อ่านอีกครั้งก็ยังชอบ #Always Enjoy Reading It Again

อ่านอีกครั้งก็ยังชอบ #Always Enjoy Reading It Again หนังสือทุกเล่มมีสาระและข้อคิดดีๆ เพจนี้จะชวนอ่านนิยาย วรรณกรรม และหนังสือแปล เชื่อว่ามีหลายเล่มที่อ่านอีก(กี่)ครั้งก็ยังชอบและอาจจะชอบมากขึ้นด้วย
(1)

เพจแนะนำหนังสือเล่มโปรด ซึ่งมีทั้งนวนิยาย วรรณกรรม และบทความที่อ่านอีกครั้งหรือหลาย ๆ ครั้ง...ก็ยังคงชื่นชอบ หนังสือมากมายเริ่มเก่าและอาจจไม่มีการตีพิมพ์ใหม่ เราจึงอยากแบ่งปันเรื่องราวความประทับใจที่ได้จากการอ่านหนังสือเหล่านี้ให้แฟนเพจและนักอ่านได้รับรู้ด้วย

ค น ป ลู ก ต้ น ไ ม้----------------------------สถานการณ์อุทกภัยทางภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคอีสานในหลายจังหวัดทำให้คิดถึงค...
01/09/2026

ค น ป ลู ก ต้ น ไ ม้
----------------------------

สถานการณ์อุทกภัยทางภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคอีสานในหลายจังหวัดทำให้คิดถึงความสำคัญของผืนป่าและต้นไม้ และทำให้หวนนึกถึงหนังสือเล่มโปรดเรื่อง "คนปลูกต้นไม้ (The Man Who Planted Trees)" ของ ฌ็อง ฌิโอโน (Jean Giono) ชาวฝรั่งเศส
ผู้แต่งตระหนักถึงความสำคัญของต้นไม้และแต่งเรื่องนี้ขึ้นเพื่อต้องการจะกระตุ้นเตือนให้คนในสังคมหันมาใส่ใจกับต้นไม้ซึ่งเป็นเสมือน "ห่วงโซ่ชีวิต" ของธรรมชาติ มิใช่ในแง่พืชที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเท่านั้น "คนปลูกต้นไม้" ยังเป็นหนังสือนวนิยายเล่มเล็กที่ให้แรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่แก่ผู้อ่านอย่างพวกเราได้ดี
หนังสือ "คนปลูกต้นไม้" เป็นเรื่องราวของ แอลเซอารด บุฟฟิเยร์ ชายชาวนาวัย ๕๕ ผู้เต็มไปด้วยความเรียบง่ายและมุ่งมั่น ผู้เขียนเป็นทหารช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในปี​ค.ศ. ๑๙๑๓​ เขาได้พบบุฟฟิเยร์โดยบังเอิญ ในดินแดนทุรกันดารที่โดดเดี่ยวร้างผู้คนของแคว้นโปรวองซ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส
บุฟฟิเยร์อาศัยอยู่ตามลำพังกับฝูงแกะและสุนัขในกระท่อมหินหลังจากสูญเสียภรรยาและลูกชายไป เขาปลูกเมล็ดพันธุ์โอ๊ควันละ ๑๐๐ เมล็ดตามแนวสันเขา โดยใช้แท่งเหล็กแทงดินให้เป็นหลุม หยอดเมล็ดโอ๊ค แล้วจึงกลบหลุม... บุฟฟิเยร์กำลังปลูกต้นโอ๊คในที่ดินร้างที่เขาก็ไม่รู้ว่าเป็นของใคร แต่เดาเองว่าเป็นสาธารณสมบัติ หรือไม่ก็เป็นของใครสักคนที่ไม่สนใจใยดีจะใช้ที่ดินผืนนี้ให้มีประโยชน์
บุฟฟิเยร์เริ่มปลูกต้นโอ๊ค​ ต่อมาก็ปลูกต้นบีช​ และต้นเบิร์ช​ เมื่อฌิโอโนแวะกลับมาดินแดนแถบนี้อีกครั้งในปี​ ค.ศ.​ ๑๙๓๓​ สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง​ ไม่ปรากฏร่องรอยความแห้งแล้ง​ มีป่าปกคลุมด้วยต้นไม้ที่สูง​ ๒๐-๒๕​ ฟุต​ สายลมพัดเย็น​ตลอด มีเสียงน้ำไหลจากลำธาร​และน้ำพุ​ ผู้คนหนีที่ดินราคาแพงในเมืองเข้ามาตั้งรกรากที่นี่​ มีฟาร์มและหมู่บ้าน​ ทุกคนมีความสุขในหมู่บ้านแห่งนี้
ในปี​ ๑๙๓๕​ คณะผู้แทนรัฐบาลเดินทางมาตรวจสอบป่าธรรมชาติ​ มีทั้งกรมป่าไม้​ สภานิติบัญญัติ​ และนักวิชาการ​ ซึ่งต่างคิดกันว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างกับป่าธรรมชาติแห่งนี้ แต่โชคดีที่พวกเขาไม่ได้ทำสิ่งใด
ฃฌ็อง ฌิโอโน เขียน "คนปลูกต้นไม้"
ไว้เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๕๓ และแปลโดยคุณกรรณิการ์ พรมเสาร์ ของมูลนิธิโกมลคีมทอง ในบทบรรณาธิการของหนังสือคุณ รสนา โตสิตระกูล ได้เขียนชื่นชม ฌ็อง ฌิโอโนว่า

"...มีความคิดล้ำยุคกว่าคนร่วมสมัย เขาตั้งใจสร้างให้ บุฟฟิเยร์ คนปลูกต้นไม้เป็นตัวแทนคนธรรมดาที่มีตัวตนอยู่จริง เพื่อปลุกผู้คนให้สำนึกในภารกิจสำคัญที่สุดของมนุษยชาติ นั่นคือ งานปลูกต้นไม้ ซึ่งเป็นงานเล็กๆ ที่ดูธรรมดาสามัญเสียจนไม่มีใครใส่ใจ...และผู้คนเกือบหลงลืมไปแล้วว่า ป่าไม้เป็น "ซุปเปอร์มาร์เก็ตแท้จริง" ที่เอื้ออาทรและปัจจัยสี่แก่สรรพสัตว์และมนุษยนิกร"
แอดจำได้ว่าเคยอ่านหนังสือ "คนปลูกต้นไม้" นานมาแล้วเมื่อช่วงปี​พ.ศ. ๒๕๔๕ และประเทศไทยยังไม่ประสบปัญหาวิกฤติการลักลอบตัดไม้จนเป็นเขาหัวโล้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะใน จ.น่าน ซึ่งแอดเคยแวะเวียนไปทำงานเก็บข้อมูลเขียนสารคดีเมื่อสิบกว่าปีก่อน และได้เข้าไปดูการเก็บน้ำผึ้งป่ากับชาวบ้าน​ ยังจำสภาพผืนป่าตามภูเขาที่เขียวสดได้เห็นได้ชัดเจนว่า จ.น่านมีผืนป่าสมบูรณ์มาก และไม่เคยเกิดเหตุน้ำท่วมหนัก
แต่สองสามปีที่ผ่านมานี้​ จ.น่านมีภูเขาหัวโล้นลูกมากขึ้นเพราะการถางป่า​ตัดต้นไม้และเผาป่าเพื่อปลูกข้าวโพด​ เมื่อป่าต้นน้ำสูญหายไปจำนวนมหาศาล (อาจจะทั้งถูกลักลอบและไม่ลักลอบ) และเกิดเหตุน้ำท่วมดินถล่มหนักมากขึ้นทุกปี​
อากาศที่ร้อนจัดจนใกล้ ๔๐​ องศาหรือมากกว่านี้ทั่วทุกภาคและอุทกภัยในหลายจังหวัดล้วนก็เป็นผลกระทบส่วนหนึ่งจากการสูญเสียป่าไม้จำนวนมาก​ แอดจึงอยากแนะนำหนังสือแปลเล่มนี้
ขอบคุณมูลนิธิโกมลคีมทองด้วยใจจริงที่ได้คัดสรรหนังสือดี ๆ ผลงานเขียนเรื่อง "คนปลูกต้นไม้" มาให้เราได้อ่านกัน แอดเชื่อว่าในประเทศไทยก็มีคนดี ๆ เช่นบุฟฟิเยร์ อีกมาก​ที่ทำดีเพื่อชุมชนและสังคม แต่อาจจะไม่มีคนรู้
หนังสือของฌ็อง ฌิโอโนสร้างพลังใจให้ผู้อ่านได้ดีว่า อย่าท้อถอยที่จะทำสิ่งดี​ ๆ​ แก่สังคม แม้จะเป็นเพียงคนตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งก็ตาม อย่างน้อยสิ่งที่เราได้รับเป็นรางวัลก็คือ ความสุขใจ
ประวัติของฌ็อง​ ฌิโอโนน่าสนใจมาก​ เขาเรียนหนังสือด้วยตัวเอง บิดาเป็นช่างซ่อมรองเท้า มารดารับจ้างซักรีด เขาต้องออกจากโรงเรียนเมื่ออายุ ๑๖ ปีมาช่วยหาเลี้ยงครอบครัวเพียงคนเดียว โดยเป็นเสมียนธนาคาร ฌิโอโนเคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาสร้างบุฟฟิเยร์ขึ้นมาเพื่อ "ให้คนรักต้นไม้หรือยิ่งกว่านั้น คือให้รักการปลูกต้นไม้"
เขาเขียนเรื่องนี้โดยไม่สนใจค่าตอบแทน และเคยถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์ ต่อมา นิตยสารโวคนำเรื่องนี้ไปตีพิมพ์ในปี ค.ศ. ๑๙๕๔ โดยใช้ชื่อว่า "The Man Who Planted Hope and Grew Happiness" ฌิโอโนคงไม่คิดว่า​งานเขียนเรื่องเล็กๆ​ เล่มนี้ของเขาจะประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง​ ภายในเวลาเพียง ๒-๓ ปีเรื่องราวของแอลเซอารด บุฟฟิเยร์เผยแพร่ไปทั่วโลก​ ก็ได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ ไม่น้อยกว่า ๑๒ ภาษา
แม้บุฟฟิเยร์จะเป็นเพียงตัวละครสมมุติ​ แต่เขาทำให้ผู้อ่านได้คิดว่า​ การทำความดีนั้นต้องใช้ความเพียรและอุตสาหะ​อย่างยิ่ง​ ผลงานของเขาใช้เวลานับสิบปีจึงเกิดผล​ แต่ถ้ามีความสุข​ และมุ่งมั่นที่จะทำ​ดีก็จงทำต่อไป​ ผลดีจะตามมาเอง​ เสมือนผู้ทำงานปิดทองหลังพระ​ ซึ่งในหลวงรัชกาลที่​ ๙​ ทรงเคยสอนไว้ว่า​ ความดีของผู้ทำงานปิดทองหลังพระที่มีมากๆ​ ความดีนั้นจะล้นออกมาหน้าองค์พระจนทำให้คนอื่นแลเห็นเอง

----------------
หมายเหตุ
----------------
- บทความวิจารณ์หนังสือเล่มนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของทีมแอดมินเพจ
- หนังสือนี้มิได้รับแจกเป็นบรรณาการจากสำนักพิมพ์ และเพจมิได้รับค่าตอบแทนในบทวิจารณ์แต่อย่างใด

#อ่านอีกครั้งก็ยังชอบ​ #คนปลูกต้นไม้
#ฌ็องฌิโอโน
#มูลนิธิโกมลคีมทอง
#กรรณิการ์พรมเสาร์ #การปลูกป่า​ #อย่าท้อถอยที่จะทำสิ่งดี

เมื่อทีมนักตบสาวไทยได้ไปโอลิมปิคเกมส์ ๒๐๒๘ 🏐🏆🇹🇭🇹🇭🇹🇭🎉------------------------------------------------เมื่อค่ำวานนี้ ทีมวอ...
31/08/2026

เมื่อทีมนักตบสาวไทยได้ไปโอลิมปิคเกมส์ ๒๐๒๘ 🏐🏆🇹🇭🇹🇭🇹🇭🎉
------------------------------------------------

เมื่อค่ำวานนี้ ทีมวอลเลย์บอลสาวไทยอันดับ ๑๗ ของโลกผ่านมาสู่รอบชิงชนะเลิศแข่งกับจีน เจ้าภาพที่อยู่อันดับ ๗ ของโลกที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน แม้จะดูผ่านจอเราก็รู้สึกถึงพลังกายพลังใจที่ฮึกเหิมพร้อมสู้ไม่ถอยของนักวอลเลย์บอลสาวไทยทั้งทีมและโค้ช ท่ามกลางความกดดันจากเสียงเชียร์จากผู้ชมชาวจีนในสนาม

ทีมไทยมีโค้ชอ๊อด เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีม และผู้เล่น ๑๔ คน สิ่งที่น่าชื่นชมและลุ้นมากๆ คือเมื่อทีมไทยออกนำก่อนหนึ่งเซต และทีมจีนพลิกกลับมานำเป็น๒-๑ เซต แต่ทีมไทยก็ยังสู้อย่างเต็มที่จนได้ชัยชนะเหนือจีน

ฟังโค้ชอ๊อดให้สัมภาษณ์ก่อนแข่งหนึ่งวัน ทีมไทยมีความฝันและความหวังมาตลอดตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๐๔ เป็นต้นมาเมื่อมีทีม "๗ เซียน" แม้จะได้เป็นแชมป์เอเชียมาแล้วสามครั้งแล้วก็ยังไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด

เวลากว่ายี่สิบปีที่รอคอยมา ผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า... มีทั้งคนปรามาสและดูถูกว่าฝันเกินจริง แต่โค้ชอ๊อดและทีมวอลเลย์บอลสาวไทยก็ยังไม่ละทิ้งความฝัน และก็ยังฝึกฝนจนเก่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในฐานะผู้ชมคนหนึ่งก็ยังตามเชียร์มาตลอดแม้ทีมไทยจะต้องฝ่าด่านจีนและญี่ปุ่นที่เก่งมาก ก็ยังสู้ตลอด คนไทยจึงยังส่งกำลังใจและเสียงเชียร์ให้ทุกครั้ง ...

ในที่สุดทีมนักตบสาวไทยก็ทำได้สำเร็จในที่สุด เย้...🎉🎉🎉

สุดยอดมาก!!

ขอแสดงความยินดีด้วยอย่างยิ่งค่ะ

ขอบคุณภาพจาก

#อ่านอีกครั้งก็ยังชอบ
#วอลเลย์บอลหญิง #วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย #เชียร์ไทย

ฮ า จิ โ ก ะ-----------------ผู้อ่านหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวความรักที่แสนซาบซึ้งใจระหว่างเจ้าสุนัข “ฮาจิโกะ” และศาสตรา...
29/08/2026

ฮ า จิ โ ก ะ
-----------------

ผู้อ่านหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวความรักที่แสนซาบซึ้งใจระหว่างเจ้าสุนัข “ฮาจิโกะ” และศาสตราจารย์ท่านหนึ่งในญี่ปุ่นมาบ้าง ซึ่งทำให้เรารู้ว่า การรอคอยนั้นมีความหมายสำหรับใครบางคนยิ่งนัก ... ความรักและการรอคอยอย่างซื่อสัตย์ที่สุนัขตัวหนึ่งมีต่อเจ้านายทำให้เราอดไม่ได้ที่จะรู้สึกซาบซึ้งและรักมันอย่างเต็มหัวใจเลยทีเดียว
“ฮาจิโกะ” (Hachiko. El gos que esperava) เป็นผลงานของหลุย์ พรัทส์ (Lluís Prats) นักเขียนชาวสเปน ในภาษากาตาลัน ซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นของสเปน และได้มีการแปลเป็นภาษาสเปนโดยออลก้า การ์เซีย ฉบับภาษาไทยแปลโดยอาจารย์รัศมี กฤษณมิษ นักแปลวรรณกรรมเยาวชนภาษาสเปนยุคบุกเบิก
เรื่อง ”ฮาจิโกะ” แบ่งเป็นสองภาคคือ ภาคแรกในปี ค.ศ. ๑๙๒๔-๑๙๒๕ (พ.ศ. ๒๔๖๗-๒๔๖๘) และ ภาคสองช่วงปี ค.ศ. ๑๙๒๕-๑๙๓๕ (พ.ศ. ๒๔๖๘-๒๔๗๘) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ฮาจิโกะมีชีวิตอยู่ เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อศาสตราจารย์เอซาบูโร อูเอโนะ แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียวได้ไปรับสุนัขตัวหนึ่งซึ่งตั้งใจจะให้เป็นของขวัญแก่ลูกสาว เขาไม่คิดสักนิดเลยว่า เจ้าสุนัขตัวนี้จะกลายเป็นเสมือนเพื่อนสนิทของเขา และเขาจะรักมันมากจนกลายเป็นความผูกพันกับมันอย่างลึกซึ้งในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์
“คุณไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะคะ ศาสตราจารย์เอซาบูโร คุณอายุตั้งห้าสิบสามปีแล้ว คุณหลงใหลคลั่งไคล้หมาขนาดนี้ได้อย่างไรกัน” (น.๓๕) เขาเคยขำและถามภรรยาว่าเธอหึงเขาใช่ไหมที่เขาใส่ใจกับฮาจิโกะ หมาตัวนี้มากกว่าเธอ เพราะเขาใช้เวลาอยู่กับมันมากกว่าเธอ ในตอนเช้าเวลาแปดโมงครึ่งเขาจะเดินจากบ้านไปสถานีรถไฟชิบูย่าโดยมีหมาตัวนี้เดินเป็นเพื่อนไปด้วยเสมอจนเพื่อนบ้านและผู้คนที่สถานีต่างคุ้นตา
เมื่อถึงเวลาห้าโมงสิบห้านาทีในตอนเย็น ฮาจิโกะก็จะวิ่งออกจากบ้านไปรอเขาที่สถานี ครั้นได้ยินเสียงหวูดรถไฟเข้ามาก็จะยึดคอขึ้นรอดูนายมันเดินลงมาจากรถไฟ...กิจวัตรประจำวันของฮาจิโกะเป็นเช่นนี้จนเวลาผ่านไป .... เมื่อลูกสาวของศาสตราจารย์เอซาบูโรจะแต่งงาน และอาจจะต้องเอาฮาจิโกะไปเลี้ยงต่อด้วยแต่ว่าที่ลูกเขยบอกว่าแพ้สัตว์ก็จะไม่เอามันไป นั่นกลับกลายเป็นข่าวดีสำหรับศาสตราจารย์ เขารู้สึกดีใจยิ่งกว่าถูกล็อตเตอรี่เสียอีก
เวลาผ่านไปนานวันก็มีเหตุหนึ่งเกิดขึ้นทำให้ฮาจิโกะที่เฝ้ารอนายมันไม่ได้มีโอกาสได้เจอศาสตรจารย์เอซาบูโรเช่นเคยอีกต่อไป....แต่มันก็ยังคงไปรอศาสตราจารย์ที่สถานีรถไฟ...รอจนผู้โดยสารคนสุดท้ายเดินออกมาและนายสถานีปิดประตู มันก็จะเดินกลับบ้าน และกลับมาใหม่ตอนเย็นทุกวัน เพราะมันจำได้ว่า นายมันไม่เคยผิดคำสัญญากับมันมาก่อน
การรักใครสักคนและเฝ้ารอคอยพบกันทุกวันเมื่อคนที่รักกลับมา เป็นความรักความผูกพันที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง แต่ถ้าคนที่เฝ้ารอนั้นไม่รู้เลยว่าคนที่รักนั้นได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับมาเจอกันอีกแล้ว...แต่ยังคงรอคอยคนรักที่เดิมเวลาเดิมทุกวันนานเป็นปี ๆ คงเป็นความเจ็บปวดยิ่งกว่าสำหรับผู้ที่รับรู้เรื่องราวนี้...
ทุกคนที่สถานีรถไฟต่างรู้ดีว่านายของฮาจิโกะไม่มีวันกลับมาหามันอีกแล้ว แต่ก็ไม่คาดคิดว่าฮาจิโกะจะกลับมาเฝ้ารอศาสตราจารย์ทุกวันเมื่อได้ยินหวูดเสียงรถไฟตอนห้าโมงครึ่ง มีคนที่สถานีรถไฟบางคนซึ่งไม่ชอบหมา และไม่อยากเห็นฮาจิโกะป่วนเปี่ยนอยู่แถวสถานีรถไฟทุกวันในเวลาเดียวกันคิดว่าสักวันมันคงเบื่อไปเอง แต่เขาคาดผิดถนัด
เกอิชา ซาซากิ ที่เคยเห็นฮาจิโกะและเอ็นดูมันเข้าใจความผูกพันของฮาจิโกะที่มีต่อนายอย่างดีนั้นคิดต่างจากเขา เพราะเธอรู้ว่า ฮาจิโกะเป็นหมาพันธุ์อาคิตะ ซึ่งเป็นหมาของซามูไรนั้นมันมีความหนักแน่นมั่นคง
ฮาจิโกะเป็นเช่นนั้น...ไม่ว่ามันจะถูกส่งจากบ้านไปอยู่ที่ไกลแสนไกลจากโตเกียวเพียงใด มันก็หาทางกลับมาที่นี่จนได้ หรือแม้เมื่อมันต้องอยู่เพียงลำพังอย่างโดดเดี่ยวขณะที่อายุค่อย ๆ มากขึ้น ฤดูร้อน ฤดูหนาวหมุนเวียนผ่านไปปีแล้วปีเล่า...ผู้คนที่คุ้นเคยกับมันทยอยห่างหายไปไม่ได้อยู่ดูแลมันอีก ฮาจิโกะก็ยังคงเดินช้า ๆ มาคอยรอรับศาสตราจารย์ที่หน้าสถานีรถไฟ ณ จุดเดิม...เวลาเดิมจวบจนถึงวันสุดท้ายที่มันหมดลมหายใจ
เรื่องของฮาจิโกะ (หรือฮะจิโค ในภาษาญี่ปุ่น)​ และตัวละครในเรื่องล้วนมีอยู่จริง เรื่องนี้เคยมีการสร้างเป็นภาพยนตร์อเมริกันชื่อ "ฮาชิ หัวใจพูดได้" (Hachi: A Dog's Tale) เมื่อปี ค.ศ. ๒๐๐๙ (พ.ศ. ๒๕๕๒) ซึ่งดัดแปลงมาจากภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง Hachikō Monogatari ในปี ค.ศ. ๑๙๘๗ (พ.ศ. ๒๕๓๐)
หลุย์ พรัทส์ ผู้เขียนได้ถ่ายทอดความรู้สึกที่เจ็บปวดของการสูญเสีย ความรักและความหมายที่มีคุณค่าของการรอคอยอย่างซื่อสัตย์และยาวนานโดยปราศจากเงื่อนไขของฮาจิโกะ ที่สถานีรถไฟชิบูย่าได้อย่างซาบซึ่งจนผู้อ่านเองก็คงกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ขณะอ่านเรื่องของฮาจิโกะ นักแปลก็เลือกใช้ถ้อยคำที่ไพเราะลึกซึ้งทำให้เราอ่านด้วยความเข้าใจและเข้าถึงอารมณ์ของเรื่องได้อย่างดี
วรรณกรรมเรื่องนี้ทำให้แอดคิดถึงเรื่อง “มอม” ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งท่านก็ประพันธ์ไว้ดีมากด้วย เป็นเรื่องราวความรักความผูกพันระหว่างคนและสุนัขอีกเรื่องที่อ่านแล้วต้องเสียน้ำตาด้วยความซาบซึ้งในตอนท้าย หรือวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง "ชาร์ล็อตต์ แมงมุมเพื่อนรัก" แต่ต่างกันเล็กน้อยที่เป็นเรื่องของหมูและแมงมุมของอี.บี.ไวท์
หลุย์ พรัทส์ เป็นอาจารย์สอนวิจัย เขาเรียนประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีที่สเปน เป็นบรรณาธิการหนังสือศิลปะ และเคยกำกับภาพยนตร์ด้วย เขาเขียนหนังสือศิลปะและวรรณกรรมสำหรับเด็กและเยาวชนมากกว่าสิบสองเล่มและมีแปลหลายภาษา รวมทั้งนวนิยายประวัติศาสตร์ (อเรสเตสแห่งเอสปารต้า สำนักพิมพ์ปามิเอส)
หนังสือเรื่อง "ฮาจิโกะ" ปกนี้เป็นฉบับตีพิมพ์ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์พิคโคโล่ อ่านอีกกี่ครั้งก็ยังคงชอบมากจริง ๆ หากใครเคยดูหนังหรือไปเที่ยวที่ชิบูย่า ญี่ปุ่นมาแล้วแอดขอแนะนำว่าควรอ่านสักครั้ง เปิดอ่านแล้วรับรองว่าคุณจะวางไม่ลง คุณจะหลงรักฮาจิโกะและน้ำตาคลอด้วยความรักอย่างแน่นอนค่ะ

#อ่านอักครั้งก็ยังชอบ #ฮาจิโกะ #หลุย์พรัทส์ #นักเขียนชาวสเปน #ออลก้าการ์เซีย #วรรณกรรมแปล #สำนักพิมพ์พิคโคโล่ #ความรักระหว่างคนและสุนัข #การรอคอยอย่างมีความหมาย

บ ท ค ว า ม น่ า อ่ า นชาวอเมริกันอ่านเพื่อความพักผ่อนน้อยลง และใช้เวลาหน้าจอมากขึ้น------------------------------------...
25/08/2026

บ ท ค ว า ม น่ า อ่ า น
ชาวอเมริกันอ่านเพื่อความพักผ่อนน้อยลง และใช้เวลาหน้าจอมากขึ้น
------------------------------------------

เมื่อสื่อดิจิตัลพัฒนาอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงสังคมไทยเท่านั้นที่เผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของสถิติด้าน #การอ่านหนังสือ แม้แต่ชาวอเมริกันเองก็มีแนวโน้มอ่านหนังสือเพื่อความเพลิดเพลินในแต่ละวันน้อยลงมากถึง ๔๐% ในช่วงหนึ่งถึงสองทศวรรษที่ผ่านมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๖-๒๕๖๖
นักวิจัยจาก University College London (UCL) และ University of Florida Center for Arts in Medicine ได้วิเคราะห์ #พฤติกรรมการอ่านในชีวิตประจำวัน ของชาวอเมริกันวัย ๑๕ ปีขึ้นไปจำนวน ๒๓๐,๐๐๐ คน และพบว่ามี #คนอ่านหนังสือเพื่อความพักผ่อนหย่อนใจ เหลืออยู่เพียง ๑๖% จากที่เคยสูงถึง ๒๘% เมื่อปี ๒๕๔๗ ตัวเลขนี้ลดลงมากถึง ๔๐% ในปี ๒๕๖๖
ผลวิจัยในวารสาร ยังระบุว่าสัดส่วนคนที่หยิบหนังสือ แมกกาซีน หรือคนที่อ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ประจำวันลดลงปีละ ๓% และพบว่าจำนวนผู้ใหญ่ในกลุ่มตัวอย่างที่มีลูกอายุต่ำกว่าเก้าปีประมาณ ๒๐% นั้นมีเพียง ๒% ในกลุ่มนี้ที่ยังใช้เวลา #อ่านหนังสือให้ลูกฟัง ในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม ผู้ใหญ่กลุ่มนี้ก็มีแนวโน้มที่จะใช้เวลาเฉลี่ยมากกว่า ๙๐ นาทีต่อวันทำกิจกรรมกับลูกๆ เช่นนี้อย่างต่อเนื่อง
นักวิจัยเชื่อว่าคือสาเหตุหลักที่ทำให้สถิติการอ่านในผู้ใหญ่ต่ำลงในระยะยาว เป็นเพราะการเข้ามาของ #สื่อโซเชียลมีเดีย และ #บริการสตรีมมิ่ง ที่ให้ความบันเทิงรูปแบบต่าง ๆ ที่เข้าถึงง่ายขึ้น
การศึกษายังพบว่าการอ่านหนังสือลดลงอย่างมากในกลุ่มผู้มีการศึกษาน้อย หรือรายได้น้อย และผู้อาศัยในพื้นที่ชนบท เช่น ชาวอเมริกันผิวดำ (Black Americans) ช่องว่างนี้ขยายตัวมากขึ้นในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา
"สำหรับฉันแล้ว หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดที่ได้จากงานวิจัยชิ้นนี้คือความตระหนักรู้ว่าเด็ก ๆ มีการอ่านหนังสือน้อยเพียงใด" จิลล์ ซอนเก (Jill Sonke) หนึ่งในผู้เขียนหลักของงานวิจัย ทั้งยังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายริเริ่มการวิจัยและศาสตราจารย์ด้านการวิจัยที่ศูนย์ศิลปะในทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยฟลอริดา (University of Florida Center for Arts in Medicine) กล่าวกับสำนักข่าวเอบีซี นิวส์ (ABC News)
"ในฐานะแม่คนหนึ่ง การอ่านหนังสือให้ลูก ๆ ฟังถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากสำหรับการสร้างความผูกพัน รวมถึงการผ่อนคลาย และการกระตุ้นความสนใจในการอ่าน จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ของลูก ๆ ด้วย"
ซอนเกอ (Zonke) กล่าวว่าปริมาณเวลาที่เราใช้กับสื่อดิจิทัลและเวลาที่ใช้อ่านหนังสือที่ลดลงนั้นมีความเชื่อมโยงกัน "ดูสมเหตุสมผลที่ว่าสื่อดิจิทัลเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความสนใจการอ่านของเราลดน้อยลง”
บรรดาผู้เขียนผลรายงานวิจัยยังเตือนว่า #การอ่านที่ลดลงอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ #ความเป็นอยู่ที่ดี และ #ทักษะการรู้หนังสือ พวกเขากระตุ้นให้เห็นว่าการอ่านเชื่อมโยงกับทักษะทางภาษา การใช้เหตุผล และความเห็นอกเห็นใจที่แข็งแกร่งขึ้น
​"ฉันคิดว่าสิ่งที่สำคัญก็คือผู้คนทั่วไปต้องเข้าใจว่า การอ่านเพื่อความเพลิดเพลินนั้นแท้จริงแล้วเป็นกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ" ซอนเกกล่าว "เรารู้ว่าการมีส่วนร่วมในศิลปะถือเป็นพฤติกรรมทางสุขภาพ เนื่องจากมันส่งผลทางสถิติให้เกิดผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งรวมถึงความเป็นอยู่ที่ดี ความเหนียวแน่นทางสังคม และสุขภาพจิต"
ซอนเกอเชื่อว่าในปัจจุบัน นโยบายการส่งเสริมการอ่านพุ่งเป้าไปที่เด็กอยู่ ในขณะที่ #เราควรส่งเสริมการอ่านในผู้ใหญ่ด้วย เนื่องจากมันเชื่อมกับสุขภาพโดยตรง และพฤติกรรมการอ่านของผู้ใหญ่ก็ส่งผลกับเด็กด้วย
เดอะ เนชันแนล ลิเทอเรซี ทรัสต์ (The National Literacy Trust) ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลอิสระในกรุงลอนดอนที่ส่งเสริมด้านการรู้หนังสือ แนะนำให้จัดสรรเวลา 10 นาทีหรือก่อนนอน พกหนังสือหรือเครื่องอ่านอีบุ๊กติดตัวระหว่างการเดินทาง และทำให้การอ่านเป็นกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว โดยกลุ่มระบุว่าแม้แต่การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยก็สามารถช่วยนำการอ่านกลับคืนสู่ชีวิตประจำวันได้

ขอบคุณข้อมูลจากวิจัยเรื่อง
Americans spend less time reading for fun and more time on screens: Study - ABC News คลิกอ่านฉบับเต็มได้ที่นี่ https://share.google/UCfR7KJmLZuhJgkJ4

#อ่านอีกครั้งก็ยังชอบ #การอ่านหนังสือ #ทักษะการรู้หนังสือ
#การส่งเสริมการอ่าน

ขุ น ห อ คำ --------------------“ขุนหอคำ” เป็นตอนจบของนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ล้านนาที่ต่อเนื่องจากสองเรื่องแรกของ กฤษณา ...
22/08/2026

ขุ น ห อ คำ
--------------------

“ขุนหอคำ” เป็นตอนจบของนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ล้านนาที่ต่อเนื่องจากสองเรื่องแรกของ กฤษณา อโศกสิน คือ 'เวียงแว่นฟ้า' และ 'หนึ่งฟ้าดินเดียว' ซึ่งเอ่ยถึงเหตุการณ์ในช่วงปีพ.ศ. ๒๔๓๑ – ๒๔๓๓ ของอาณาจักรล้านนาและอาณาจักรสยาม ผู้อ่านสามารถคลิกไปอ่านเรื่อง​ 'เวียงแว่นฟ้า' และ 'หนึ่งฟ้าดินเดียว' ย้อนหลังได้ที่นี่ค่ะ
เวียงแว่นฟ้า
https://www.facebook.com/share/p/1Mmoj5zRmH/

หนึ่งฟ้าดินเดียว
https://www.facebook.com/share/p/19MVqWju9C/
ในเรื่อง​ “ขุนหอคำ" ผู้แต่งพาเราเข้าไปสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของอาณาจักรไต (อาณาจักรไทใหญ่) ที่เกือบล่มสลายหมดสิ้นเพราะถูกพม่าและอังกฤษรุกราน
อาณาจักรของชาวไตกว้างใหญ่และงดงามด้วยขุนเขาต่าง ๆ ดังที่มีคำกล่าวว่า “ดอยสามสิบ ไตสามสิบ” ซึ่งครอบคลุม ๓๖ เมือง แต่ภายใต้ความงามนี้มีความขัดแย้งแทรกซึมมาอย่างยาวนานเพราะแต่ละเมืองต่างไม่ปรองดองกัน และขุนหอคำ (เจ้าฟ้าเมืองไตในเมืองใหญ่) ก็มีความขัดแย้งว่าจะสถาปนาใครเป็นกษัตริย์ของชาวไต ชาวไตจึงแบ่งเป็นสามฝ่ายคือ ฝ่ายที่เข้ากับพม่า ฝ่ายที่เข้ากับอังกฤษหรืออิงกะเล็ต (ภาษาไต)
และฝ่ายที่ต่อต้านทั้งพม่าและอังกฤษ
หัวเมืองต่างๆ ของไตเกิดกลียุคเป็นเวลานานระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๒๑ จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๓๐ เพราะกองกำลังอังกฤษรุกรานเมืองสำคัญต่าง ๆ ของชาวไตภาคเหนือ เช่นเมืองนาย เมืองแสนหวี เมืองสีป้อ และเมืองล่าเสี้ยว ชาวบ้านนับหมื่นนับพันต่างบรรทุกสัมภาระบนกองเกวียนมุ่งหน้าลงใต้ บ้างรอดชีวิต บ้างถูกปล้นสะดม กว่าจะข้ามแดนเข้าไปอาณาจักรสยามหรือพม่าก็มีผู้รอดชีวิตลดน้อยลงเรื่อย ๆ
เรื่องเปิดฉากที่เมืองยองห้วย หนึ่งในเมืองสำคัญของดินแดนไตตอนใต้ ซึ่งมีชายแดนติดภาคเหนือของไทยที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดแม่ฮ่องสอน เจ้าฟ้าลิ่นปิ่น ผู้นำที่มีเชื้อสายพม่าและเป็นผู้ที่เจ้าฟ้าไตส่วนหนึ่งตั้งใจจะสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรไตยังคงต่อต้านอังกฤษ ขณะที่เหล่าขุนหอคำหลายแห่งคือ ขุนหอคำเวียงนาย ขุนหอคำสีป้อ และขุนหอคำเมืองอื่น ๆ ต่างยอมจำนนต่ออังกฤษในปี พ.ศ. ๒๔๓๐
.
เจ้าฟ้าเมืองยองห้วยนั้นสวามิภักดิ์ต่ออังกฤษตั้งแต่แรก จึงรอดพ้นการบุกโจมตีของกองทหารอังกฤษ แต่ก็เคยถูกกองทหารของเจ้าฟ้าลิ่นปิ่นปิดล้อมนานเกือบปีเพื่อบังคับให้ยอมจำนน ในเวลานั้นเกือบทุกเมืองยอมให้อังกฤษปกครอง มีเพียงรัฐกะฉิ่นภาคเหนือและเมืองกะเรนนี่ภาคใต้ (เมืองยางแดง) ซึ่งมีเจ้าขุนหอคำคือ เจ้าละผ่อที่เป็นผู้นำต่อต้านอังกฤษเพราะต้องการให้อังกฤษจัดการเฉพาะพม่า อย่ามารุกรานชาวไต แต่อังกฤษไม่ยอม
ใน “ขุนหอคำ” ตัวละครหลักคือ ภูเออหรือเจ้ามาวฟ้าลูกชายวัย ๑๘ ปีของเจ้าม่อนฟ้ากับบัวบุรีจากเรื่อง “เวียงแว่นฟ้า” ทั้งหมดปลอมตัวมาที่เมืองยองห้วยเพื่อมาสืบดูลาดเลาความเป็นไประหว่างเมืองไตแต่ละเมือง ที่นี่เขาก็ได้เจอสหายชาวไตจากเมืองยางแดง ที่หลบหนีจากกองทัพของเจ้าละผ่อมาด้วย
ก่อนหน้านี้ ทั้งพ่อแม่และย่าของภูเออต่างไม่เห็นด้วยที่เขาจะเดินทางมา แต่ปู่ที่ภูเออรักและเคารพบอกเขาว่า “เจ้าใคร่ไปก็จงไป เกิดเป็นจาย (ชาย)ต้องใจหาญ"
เมื่อมาถึงตลาดในเมืองยองห้วย ภูเออก็ได้เจอปู่ปอย ผู้เฝ้าตลาดและต่อมาก็ไปพบ ท้าวขวานแสน ซึ่งมีตำแหน่งพรองเมือง เป็นที่ปรึกษาเจ้าเมือง ภรรยาของท้าวขวานแสนรู้สึกถูกชะตากับภูเออ จึงขอปู่ปอยให้ภูเออและญาติไปทำงานที่บ้านของท้าวขวานแสน
ภูเออได้ไปร่วมงานพิธีต่าง ๆ และได้เห็นความงดงามของไตภาคใต้รวมทั้งทะเลสาบอินเล เขาอยู่บ้านพรองเมืองนานจึงเริ่มสนิทกับเจ้านางเกาะหอม หรือเจ้านางอาม ธิดาคนเล็กของพรองเมือง ทั้งคู่ต่างถูกใจกัน
ท้าวขวานแสนไม่ค่อยสบายใจที่ธิดารักภูเออ และภายหลังแม้จะรู้ว่าภูเออคือเจ้ามาวฟ้า ไม่ใช่ไพร่ก็ยังไม่พอใจนัก เพราะภูเออเป็นคนเวียงนาย แม้บิดาของเจ้าอามจะไม่ค่อยพอใจแต่เพราะความรักลูก จึงยอมให้ทั้งคู่หมั้นหมายกันไว้
ภูเออจึงเดินทางกลับไปเวียงนายเพื่อให้ปู่มาสู่ขอ แต่เมื่อกลับถึงเวียงนายก็พบว่า เมืองถูกพม่าทำลายเกือบสิ้นจนกลายเป็นเมืองร้าง ทั้งนี้เมืองยองห้วยมีส่วนในการช่วยเหลือขุนหอคำของสีป้อยกพลมาตีเวียงนายจนย่อยยับ... พ่อแม่และย่าของภูเออก็ต้องอพยพหนีตายไปเมืองเชียงตุงกันหมด
เมื่ออยู่ที่เวียงนายปู่เตือนสติภูเออเรื่องแต่งงานว่า เขาจะต้องมีหญิงในชีวิตมากกว่าหนึ่งคน เขาก็บอกว่าเขาจะไม่รักใครอีก แต่ปู่ก็ย้ำกับเขาว่าอย่าเพิ่งรีบร้อน
เมื่อไปเวียงนายไม่นาน ภูเออกับญาติก็เข้าไปทำงานกับกองทหารอังกฤษที่มาสำรวจป่าไม้ทางตอนเหนือของล้านนา โชคชะตาพาให้เขาไปเจออาบองค์ หรือ อี่หน้อย บุตรีของพญาเมืองรามรักษาเขตกับเจ้าระยับเนตร​ (ตัวเอกจากเรื่อง “หนึ่งฟ้าดินเดียว”)
พญาเมืองรามฯ​ รู้สึกว่าภูเออมีเค้าหน้าคล้ายคลึงกับใครที่เขาคุ้น​ และไม่ชอบเขาเลย​ ภูเออก็ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด​ จนภายหลังภูเออรู้โดยบังเอิญว่า “ไอ่นาย” นั้นแท้จริงเป็นเด็กหญิง ก็คิดว่าคงเป็นเพราะเหตุนี้
ภูเออสอนภาษาอังกฤษอาบองค์​ และก็ค่อยๆ​ เข้ากันได้ดี ต่อมาญาติทางฝ่ายเจ้าหญิงระยับเนตรซึ่งมีเชื้อเจ้ามาจากเชียงใหม่แวะมาพักที่บ้านพักของอุปราชเมืองเชียงใหม่​ และก็แสดงความดูถูกพญาเมืองรามฯ และอาบองค์ เธอก็เล่าความคับข้องใจให้ภูเออฟังโดยไม่ปิดบัง
ภูเออเล่าเรื่องของตนให้อาบองค์ฟังบ้างว่าพ่อแม่เขาเป็นใครและเขาก็เป็น ”ครึ่งเจ้า ครึ่งไพร่”เช่นเดียวกัน เหตุนี้จึงทำให้ทั้งสองยิ่งรู้สึกเข้าใจและผูกพันกันมากยิ่งขึ้น
เรื่องราวความรักของภูเออ​และอาบองค์จะลงเอยอย่างไร​ ขณะที่การสู้รบของไตที่ต่อต้านอังกฤษก็ใกล้สงบลง​ และนำไปสู่การเจรจาเรื่องเขตแดนระหว่างสยามในพื้นที่ของชาวไตและอังกฤษต่อมา
"ขุนหอคำ" ถือเป็นงานประพันธ์ที่มีคุณค่าทั้งด้านประวัติศาศตร์​ วรรณศิลป์​ วัฒนธรรม​ และความบันเทิง​ อ่านจนจบจึงเข้าใจที่คุณกฤษณา​ อโศกสินเขียนเล่าไว้ว่า​ ท่านเกือบจะถอดใจเมื่อเขียนเรื่องนี้เพราะรวบรวมข้อมูลต่างๆ​ มาเขียนผสมกับจินตนาการในการสร้างพล็อตจนผู้อ่านเห็นภาพ​ รู้จัก​ และเข้าใจอาณาจักรไตดีมาก​ขึ้น
เมื่อเปิดอ่านเรื่องนี้ไปไม่กี่บท​ก็รู้สึกว่าต้องใช้เวลาทำความเข้าใจและลำดับเหตุการณ์พอสมควรเพราะเนื้อหาที่ไม่คุ้น​ รวมทั้งภาษาไตที่ค่อนข้างยาก​
นวนิยายเรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นการต่อต้านทางชนชั้นระหว่างไพร่และเจ้าที่ฝั่งรากลึก​ แต่ก็ทำให้เห็นความอดทนและการปลูกฝังความเข้าใจที่ถูกต้อง​
"ขุนหอคำ" ยังสอดแทรกข้อคิดที่น่าประทับใจไม่ว่าเรื่องความรักและกตัญญูต่อชนชาติ​ ความปรองดองสามัคคี​ และการอโหสิกรรมต่อศัตรูคู่แค้น​ที่ผูกใจเจ็บกันมานาน​ แม้ตัวละครเหล่านี้จะเป็นการแต่งขึ้น​ ผู้เขียนก็สร้างพล็อตและปมปัญหาให้น่าติดตามและคลี่คลายอย่างลงตัวโดยมีประวัติศาสตร์เป็นฉากหลัง​
ในฐานะนักอ่านขอขอบคุณ คุณกฤษณา​ อโศกสินที่ทุ่มเทเวลาค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อประพันธ์นิยายที่มีเนื้อหาเข้มข้นเช่นนี้ให้คนไทยอ่านกัน​ หากท่านใดมีโอกาส​ แอดขอแนะนำให้ลองอ่านสักครั้งค่ะ​ เป็นนิยายชุดอิงประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าอีกชิ้นหนึ่ง
----------------
หมายเหตุ
----------------
- บทความวิจารณ์หนังสือเล่มนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของทีมแอดมินเพจ
- หนังสือนี้มิได้รับแจกเป็นบรรณาการจากสำนักพิมพ์ และเพจมิได้รับค่าตอบแทนในบทวิจารณ์แต่อย่างใด

#อ่านอีกครั้งก็ยังชอบ #กฤษณาอโศกสิน #เวียงแว่นฟ้า #หนึ่งฟ้าดินเดียว​
#ขุนหอคำ​ #นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ #อาณาจักรล้านนา​ #อาณาจักรไทใหญ่​ #ชนชาตไต​ #เจ้าเมืองเชียงใหม่ #รัชกาลที่๕ #อาณาจักรสยาม #ประเทศไทย​ #พม่า

ห นึ่ ง ฟ้ า ดิ น เ ดี ย ว---------------------------------นวนิยายชุดอิงประวัติศาสตร์ล้านนา​​เรื่องที่สองของ กฤษณา​ อโศก...
20/08/2026

ห นึ่ ง ฟ้ า ดิ น เ ดี ย ว
---------------------------------

นวนิยายชุดอิงประวัติศาสตร์ล้านนา​​เรื่องที่สองของ กฤษณา​ อโศกสินคือ “หนึ่งฟ้าดินเดียว” ซึ่งเป็นภาคต่อจากเรื่อง “เวียงแว่นฟ้า” ผู้อ่านสามารถคลิกอ่านเล่มแรกได้ที่นี่ค่ะ
https://www.facebook.com/share/p/1Hkq2FMEkA/
ในเรื่อง "หนึ่งฟ้าดินเดียว” ผู้เขียนพาเราติดตามความเป็นไปของอาณาจักรล้านนา พม่า และประเทศสยามต่อ ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ทรงเถลิงราชย์ปกครองสยามมาสักระยะหนึ่งระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๑๖ – ๒๔๓๐ ยุคนี้สยามเริ่มเผชิญกับการรุกคืบของฝรั่งเศสในแถบอินโดจีนและอังกฤษในพม่าหลังครอบครองอินเดียได้แล้ว
กษัตริย์สยามก็ทรงเริ่มสานสัมพันธ์กับอาณาจักรล้านนาอย่างจริงจังเพื่อความเป็นปึกแผ่นในอนาคต ก่อนที่จะทรงสามารถรวมทั้งสองแผ่นดินเป็นประเทศไทยในท้ายที่สุด และชาวล้านนาก็เริ่มเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมของสยาม
เมืองรามยังคงเป็นตัวละครหลัก เขารอดชีวิตจากการไปตามหาคนรักเก่าคือ บัวบุรี ที่เมืองนายและมีทหารชาวเมืองหมอกใหม่ในพม่า (ม่าน) ช่วยชีวิตจากการบาดเจ็บสาหัส...เวลาผ่านไป เขาได้กลับเข้ามาที่เวียงและได้อยู่รับใช้เจ้าหลวงเชียงใหม่อีกครั้งซึ่งก็คือ เจ้าบุรีรัตน์หรือพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน สืบต่อจากเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์
เมืองรามมีโอกาสได้พบและรู้จักกับเจ้าหญิงระยับเนตร บุตรีวัยสิบหกของเจ้าน้อยสิงห์กับหม่อมเสลา ซึ่งถือเป็นพระญาติของเจ้าเมืองเชียงใหม่ เขาเป็นคนที่เจ้านายเอ็นดูและให้ความเมตตามอบหมายหน้าที่สำคัญ ๆ ให้เสมอ เมืองรามตั้งใจทำงานทุกอย่างที่ได้รับมอบหมายและมีความรู้อ่านออกเขียนได้ด้วย จนได้รับตำแหน่งนายเหล้มฉางหรือผู้ดูแลไร่นาของเจ้าหลวง
ความสามารถของเมืองรามยังทำให้เขาก้าวหน้าต่อไป อาจารย์แก่นตา ผู้ที่เขารักและเคารพที่ลำปางก็ยังกล่าวกับเมืองรามเป็นนัยเมื่อเขาแวะไปเยี่ยมท่านที่ละคอน (ลำปาง)​ ท่านเอ่ยว่า “ว่าง ๆ ก็มาอีกเน้อ จะมาม้ามาจ๊าง มาเรือก็มาเต๊อะ มาสองคนก็มาได้...แต่ถ้ามาคานหามก็ควรลงจากคาน แถวหน้าวัดก่อนปะข้า จะชั่วจะดีก็ให้ข้าจำสูได้” (น.๓๓๙)
เจ้าหญิงระยับเนตรเป็นผู้ที่เจ้าน้อยสิงห์รักและสนิทสนมกว่าบุตรธิดาคนอื่น ๆ เจ้าหญิงเป็นคนที่ถือตัว แรก ๆ ก็ดูถูกดูแคลนเขาในฐานะไพร่ แต่เมืองรามมิได้ทะเยอทะยาน และยังคงทำหน้าที่ในเวียงรับใช้เจ้าอย่างเต็มที่ เมื่อเจ้าหลวงและพระชายารู้เรื่องก็พยายามช่วยไกล่เกลี่ย
ต่อมาเมืองรามได้มีโอกาสช่วยชีวิตเจ้าหญิงไว้โดยบังเอิญ เจ้าหญิงก็เริ่มพึ่งพอใจเมืองราม เขาเองก็แอบพอใจเจ้าหญิงแต่ก็รู้จักประมาณตน เนื่องจากสามัญชนมิอาจฝ่าฝืนประเพณีที่จะแต่งงานหรือกินแขกกับเจ้านายได้
เจ้าหญิงระยับเนตรไม่สนใจประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านานโดยเฉพาะเรื่องการกินแขกกับคนต่างวรรณะ แม้เจ้าพ่อและเจ้าแม่จะชื่นชอบเมืองราม แต่ทั้งคู่ก็ต่างทุกข์ใจยิ่งที่เจ้าหญิงจะต้องฝ่าฝืนประเพณี เจ้าน้อยสิงห์รักธิดาคนเล็ก และห่วงกังวลสารพัด เจ้าพ่อ “...มีทั้งจิตโสมนัสแลโทมนัสพร้อมกัน ความต่างของชนชั้นมิอาจยั้งลูกน้อยให้หยุดคิดหยุดฟังรวมทั้งหยุดชั่งใจว่าหล่อนและเขาไกลกันราวแผ่นฟ้าและผืนดิน” (น.๓๔๐)
ทั้งสองต่างสัมผัสความรู้สึกที่มีต่อกันได้เมืองรามเคยบอกต่อเจ้าหญิงตรง ๆ ว่า เขากลัวจะทำให้เจ้าหญิงเสียหายถูกติฉินนินทา "ข้าเจ้าฮักเจ้าเท่าชีวิต... แม้มิอาจอยู่ร่วมกะเจ้า ข้าเจ้าก็ขอเพียงฮักเจ้า รับใช้เจ้าจนกว่าจะถึงวันตาย" (น. ๓๙๐) ขณะที่เจ้าหญิงตอบเขาอย่างหนักแน่นมั่นใจว่า "ข้าบ่กลัวใด ๆ นายเมือง... บ่มีวันเปลี่ยนไป บ่มีวันผันแปร เมื่อสูเป็นไพร่ ข้าก็ลดตัวลงเป็นไพร่ตามสู มิจะนั้น ข้าก็จักดึงสูขึ้นมาเป็นเจ้ากะข้า... " (น.๓๙๑)​
เจ้าหญิงระยับเนตรและเมืองรามจะฝ่าฟันอุปสรรคเรื่องชั้นวรรณะได้อย่างไร ผู้เขียนก็สร้างพล็อตได้อย่างน่าติดตาม นอกจากเรื่องราวความสัมพันธ์ของทั้งสองแล้ว ผู้เขียนยังพาเราไปสัมผัสประวัติศาสตร์ของการสร้างบ้านแปงเมืองเชียงแสนที่เป็นเมืองร้างมาหลายปี
เจ้าเมืองเชียงใหม่ได้รับพระราชบัญชาจากกษัตริย์สยามให้ส่งคนไปสังเกตการณ์และคอยระวังแนวชายแดน จึงให้เกณฑ์คนจากเชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง ไปช่วยกันสร้างเชียงแสน วัดวาอารามที่มีศิลปะล้านนาที่ถูกทิ้งร้างมานานก็ได้รับการบูรณะ เชียงแสนเป็นเสมือนเมืองหน้าด่านของล้านนาติดกับพม่า ต่อมาจึงกลายเป็นเมืองหน้าด่านของเชียงใหม่ ผู้เขียนได้ถ่ายทอดประเพณีต่าง ๆ ของล้านนา เช่นพิธีแต่งงาน การสร้างบ้านที่มีเสามงคลและเสานาง การเลี้ยงดูทารก พิธีอื่น ๆ ให้เรารู้จักอย่างน่าประทับใจ
ช่วงท้ายของ “หนึ่งฟ้าดินเดียว” กฤษณา อโศกสิน ยังได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในพม่าสมัยพระเจ้าสีป้อขึ้นเป็นกษัตริย์ต่อจากพระเจ้ามินดุง และได้จับพระญาติทั้งหมดขังและฆ่ามากกว่า ๘๐ คน ถ้าใครเคยอ่านเรื่อง “พม่าเสียเมือง” ก็จะพอนึกออกว่าประวัติศาสตร์นี้เป็นช่วงสำคัญช่วงหนึ่ง และมีผลต่อเมืองอื่น ๆ ของพม่า รวมทั้งไตใหญ่ที่เจ้าม่อนฟ้าและครอบครัวอยู่ในช่วงนั้น
ตอนท้ายเรื่อง เราจะได้เห็นการดำเนินการของสยามจากการบูรณะเชียงแสนให้กลายเป็นเมืองสำคัญ เริ่มมีการแบ่งเขตการปกครองล้านนาแบบรวมอำนาจสู่ศูนย์กลางให้เมืองลำพูน ลำปาง น่านและหัวเมืองสำคัญ ๆ รวมตัวกันเป็นมณฑลพายัพ
แอดชอบนวนิยายเรื่อง “หนึ่งฟ้าดินเดียว" ไม่น้อยกว่าเรื่อง "เวียงแว่นฟ้า" ที่ผู้เขียนสร้างพล็อตเรื่องอย่างละเอียดลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ ความเป็นมาของล้านนาผ่านชีวิตชาวบ้านเช่นเมืองราม ผู้มาจากลำปางจนเติบใหญ่ในเชียงใหม่ นวนิยายเรื่องนี้ยังสะท้อนภาพประวัติศาสตร์สังคมความเป็นอยู่ของชาวล้านนาได้อย่างน่าประทับใจ ทั้งเรื่องภาษา อาหาร การดำเนินชีวิต ประเพณีความเชื่อต่าง ๆ รวมทั้งความเป็นอยู่ที่แทรกเรื่องชนชั้น และความขัดแย้งทางการเมืองของเชียงใหม่และสยามไว้ด้วย
ความเป็นไปหลังจากนี้เราก็จะไปตามอ่านกันต่อในเรื่อง “ขุนหอคำ” ซึ่งเป็นเล่มจบของนิยายอิงประวัติศาสตร์ล้านนาที่จะเอ่ยถึงรุ่นลูกของเมืองรามต่อไป
นิยายเรื่อง "หนึ่งฟ้าดินเดียว" ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อพ.ศ. ๒๕๔๔-๒๕๔๕ ในนิตยสารสกุลไทยก่อนรวมเป็นเล่ม ดีใจที่สำนักพิมพ์แสงดาวได้นำนวนิยายชุดนี้กลับมาพิมพ์ซ้ำอีกครั้ง นิยายชุดนี้ผู้เขียนใช้เวลาค้นคว้าข้อมูลอย่างละเอียด จึงคุ้มค่ากับการอ่านทั้งเพื่อความรู้และความบันเทิงอย่างยิ่ง ผู้ที่ชอบอ่านนิยายไทยอิงประวัติศาสตร์ควรได้อ่านสักครั้งค่ะ
----------------
หมายเหตุ
----------------
- บทความวิจารณ์หนังสือเล่มนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของทีมแอดมินเพจ
- หนังสือนี้มิได้รับแจกเป็นบรรณาการจากสำนักพิมพ์ และเพจมิได้รับค่าตอบแทนในบทวิจารณ์แต่อย่างใด

#อ่านอีกครั้งก็ยังชอบ #กฤษณาอโศกสิน #เวียงแว่นฟ้า #หนึ่งฟ้าดินเดียว #นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ #อาณาจักรล้านนา #ราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน #เจ้าเมืองเชียงใหม่ #รัชกาลที่๕ #อาณาจักรสยาม #ประเทศไทย

เ วี ย ง แ ว่ น ฟ้ า---------------------------นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ล้านนาเรื่อง “เวียงแว่นฟ้า” เป็นหนังสือเล่มหนึ่งใน...
18/08/2026

เ วี ย ง แ ว่ น ฟ้ า
---------------------------

นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ล้านนาเรื่อง “เวียงแว่นฟ้า” เป็นหนังสือเล่มหนึ่งในชุดนิยายที่เล่าเรื่องอาณาจักรล้านนาซึ่งจัดว่าเป็นงานประพันธ์ชิ้นเยี่ยมชุดหนึ่งของ กฤษณา อโศกสิน เลยทีเดียวเพราะท่านใช้เวลาศึกษาและค้นคว้าข้อมูลต่าง ๆ ก่อนจะเขียนเป็นนิยายขนาดยาวสามเรื่อง
นวนิยายเรื่อง “เวียงแว่นฟ้า” ตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ในนิตยสารสกุลไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๓-๒๕๔๔ เรื่องนี้ไม่เพียงบอกเล่าเนื้อหาประวัติศาสตร์ล้านนาที่ผู้เขียนใช้ประกอบกับจินตนาการแต่งเรื่องขึ้นเพื่อสะท้อนภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของชนชาติเก่าแก่ทางตอนเหนือคือเชียงใหม่ (เจียงใหม่หรือล้านนา) ไทใหญ่ (ไตใหญ่หรือเงี้ยว) พม่า (ม่าน) เท่านั้น แต่ผู้อ่านยังได้รับความรู้ว่า ล้านนาเกี่ยวข้องกับกลุ่มชนชาติใดบ้าง ปกครองเชียงใหม่ได้อย่างไร และทำไมล้านนาจึงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสยาม
ล้านนาเคยเป็นเมืองขึ้นของพม่ามาแล้วสองร้อยกว่าปีคือช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๑๐๑-๒๓๑๗ ช่วงนั้นแม้ว่าอาณาจักรสยามจะให้ความช่วยเหลืออาณาจักรล้านนาเพื่อกำจัดอิทธิพลและอำนาจพม่าบ้าง แต่ก็ไม่สำเร็จ ยังต้องใช้เวลาต่อสู้ต่อมาอีกยาวนานถึง ๓๐ ปี จึงสามารถขับไล่พม่าออกจากเชียงแสนได้ในปี พ.ศ. ๒๓๔๗ อาณาจักรล้านนาจึงกลายมาเป็นประเทศราชของสยาม
เนื้อหาของนิยายเรื่อง “เวียงแว่นฟ้า” เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๑๑ ครอบคลุมช่วงเหตุการณ์สำคัญ ๆ ของอาณาจักรล้านนาหลายเรื่องคือ ๑) การที่ล้านนาเป็นเมืองขึ้นของสยามและยังมีการล่าอาณานิคมของอังกฤษ ๒) สงครามระหว่างล้านนา พม่า และไต ที่ยังไม่สงบ และ ๓) ช่วงการผลัดแผ่นดินสยามหลังการเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ ๔
ช่วงต้นของเรื่องนี้ผู้เขียนเอ่ยถึงล้านนาและความเป็นมาของเจ้าผู้ปกครองเชียงใหม่แห่งราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน ที่แยกไปปกครองเชียงราย ลำพูน ละคอน (ลำปาง) แพร่ และน่าน โดยเน้นในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อคือ ช่วงปลายรัชสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงษ์ พระเจ้านครเชียงใหม่องค์ที่ ๖ และพระเจ้าอินทวิชยานนท์ พระเจ้านครเชียงใหม่องค์ที่ ๗ (ชื่อของพระองค์ได้ถูกนำไปตั้งเป็นชื่อ ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ ด้วย)
เรื่องเริ่มที่ฉากคุ้มของเจ้าหลวงเมืองเชียงใหม่ที่เรียกว่า ‘พ่อเจ้าแลแม่เจ้าชีวิต’ ซึ่งมีเจ้าบุรีรัตน์เป็นตำแหน่งเจ้าราชบุตรเขยช่วยปกครอง และ สามัญชนหรือไพร่ ซึ่งมีตัวละครที่อยู่ในคุ้มที่มีความรักความสัมพันธ์ต่อกันคือ บัวบุรี เมืองราม และม่อน
เมืองรามหนุ่มน้อยวัยยี่สิบจากเมืองละคอนมาเชียงใหม่กับพ่อที่เป็นพรานป่า และนำของป่ามาถวายเจ้าหลวง และต่อมาได้อยู่ที่คุ้มหลวงของเจ้าบุรีรัตน์เป็นช่างไม้ ที่นี่เขาได้รู้จักกับบัวบุรี หรือ อี่รี ลูกสาวนางบัวผันที่กำพร้าพ่อจากเหตุสงครามเจียงตุง (เชียงตุง) ครั้งที่สาม บัวบุรีอยู่ในความดูแลของเจ้าหญิงดารกาเด่นดวงพระธิดาองค์โตของเจ้าหลวงเมืองเชียงใหม่และเป็นพระชายาของเจ้าบุรีรัตน์
วันหนึ่ง บัวบุรีได้พบกับม่อน หนุ่มต่างเมืองที่ดูหยิ่งยโส ซึ่งต่อมาเขาก็เข้ามาทำงานเป็นช่างไม้ในคุ้มโดยพักร่วมอยู่กับเมืองราม บัวบุรีไม่ได้สนใจม่อนสักเท่าไหร่ เพราะรักเมืองราม เจ้าหญิงดารกาเด่นดวงให้เมืองรามและคนในคุ้มเฝ้าดูม่อน เพราะสงสัยว่าเป็นเงี้ยวที่แอบเข้ามาอยู่ในคุ้มหรือเปล่า
ม่อนชอบผจญภัยไปตามเมืองต่าง ๆ เขาเคยออกจากบ้านไปอยู่กับฝรั่งที่เมืองมะละแหม่งในพม่าตั้งแต่เด็ก จึงพูดภาษาอังกิ๊ด (ภาษาอังกฤษ) ได้และยังรู้เรื่องการป่าไม้ดีทีเดียว เขาเดินทางไปเที่ยวเมืองเชียงใหม่ จึงพบกับบัวบุรีโดยบังเอิญ และพึงพอใจในตัวเธอตั้งแต่แรกเห็น ทั้งเมืองรามและม่อนต่างหลงรักบานบุรี ขณะที่บัวบุรีนั้นรักเมืองราม
เจ้าหญิงดารกาเด่นดวงพอรู้เรื่องก็พยายามจะช่วยเรื่องราวความรักของบัวบุรีและเมืองรามกำลังเริ่มจะไปด้วยดี แต่ความรักของทั้งคู่ก็ไม่ได้ราบรื่นแม้เจ้าหญิงดารกาเด่นดวงและเจ้าบุรีรัตน์จะสนับสนุน และนางบัวผันเองที่ไม่ค่อยชอบเมืองรามและอยากให้บัวบุรีได้แต่งงานกับคนอื่นที่มีเชื้อเจ้า ...
แต่แล้วก็มีเหตุให้เมืองรามหายตัวไปเฉย ๆ ขณะที่บัวบุรีก็ถูกลักพาตัวไปจากคุ้มที่เชียงใหม่ ...
ช่วงที่สองของเรื่อง ผู้เขียนพาเราไปรู้จักอาณาจักรไตใหญ่ ซึ่งอยู่ระหว่างล้านนาและพม่า ที่นี่เจ้าฟ้าแต่ละเมืองปกครองกันเอง ภายหลังถูกยึดครองโดยพม่าสมัยพระเจ้าบุเรงนองและต้องส่งส่วยถวายกษัตริย์และราชวงศ์พม่า
ชาวไตใหญ่ก็มักเดินทางไปค้าขายที่เชียงใหม่ รวมทั้งมีคนจากจีน ยูนนาน พม่า ค้าขายไปมาในย่านนี้ ผู้แต่งยังได้สื่อถึงความรักชาติโดยเปรียบเทียบสภาพที่ชาวไตกับเชียงใหม่เป็นอยู่ในฐานะประเทศราชว่า
“...ข้าเจ้าได้ยินเจ้าฟ้าพูดถึงม่าน เจ้าบ่เคยคิดเรื่องนี้บ้างดอกกา ... ไตเป็นเมืองขึ้นของม่านเหมือนเจียงใหม่เป็นเมืองขึ้นของสยาม ข้าเจ้าอยากถามเจ้าว่าเมื่อใดไตจึงจะหลุดจากม่านเจ้า...เมื่อใด...เจ้าฟ้าไปต่อรอง คราวนี้จะหลุดบ๋อ” (น.๔๖๖)
นวนิยายเรื่อง “เวียงแว่นฟ้า” ไม่ได้เอ่ยถึงความรักของตัวละครสามัญชนเท่านั้น ตลอดเรื่องผู้อ่านจะได้รับรู้ความเป็นมาเป็นไปของเจ้าผู้ปกครองเชียงใหม่ และความผูกผันของตัวละครต่ออาณาจักรสยาม และเกร็ดประวัติศาสตร์ว่าทำไมล้านนาจึงเข้ามาสวามิภักดิ์กับอาณาจักรสยาม และทำไมใคร ๆ อยากมีโอกาสสักครั้งในชีวิตที่จะไปเยือนสยามหรือกรุงเทพฯ
เมื่อบัวบุรีโศกเศร้าขณะถูกลักพาตัวไปจากคุ้มหลวง ผู้เขียนก็เลือกใช้ ถ้อยคำเปรียบเปรยมีสัมผัสและความงดงามของภาษาว่า “...ความเศร้าคราวนี้มากมายราวหยดน้ำในแม่ปิง เป็นความจริงที่เกินเชื่อ หากก็เป็นไปได้ จนกระทั่งความเป็นหรือความตายหมดความหมายโดยสิ้นเชิง ใครเลยจักคาดคิดว่าวันนี้มีอยู่ วันที่เคราะห์กรรมพรูเข้ามาพลัดพรากจากมารดาแลขาดลอยจากคนรัก นับเป็นบาปอันหนักของชีวิต” (น.๓๐๔)
เรื่องราวในอาณาจักรล้านนาจะเป็นอย่างไรต่อไป ความรักของบัวบุรีและเมืองรามจะลงเอยด้วยดีไหม ทั้งคู่จะได้กลับมาเจอกันอีกหรือไม่ ใครเป็นผู้ลักพาตัวเธอไป ม่อนนั้นแท้จริงเป็นใครมาจากไหน
เรื่อง “เวียนแว่นฟ้า” ทิ้งท้ายไว้ให้เราได้ติดตามความเป็นไปของอาณาจักรล้านนา พม่า และประเทศสยามต่อในเล่มที่สองและสามตามลำดับคือ “หนึ่งฟ้าดินเดียว” และ “ขุนหอคำ” ซึ่งแอดจะนำเสนอรีวิวในวันต่อไป​ ผู้อ่านที่ชื่นชอบงานของคุณกฤษณา อโศกสิน ควรหามาอ่านสักครั้ง
----------------
หมายเหตุ
----------------
- บทความวิจารณ์หนังสือเล่มนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของทีมแอดมินเพจ
- หนังสือนี้มิได้รับแจกเป็นบรรณาการจากสำนักพิมพ์ และเพจมิได้รับค่าตอบแทนในบทวิจารณ์แต่อย่างใด
#อ่านอีกครั้งก็ยังชอบ #เวียงแว่นฟ้า #กฤษณาอโศกสิน #นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ #อาณาจักรล้านนา #อาณาจักรสยาม #ไตใหญ่ #ยุคล่าอาณานิคม

ที่อยู่

Klong San Sap
Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ อ่านอีกครั้งก็ยังชอบ #Always Enjoy Reading It Againผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์