01/09/2026
ค น ป ลู ก ต้ น ไ ม้
----------------------------
สถานการณ์อุทกภัยทางภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคอีสานในหลายจังหวัดทำให้คิดถึงความสำคัญของผืนป่าและต้นไม้ และทำให้หวนนึกถึงหนังสือเล่มโปรดเรื่อง "คนปลูกต้นไม้ (The Man Who Planted Trees)" ของ ฌ็อง ฌิโอโน (Jean Giono) ชาวฝรั่งเศส
ผู้แต่งตระหนักถึงความสำคัญของต้นไม้และแต่งเรื่องนี้ขึ้นเพื่อต้องการจะกระตุ้นเตือนให้คนในสังคมหันมาใส่ใจกับต้นไม้ซึ่งเป็นเสมือน "ห่วงโซ่ชีวิต" ของธรรมชาติ มิใช่ในแง่พืชที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเท่านั้น "คนปลูกต้นไม้" ยังเป็นหนังสือนวนิยายเล่มเล็กที่ให้แรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่แก่ผู้อ่านอย่างพวกเราได้ดี
หนังสือ "คนปลูกต้นไม้" เป็นเรื่องราวของ แอลเซอารด บุฟฟิเยร์ ชายชาวนาวัย ๕๕ ผู้เต็มไปด้วยความเรียบง่ายและมุ่งมั่น ผู้เขียนเป็นทหารช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในปีค.ศ. ๑๙๑๓ เขาได้พบบุฟฟิเยร์โดยบังเอิญ ในดินแดนทุรกันดารที่โดดเดี่ยวร้างผู้คนของแคว้นโปรวองซ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส
บุฟฟิเยร์อาศัยอยู่ตามลำพังกับฝูงแกะและสุนัขในกระท่อมหินหลังจากสูญเสียภรรยาและลูกชายไป เขาปลูกเมล็ดพันธุ์โอ๊ควันละ ๑๐๐ เมล็ดตามแนวสันเขา โดยใช้แท่งเหล็กแทงดินให้เป็นหลุม หยอดเมล็ดโอ๊ค แล้วจึงกลบหลุม... บุฟฟิเยร์กำลังปลูกต้นโอ๊คในที่ดินร้างที่เขาก็ไม่รู้ว่าเป็นของใคร แต่เดาเองว่าเป็นสาธารณสมบัติ หรือไม่ก็เป็นของใครสักคนที่ไม่สนใจใยดีจะใช้ที่ดินผืนนี้ให้มีประโยชน์
บุฟฟิเยร์เริ่มปลูกต้นโอ๊ค ต่อมาก็ปลูกต้นบีช และต้นเบิร์ช เมื่อฌิโอโนแวะกลับมาดินแดนแถบนี้อีกครั้งในปี ค.ศ. ๑๙๓๓ สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ปรากฏร่องรอยความแห้งแล้ง มีป่าปกคลุมด้วยต้นไม้ที่สูง ๒๐-๒๕ ฟุต สายลมพัดเย็นตลอด มีเสียงน้ำไหลจากลำธารและน้ำพุ ผู้คนหนีที่ดินราคาแพงในเมืองเข้ามาตั้งรกรากที่นี่ มีฟาร์มและหมู่บ้าน ทุกคนมีความสุขในหมู่บ้านแห่งนี้
ในปี ๑๙๓๕ คณะผู้แทนรัฐบาลเดินทางมาตรวจสอบป่าธรรมชาติ มีทั้งกรมป่าไม้ สภานิติบัญญัติ และนักวิชาการ ซึ่งต่างคิดกันว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างกับป่าธรรมชาติแห่งนี้ แต่โชคดีที่พวกเขาไม่ได้ทำสิ่งใด
ฃฌ็อง ฌิโอโน เขียน "คนปลูกต้นไม้"
ไว้เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๕๓ และแปลโดยคุณกรรณิการ์ พรมเสาร์ ของมูลนิธิโกมลคีมทอง ในบทบรรณาธิการของหนังสือคุณ รสนา โตสิตระกูล ได้เขียนชื่นชม ฌ็อง ฌิโอโนว่า
"...มีความคิดล้ำยุคกว่าคนร่วมสมัย เขาตั้งใจสร้างให้ บุฟฟิเยร์ คนปลูกต้นไม้เป็นตัวแทนคนธรรมดาที่มีตัวตนอยู่จริง เพื่อปลุกผู้คนให้สำนึกในภารกิจสำคัญที่สุดของมนุษยชาติ นั่นคือ งานปลูกต้นไม้ ซึ่งเป็นงานเล็กๆ ที่ดูธรรมดาสามัญเสียจนไม่มีใครใส่ใจ...และผู้คนเกือบหลงลืมไปแล้วว่า ป่าไม้เป็น "ซุปเปอร์มาร์เก็ตแท้จริง" ที่เอื้ออาทรและปัจจัยสี่แก่สรรพสัตว์และมนุษยนิกร"
แอดจำได้ว่าเคยอ่านหนังสือ "คนปลูกต้นไม้" นานมาแล้วเมื่อช่วงปีพ.ศ. ๒๕๔๕ และประเทศไทยยังไม่ประสบปัญหาวิกฤติการลักลอบตัดไม้จนเป็นเขาหัวโล้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะใน จ.น่าน ซึ่งแอดเคยแวะเวียนไปทำงานเก็บข้อมูลเขียนสารคดีเมื่อสิบกว่าปีก่อน และได้เข้าไปดูการเก็บน้ำผึ้งป่ากับชาวบ้าน ยังจำสภาพผืนป่าตามภูเขาที่เขียวสดได้เห็นได้ชัดเจนว่า จ.น่านมีผืนป่าสมบูรณ์มาก และไม่เคยเกิดเหตุน้ำท่วมหนัก
แต่สองสามปีที่ผ่านมานี้ จ.น่านมีภูเขาหัวโล้นลูกมากขึ้นเพราะการถางป่าตัดต้นไม้และเผาป่าเพื่อปลูกข้าวโพด เมื่อป่าต้นน้ำสูญหายไปจำนวนมหาศาล (อาจจะทั้งถูกลักลอบและไม่ลักลอบ) และเกิดเหตุน้ำท่วมดินถล่มหนักมากขึ้นทุกปี
อากาศที่ร้อนจัดจนใกล้ ๔๐ องศาหรือมากกว่านี้ทั่วทุกภาคและอุทกภัยในหลายจังหวัดล้วนก็เป็นผลกระทบส่วนหนึ่งจากการสูญเสียป่าไม้จำนวนมาก แอดจึงอยากแนะนำหนังสือแปลเล่มนี้
ขอบคุณมูลนิธิโกมลคีมทองด้วยใจจริงที่ได้คัดสรรหนังสือดี ๆ ผลงานเขียนเรื่อง "คนปลูกต้นไม้" มาให้เราได้อ่านกัน แอดเชื่อว่าในประเทศไทยก็มีคนดี ๆ เช่นบุฟฟิเยร์ อีกมากที่ทำดีเพื่อชุมชนและสังคม แต่อาจจะไม่มีคนรู้
หนังสือของฌ็อง ฌิโอโนสร้างพลังใจให้ผู้อ่านได้ดีว่า อย่าท้อถอยที่จะทำสิ่งดี ๆ แก่สังคม แม้จะเป็นเพียงคนตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งก็ตาม อย่างน้อยสิ่งที่เราได้รับเป็นรางวัลก็คือ ความสุขใจ
ประวัติของฌ็อง ฌิโอโนน่าสนใจมาก เขาเรียนหนังสือด้วยตัวเอง บิดาเป็นช่างซ่อมรองเท้า มารดารับจ้างซักรีด เขาต้องออกจากโรงเรียนเมื่ออายุ ๑๖ ปีมาช่วยหาเลี้ยงครอบครัวเพียงคนเดียว โดยเป็นเสมียนธนาคาร ฌิโอโนเคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาสร้างบุฟฟิเยร์ขึ้นมาเพื่อ "ให้คนรักต้นไม้หรือยิ่งกว่านั้น คือให้รักการปลูกต้นไม้"
เขาเขียนเรื่องนี้โดยไม่สนใจค่าตอบแทน และเคยถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์ ต่อมา นิตยสารโวคนำเรื่องนี้ไปตีพิมพ์ในปี ค.ศ. ๑๙๕๔ โดยใช้ชื่อว่า "The Man Who Planted Hope and Grew Happiness" ฌิโอโนคงไม่คิดว่างานเขียนเรื่องเล็กๆ เล่มนี้ของเขาจะประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง ภายในเวลาเพียง ๒-๓ ปีเรื่องราวของแอลเซอารด บุฟฟิเยร์เผยแพร่ไปทั่วโลก ก็ได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ ไม่น้อยกว่า ๑๒ ภาษา
แม้บุฟฟิเยร์จะเป็นเพียงตัวละครสมมุติ แต่เขาทำให้ผู้อ่านได้คิดว่า การทำความดีนั้นต้องใช้ความเพียรและอุตสาหะอย่างยิ่ง ผลงานของเขาใช้เวลานับสิบปีจึงเกิดผล แต่ถ้ามีความสุข และมุ่งมั่นที่จะทำดีก็จงทำต่อไป ผลดีจะตามมาเอง เสมือนผู้ทำงานปิดทองหลังพระ ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงเคยสอนไว้ว่า ความดีของผู้ทำงานปิดทองหลังพระที่มีมากๆ ความดีนั้นจะล้นออกมาหน้าองค์พระจนทำให้คนอื่นแลเห็นเอง
----------------
หมายเหตุ
----------------
- บทความวิจารณ์หนังสือเล่มนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของทีมแอดมินเพจ
- หนังสือนี้มิได้รับแจกเป็นบรรณาการจากสำนักพิมพ์ และเพจมิได้รับค่าตอบแทนในบทวิจารณ์แต่อย่างใด
#อ่านอีกครั้งก็ยังชอบ #คนปลูกต้นไม้
#ฌ็องฌิโอโน
#มูลนิธิโกมลคีมทอง
#กรรณิการ์พรมเสาร์ #การปลูกป่า #อย่าท้อถอยที่จะทำสิ่งดี