสภา คณะกรรมาธิการเสนอให้เปลี่ยนเป็น “มหาวิทยาลัยกรุงไทย” แต่ที่ประชุมลงมติ 47 ต่อ 3 ให้กลับมาใช้ชื่อ “มหาวิทยาลัยรามคำแหง”

ขณะเดียวกัน คำว่า “ตลาดวิชา” ก็เคยถูกตัดออกจากมาตรา 5 ก่อนที่คณะกรรมาธิการร่วมกันจะนำกลับมา และทั้งสองสภาเห็นชอบในที่สุด

ดังนั้น วันที่ 21 มกราคม 2514 มหาวิทยาลัยแห่งนี้จึงไม่ได้มีเพียงชื่อที่ลงตัว แต่เริ่มมีตัวตนชัดเจนด้วยว่า จะเป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดโอกาสให้คนหลายกลุ่มเข้าถึงการศึกษาได้โดยไม่ต้องสอบแข่งขันเพื่อแย่งที่นั่ง
แต่การเปิดกว้างไม่ได้แปลว่าลดมาตรฐาน และไม่ได้หมายความว่าใครสมัครแล้วจะได้รับปริญญา

ถ้าจะสรุปแนวคิดของ “ตลาดวิชา” ให้สั้นที่สุด ก็คงเป็นประโยคนี้ค่ะ

ไม่ต้องแย่งกันสอบเพื่อให้ได้สิทธิเริ่มเรียน แต่เมื่อเข้ามาแล้ว ต้องเรียนจริง สอบจริง และพิสูจน์ตัวเองให้ได้ จึงจะไปถึงปริญญา

กว่าจะเป็น “มหาวิทยาลัยรามคำแหง” อย่างที่เรารู้จักกันในวันนี้ จึงไม่ได้ผ่านเพียงการเลือกชื่อ แต่ผ่านการถกเถียงว่า มหาวิทยาลัยควรเปิดรับใคร เปิดกว้างแค่ไหน และจะทำอย่างไรให้โอกาสทางการศึกษาเดินไปพร้อมกับคุณภาพ

ส่วนคำว่า “ตลาดวิชา” ก็ไม่ใช่ตลาดขายวิชาอย่างที่ชื่อชวนให้คิด แต่คือความตั้งใจที่จะเปิดประตูความรู้ให้คนทั่วไปได้เดินเข้ามา
ประตูบานนั้นเปิดกว้างขึ้นก็จริงค่ะ
แต่เส้นทางจากหน้าประตูไปถึงวันรับปริญญา ยังเป็นหน้าที่ของผู้เรียนแต่ละคนที่จะต้องเดินด้วยตัวเอง
________________________________________
แหล่งข้อมูล
• รายงานการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 4/2513 วันพุธที่ 29 กรกฎาคม 2513 เรื่องร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. ....
• รายงานการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 8/2513 วันพุธที่ 2 กันยายน 2513 เรื่องร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. ....
• รายงานการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 2/2514 (วิสามัญ) วันพุธที่ 20 มกราคม 2514 เรื่องร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. ....
• รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 8/2514 (วิสามัญ) วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม 2514 เรื่องร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. ....

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ หมายเหตุ: ในรายงานการประชุมช่วงดังกล่าว ชื่อร่างกฎหมายยังเว้นปีไว้เป็น “พ.ศ. ....” จึงคงรูปแบบตามเอกสารต้นฉบับ และมติวันที่ 21 มกราคม 2514 เป็นการเห็นชอบร่างที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาแล้ว ยังไม่ใช่วันที่ประกาศใช้เป็นกฎหมาย


อ่านตอนที่ 1 ได้ตามลิงก์ในคอมเมนต์ค่ะ

ตอนที่ 1......วันที่ “มหาวิทยาลัย” ยังไม่มีชื่อ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ จากช่องว่างในร่างกฎหมาย สู่ชื่อ “มหาวิทยาลัยรามคำแหง”​...
01/09/2026

ตอนที่ 1......

วันที่ “มหาวิทยาลัย” ยังไม่มีชื่อ
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ จากช่องว่างในร่างกฎหมาย สู่ชื่อ “มหาวิทยาลัยรามคำแหง”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ลองนึกภาพตามนะคะ วันหนึ่งมีคนเสนอให้ตั้งมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ขึ้นมา ทุกคนรู้ว่าจะตั้งไปทำไม รู้คร่าว ๆ ด้วยว่าจะเปิดสอนแบบไหน แต่กลับยังตอบไม่ได้ว่า
“แล้วมหาวิทยาลัยนี้จะชื่ออะไร?”
ฟังดูเหมือนคนเสนอคิดชื่อไม่ทัน แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงในสภาผู้แทนราษฎรค่ะ
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2512 มีร่างกฎหมายฉบับหนึ่งเข้าสู่การพิจารณาของสภา ชื่อที่ปรากฏในเอกสารคือ
“ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย .... พ.ศ. ....”
ไม่ได้พิมพ์ตกนะคะ ตรงชื่อมหาวิทยาลัยกับปีของกฎหมายเว้นเป็นจุดเอาไว้จริง ๆ
แม้ตอนนั้นมหาวิทยาลัยจะยังไม่มีชื่อ แต่เหตุผลที่ต้องตั้งกลับชัดเจนมาก เพราะจำนวนเด็กที่เรียนจบมัธยมศึกษาเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะที่มหาวิทยาลัยเดิมมีที่นั่งจำกัด เด็กอยากเรียนต่อมีมาก แต่มหาวิทยาลัยรับไม่ไหว
หลายคนจึงต้องหยุดเรียน ทั้งที่ยังอยากเรียนต่อ ส่วนครอบครัวที่พอมีกำลังก็ส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยต้องเสียเงินตราต่างประเทศตามไปด้วย
โจทย์ใหญ่ในวันนั้นจึงไม่ใช่แค่
“จะสร้างมหาวิทยาลัยเพิ่มอีกแห่งไหม?”
แต่เป็น
“เราจะทำอย่างไรให้คนที่อยากเรียน มีโอกาสได้เรียน?”

……………………………………………………………….
คนที่หยิบเรื่องนี้เข้าสภา

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ผู้เสนอร่างกฎหมายคือ นายประมวล กุลมาตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร พร้อมด้วยสมาชิกอีกหลายคน
แนวคิดของผู้เสนอถือว่าใหม่พอสมควรสำหรับยุคนั้น เพราะไม่ได้ต้องการสร้างมหาวิทยาลัยที่เหมือนแห่งเดิมทุกอย่าง แต่คิดถึงมหาวิทยาลัยที่เปิดประตูให้คนเข้าเรียนได้กว้างขึ้น
ผู้เรียนอาจมาเข้าฟังคำบรรยายที่มหาวิทยาลัย หรือจะอ่านตำราและศึกษาด้วยตัวเอง แล้วมาสอบตามหลักเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดก็ได้
พูดง่าย ๆ คือ การเรียนมหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องหมายถึงการนั่งอยู่ในห้องเรียนทุกวันอีกต่อไป
หัวใจของแนวคิดนี้สรุปได้ด้วยประโยคเดียวเลยค่ะ

“ไม่มีที่นั่งเรียน” ไม่ควรแปลว่า “ไม่มีสิทธิเรียน”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ เพราะเด็กที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความสามารถเสมอไป บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเด็ก แต่อยู่ที่จำนวนที่นั่งซึ่งมีน้อยกว่าจำนวนคนสมัครมาก
มหาวิทยาลัยแห่งใหม่นี้จึงถูกคิดขึ้นมาเพื่อเพิ่ม “ทางเข้า” สู่การศึกษา ใครมีความตั้งใจก็เข้ามาเรียนได้ แล้วใช้การสอบเป็นเครื่องพิสูจน์ความรู้ของตัวเอง

……………………………………………………………….
จากมหาวิทยาลัยเปิด สู่แนวคิด “ตลาดวิชา”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ถ้าจะหาคำสั้น ๆ มาอธิบายมหาวิทยาลัยแบบนี้ คำว่า “ตลาดวิชา” น่าจะเห็นภาพที่สุดค่ะ
ลองนึกถึงตลาดทั่วไปที่มีของหลายอย่างให้เลือก ใครสนใจอะไรก็เดินเข้าไปหาได้ แนวคิดของตลาดวิชาก็คล้ายกัน เพียงแต่สิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ข้าวของ แต่เป็นความรู้
ผู้เรียนเลือกวิชาที่สนใจได้ จะเข้าฟังคำบรรยายที่มหาวิทยาลัย หรืออ่านหนังสือและศึกษาด้วยตัวเองก็ได้ แล้วค่อยมาสอบตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องเรียนด้วยวิธีเดียวกัน หรือต้องเข้าห้องเรียนพร้อมกันทุกวัน

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ตลาดวิชาไม่ได้หมายถึงการทำให้เรียนง่ายลงนะคะ เพราะสุดท้ายผู้เรียนก็ยังต้องสอบและพิสูจน์ความรู้ของตัวเองเหมือนเดิม
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ มหาวิทยาลัยไม่ได้ทำหน้าที่คัดคนออกเพียงอย่างเดียว แต่เปิดพื้นที่ให้คนจำนวนมากเข้าถึงความรู้ได้มากขึ้น ต่อให้พลาดจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเดิม ก็ไม่ได้หมายความว่าประตูการศึกษาจะต้องปิดลงตรงนั้น

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ พูดง่าย ๆ ก็คือ มหาวิทยาลัยควรเป็นเหมือนตลาดความรู้ที่เปิดประตูไว้ ให้แต่ละคนเข้ามาเลือก เรียน และพิสูจน์ความสามารถด้วยตัวเอง
นี่จึงไม่ใช่แค่แนวคิดตั้งมหาวิทยาลัยเพิ่มอีกหนึ่งแห่ง แต่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของ

“มหาวิทยาลัยแบบตลาดวิชา”

ที่เชื่อว่าความรู้ควรเปิดกว้างสำหรับคนที่อยากเรียน

……………………………………………………………….
ความคิดดี แต่คำถามก็ตามมาเต็มไปหมด

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ แน่นอนค่ะ พอบอกว่าจะเปิดรับคนจำนวนมาก สมาชิกในสภาก็เริ่มตั้งคำถามกันทันที

ถ้ารับนักศึกษาเยอะมาก จะรักษามาตรฐานการศึกษาอย่างไร?
อาจารย์จะพอสอนไหม?
จะใช้สถานที่ไหน?
ต้องใช้งบประมาณเท่าไร?
คนที่อ่านหนังสือเองจะได้รับความรู้เท่ากับคนที่เข้าฟังคำบรรยายหรือเปล่า?
แล้วปริญญาจะได้รับการยอมรับแค่ไหน?

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ สมาชิกหลายคนเห็นด้วยกับเจตนาของร่างกฎหมาย แต่ยังไม่สบายใจกับรายละเอียด เพราะตอนนั้นยังมีช่องว่างอยู่อีกมาก ทั้งชื่อมหาวิทยาลัย สถานที่ตั้ง งบประมาณ และรูปแบบการบริหาร
ฝ่ายรัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธแนวคิดนี้ พลเอก ประภาศ จารุเสถียร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าร่วมชี้แจงและเสนอรายชื่อกรรมาธิการฝ่ายรัฐบาล เพื่อเข้าไปช่วยพิจารณารายละเอียด

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ หลังอภิปรายกันอยู่นาน สภาก็ลงมติรับหลักการด้วยเสียงข้างมาก ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา 15 คน และกำหนดเวลาแปรญัตติ 30 วัน

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ว่า ช่องว่างหลังคำว่า “มหาวิทยาลัย” จะถูกเติมด้วยชื่ออะไร

……………………………………………………………….
เก้าเดือนต่อมา มหาวิทยาลัยกลับมาพร้อมชื่อใหม่

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ วันที่ 2 กรกฎาคม 2513 ร่างกฎหมายฉบับเดิมกลับเข้าสู่สภาอีกครั้ง หลังผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการมาแล้ว
คราวนี้ช่องว่างตรงชื่อมหาวิทยาลัยถูกเติมเรียบร้อยว่า

“มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ เหตุผลของคณะกรรมาธิการคือ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ในเขตรัตนโกสินทร์ อีกทั้งคำว่า “รัตนโกสินทร์” ยังเป็นชื่อกลาง ๆ ไม่ได้ผูกติดกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และมีความหมายเกี่ยวกับแก้วหรือพระอินทร์ ฟังดูเป็นมงคลดีด้วย
ชื่อก็ดูเรียบร้อย เหตุผลก็ฟังขึ้น น่าจะผ่านไปง่าย ๆ ใช่ไหมคะ?

แต่ไม่ค่ะ

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ นายแคล้ว นรปติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น ลุกขึ้นมาบอกว่าไม่เห็นด้วยกับชื่อนี้ และเสนอชื่อใหม่ว่า

“มหาวิทยาลัยรามคำแหง”

ทำไมต้องชื่อ “รามคำแหง”?
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ นายแคล้วอธิบายว่า หากมหาวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งขึ้นเพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษา ก็ควรใช้ชื่อบุคคลสำคัญที่มีคุณูปการต่อภาษาและการเรียนรู้ของคนไทย
พ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ประดิษฐ์อักษรไทย ทำให้คนไทยมีภาษาเขียนเป็นของตนเอง มหาวิทยาลัยที่ตั้งขึ้นเพื่อให้คนไทยได้เรียนรู้ จึงควรใช้พระนามของพระองค์เป็นชื่อ

สรุปให้สั้นที่สุดก็คือ
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ “มหาวิทยาลัยให้ความรู้ ส่วนพ่อขุนรามคำแหงทำให้คนไทยมีตัวหนังสือใช้ ชื่อนี้จึงเหมาะ”

แต่สมาชิกคนอื่นก็ไม่ได้เห็นด้วยทันทีนะคะ
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ บางคนถามกลับว่า ถ้าจะใช้พระนามของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีคุณูปการ ประเทศไทยก็มีอีกหลายพระองค์ แล้วเหตุใดจึงเลือกเฉพาะพ่อขุนรามคำแหง?
บางคนมองว่า มหาวิทยาลัยตั้งขึ้นในยุครัตนโกสินทร์ ไม่ได้เกิดขึ้นในสมัยสุโขทัย ชื่อ “รัตนโกสินทร์” จึงตรงทั้งยุคและสถานที่มากกว่า

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ จากที่ดูเหมือนจะคุยกันแค่เรื่องชื่อ กลายเป็นอภิปรายกันทั้งเรื่องประวัติศาสตร์ ภาษา ความเหมาะสม และความหมายของการเป็นมหาวิทยาลัยของประชาชน
อีกฝั่งอยากให้ชื่อบอกไปเลยว่าเป็น

“มหาวิทยาลัยของประชาชน”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ นายทองดี อิสราชีวิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เสนออีกมุมหนึ่งว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่ควรผูกติดกับชื่อบุคคลหรือยุคใดยุคหนึ่ง เพราะคนที่ออกเงินตั้งมหาวิทยาลัยก็คือประชาชนผ่านภาษี ส่วนคนที่จะเข้ามาเรียนก็คือประชาชนทั่วไป
เขาจึงเสนอชื่อในแนวว่า
​ ​ ​ ​ • มหาวิทยาลัยราษฎร
​ ​ ​ ​ • มหาวิทยาลัยราษฎรไทย

สมาชิกคนอื่นก็ช่วยกันเสนอชื่อเพิ่มเติม เช่น

​ ​ ​ ​ • มหาวิทยาลัยประชาชน
​ ​ ​ ​ • มหาวิทยาลัยของปวงชนชาวไทย
​ ​ ​ ​ • มหาวิทยาลัยรามคำแหง

​ ​ ​ ​ บรรยากาศช่วงนี้น่าจะคึกคักพอสมควรค่ะ เพราะทุกชื่อไม่ได้เสนอขึ้นมาเล่น ๆ แต่มีแนวคิดอยู่ข้างหลังทั้งหมด
ฝ่ายหนึ่งอยากให้ชื่อมหาวิทยาลัยยกย่องบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ ส่วนอีกฝ่ายอยากให้ชื่อบอกไปตรง ๆ เลยว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นของประชาชน
“รัตนโกสินทร์” ถูกโหวตออก

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ในที่สุด ประธานต้องถามที่ประชุมก่อนว่า จะคงชื่อ “มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์” ตามที่คณะกรรมาธิการเสนอไว้ หรือจะเปลี่ยนชื่อ
ผลปรากฏว่า สมาชิกส่วนใหญ่เห็นว่าควรเปลี่ยนค่ะ
เมื่อชื่อ “รัตนโกสินทร์” ไม่ผ่าน จึงต้องเลือกกันต่อว่าจะใช้ชื่ออะไรแทน ชื่อบางชื่อถูกถอนออกไป จนเหลือตัวเลือกที่นำมาลงมติอย่างชัดเจนสองชื่อ คือ

“มหาวิทยาลัยประชาชน”
กับ
“มหาวิทยาลัยรามคำแหง”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ประธานถามก่อนว่า ใครเห็นด้วยกับชื่อ “มหาวิทยาลัยประชาชน” ให้ยกมือขึ้น
มีผู้ยกมือ 3 คน
จากนั้นจึงถามว่า ใครเห็นด้วยกับชื่อ “มหาวิทยาลัยรามคำแหง”
คราวนี้มีผู้ยกมือถึง 69 คน
คะแนนขาดลอยจนแทบไม่ต้องลุ้นเลยค่ะ ที่ประชุมจึงมีมติเปลี่ยนชื่อจาก “มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์” เป็น

“มหาวิทยาลัยรามคำแหง”

ชื่อที่เราคุ้นเคยกันทุกวันนี้จึงไม่ได้อยู่ในร่างกฎหมายมาตั้งแต่แรก แต่เกิดขึ้นกลางที่ประชุมสภา จากข้อเสนอของนายแคล้ว นรปติ และผ่านการลงมติแข่งกับชื่ออื่นจริง ๆ

……………………………………………………………….
ได้ชื่อแล้ว แต่เรื่องยังไม่จบ

​ ​ ​ ​ หลังตัดสินเรื่องชื่อเรียบร้อย สภาก็กลับมาพิจารณาเนื้อหาของร่างกฎหมายต่อทีละมาตรา โดยเฉพาะเรื่องคุณสมบัติของผู้สมัครเข้าเรียน
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ หลักการของมหาวิทยาลัยแห่งนี้คือ ต้องการช่วยคนที่เรียนจบมัธยมศึกษาแล้วไม่มีที่เรียนต่อ จึงพยายามเปิดรับผู้เรียนให้กว้างกว่ามหาวิทยาลัยทั่วไป
ในที่ประชุมถึงกับมีการใช้คำภาษาอังกฤษว่า

“Open to all” — เปิดรับทุกคน

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ แต่พอได้ยินว่าจะเปิดรับทุกคน ก็มีคนทักทันทีว่า ถ้าเปิดกว้างจนไม่มีหลักเกณฑ์เลย นักศึกษาอาจมีจำนวนมากเกินกว่าที่มหาวิทยาลัยจะดูแลไหว และอาจกระทบต่อมาตรฐานการศึกษา
ที่ประชุมจึงอภิปรายกันต่อว่า ควรรับเฉพาะผู้ที่จบมัธยมศึกษาปีที่ 5 หรือควรเปิดให้ผู้มีความรู้เทียบเท่า รวมถึงข้าราชการและผู้มีประสบการณ์บางกลุ่มเข้ามาเรียนได้ด้วย
ตรงนี้ทำให้เห็นว่า คนในสภาไม่ได้เถียงกันว่าจะ “ให้เรียนหรือไม่ให้เรียน” แต่กำลังพยายามหาจุดพอดีระหว่างสองเรื่อง คือ

เปิดโอกาสให้กว้างที่สุด
กับ
รักษาคุณภาพการศึกษาเอาไว้

……………………………………………………………….
ประชุมถึงเกือบสี่โมงเย็น แต่ยังพิจารณาไม่จบ
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ การอภิปรายในวันนั้นยาวไปจนเกือบสี่โมงเย็น แต่ร่างกฎหมายยังเหลืออีกหลายมาตรา
ที่ประชุมจึงรับรองเฉพาะมาตราที่พิจารณาเสร็จแล้ว และเลื่อนส่วนที่เหลือไปพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป
​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ดังนั้น วันที่ 2 กรกฎาคม 2513 จึงยังไม่ใช่วันที่ร่างพระราชบัญญัติผ่านครบทั้งฉบับ แต่เป็นวันที่เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดจุดหนึ่ง
เพราะมหาวิทยาลัยที่เคยมีเพียงช่องว่างว่า
“มหาวิทยาลัย ....”
ได้ชื่ออย่างเป็นทางการในชั้นพิจารณาของสภาว่า

“มหาวิทยาลัยรามคำแหง”

ชื่อเดียว แต่เล่าเรื่องได้ทั้งยุค
เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า ชื่อมหาวิทยาลัยไม่ได้เกิดจากการคิดคำสวย ๆ แล้วใส่ลงไปเฉย ๆ
เบื้องหลังชื่อ

“รามคำแหง”

มีทั้งความพยายามแก้ปัญหาเด็กไม่มีที่เรียน แนวคิดมหาวิทยาลัยเปิด การรักษามาตรฐานการศึกษา การยกย่องบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ และคำถามว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ควรเป็นตัวแทนของใคร

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ จากร่างกฎหมายที่เริ่มต้นโดยยังไม่มีชื่อ ผ่านชื่อ “รัตนโกสินทร์” และตัวเลือกอีกหลายชื่อ สุดท้ายช่องว่างนั้นถูกเติมด้วยคะแนน 69 ต่อ 3
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าการได้ชื่อใหม่ คือแนวคิดที่ติดมากับมหาวิทยาลัยแห่งนี้ นั่นคือแนวคิด “ตลาดวิชา” พื้นที่แห่งความรู้ที่เปิดประตูให้คนเข้ามาเรียนได้กว้างกว่าเดิม
จากเดิมที่สังคมอาจถามว่า
“เด็กคนนี้สอบติดมหาวิทยาลัยหรือไม่?”
คำถามจึงค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น
“เราจะเปิดโอกาสให้คนที่อยากเรียน ได้มีโอกาสเรียนอย่างไร?”

​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ ​ และคำตอบหนึ่งของวันนั้น ก็คือมหาวิทยาลัยที่ชื่อว่า “รามคำแหง”
มหาวิทยาลัยที่ครั้งหนึ่งยังไม่มีแม้แต่ชื่อ แต่เติบโตขึ้นมาพร้อมความคิดสำคัญว่า การไม่มีที่นั่งในมหาวิทยาลัยเดิม ไม่ควรหมายถึงการหมดสิทธิเรียนรู้
นั่นอาจเป็นคำอธิบายที่ชัดที่สุดว่า ทำไมมหาวิทยาลัยแห่งนี้จึงกลายเป็นมหาวิทยาลัยของคนจำนวนมากมาจนถึงทุกวันนี้ค่ะ

อ่านตอนที่ 2 ได้ ตามลิงก์ในคอมเมนต์ค่ะ
________________________________________
แหล่งข้อมูล

​ ​ ​ ​ • รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 17/2512 วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม 2512 ช่วงเสนอและรับหลักการร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย
​ ​ ​ ​ • รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 2/2513 วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2513 ช่วงพิจารณาร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย

พรุ่งนี้สนามบินน้ำ เจอกันค่ะ 😁 🥰​ระเบียบสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ว่าด้วยการกำหนดขั้นตอนการจ่ายรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลหก...
01/09/2026

พรุ่งนี้สนามบินน้ำ เจอกันค่ะ 😁 🥰

ระเบียบสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ว่าด้วยการกำหนดขั้นตอนการจ่ายรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลหกหลัก (Lottery ๖: L๖) และหรือสลากอื่นที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จัดทำขึ้นเพื่อจำหน่าย พ.ศ. ๒๕๖๖

ป.ล. ขอบคุณพี่นางแบบจากกลุ่มงานพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศ สำนักวิชาการค่ะ

ที่อยู่

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เลขที่ 1111 ถนนสามเสน แขวงถนนนครไชยศรี
Bangkok
10300

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ PRT : คลังสารสนเทศรัฐสภาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์