02/09/2026
🌫️ [ 9 ประเด็นสำคัญที่ สว. ตัดออกจากร่างกฎหมายอากาศสะอาด ส่อเอื้อกลุ่มทุน-จำกัดสิทธิประชาชน ]
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเย็นวันนี้ (2 ก.ย.) จะมีวาระสำคัญคือการพิจารณา “ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …” ซึ่งได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมและผ่านความเห็นชอบจาก สว. ไปเมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่ผ่านมา ร่างดังกล่าวจึงต้องกลับมาสู่ชั้น สส. อีกครั้งว่าจะเห็นชอบตามที่ สว. แก้ไขหรือไม่
แต่จากการตรวจสอบสาระสำคัญที่ สว. แก้ไข พรรคประชาชนและภาคประชาชนมีข้อสังเกตร่วมกันอย่างน่ากังวลว่า ร่างฉบับนี้มีลักษณะส่อ “เอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุน” อย่างเห็นได้ชัด พร้อมๆ กับการลดทอนอำนาจการตรวจสอบและจำกัดสิทธิของประชาชนในการปกป้องลมหายใจของตนเอง
พรรคประชาชนได้รวบรวม 9 ประเด็นสำคัญที่ สว. ปรับแก้ไข เพื่อชวนพี่น้องประชาชนมาร่วมกันจับตา ดังนี้
1️⃣ [ เพิ่มตัวแทนนายทุน นั่งบอร์ดอากาศสะอาดทุกระดับ ]
ในร่างที่ สว. แก้ไข ได้เพิ่มสัดส่วนตัวแทนภาคธุรกิจ-กลุ่มทุน โดยล็อกสเปกให้ “สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย” และ “สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย” เข้าไปนั่งในคณะกรรมการอากาศสะอาดทุกระดับ ทั้งคณะกรรมการระดับชาติ, คณะกรรมการวิชาการ, และคณะกรรมการระดับจังหวัด ทั้งที่ก็มีสัดส่วนคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนภาคธุรกิจเอกชนอยู่แล้ว
> ระดับชาติ (คณะกรรมการนโยบายเพื่ออากาศสะอาด) ซึ่งเป็นบอร์ดชุดใหญ่ มีการเพิ่มตัวแทนจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเข้ามา ทั้งที่ในร่างเดิมมีสัดส่วนของภาคธุรกิจเอกชนจัดสรรไว้แล้ว 2 ที่นั่ง
> ระดับวิชาการ (คณะกรรมการวิชาการ) เปรียบเสมือน Think Tank ที่มีหน้าที่คิดคำนวณมาตรฐาน ตัวเลข และกลไกทางวิทยาศาสตร์เพื่อเสนอให้บอร์ดชุดใหญ่ จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่กลุ่มทุนจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นคิดคำนวณมาตรฐาน
> ระดับจังหวัด (คณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด) มีการจัดสรรสัดส่วนเอกชนไว้อยู่แล้วเช่นกัน แต่ สว. กลับเพิ่มสัดส่วนขึ้นอีก และล็อกสเปกให้เฉพาะสภาหอการค้าจังหวัด และสภาอุตสาหกรรมจังหวัด
ทั้งนี้ พรรคประชาชนไม่ติดกับการที่มีสภาหอการค้าฯ และสภาอุตสาหกรรมฯ ในคณะกรรมการ แต่ควรเป็นการแต่งตั้งจากคณะกรรมการด้วยสัดส่วนตัวแทนภาคธุรกิจเอกชน มิใช่การล็อกสเปก ล็อกตำแหน่ง แบบที่ สว. ได้บรรจุเพิ่มในลักษณะนี้
2️⃣ [ หั่นโทษปรับผู้ปล่อยมลพิษ จากสูงสุด 50 ล้าน เหลือไม่เกิน 5 ล้าน ]
ในมาตรา 231 สว. ได้แก้ไขบทลงโทษทางอาญาสำหรับเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษภาคอุตสาหกรรม โดยหากผู้ใดกระทำโดยเจตนาหรือโดยประมาท ระบายสารมลพิษทางอากาศเกินมาตรฐาน ให้มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี แต่หั่นโทษปรับจากเดิม “ไม่เกิน 50 ล้านบาท” เหลือเพียง “ไม่เกิน 5 ล้านบาท”
รวมถึงในวรรคสอง กรณีที่เจ้าพนักงานสั่งการแล้วไม่ปฏิบัติตาม หรือกระทำความผิดซ้ำในพื้นที่มลพิษวิกฤต โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี แต่โทษปรับนั้น สว. ก็ได้ปรับลดโทษขั้นสูงจากเดิม 100 ล้านบาท เหลือไม่เกิน 10 ล้านบาท ทำให้บทลงโทษสุ่มเสี่ยงที่จะไม่คุ้มค่ากับความเสียหาย และไม่สามารถป้องปรามกลุ่มทุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้จริง
โดยหากเปรียบเทียบกับกฎหมายป่าไม้ การเผาป่าโทษอยู่ที่ปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท แต่เน้นโทษจำคุกที่มีโทษสูงสุดอยู่ที่ 20 ปี ดังนั้น การออกกฎหมายให้มีโทษสูงสุดเป็นการปรับไม่เกิน 5 ล้านบาท จำคุกไม่เกิน 2 ปี จึงเป็นโทษที่ไม่สอดคล้องกับการควบคุมปัญหามลพิษทางอากาศจากภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน
3️⃣ [ ตัดระบบ PRTR ฉีกทิ้งทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ ]
สว. ได้ตัดระบบ PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) หรือ “ทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ” ออกจากร่างกฎหมาย แล้วเปลี่ยนถ้อยคำเหลือเพียง “ข้อมูลการระบายสารมลพิษทางอากาศ” ซึ่งเป็นการตัดโอกาสในการเชื่อมโยงและเปิดทางให้มีการบรรจุร่าง พ.ร.บ. PRTR เข้ามาทำงานสอดรับกัน
การแก้ไขส่วนนี้ยังสอดรับกับท่าทีของรัฐบาลที่ไม่ยอมหยิบร่าง พ.ร.บ. PRTR กลับมาพิจารณาต่อจากสภาฯ ชุดก่อน และปล่อยให้ร่าง พ.ร.บ. ตกไปหลังครบกำหนด 60 วันอย่างน่าเสียดาย
.
4️⃣ [ ริบอำนาจท้องถิ่น เปลี่ยนประธานบอร์ดจังหวัดจาก ‘นายก อบจ.’ เป็น ‘ผู้ว่าฯ’ ]
ในมาตรา 40 และ 41 สว. ได้แก้ไขผู้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด จากเดิมเป็น ‘นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด’ (นายก อบจ.) ซึ่งยึดโยงกับประชาชนผ่านการเลือกตั้ง กลับไปเป็น ‘ผู้ว่าราชการจังหวัด’ ซึ่งเป็นข้าราชการแต่งตั้งจากส่วนกลาง ทำให้การบริหารจัดการปัญหาอากาศและมลพิษในระดับพื้นที่มีความยึดโยงกับประชาชนลดลงอย่างเห็นได้ชัด และทำให้เราต้องกลับมาเจอกับปัญหาเปลี่ยนผู้ว่าฯ ทุกปี หรือในกรณีบางจังหวัด 1 ปีเปลี่ยน 3 คน
5️⃣ [ ตัดสิทธิประชาชน ในการร่วมตรวจสอบโครงการที่อาจก่อมลพิษ ]
ในมาตรา 76-80 เดิมได้ให้อำนาจคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัดประกาศโครงการที่อาจก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ พร้อมกำหนดให้ต้องเปิดเผยข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เพื่อนำมาพิจารณาผ่านคณะกรรมการในระดับจังหวัด ก่อนที่หน่วยงานตามกฎหมายอื่นจะสามารถอนุมัติหรืออนุญาตได้ ซึ่งถือเป็นการอุดช่องโหว่กฎหมายปัจจุบันที่หลายโครงการเดินหน้าได้โดยไม่ต้องฟังเสียงประชาชน
แต่ในร่างฉบับ สว. ได้ตัดสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชน และอำนาจการตรวจสอบของจังหวัดในส่วนนี้ออกไปทั้งหมด
6️⃣ [ ลดทอนกลไกจัดการมลพิษข้ามแดน ปรับถ้อยคำให้กว้างจนไร้สภาพบังคับ ]
ในมาตรา 130 ร่างเดิมที่ผ่านความเห็นชอบจาก สส. ได้ระบุหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานรัฐไว้อย่างเฉพาะเจาะจงว่า หากเกิดมลพิษข้ามแดนกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน ให้เร่งใช้ “มาตรการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเจรจาระหว่างประเทศ การใช้ความสัมพันธ์ทางการทูต และความตกลงระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคีสมาชิกหรือมีพันธกรณี”
แต่ สว. กลับตัดถ้อยคำเฉพาะเจาะจงดังกล่าวออก เหลือเพียงคำกว้างๆ ว่าให้ “ดำเนินการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และดำเนินการตามความตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง” ซึ่งการปรับถ้อยคำให้ไร้ความเฉพาะเจาะจงเช่นนี้สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งว่าจะไม่สามารถนำไปบังคับใช้แก้ปัญหามลพิษข้ามแดนได้จริงในทางปฏิบัติ
7️⃣ [ ตัดสิทธิประชาชน ร้องขอศาลคุ้มครองชั่วคราว-ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ]
สว. ตัดมาตรา 11 ออก โดยอ้างว่า พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง มีกลไกนี้อยู่แล้วเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน
ทว่าในความเป็นจริง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ กำหนดเงื่อนไขการร้องขอที่จำกัดและเข้าถึงยาก (ต้องมีเหตุอันจะเกิดความเสียหาย, น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย, หรือเป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดิน) การคงมาตรา 11 ไว้ใน พ.ร.บ.อากาศสะอาด จึงไม่ใช่เรื่องซ้ำซ้อน แต่เป็นการรับรองสิทธิของประชาชนให้เข้าถึงการร้องขอคุ้มครองชั่วคราวและการดำเนินคดีแบบกลุ่ม (Class Action) ได้ง่ายขึ้นและกว้างขึ้น
การตัดมาตรานี้ออกจึงเป็นการริบสิทธิในการฟ้องร้องเพื่อปกป้องตนเองของประชาชน
8️⃣ [ กลุ่มทุนการเงินลอยตัว ปล่อยสินเชื่อธุรกิจมลพิษ ไม่ต้องรับผิดชอบ ]
สว. ตัดมาตรา 211 และ 215 ออกทั้งหมด รวมถึงตัดคำนิยามสถาบันการเงินในมาตรา 207 ส่งผลให้สถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อให้แก่ธุรกิจที่ก่อมลพิษในพื้นที่ที่เจอวิกฤตมลพิษ ไม่ต้องร่วมรับผิดชอบใดๆ
ทั้งที่ในร่างเดิมของ สส. ได้เขียนเงื่อนไขรักษาสมดุลไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า สถาบันการเงินไม่ต้องรับผิดหากได้ดำเนินการประเมินและจัดการความเสี่ยงตามมาตรฐานแล้ว และมาตรการนี้จะบังคับใช้เฉพาะในพื้นที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณภาพอากาศ (Non-attainment Area) หรือพื้นที่ที่มลพิษวิกฤตอยู่แล้วเท่านั้น การตัดเนื้อหาส่วนนี้ออกจึงยิ่งทำให้สถาบันการเงินลอยตัวเหนือปัญหามากขึ้นไปอีก
9️⃣ [ ตัดระบบ “ฝากไว้ได้คืน” ปล่อยขยะสารเคมีถูกเผาทำลาย สร้างมลพิษต่อ ]
ระบบ “ฝากไว้ได้คืน” (Deposit-Refund System) เป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมกับผู้ประกอบการล่วงหน้า และคืนเงินให้เมื่อมีการนำบรรจุภัณฑ์หรือซากสินค้ากลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ซึ่งในต่างประเทศพิสูจน์แล้วว่าช่วยลดขยะได้ถึง 80-90% และลดการเผาขยะ/บรรจุภัณฑ์สารเคมีในพื้นที่เกษตรกรรมอันเป็นต้นเหตุของสารพิษในอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ร่างเดิมตั้งใจนำระบบนี้มาใช้กับถังสารเคมีการเกษตร, ซากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และบรรจุภัณฑ์อันตราย แต่ สว. กลับตัดระบบนี้ทิ้งทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลเสียโดยตรง คือ
> วงจรสินค้าไม่สมบูรณ์
> ขยะสารเคมียังถูกทิ้งและเสี่ยงต่อการนำไปเผาต่อ
> ประชาชนต้องแบกรับและสูดดมควันพิษต่อไปโดยไม่ได้รับการแก้ไขที่ต้นเหตุ
🟠 [ พรรคประชาชนสู้ต่อ: โหวตไม่เห็นด้วยกับร่าง สว. ผลักดันตั้ง กมธ.ร่วม หยุดกฎหมายเอื้อนายทุน ]
จากสาระสำคัญที่ถูกตัดตอนในชั้น สว. ยิ่งตอกย้ำความน่ากังวลว่า ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด กำลังถูกลดทอนประสิทธิภาพจนกลายเป็นกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน มากกว่าการปกป้องชีวิตประชาชน
ในการประชุมสภาฯ เย็นวันนี้ สส.พรรคประชาชนยืนหยัดลงมติ “ไม่เห็นด้วย” กับร่างที่แก้ไขโดย สว. และเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกันระหว่าง สส. และ สว. เพื่อดึงสาระสำคัญที่เป็นประโยชน์กลับคืนมา หยุดการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มนายทุน และทวงคืนสิทธิในอากาศที่ปลอดภัยสำหรับคนไทยทุกคน
ขอชวนประชาชนทุกคนมาติดตามร่วมกัน