ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่

ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ Thai Red Cross Emerging Infectious Disease and Neuroscience Centre for Research and Development

- การตรวจรักษาและวินิจฉัยผู้ป่วยโรคติดเชื้อในสมองของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2543 ถึงปัจจุบัน ช่วยให้ผู้ป่วยรอดชีวิตและความพิการจากการรักษาและวินิจฉัยอย่างรวดเร็วและแม่นยำ เช่น การวินิจฉัยผู้ป่วยสมองอักเสบจากเชื้อตระกูล เฮอร์ปีส์ และ เอนเทอโรได้ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับการรักษา ผู้ป่วยจึงได้รับการรักษาทันทีและสามารถกลับบ้านได้ภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งหากวินิจฉัยช้าและรักษาไม่ทันสมองของผู้ป่วยจะถู

กทำลายและมีอาการทุพพลภาพหลังการรักษา

- ดำเนินการวินิจฉัยโรคติดเชื้อในสมองทางห้องปฏิบัติการด้วยเทคนิคทางอณูชีววิทยาครอบคลุม ไวรัสสำคัญทั้งหมด อาทิ HSV, CMV, VZV, EBV, JC, Enterovirus, Adenovirus, ไข้เลือดออก และไข้หวัดใหญ่เข้าสมอง โรคพิษสุนัขบ้า รวมทั้งการตรวจที่มีบริการเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย เช่น West Nile virus, Nipah virus, Chandipura virus, Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome Virus, MERS Coronavirus เป็นต้น

- งานวิจัยและบทความวิชาการทางการแพทย์เผยแพร่ในวารสารระดับนานาชาติ และตำราทางการแพทย์ของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ที่สามารถเป็นแหล่งอ้างอิงได้ทั่วโลก ล่าสุดตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำของโลก อาทิ Antiviral Research (2009), Vaccine (2010), Advances in Virus Research (2011), Journal of Proteomic Research (2012), Lancet Neurology (2013) จำนวนมากกว่า 100 ฉบับ (ตั้งแต่ ปี 2544- 2556) และ ตำรา Advances in Virus Research ในปี 2554 โดยสำนักพิมพ์ Elsevier Inc. ประเทศอังกฤษ และได้รับเชิญให้เขียนบทความ เรื่องโรคพิษสุนัขบ้าในวารสาร The Lancet Neurology ในปี 2556

- ศูนย์ฯได้รับการแต่งตั้งเป็นศูนย์วินิจฉัยโรคพิษสุนัขบ้าในคน ของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อปี 2544

- ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ได้รับเลือกเป็นนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2547 จากผลงานการวิจัย ภายใต้การดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง

- เว็บไซต์ข่าวสารและข้อมูลความรู้ทางการแพทย์โดยเฉพาะโรคติดเชื้อและโรคทางสมอง สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไป “ www.trceid.org ” เปิดบริการเมื่อ พ.ศ.2550

- ศูนย์ฯได้รับการแต่งตั้งเป็น ศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลก ด้านวิจัยและฝึกอบรมโรคติดเชื้อไวรัสจากสัตว์สู่คน หรือ WHO Collaborating Centre for Research and Training on Viral Zoonoses ตั้งแต่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2551

มากกว่าแค่ไวรัสจากหนู: 5 ความจริงสุดสะพรึงเกี่ยวกับ "ฮันตาไวรัส" ที่คุณอาจไม่เคยรู้การเจอหนูวิ่งผ่านในบ้าน หรือการเข้าไป...
05/05/2026

มากกว่าแค่ไวรัสจากหนู: 5 ความจริงสุดสะพรึงเกี่ยวกับ "ฮันตาไวรัส" ที่คุณอาจไม่เคยรู้

การเจอหนูวิ่งผ่านในบ้าน หรือการเข้าไปทำความสะอาดห้องเก็บของที่ปิดตายมานาน อาจดูเป็นเรื่องน่ารำคาญใจทั่วไป แต่ภายใต้ร่องรอยของสัตว์ฟันแทะเหล่านี้ อาจมีภัยเงียบที่รุนแรงถึงชีวิตซ่อนอยู่ นั่นคือ "ฮันตาไวรัส" (Hantavirus) กลุ่มไวรัสที่แพร่เชื้อจากหนูสู่คน ซึ่งมีแง่มุมที่น่าประหลาดใจและอันตรายกว่าที่หลายคนเข้าใจ ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าไวรัสชนิดนี้มีระยะฟักตัวที่ค่อนข้างกว้าง โดยอาการของโรคอาจปรากฏขึ้นได้ตั้งแต่ 1 ถึง 8 สัปดาห์สำหรับกลุ่มอาการทางปอด และ 1 ถึง 2 สัปดาห์สำหรับกลุ่มอาการทางไต

ในฐานะนักสื่อสารด้านสุขภาพ ผมจะพาคุณไปเจาะลึก 5 ความจริงเกี่ยวกับฮันตาไวรัสที่คุณต้องรู้ เพื่อป้องกันตัวเองจากศัตรูที่มองไม่เห็นนี้

--------------------------------------------------------------------------------

1. "หนึ่งไวรัส สองชะตากรรม" – ความแตกต่างสุดขั้วตามภูมิศาสตร์

ในทางระบาดวิทยา ฮันตาไวรัสถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ตามพื้นที่ที่พบและลักษณะอาการที่เกิดขึ้น โดยนักวิทยาศาสตร์เรียกขานพวกมันว่ากลุ่ม "โลกใหม่" และ "โลกเก่า"

* ไวรัสโลกใหม่ (New World Hantaviruses): พบในทวีปอเมริกาเป็นหลัก ก่อให้เกิด โรคปอดอักเสบจากฮันตาไวรัส (Hantavirus Pulmonary Syndrome: HPS) หรือเรียกอีกชื่อว่า HCPS (Hantavirus Cardiopulmonary Syndrome) ไวรัสจะโจมตีปอดและหัวใจโดยตรง ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมปอดที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ (Noncardiogenic pulmonary edema) ผู้ป่วยจะหายใจลำบากอย่างรุนแรงและเกิดภาวะช็อก
* ไวรัสโลกเก่า (Old World Hantaviruses): พบมากในยุโรปและเอเชีย ก่อให้เกิด ไข้เลือดออกที่มีกลุ่มอาการทางไต (HFRS) เน้นการโจมตีไปที่ระบบหลอดเลือดและไต ทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน
* ข้อยกเว้นที่ต้องระวัง: แม้ HFRS จะพบมากในซีกโลกตะวันออก แต่สายพันธุ์ Seoul Virus ที่ก่อโรคทางไตนั้นกลับพบได้ทั่วโลก รวมถึงในสหรัฐอเมริกาด้วย ดังนั้นไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ความเสี่ยงก็อาจมาถึงตัวได้

2. อัตราการเสียชีวิตที่สูงจนน่าตกใจ

ความน่าสะพรึงกลัวที่สุดของฮันตาไวรัสคืออัตราการพรากชีวิตที่สูงลิ่ว เมื่อเทียบกับโรคติดเชื้อทั่วไป ข้อมูลจากแหล่งอ้างอิงทางวิชาการและองค์การอนามัยโลกยืนยันความรุนแรงดังนี้:

* HPS/HCPS ในทวีปอเมริกา: มีอัตราการเสียชีวิต (Case Fatality Rate) สูงถึง 38% - 50%
* HFRS ในเอเชียและยุโรป: ความรุนแรงขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ Hantaan และ Dobrava มีอัตราการเสียชีวิตระหว่าง 5-15% ขณะที่สถิติในประเทศจีน (ช่วงปี 1950–2014) ระบุอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยที่ 2.89% ส่วนสายพันธุ์ Puumala มักมีอาการเบากว่า โดยมีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่า 1%

"ในบางพื้นที่ของทวีปอเมริกา ฮันตาไวรัสอาจพรากชีวิตผู้ติดเชื้อไปได้ถึงครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยทั้งหมด ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากลัวกว่าโรคไข้หวัดใหญ่หลายเท่าตัว"

3. "กับดักการทำความสะอาด" – เมื่อการกวาดบ้านอาจทำให้คุณติดเชื้อ

สิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องตระหนักคือ "หนูที่เป็นพาหะจะไม่แสดงอาการป่วยใดๆ" (Asymptomatic) คุณจึงไม่สามารถแยกแยะได้ว่าหนูตัวไหนมีเชื้อ ความเสี่ยงที่แท้จริงไม่ได้มาจากการถูกกัดเท่านั้น แต่มาจากการทำความสะอาดที่ไม่ถูกวิธีจนเกิดกระบวนการ Aerosolization หรือการที่เชื้อฟุ้งกระจายในอากาศ

แนวทางการทำความสะอาดที่ถูกต้องตามคู่มือ CDC:

* ห้ามกวาดหรือดูดฝุ่นเด็ดขาด: ในพื้นที่ที่มีมูลหนูหรือคราบปัสสาวะ เพราะจะทำให้เชื้อไวรัสฟุ้งกระจายจนคุณสูดดมเข้าไปได้
* ระบายอากาศล่วงหน้า: หากเป็นพื้นที่ปิดทึบหรือบ้านพักที่ไม่ได้ใช้งานนานๆ ควรเปิดประตูหน้าต่างทิ้งไว้เพื่อ ระบายอากาศอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ก่อนเริ่มทำความสะอาด
* ฉีดพ่นให้เปียกชุ่ม: ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำยาซักผ้าขาวผสมน้ำ (สัดส่วน 1.5 ถ้วยต่อน้ำ 1 แกลลอน หรือประมาณ 1:9) ฉีดลงบนคราบและมูลหนูให้เปียกโชก ทิ้งไว้ 5-15 นาทีก่อนเช็ดออก เพื่อให้แน่ใจว่าเชื้อถูกทำลายโดยไม่ฟุ้งกระจาย

4. การแพร่เชื้อจาก "คนสู่คน" – ข้อยกเว้นที่น่าสะพรึงกลัว

แม้ฮันตาไวรัสส่วนใหญ่จะไม่แพร่กระจายระหว่างมนุษย์ แต่สายพันธุ์ "Andes virus" ในอเมริกาใต้คือข้อยกเว้นสำคัญที่ยืนยันแล้วว่าสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ แม้ว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) จะประเมินความเสี่ยงทั่วโลกในปัจจุบันไว้ในระดับ "ต่ำ" (Low) แต่เหตุการณ์ล่าสุดในปี 2026 ที่พบคลัสเตอร์ผู้ติดเชื้อบนเรือสำราญในแถบแอตแลนติกใต้ ก็ทำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ปัจจัยเสี่ยงสูงสุดของการแพร่เชื้อจากคนสู่คน ได้แก่:

1. คู่รักและคู่ขา (Sexual partners): ซึ่งมีการสัมผัสใกล้ชิดและแลกเปลี่ยนสารคัดหลั่ง
2. สมาชิกในครัวเรือนเดียวกัน: ที่มีการใช้ชีวิตร่วมกันในพื้นที่จำกัดเป็นเวลานาน
3. การสัมผัสในช่วงระยะแรกของโรค: ซึ่งเป็นช่วงที่ไวรัสมีความสามารถในการแพร่กระจายสูงสุด

5. ความอึดของไวรัส – ศัตรูที่มองไม่เห็นและอยู่ได้นานกว่าที่คิด

ฮันตาไวรัสเป็น "ไวรัสที่มีเปลือกหุ้ม" (Enveloped virus) ซึ่งปกติจะไวต่อสภาพแวดล้อม แต่สำหรับฮันตาไวรัสนั้นมีความคงทนในพื้นที่มืด อับ และเย็น มากกว่าที่หลายคนคาดคิด:

* ในอุณหภูมิห้องปกติ เชื้อสามารถคงประสิทธิภาพในการติดเชื้อได้นาน 10-15 วัน
* ในอุณหภูมิต่ำ (เช่น 4 องศาเซลเซียส) เชื้อสามารถมีชีวิตรอดได้นาน มากกว่า 18 วัน

ความทนทานนี้ทำให้บ้านพักตากอากาศ ห้องใต้ดิน หรือโรงรถที่ไม่ค่อยได้เปิดใช้งาน กลายเป็นจุดอันตรายที่เชื้อสามารถสะสมอยู่ได้แม้ตัวหนูจะจากไปนานแล้ว การระบายอากาศและฆ่าเชื้ออย่างเป็นระบบจึงเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้

--------------------------------------------------------------------------------

บทสรุปและข้อคิดทิ้งท้าย

แม้ว่าฮันตาไวรัสจะไม่ได้แพร่ระบาดเป็นวงกว้างได้ง่ายเท่ากับไข้หวัดใหญ่ แต่ความรุนแรงที่อาจนำไปสู่ภาวะไตวายหรือน้ำท่วมปอดเฉียบพลันนั้นเป็นเรื่องที่เราไม่อาจประมาทได้ การป้องกันที่ดีที่สุดคือการจัดการสภาพแวดล้อมให้ปลอดหนู และใช้ความระมัดระวังสูงสุดเมื่อต้องสัมผัสกับพื้นที่ที่อาจมีการปนเปื้อน

ก่อนที่คุณจะเริ่มจัดการกับมุมอับในบ้านหรือเตรียมตัวไปพักผ่อนในบ้านพักตากอากาศสุดสัปดาห์นี้ ผมอยากให้คุณหยุดสำรวจรอบตัวสักนิด: "คุณแน่ใจแล้วหรือยังว่า พื้นที่เก็บของหรือบ้านพักที่คุณกำลังจะเข้าไปทำความสะอาด ปลอดภัยจากศัตรูตัวจิ๋วที่มีชีวิตรอดได้นับสิบวันเหล่านี้?"

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Meningitis) เป็นโรคติดเชื้อที่ร้ายแรงและมีอัตราการดำเนินโรคที่รวดเร็ว...
24/03/2026

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Meningitis) เป็นโรคติดเชื้อที่ร้ายแรงและมีอัตราการดำเนินโรคที่รวดเร็ว ซึ่งสามารถนำไปสู่การเสียชีวิตหรือความพิการถาวรได้ในเวลาอันสั้น ข้อมูลจากการศึกษาในระดับประชากรและสถาบันสาธารณสุขระบุว่า ประมาณ 1 ใน 5 ของผู้รอดชีวิตต้องเผชิญกับความพิการระยะยาว เช่น การสูญเสียการได้ยิน ความผิดปกติทางระบบประสาท และความเสียหายทางสติปัญญา
ประเด็นสำคัญจากการวิเคราะห์ข้อมูลมีดังนี้:
ความเสี่ยงต่อความพิการ: ผู้ที่เคยป่วยในวัยเด็กมีความเสี่ยงสูงถึง 29% ที่จะเกิดความพิการอย่างน้อยหนึ่งอย่าง โดยเฉพาะความเสียหายทางโครงสร้างภายในกะโหลกศีรษะและการสูญเสียการได้ยิน
ความแตกต่างของเชื้อสาเหตุ: เชื้อ Streptococcus pneumoniae ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อความพิการถาวรสูงกว่าเชื้อ Haemophilus influenzae หรือ Neisseria meningitidis อย่างมีนัยสำคัญ
ความสำคัญของช่วงอายุ: เด็กที่ได้รับเชื้อในช่วงอายุที่น้อยกว่าค่ามัธยฐาน (median age) จะได้รับผลกระทบทางสมองและระบบประสาทรุนแรงกว่าเนื่องจากอยู่ในช่วงพัฒนาการที่สำคัญ
มาตรการป้องกัน: การฉีดวัคซีน (เช่น MenACWY, MenB และวัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมค็อกคัส) และการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันในผู้ที่สัมผัสใกล้ชิด (Chemoprophylaxis) ภายใน 24 ชั่วโมงแรกเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมการระบาดและลดความสูญเสีย

#ไข้กาฬหลังแอ่น #เตือนภัยสุขภาพ #สุขภาพดี2569 #วัคซีนป้องกันโรค

ภัยเงียบในจานโปรด: 5 ความจริงช่วยชีวิตจากวิกฤต "ไข้หูดับ" ระบาดต้นปี 2569ท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลองที่อบอวลไปด้วยรสนิย...
26/02/2026

ภัยเงียบในจานโปรด: 5 ความจริงช่วยชีวิตจากวิกฤต "ไข้หูดับ" ระบาดต้นปี 2569

ท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลองที่อบอวลไปด้วยรสนิยมทางอาหารอันเป็นเอกลักษณ์ กลิ่นหอมของเครื่องเทศในจาน "ลาบดิบ" หรือสีสันที่จัดจ้านของ "หลู้" และ "ก้อย" ไม่ได้เป็นเพียงแค่สุนทรียภาพในมื้ออาหาร แต่คือมรดกทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงสายสัมพันธ์ในวงล้อมของครอบครัวและมิตรสหาย ทว่าภายใต้ความรื่นรมย์นั้น กลับมีมหันตภัยที่รอคอยจังหวะเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อเปลี่ยนเสียงหัวเราะให้กลายเป็นความเงียบงันไปชั่วชีวิต

ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 จากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ได้เปิดเผยสถิติที่น่าตกใจ: เพียงช่วงต้นปี 2569 พบผู้ป่วยโรคไข้หูดับแล้วถึง 49 ราย กระจายตัวใน 28 จังหวัด โดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย นี่คือสัญญาณเตือนว่า "มื้อพิเศษ" เพียงมื้อเดียว อาจแลกมาด้วยความเงียบงันถาวรหรือลมหายใจที่สูญสิ้น

1. "หูดับ" มักเกิดขึ้นถาวรและรวดเร็วอย่างไม่ตั้งตัว

ชื่อโรค "ไข้หูดับ" ไม่ใช่คำเตือนที่เกินจริง แต่มันคือคำอธิบายกลไกของโรคที่รุนแรง เมื่อเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus suis เข้าสู่ร่างกาย มันจะเดินทางผ่านกระแสเลือดมุ่งตรงไปโจมตีเยื่อหุ้มสมอง และลุกลามเข้าสู่หูชั้นใน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการรับเสียงอย่างรวดเร็ว

ความน่าสะพรึงกลัวอยู่ที่กรอบเวลาอันสั้น อาการไข้สูงและปวดศีรษะจะปรากฏภายใน 3-5 วัน และหากเชื้อเข้าสู่ระบบประสาท การสูญเสียการได้ยินอาจเกิดขึ้นตามมาภายในเวลาเพียง 14 วันหลังจากเริ่มมีไข้ โดยมักเป็นการสูญเสียที่ไม่มีวันย้อนกลับ

โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุทัยธานี ได้ให้คำเตือนที่สะท้อนถึงความสูญเสียไว้อย่างเฉียบคมว่า:

"หูที่ดับไป อาจไม่มีวันกลับคืนมา"

2. ผิวหนังคือประตูหน้าด่าน ไม่ใช่แค่การรับประทาน

ความเข้าใจผิดในวงกว้างคือการคิดว่า "ถ้าไม่กินก็รอด" แต่ในฐานะสื่อสารมวลชนด้านสุขภาพ เราต้องบอกว่านั่นเป็นความประมาทที่อันตราย เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ฉลาดพอที่จะใช้ "ทางลัด" ผ่านรอยขีดข่วน บาดแผล หรือแม้แต่ถลอกเพียงเล็กน้อยบนผิวหนังเพื่อเข้าสู่กระแสเลือด

กลุ่มอาชีพที่ต้องคลุกคลีกับเนื้อหมู เช่น คนชำแหละเนื้อหมู เกษตรกร และพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสด จึงถือเป็นกลุ่มเสี่ยงแถวหน้า โดยเฉพาะในพื้นที่ระบาดหนักอย่าง นครราชสีมา, แพร่, ชลบุรี, ชัยภูมิ และสุรินทร์ การสัมผัสเลือดหรือเนื้อหมูดิบในระหว่างการปรุงอาหารที่บ้าน หรือการล้มหมูในงานเทศกาลโดยไม่สวมอุปกรณ์ป้องกัน คือการเปิดประตูรับความพิการเข้าสู่ตัวเองโดยไม่รู้ตัว

3. ยิ่งดื่มเหล้าแกล้มหมูดิบ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงถึงชีวิต

ในวงสนทนาอาหารพื้นเมือง มักมีวาทกรรมที่ว่า "แอลกอฮอล์ช่วยฆ่าเชื้อ" หรือ "บีบมะนาวให้เนื้อเปลี่ยนสีคือสุกแล้ว" แต่นี่คือกับดักทางความคิดที่เลวร้ายที่สุด นพ.ทวีชัย วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา ได้ให้ข้อเท็จจริงเพื่อเตือนสติไว้ว่า:

"การบีบมะนาวหรือการใช้แอลกอฮอล์ไม่สามารถทำให้เนื้อหมูสุกหรือทำลายเชื้อแบคทีเรียได้"

ในทางวิทยาศาสตร์ แอลกอฮอล์มีฤทธิ์เป็น "สารกดภูมิคุ้มกัน" (Immunosuppressant) หรือทำให้เกิดภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องชั่วคราว การดื่มสุราร่วมกับการทานหมูดิบจึงไม่ใช่การฆ่าเชื้อ แต่เป็นการ "เปิดทาง" ให้เชื้อโรคแพร่กระจายและทำลายระบบอวัยวะได้รุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า

4. โปรไฟล์ของกลุ่มเปราะบาง: ใครคือผู้ที่เสี่ยงที่สุด?

แม้สถิติปี 2569 จะพบผู้ป่วยครอบคลุมตั้งแต่อายุ 5-90 ปี แต่กลุ่มที่มีโอกาสเสียชีวิตสูงที่สุดคือเพศชายในวัยทำงานและผู้สูงอายุ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีภาวะร่างกายไม่สมบูรณ์จากการมีโรคประจำตัว ซึ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นทวีคูณในการพบปะสังสรรค์:

* ผู้ป่วยโรคตับแข็ง และผู้ป่วยโรคเบาหวาน
* ผู้ป่วยไตวาย และโรคมะเร็ง
* ผู้ที่เคยถูกตัดม้าม (ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญในการดักจับเชื้อโรค)

บุคคลในกลุ่มนี้หากติดเชื้อจะมีโอกาสเกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) และอวัยวะล้มเหลวเฉียบพลัน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงขึ้น

5. มาตรฐาน 70-10: ตัวเลขนำโชคเพื่อความปลอดภัย

เพื่อให้คุณยังคงรื่นรมย์กับรสสัมผัสของเนื้อหมูได้อย่างมั่นใจ มาตรฐานความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่ต้องอาศัยวินัยที่เคร่งครัดผ่านหลักการง่ายๆ ดังนี้:

* ความร้อนระดับ Lucky Number: ปรุงเนื้อหมูและเลือดด้วยอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส ขึ้นไป นานอย่างน้อย 10 นาที
* กฎเหล็กการแยกอุปกรณ์: แยกเขียง มีด และภาชนะสำหรับของดิบและของสุกอย่างเด็ดขาด
* ตะเกียบต้องชัดเจน: ในวงหมูกระทะหรือปิ้งย่าง อย่าใช้ตะเกียบคู่เดียวคีบทั้งหมูดิบลงเตาและคีบหมูสุกเข้าปาก

บทสรุป: สมดุลระหว่างวัฒนธรรมและลมหายใจ

สถิติการระบาดที่พุ่งจาก 19 จังหวัดในปี 2568 สู่ 28 จังหวัดในช่วงต้นปี 2569 ของ นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เป็นเครื่องยืนยันว่าพฤติกรรมการกินดิบยังคงเป็นความท้าทายที่หยั่งรากลึก

ในโลกที่เราเชิดชูความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสุนทรียภาพแห่งรสชาติ คำถามที่สำคัญที่สุดคือ "รสสัมผัสที่พึงใจเพียงชั่วครู่ คุ้มค่าหรือไม่กับการแลกด้วยการไม่ได้ยินเสียงของคนที่คุณรักไปตลอดกาล?" การเลือกความสุกสะอาดในทุกมื้ออาหาร คือการตัดสินใจที่ชาญฉลาดที่สุดเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืนของคุณ

หากพบอาการไข้สูง หนาวสั่น หรือมีปัญหาการได้ยินหลังจากสัมผัสเนื้อหมูดิบ ควรรีบพบแพทย์ทันที และสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

#โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
#สภากาชาดไทย


#โรคไข้หูดับ
#ดูแลสุขภาพ

งานประชุมวิชาการประจำปี 2569“โรคสมองอักเสบกับพิษสุนัขบ้า”ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาด...
23/02/2026

งานประชุมวิชาการประจำปี 2569
“โรคสมองอักเสบกับพิษสุนัขบ้า”
ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569
ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ ชั้น 12 (ห้อง 1201)

#โรคสมองอักเสบ #พิษสุนัขบ้า #สุขภาพ

15/02/2026

🚨🚨ข่าวปลอม อย่าแชร์🚨🚨
⚠️ไวรัสนิปาห์ถึงไทย” แล้ว ⚠️

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ตรวจสอบแล้ว พบว่า ยังไม่พบผู้ป่วยไวรัสนิปาห์ในไทย

#ข่าวปลอม #ไวรัสนิปาห์ #กรมควบคุมโรค #กระทรวงสาธารณสุข #กรมควบคุมโรคห่วงใยอยากเห็นคนไทยมีสุขภาพดี💖

30/01/2026
แจ้งข้อมูลเพื่อการดูแลสุขภาพจากสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไท...
30/01/2026

แจ้งข้อมูลเพื่อการดูแลสุขภาพจากสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5

ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

จากสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงในหลายพื้นที่
ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ ขอประชาสัมพันธ์ข้อมูลเพื่อให้ประชาชนดูแลสุขภาพและลดความเสี่ยงจากผลกระทบของฝุ่นละอองดังกล่าว

ฝุ่น PM2.5 เป็นฝุ่นขนาดเล็กมาก สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและส่งผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะระบบปอด หัวใจ รวมถึงดวงตาและผิวหนัง

ข้อแนะนำในการดูแลสุขภาพ

ตรวจสอบค่าคุณภาพอากาศ (AQI) ก่อนออกจากบ้าน และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งเมื่อค่าฝุ่นอยู่ในระดับสูง

สวมหน้ากากที่สามารถป้องกันฝุ่นขนาดเล็กได้อย่างเหมาะสม เช่น N95, KN95 หรือ KF94

ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด และใช้เครื่องฟอกอากาศภายในอาคาร หากมี

ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ และทำความสะอาดร่างกายทันทีเมื่อกลับถึงบ้าน

กลุ่มที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคระบบทางเดินหายใจหรือโรคหัวใจ หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไอ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก ควรรีบพบแพทย์

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศและข้อมูลจากหน่วยงานทางการอย่างต่อเนื่อง เพื่อการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมในช่วงสถานการณ์ฝุ่นละอองสูง

#โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

#สภากาชาดไทย



30/01/2026

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สร้างหมุดหมายสำคัญอีกครั้ง ด้วยการครองอันดับ 1 จากผลวิจัย 2025-2026 Thailand’s Most Admired Company ในกลุ่มโรงพยาบาลรัฐ (Government Hospital) ตอกย้ำบทบาท “ที่พึ่งทางสุขภาพ” ของสังคมไทยอย่างชัดเจน โดยรางวัลดังกล่าวสะท้อน “ความเชื่อมั่นของผู้รับบริการ” ที่เกิดจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านคุณภาพบริการ มาตรฐานการรักษา และการบริหารจัดการที่ทันสมัย
จุดแข็งสำคัญคือการบูรณาการพลังร่วมในฐานะ Academic Medical Center ผสานความเป็นเลิศด้านวิชาการ งานวิจัย และนวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อรองรับการรักษาโรคยากซับซ้อนในระดับสูงสุดของระบบสาธารณสุขไทย
อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่โดดเด่น คือการขับเคลื่อนองค์กรด้วย “วัฒนธรรมนวัตกรรม” ตั้งแต่นวัตกรรมการรักษาขั้นสูง ไปจนถึง Digital Health ที่ยกระดับประสบการณ์ผู้รับบริการ พร้อมปรับระบบการให้บริการให้คล่องตัว ลดความแออัด และเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึง
ในขณะเดียวกัน โรงพยาบาลยังเดินหน้า “พันธกิจความยั่งยืน” ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเยียวยา และส่งเสริมคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน ความสำเร็จครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ขององค์กรที่ได้รับการยอมรับ แต่คือผลลัพธ์ของการบริหารเชิงกลยุทธ์จนทำให้เกิด “ความไว้วางใจ” ระยะยาว
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.brandage.com/article/45504
#โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

แจ้งข้อมูลเพื่อการเฝ้าระวังโรคไวรัสนิปาห์ (Nipah virus)ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไท...
27/01/2026

แจ้งข้อมูลเพื่อการเฝ้าระวังโรคไวรัสนิปาห์ (Nipah virus)

ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
(Thai Red Cross Emerging Infectious Diseases Health Science Centre,
King Chulalongkorn Memorial Hospital)

จากรายงานสถานการณ์การพบผู้ติดเชื้อ โรคไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) ในต่างประเทศ
ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ ขอประชาสัมพันธ์ข้อมูลเพื่อให้ประชาชนรับทราบและเฝ้าระวังโรคติดต่ออุบัติใหม่ดังกล่าวอย่างเหมาะสม

โรคไวรัสนิปาห์เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีค้างคาวผลไม้เป็นแหล่งรังโรค ผู้ติดเชื้ออาจมีอาการไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ซึม หรือสับสน และในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะ

ศูนย์ฯ ขอแนะนำให้ประชาชนดูแลสุขอนามัย หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่าหรืออาหารที่อาจปนเปื้อน และหากมีอาการผิดปกติร่วมกับประวัติเดินทางไปพื้นที่เสี่ยง ควรรีบพบแพทย์และแจ้งข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการอย่างต่อเนื่อง

#ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่

ข่าวประชาสัมพันธ์เตือนเฝ้าระวัง “ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus)” โรคติดต่ออุบัติใหม่ อันตรายรุนแรง อัตราเสียชีวิตสูงหน่วยงานด...
23/01/2026

ข่าวประชาสัมพันธ์
เตือนเฝ้าระวัง “ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus)” โรคติดต่ออุบัติใหม่ อันตรายรุนแรง อัตราเสียชีวิตสูง

หน่วยงานด้านสาธารณสุขขอแจ้งเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังสถานการณ์การระบาดของ ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) หลังมีรายงานพบผู้ติดเชื้อในประเทศอินเดีย โดยเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (Zoonotic disease) ที่มีความรุนแรงสูงและอาจก่อให้เกิดการเสียชีวิตได้

ไวรัสนิปาห์พบครั้งแรกในปี พ.ศ. 2541 มีแหล่งรังโรคหลักคือ ค้างคาวผลไม้ และสามารถแพร่เชื้อสู่คนผ่านการสัมผัสสัตว์ที่ติดเชื้อ การบริโภคอาหารหรือผลไม้ที่ปนเปื้อน รวมถึงการติดต่อจากคนสู่คนในบางกรณี โดยเฉพาะในสถานพยาบาลหรือในครอบครัวที่มีการสัมผัสใกล้ชิด

อาการที่ควรเฝ้าระวัง

ผู้ติดเชื้ออาจมีอาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัด เช่น

ไข้สูง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย

เจ็บคอ ไอ หายใจลำบาก

ในรายที่มีอาการรุนแรง อาจเกิด สมองอักเสบ หมดสติ หรือระบบหายใจล้มเหลว

ปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีนและยารักษาเฉพาะสำหรับโรคไวรัสนิปาห์ การรักษาเป็นการดูแลตามอาการและการพยุงอวัยวะสำคัญ ทำให้การป้องกันและเฝ้าระวังเป็นมาตรการที่สำคัญที่สุด

คำแนะนำในการป้องกัน

ประชาชนควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้

หลีกเลี่ยงการสัมผัสค้างคาว หรือสัตว์ป่าที่ไม่ทราบแหล่งที่มา

ไม่บริโภคผลไม้ที่มีร่องรอยถูกสัตว์กัดแทะ

ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล

หากมีประวัติเดินทางไปพื้นที่เสี่ยงและมีอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางอย่างละเอียด

หน่วยงานสาธารณสุขจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งทางการ เพื่อป้องกันความตื่นตระหนกและลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรค

ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยหรือพบอาการผิดปกติ สามารถติดต่อสถานพยาบาลใกล้บ้านได้ตลอดเวลา

#ไวรัสนิปาห์ #โรคติดต่ออุบัติใหม่

 #ไข้หวัดนกในมนุษย์ - สหรัฐอเมริกา (05): H5N1, ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับแมว [California Healthline]ตั้งแต่ปี 2022 เป็น...
24/02/2025

#ไข้หวัดนกในมนุษย์ - สหรัฐอเมริกา (05): H5N1, ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับแมว [California Healthline]

ตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา แมวบ้านมากกว่า 80 ตัว รวมทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกหลายชนิด ได้รับการยืนยันว่าเป็นไข้หวัดนก

ปัจจุบัน แมวบ้านจำนวนหนึ่งป่วยด้วยไข้หวัดนก H5N1เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากกินอาหารดิบหรือดื่มนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์ แมวบางตัวก็ตาย

อาการไข้หวัดนกในแมว คล้ายกับโรคทางเดินหายใจส่วนบน ได้แก่ น้ำมูกไหลและมีของเหลวไหลออกรอบดวงตา อย่างไรก็ตาม โรคทางเดินหายใจส่วนบนพบได้บ่อยในแมวมากกว่า ขณะที่ไข้หวัดนก H5N1 ยังคงพบได้ค่อนข้างน้อย

เป็นเรื่องดีที่สายพันธุ์ไข้หวัดนกที่แพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ยังไม่สามารถแพร่กระจายในคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังไม่มีรายงานกรณีการแพร่เชื้อจากแมวสู่คนในช่วงการระบาดของไข้หวัดนก H5N1 ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม สัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะแมว ยังคงเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน ในแง่ของความเสี่ยงในการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คน

บางคนให้สัตว์เลี้ยงของตนกินเนื้อดิบหรือนมที่ไม่ได้ผ่านการพาสเจอร์ไรส์ เนื่องจากพวกเขาคิดว่าเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าหรือเป็นธรรมชาติมากกว่า เว็บไซต์ของสมาคมสัตวแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกาไม่สนับสนุนให้ทำเช่นนี้ เนื่องจากมีเชื้อก่อโรคที่ติดต่อทางอาหาร เช่น Salmonella และ Listeria และปัจจุบันยังมีเชื้อ H5N1 ที่ก่อโรคได้รุนแรงอีกด้วย

ความกังวลต่อสุขภาพของมนุษย์เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ประกาศเมื่อเดือนที่แล้ว [มกราคม 2025] ว่าขณะนี้กำลังบังคับให้บริษัทอาหารแมวและสุนัข
ปรับปรุงแผนความปลอดภัยของตนเพื่อป้องกันไข้หวัดนก

ที่อยู่

อาคาร อปร. ชั้น 9 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
Bang Rak
10330

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:00
อังคาร 08:30 - 17:00
พุธ 08:30 - 17:00
พฤหัสบดี 08:30 - 17:00
ศุกร์ 08:30 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66858581469

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่:

แชร์