31/05/2026
🟣 “บ้านพักคนชราต้องเข้าถึงได้จริง
รัฐต้องเปิดทางเอกชนร่วมทำ
พร้อมผลักดันบำนาญประชาชน 3,000 บาท
เป็นหลักประกันชีวิตผู้สูงอายุ”
เบสท์ วงศ์ไพโรจน์กุล
รองเลขาธิการ และโฆษกพรรคไทยสร้างไทย
แสดงความเห็นจากกรณีข่าว “บ้านบางแค”
ต้องรอคิวนานถึง 15 ปี
ขณะที่คนรุ่น Gen Y และ Gen Z
เริ่มมองหา Senior Complex ว่า
สะท้อนชัดเจนว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ
แต่ระบบดูแลผู้สูงอายุของรัฐ
ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการจริง
โครงสร้างครอบครัวไทยเปลี่ยนไปมาก
คนวัยทำงานย้ายเข้าเมือง
ครัวเรือนเล็กลง
ผู้สูงอายุอยู่ลำพังมากขึ้น
และคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งมีแนวโน้มไม่มีบุตร
ดังนั้น แนวคิดให้ผู้สูงอายุอยู่ในบ้านเดิม
หรือ Aging in Place
ยังเป็นแนวทางที่ดี
แต่ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ทุกกลุ่ม
โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลานดูแล
หรือจำเป็นต้องได้รับบริการดูแลต่อเนื่อง
กรณีบ้านบางแคที่มีผู้รอคิวประมาณ 6,000 คน
แต่รองรับได้เพียง 250 คน
คือสัญญาณว่า รัฐไม่สามารถดูแลผู้สูงอายุด้วยระบบเดิมเพียงลำพังได้อีกต่อไป
เบสท์เห็นว่า รัฐต้องเร่งส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีบทบาท
ในการพัฒนาบ้านพักคนชราและที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุ
ที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย
เข้าถึงได้ และกระจายไปยังต่างจังหวัด
ไม่ใช่เป็นบริการเฉพาะเมืองใหญ่
หรือเฉพาะผู้มีกำลังซื้อสูง
ขณะเดียวกัน รัฐต้องเพิ่มเงินสวัสดิการให้ผู้สูงอายุ
เพื่อให้ผู้สูงอายุทุกคน
โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย
สามารถเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้จริง
นี่คือเหตุผลที่พรรคไทยสร้างไทย
ผลักดันนโยบาย “บำนาญประชาชน 3,000 บาท”
เพื่อเป็นหลักประกันรายได้พื้นฐาน
ให้ผู้สูงอายุมีศักดิ์ศรี ลดภาระครอบครัว
และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการดูแลที่มีคุณภาพ
บ้านพักคนชราไม่ควรถูกมองเป็นเพียงสถานสงเคราะห์
แต่ควรเป็นพื้นที่ชีวิตที่มีคุณภาพ มีศักดิ์ศรี
และยังเชื่อมโยงผู้สูงอายุกับสังคมรอบตัว
การเตรียมระบบรองรับสังคมสูงวัย ไม่ใช่เรื่องที่รอได้
เพราะวันนี้ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นแล้ว
และจะยิ่งหนักขึ้น หากรัฐไม่เร่งวางระบบใหม่
ให้เพียงพอกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย
#ไทยสร้างไทย #บ้านพักคนชรา #บ้านพักผู้สูงอายุ #สังคมสูงวัย #ผู้สูงอายุไทย #บำนาญประชาชน #บำนาญประชาชน3000บาท