พรรคประชาชน - People's Party

พรรคประชาชน - People's Party เฟซบุ๊กเพจทางการของพรรคประชาชน

สมัครสมาชิกและบริจาคให้พรรค: https://peoplesparty.or.th/

05/09/2026

นนทบุรีต้องมีบริการสุขภาพที่ใกล้บ้าน ใกล้ใจ ต้องเชื่อมต่อกันได้สะดวก 🏥
อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่ทำให้ อ.เดชรัต มาทำงานการเมือง คือสมุดฉีดวัคซีนของลูกสาว
จากพาลูกไปหาหมอเอกชน สู่การเห็นศักยภาพของ รพ.สต. ใกล้บ้านในนนทบุรี โดยเชื่อว่าเรื่องใกล้ตัวแบบนี้ เปลี่ยนเป็นนโยบายจริงได้
🗳️20 กันยา กาเบอร์ 4 กาเพื่อ ์
#เดชรัตสุขกำเนิด #เบอร์4 #อบจนนทบุรี

05/09/2026

เดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครนายก อบจ. นนทบุรี เบอร์ 4 เสนอนโยบาย ‘เกษตรชูใจ’ แก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำเค็มหนุน ผ่านศูนย์บริหารจัดการน้ำอัจฉริยะ เพื่อปกป้อง ‘ทุเรียนนนท์‘

์ #พรรคประชาชน #เดชรัตสุขกำเนิด

04/09/2026

คุยเรื่องบ้านๆ กับ ต้น เดชรัต 🏡
50 กว่าปีที่นนทบุรี บ้านหลังนี้ออกแบบให้ประหยัดพลังงาน มีสวนผสมแบบดั้งเดิม เพื่อการอยู่อาศัยที่ยั่งยืนและมีคุณภาพชีวิตที่ดี แนวคิดเดียวกันนี้ พร้อมแล้วที่จะขยายไปทั้งจังหวัด ผ่าน "นนท์คล่องคลอง" และ "นนท์เขียวชอุ่ม" 🌳
🗳️ 20 กันยา กาเบอร์ 4 กาเพื่อ ์
#เดชรัตสุขกำเนิด #เบอร์4 #นนทบุรี

04/09/2026

“วันนี้ที่เราต้องการ ก็คือต้องการ ‘ความกล้าหาญและเจตจำนงทางการเมือง’ ของผู้นำรัฐบาล”
วันที่ 3 กันยายน 2569 ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ อภิปรายญัตติด่วนเรื่องการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ ชี้ว่า ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา รัฐมีทั้งงบประมาณ บุคลากร อำนาจ และหน่วยงานจำนวนมาก แต่ความรุนแรงยังคงเกิดขึ้น
สิ่งที่ต้องทบทวนจึงไม่ใช่เพียงว่า ‘เราขาดอะไร’ แต่คือ สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ พาเราไปถึงเป้าหมายได้จริงหรือไม่ รัฐบาลต้องกล้าปรับเข็มทิศ ทั้งการเดินหน้าพูดคุยเพื่อแสวงหาทางออกอย่างสันติ และสร้างระบบข่าวกรองที่ตั้งอยู่บน ‘ความไว้เนื้อเชื่อใจ’ ของประชาชน
เพราะชายแดนใต้ไม่ใช่เพียง ‘พื้นที่ความมั่นคง’ แต่คือบ้าน ที่ทำงาน สวนยาง และชีวิตของประชาชน
“เราจะ ‘จัดการ’ กับความขัดแย้ง หรือจะ ‘แก้ไข’ ปัญหาความขัดแย้งอย่างไร”

🔥 [ 22 ปี 5 แสนล้าน: เราจะแก้ปัญหาชายแดนใต้ด้วยยุทธศาสตร์เดิมๆ จริงหรือ? ]ยุทธศาสตร์การดับไฟใต้ของประเทศไทย ตลอด 22 ปีที...
03/09/2026

🔥 [ 22 ปี 5 แสนล้าน: เราจะแก้ปัญหาชายแดนใต้ด้วยยุทธศาสตร์เดิมๆ จริงหรือ? ]
ยุทธศาสตร์การดับไฟใต้ของประเทศไทย ตลอด 22 ปีที่ผ่านมาเราทุ่มเทงบประมาณไปแล้วไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท เรามีอำนาจกฎหมายพิเศษเต็มมือ ทั้ง พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ กฎอัยการศึก และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่คำถามสำคัญคือ เหตุใดตัวเลขความขัดแย้งและความรุนแรงในพื้นที่ถึงกลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง สวนทางกับเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ?
วันนี้ (3 ก.ย.) ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ - Natthaphong Ruengpanyawut หัวหน้าพรรคประชาชน ได้เสนอญัตติด่วนขอให้สภาฯ ร่วมกันทบทวนแนวทางการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมส่งสัญญาณถึงรัฐบาลว่า ลำพังมาตรการทางการทหารอย่างเดียวไม่อาจสร้างสันติสุขได้ สิ่งที่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีต้องแสดงออกมาในเวลานี้ คือ “ความกล้าหาญ และเจตจำนงทางการเมือง”
🕊️ [ เหตุรุนแรงพุ่ง สวนทางเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ ]
นับตั้งแต่ปี 2556 ที่เริ่มกระบวนการพูดคุยสันติภาพ ตัวเลขความรุนแรงในพื้นที่เคยลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตัวเลขกลับมาหักหัวขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะสถานการณ์ความรุนแรงล่าสุด
> 22 กรกฎาคม 2569: เหตุโจมตีด่านตรวจที่ จ.นราธิวาส ส่งผลให้ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย
> 22-23 สิงหาคม 2569: เพียงข้ามคืนเดียว มีการก่อเหตุความไม่สงบรวมกันถึง 75 ครั้ง ทำลายเป้าหมายราชการและพลเรือน ประชาชนบาดเจ็บ 11 คน
เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นทั้งที่ยุทธศาสตร์ชาติตั้งเป้าไว้ว่า ในปีงบประมาณ 2570 ตัวเลขความขัดแย้งในพื้นที่ต้องลดลงเหลือ “ศูนย์” คำถามคือ หากเรายังคงแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการเดิมๆ เราจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้อย่างไร?
🔎 [ งานข่าวกรองล้มเหลว เพราะขาด “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” ]
แม่ทัพภาคที่ 4 เคยออกมาเปิดเผยว่า ฝ่ายความมั่นคงมีข้อมูลการข่าวล่วงหน้าถึง 2 เดือนเต็ม แต่กลับไม่สามารถป้องปรามเหตุได้ คำถามคือ เกิดความผิดพลาดอะไรขึ้นในระบบงานข่าวของรัฐ?
งานข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากรัฐขาด “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” จากประชาชนในพื้นที่ ตราบใดที่ประชาชนยังถูกมองด้วยสายตาระแวง เยาวชนบริสุทธิ์ถูกเรียกตรวจกักตัวครั้งแล้วครั้งเล่า หรือตราบใดที่พี่น้องต่างศาสนายังมีความหวาดระแวงต่อกัน รัฐไม่มีทางได้ข้อมูลข่าวกรองที่แม่นยำเพื่อป้องกันเหตุร้ายได้เลย
ศูนย์รวมของปัญหาจึงไม่ได้เกิดจากการที่รัฐขาดงบประมาณ ขาดบุคลากร หรือขาดอำนาจกฎหมาย แต่เกิดจากการใช้ยุทธศาสตร์ที่มองพื้นที่ชายแดนใต้ด้วยสายตาของความมั่นคง มองว่าเป็นเพียงพื้นที่ที่ต้องเข้ามา “จัดการ” (ด้วยการเพิ่มด่าน หรือเพิ่มอำนาจพิเศษ) ทั้งที่ในความเป็นจริง รัฐบาลต้องมองด้วยสายตาของประชาชน และมุ่งไปที่การแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง
💬 [ 2 ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ]
พรรคประชาชนขอฝากคำถามและข้อเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อยืนยันความชัดเจนต่อประชาชนคนไทยทั่วประเทศ:
1) ยืนยันกระบวนการพูดคุยสันติภาพ: รัฐบาลต้องแสดงเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนว่า การพูดคุยทางการเมืองเพื่อหาทางออกในระยะยาว เป็นสิ่งจำเป็นและต้องเดินหน้าต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับมาตรการทางกฎหมายปกติ
2) สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นยุทธศาสตร์นำ: ปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานความมั่นคง หยุดการใช้อำนาจพิเศษเกินขอบเขตที่บ่อนทำลายความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน และเร่งสร้างความสมานฉันท์ ลดความหวาดระแวงระหว่างพี่น้องพุทธ-มุสลิมในพื้นที่
เพราะสำหรับพี่น้องชาวใต้ ไม่ว่าจะเชื้อชาติหรือศาสนาใด ชายแดนใต้คือบ้าน คือที่ทำงาน คือวิถีชีวิต ทุกคนเรียกร้องสิ่งเดียวกันคือชีวิตที่สงบสุข ปลอดภัย
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องใช้ความกล้าหาญทางการเมือง ปรับเข็มทิศการแก้ปัญหาชายแดนใต้ให้ถูกทาง เพื่อนำพาพื้นที่แห่งนี้ไปสู่สันติภาพอย่างแท้จริง

03/09/2026

'ศุภณัฐ' จี้รัฐบาลเร่งวางกติกาคุม Data Center ผุดกลางเมือง ก่อนจะกลายเป็นปัญหาใหญ่บานปลาย พร้อมกับชี้ช่องโหว่ในกฎหมายปัจจุบัน ทั้งกฎหมายควบคุมอาคาร กฎหมายผังเมือง และกฎหมาย EIA ที่แทบจะปล่อยเกียร์ว่างให้กลุ่มทุนตั้ง Data Center ที่ไหนก็ได้ ขนาดใหญ่แค่ไหนก็ได้

✅ [ เช็คลิสต์คำถามที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ ก่อนผุด Data Center กลางกรุง ]ข่าวคราวเกี่ยวกับการตั้ง Data Center ในพื้นที่กรุ...
03/09/2026

✅ [ เช็คลิสต์คำถามที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ ก่อนผุด Data Center กลางกรุง ]
ข่าวคราวเกี่ยวกับการตั้ง Data Center ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร กำลังเป็นประเด็นที่หลายคนมีความกังวล ทั้งการใช้น้ำ-ไฟว่าจะมาแย่งกับประชาชนหรือไม่ และการกักเก็บน้ำมันจำนวนมหาศาล จะส่งผลกระทบต่อชีวิตของชาวกรุงแค่ไหน
แน่นอนว่า Data Center อาจจะจำเป็นต้องมี แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะปล่อยให้สร้างที่ไหนก็ได้ ใช้ไฟใช้น้ำเท่าไหร่ก็ได้ และเก็บน้ำมันเป็นแสนลิตรแบบไม่มีมาตรการรองรับ
นั่นคือเหตุผลที่วันนี้ (3 ก.ย. 2569) ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ - Suphanat Minchaiynunt สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้ถามสดถึงรัฐบาลเรื่องการกำกับ Data Center ที่มีข่าวคราวว่าจะผุดขึ้นมาหลายแห่งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมเช็คลิสต์ว่าก่อนที่จะคิดตั้ง ได้ดำเนินมาตรการเพื่อรองรับกับความกังวลของประชาชนเหล่านี้แล้วหรือยัง
🐁 [ อย่าปล่อยให้ “แมวไล่จับหนู” นำไปสู่ “วัวหายล้อมคอก” ]
จากสถานะของกฎหมายและระเบียบหลายฉบับที่มีอยู่วันนี้ เราพูดได้อย่างเต็มปากว่าประเทศไทยยังไม่พร้อมสำหรับการตั้ง Data Center แบบที่รับประกันได้ว่าประชาชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมจะไม่ได้รับผลกระทบ
> สามารถขออนุญาตก่อสร้างในชื่อ “คลังสินค้า” เพราะกฎหมายควบคุมอาคารยังไม่มีนิยาม Data Center
> สร้างได้ในผังเมืองทุกสีของกรุงเทพ เพราะไม่มีข้อกำหนดห้าม
> ใหญ่แค่ไหนก็ไม่ต้องทำ EIA
> ประชาชนเข้าไม่ถึงข้อมูลว่า Data Center อยู่ที่ไหน มีกี่แห่ง ใช้น้ำใช้ไฟเท่าไหร่ หรือเก็บน้ำมันไว้เท่าไหร่
> บางแห่งเก็บน้ำมันสำหรับเครื่องปั่นไฟสำรองได้นับแสนลิตรโดยไม่ได้รับอนุญาต
ศุภณัฐ ซึ่งติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ได้เคยแจ้งปัญหาและข้อเสนอไปยังนายกฯ อนุทินตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2567 ตั้งแต่สมัยยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่ผ่านมาเกือบ 2 ปี กฎหมายผังเมือง กฎหมายควบคุมอาคาร และ EIA สำหรับ Data Center ยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม
การตรวจเจอที่ไหนแล้วสั่งปิด การเจอถังน้ำมันผิดกฎหมายแล้วเข้าไปจับ เป็นเรื่องที่ต้องทำ แต่คำถามสำคัญคือเราจะทำกันแค่แบบ “แมวไล่จับหนู” หรือ “วัวหายล้อมคอก” แบบนี้จริงๆ หรือ?
📋 [ ถ้าจะทำ Data Center จริงๆ โปรดทำสิ่งเหล่านี้ให้เรียบร้อยก่อน ]
ถ้ารัฐบาลยืนยันที่จะเดินหน้าผุด Data Center ขึ้นมาจริงๆ การสร้างและอุดช่องโหว่ในระบบของประเทศไทย ที่ยังไม่อัปเดตรองรับการมี Data Center อย่างปลอดภัยสำหรับคนไทย เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็น
1) อุดช่องโหว่กฎหมาย Data Center
> กำหนดนิยาม Data Center ให้ชัดในกฎหมายควบคุมอาคาร
> กำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมผ่านผังเมือง
> กำหนดให้โครงการขนาดใหญ่ต้องทำ EIA พร้อมมาตรฐานเฉพาะทั้งการเก็บน้ำมัน การดับเพลิง ระยะร่น การระบายความร้อน และการใช้น้ำ-ไฟ
2) เปิดฐานข้อมูลอาคารให้ประชาชนตรวจสอบได้
> ประชาชนควรเข้าถึงข้อมูลได้ว่า Data Center ที่สร้างแล้ว อยู่ระหว่างสร้าง หรือได้รับอนุญาตแล้ว มีอยู่ที่ไหนบ้าง ทั้งของรัฐและเอกชน
> ข้อมูลตั้งแต่เจ้าของอาคาร ใบอนุญาต แบบก่อสร้าง ขนาดอาคาร ประวัติการตรวจอาคาร ไปจนถึงการเก็บน้ำมัน ควรเปิดเป็นฐานข้อมูลสาธารณะ
> ไซต์ก่อสร้างที่อาจกระทบประชาชน ควรมีระบบ Monitor ทั้ง CCTV ฝุ่น เสียง แรงสั่นสะเทือน การเคลื่อนตัวของดิน การปล่อยก๊าซและความร้อน เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบผลกระทบได้จริง
3) อย่าให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้น เพื่ออุดหนุน Data Center
> หาก Data Center เข้ามาตั้งจำนวนมากจนความต้องการไฟเพิ่ม แล้วรัฐบาลสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเพื่อรองรับ วันหนึ่งเมื่อ Data Center หันไปซื้อไฟสะอาดโดยตรงผ่าน Direct PPA ประเทศอาจเหลือโรงไฟฟ้าส่วนเกินพร้อมภาระค่าพร้อมจ่ายที่ย้อนกลับมาอยู่บนบิลค่าไฟประชาชน
> รัฐบาลต้องตอบให้ชัดว่าจะไม่สร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเพื่อรองรับ Data Center และจะทำให้ Data Center รับผิดชอบต้นทุนพลังงานของตัวเองอย่างไร
> ขณะเดียวกัน การให้สิทธิประโยชน์ BOI ต้องไม่จบแค่ตัวเลขเม็ดเงินลงทุน แต่ต้องมีเงื่อนไข Local Content และ Local Supplier ให้การลงทุนสร้างงาน สร้างอุตสาหกรรม และสร้าง Supply Chain ในประเทศไทยจริง ไม่ใช่กลายเป็น “Data Center ศูนย์เหรียญ” ที่เข้ามาใช้ไฟ ใช้น้ำ ใช้ทรัพยากรของประเทศ แต่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจกลับไม่ตกถึงคนไทย
ท้ายที่สุด ยังมีคำถามถึง Data Center ของหน่วยงานรัฐอีกจำนวนมาก ว่าเราจำเป็นต้องปล่อยให้แต่ละหน่วยงานสร้าง Data Center ของตัวเองกระจัดกระจายทั่วเมืองหรือไม่ หรือถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องบูรณาการให้ใช้ Cloud กลางร่วมกัน เพื่อลดต้นทุน ลดการใช้ทรัพยากร และลดความเสี่ยงต่อประชาชน
จริงอยู่ว่า Data Center คืออุตสาหกรรมสำคัญในยุคดิจิทัล แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราควรจะปล่อยฟรีให้สร้างแบบไหน ที่ไหน หรือขนาดเท่าไหร่ก็ได้โดยปราศจากการกลั่นกรอง เพราะเมื่อใดที่ปัญหาเกิดขึ้น ผู้ที่ต้องรับเคราะห์เต็มๆ ก็คือ “ประชาชน”
เราไม่ควรต้องมานั่งทนกับเกม “แมวไล่จับหนู” ที่พอไล่จับไม่ทัน ก็ต้องมานั่งแก้ปัญหาแบบ “วัวหายล้อมคอก” ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนที่ผ่านมา

03/09/2026

ค่าย เด็กดิน “ลอง” เดิน รุ่น 1 เปิดรับสมัครแล้ววว 🔈

ได้เวลาสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการ รู้จัก เข้าใจ และพร้อมแก้ไขปัญหาที่ดิน กับพวกเราคณะทำงานด้านที่ดิน พรรคประชาชน
มาร่วมกัน..แลกเปลี่ยน เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์จริง..
มาร่วมกัน..ทดลองใช้เครื่องมือ เพื่อเข้าใจปัญหา..
มาร่วมกัน..คิดวิเคราะห์ แลกเปลี่ยน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ดิน..
มาร่วมกัน..ทดลองทำแผนที่เดินดินด้วยตัวเอง..
มาร่วมกัน..เรียนรู้ เข้าใจ ปัญหาที่ดินผ่านการทำกิจกรรม ที่สนุกและได้รับความรู้แบบจัดเต็มแน่นอน
สมัครฟรี และไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ
รับจำนวนจำกัด

สำหรับเยาวชนที่อายุไม่ครบ 18 ปีบริบูรณ์ให้นำใบยิมยอมจากผู้ปกครองมามอบให้ผู้จัดในวันงาน

โครงการตั้งแต่วันที่ 12-13 กันยายน 2569 (สามารถเข้าพักได้ตั้งแต่คืนวันที่ 11 กันยายน 2669)

สถานที่จัดงาน
เจ้าจอมรีสอร์ท ต.บ้านปิน อ.ลอง จ.แพร่
https://maps.app.goo.gl/PCh8urXmtrZvFgXw5

ลิงค์รับสมัคร
https://form.jotform.com/262382581976470

#ประชาชนแพร่ #ที่ดินประชาชน #พรรคประชาชน

02/09/2026

ประธานอย่าเพิ่งรีบ! ฟัง 'ตี๋-ภัทรพงษ์' ชำแหละกฎหมายอากาศสะอาดฉบับ สว. ก่อน
เพราะมันทั้งเอื้อนายทุน-ตัดสิทธิประชาชน-ขวางการกระจายอำนาจ จึงต้องตั้งกรรมาธิการร่วมมารื้อใหม่!

🌫️ [ 9 ประเด็นสำคัญที่ สว. ตัดออกจากร่างกฎหมายอากาศสะอาด ส่อเอื้อกลุ่มทุน-จำกัดสิทธิประชาชน ]ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเย...
02/09/2026

🌫️ [ 9 ประเด็นสำคัญที่ สว. ตัดออกจากร่างกฎหมายอากาศสะอาด ส่อเอื้อกลุ่มทุน-จำกัดสิทธิประชาชน ]
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเย็นวันนี้ (2 ก.ย.) จะมีวาระสำคัญคือการพิจารณา “ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …” ซึ่งได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมและผ่านความเห็นชอบจาก สว. ไปเมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่ผ่านมา ร่างดังกล่าวจึงต้องกลับมาสู่ชั้น สส. อีกครั้งว่าจะเห็นชอบตามที่ สว. แก้ไขหรือไม่
แต่จากการตรวจสอบสาระสำคัญที่ สว. แก้ไข พรรคประชาชนและภาคประชาชนมีข้อสังเกตร่วมกันอย่างน่ากังวลว่า ร่างฉบับนี้มีลักษณะส่อ “เอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุน” อย่างเห็นได้ชัด พร้อมๆ กับการลดทอนอำนาจการตรวจสอบและจำกัดสิทธิของประชาชนในการปกป้องลมหายใจของตนเอง
พรรคประชาชนได้รวบรวม 9 ประเด็นสำคัญที่ สว. ปรับแก้ไข เพื่อชวนพี่น้องประชาชนมาร่วมกันจับตา ดังนี้
1️⃣ [ เพิ่มตัวแทนนายทุน นั่งบอร์ดอากาศสะอาดทุกระดับ ]
ในร่างที่ สว. แก้ไข ได้เพิ่มสัดส่วนตัวแทนภาคธุรกิจ-กลุ่มทุน โดยล็อกสเปกให้ “สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย” และ “สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย” เข้าไปนั่งในคณะกรรมการอากาศสะอาดทุกระดับ ทั้งคณะกรรมการระดับชาติ, คณะกรรมการวิชาการ, และคณะกรรมการระดับจังหวัด ทั้งที่ก็มีสัดส่วนคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนภาคธุรกิจเอกชนอยู่แล้ว
> ระดับชาติ (คณะกรรมการนโยบายเพื่ออากาศสะอาด) ซึ่งเป็นบอร์ดชุดใหญ่ มีการเพิ่มตัวแทนจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเข้ามา ทั้งที่ในร่างเดิมมีสัดส่วนของภาคธุรกิจเอกชนจัดสรรไว้แล้ว 2 ที่นั่ง
> ระดับวิชาการ (คณะกรรมการวิชาการ) เปรียบเสมือน Think Tank ที่มีหน้าที่คิดคำนวณมาตรฐาน ตัวเลข และกลไกทางวิทยาศาสตร์เพื่อเสนอให้บอร์ดชุดใหญ่ จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่กลุ่มทุนจะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นคิดคำนวณมาตรฐาน
> ระดับจังหวัด (คณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด) มีการจัดสรรสัดส่วนเอกชนไว้อยู่แล้วเช่นกัน แต่ สว. กลับเพิ่มสัดส่วนขึ้นอีก และล็อกสเปกให้เฉพาะสภาหอการค้าจังหวัด และสภาอุตสาหกรรมจังหวัด
ทั้งนี้ พรรคประชาชนไม่ติดกับการที่มีสภาหอการค้าฯ และสภาอุตสาหกรรมฯ ในคณะกรรมการ แต่ควรเป็นการแต่งตั้งจากคณะกรรมการด้วยสัดส่วนตัวแทนภาคธุรกิจเอกชน มิใช่การล็อกสเปก ล็อกตำแหน่ง แบบที่ สว. ได้บรรจุเพิ่มในลักษณะนี้
2️⃣ [ หั่นโทษปรับผู้ปล่อยมลพิษ จากสูงสุด 50 ล้าน เหลือไม่เกิน 5 ล้าน ]
ในมาตรา 231 สว. ได้แก้ไขบทลงโทษทางอาญาสำหรับเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษภาคอุตสาหกรรม โดยหากผู้ใดกระทำโดยเจตนาหรือโดยประมาท ระบายสารมลพิษทางอากาศเกินมาตรฐาน ให้มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี แต่หั่นโทษปรับจากเดิม “ไม่เกิน 50 ล้านบาท” เหลือเพียง “ไม่เกิน 5 ล้านบาท”
รวมถึงในวรรคสอง กรณีที่เจ้าพนักงานสั่งการแล้วไม่ปฏิบัติตาม หรือกระทำความผิดซ้ำในพื้นที่มลพิษวิกฤต โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี แต่โทษปรับนั้น สว. ก็ได้ปรับลดโทษขั้นสูงจากเดิม 100 ล้านบาท เหลือไม่เกิน 10 ล้านบาท ทำให้บทลงโทษสุ่มเสี่ยงที่จะไม่คุ้มค่ากับความเสียหาย และไม่สามารถป้องปรามกลุ่มทุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้จริง
โดยหากเปรียบเทียบกับกฎหมายป่าไม้ การเผาป่าโทษอยู่ที่ปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท แต่เน้นโทษจำคุกที่มีโทษสูงสุดอยู่ที่ 20 ปี ดังนั้น การออกกฎหมายให้มีโทษสูงสุดเป็นการปรับไม่เกิน 5 ล้านบาท จำคุกไม่เกิน 2 ปี จึงเป็นโทษที่ไม่สอดคล้องกับการควบคุมปัญหามลพิษทางอากาศจากภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน
3️⃣ [ ตัดระบบ PRTR ฉีกทิ้งทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ ]
สว. ได้ตัดระบบ PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) หรือ “ทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ” ออกจากร่างกฎหมาย แล้วเปลี่ยนถ้อยคำเหลือเพียง “ข้อมูลการระบายสารมลพิษทางอากาศ” ซึ่งเป็นการตัดโอกาสในการเชื่อมโยงและเปิดทางให้มีการบรรจุร่าง พ.ร.บ. PRTR เข้ามาทำงานสอดรับกัน
การแก้ไขส่วนนี้ยังสอดรับกับท่าทีของรัฐบาลที่ไม่ยอมหยิบร่าง พ.ร.บ. PRTR กลับมาพิจารณาต่อจากสภาฯ ชุดก่อน และปล่อยให้ร่าง พ.ร.บ. ตกไปหลังครบกำหนด 60 วันอย่างน่าเสียดาย
.
4️⃣ [ ริบอำนาจท้องถิ่น เปลี่ยนประธานบอร์ดจังหวัดจาก ‘นายก อบจ.’ เป็น ‘ผู้ว่าฯ’ ]
ในมาตรา 40 และ 41 สว. ได้แก้ไขผู้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัด จากเดิมเป็น ‘นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด’ (นายก อบจ.) ซึ่งยึดโยงกับประชาชนผ่านการเลือกตั้ง กลับไปเป็น ‘ผู้ว่าราชการจังหวัด’ ซึ่งเป็นข้าราชการแต่งตั้งจากส่วนกลาง ทำให้การบริหารจัดการปัญหาอากาศและมลพิษในระดับพื้นที่มีความยึดโยงกับประชาชนลดลงอย่างเห็นได้ชัด และทำให้เราต้องกลับมาเจอกับปัญหาเปลี่ยนผู้ว่าฯ ทุกปี หรือในกรณีบางจังหวัด 1 ปีเปลี่ยน 3 คน
5️⃣ [ ตัดสิทธิประชาชน ในการร่วมตรวจสอบโครงการที่อาจก่อมลพิษ ]
ในมาตรา 76-80 เดิมได้ให้อำนาจคณะกรรมการอากาศสะอาดจังหวัดประกาศโครงการที่อาจก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ พร้อมกำหนดให้ต้องเปิดเผยข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน เพื่อนำมาพิจารณาผ่านคณะกรรมการในระดับจังหวัด ก่อนที่หน่วยงานตามกฎหมายอื่นจะสามารถอนุมัติหรืออนุญาตได้ ซึ่งถือเป็นการอุดช่องโหว่กฎหมายปัจจุบันที่หลายโครงการเดินหน้าได้โดยไม่ต้องฟังเสียงประชาชน
แต่ในร่างฉบับ สว. ได้ตัดสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชน และอำนาจการตรวจสอบของจังหวัดในส่วนนี้ออกไปทั้งหมด
6️⃣ [ ลดทอนกลไกจัดการมลพิษข้ามแดน ปรับถ้อยคำให้กว้างจนไร้สภาพบังคับ ]
ในมาตรา 130 ร่างเดิมที่ผ่านความเห็นชอบจาก สส. ได้ระบุหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานรัฐไว้อย่างเฉพาะเจาะจงว่า หากเกิดมลพิษข้ามแดนกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน ให้เร่งใช้ “มาตรการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเจรจาระหว่างประเทศ การใช้ความสัมพันธ์ทางการทูต และความตกลงระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคีสมาชิกหรือมีพันธกรณี”
แต่ สว. กลับตัดถ้อยคำเฉพาะเจาะจงดังกล่าวออก เหลือเพียงคำกว้างๆ ว่าให้ “ดำเนินการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และดำเนินการตามความตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง” ซึ่งการปรับถ้อยคำให้ไร้ความเฉพาะเจาะจงเช่นนี้สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งว่าจะไม่สามารถนำไปบังคับใช้แก้ปัญหามลพิษข้ามแดนได้จริงในทางปฏิบัติ
7️⃣ [ ตัดสิทธิประชาชน ร้องขอศาลคุ้มครองชั่วคราว-ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ]
สว. ตัดมาตรา 11 ออก โดยอ้างว่า พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง มีกลไกนี้อยู่แล้วเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน
ทว่าในความเป็นจริง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ กำหนดเงื่อนไขการร้องขอที่จำกัดและเข้าถึงยาก (ต้องมีเหตุอันจะเกิดความเสียหาย, น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย, หรือเป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดิน) การคงมาตรา 11 ไว้ใน พ.ร.บ.อากาศสะอาด จึงไม่ใช่เรื่องซ้ำซ้อน แต่เป็นการรับรองสิทธิของประชาชนให้เข้าถึงการร้องขอคุ้มครองชั่วคราวและการดำเนินคดีแบบกลุ่ม (Class Action) ได้ง่ายขึ้นและกว้างขึ้น
การตัดมาตรานี้ออกจึงเป็นการริบสิทธิในการฟ้องร้องเพื่อปกป้องตนเองของประชาชน
8️⃣ [ กลุ่มทุนการเงินลอยตัว ปล่อยสินเชื่อธุรกิจมลพิษ ไม่ต้องรับผิดชอบ ]
สว. ตัดมาตรา 211 และ 215 ออกทั้งหมด รวมถึงตัดคำนิยามสถาบันการเงินในมาตรา 207 ส่งผลให้สถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อให้แก่ธุรกิจที่ก่อมลพิษในพื้นที่ที่เจอวิกฤตมลพิษ ไม่ต้องร่วมรับผิดชอบใดๆ
ทั้งที่ในร่างเดิมของ สส. ได้เขียนเงื่อนไขรักษาสมดุลไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า สถาบันการเงินไม่ต้องรับผิดหากได้ดำเนินการประเมินและจัดการความเสี่ยงตามมาตรฐานแล้ว และมาตรการนี้จะบังคับใช้เฉพาะในพื้นที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณภาพอากาศ (Non-attainment Area) หรือพื้นที่ที่มลพิษวิกฤตอยู่แล้วเท่านั้น การตัดเนื้อหาส่วนนี้ออกจึงยิ่งทำให้สถาบันการเงินลอยตัวเหนือปัญหามากขึ้นไปอีก
9️⃣ [ ตัดระบบ “ฝากไว้ได้คืน” ปล่อยขยะสารเคมีถูกเผาทำลาย สร้างมลพิษต่อ ]
ระบบ “ฝากไว้ได้คืน” (Deposit-Refund System) เป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่จัดเก็บค่าธรรมเนียมกับผู้ประกอบการล่วงหน้า และคืนเงินให้เมื่อมีการนำบรรจุภัณฑ์หรือซากสินค้ากลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ซึ่งในต่างประเทศพิสูจน์แล้วว่าช่วยลดขยะได้ถึง 80-90% และลดการเผาขยะ/บรรจุภัณฑ์สารเคมีในพื้นที่เกษตรกรรมอันเป็นต้นเหตุของสารพิษในอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ร่างเดิมตั้งใจนำระบบนี้มาใช้กับถังสารเคมีการเกษตร, ซากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และบรรจุภัณฑ์อันตราย แต่ สว. กลับตัดระบบนี้ทิ้งทั้งหมด ซึ่งจะส่งผลเสียโดยตรง คือ
> วงจรสินค้าไม่สมบูรณ์
> ขยะสารเคมียังถูกทิ้งและเสี่ยงต่อการนำไปเผาต่อ
> ประชาชนต้องแบกรับและสูดดมควันพิษต่อไปโดยไม่ได้รับการแก้ไขที่ต้นเหตุ
🟠 [ พรรคประชาชนสู้ต่อ: โหวตไม่เห็นด้วยกับร่าง สว. ผลักดันตั้ง กมธ.ร่วม หยุดกฎหมายเอื้อนายทุน ]
จากสาระสำคัญที่ถูกตัดตอนในชั้น สว. ยิ่งตอกย้ำความน่ากังวลว่า ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด กำลังถูกลดทอนประสิทธิภาพจนกลายเป็นกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน มากกว่าการปกป้องชีวิตประชาชน
ในการประชุมสภาฯ เย็นวันนี้ สส.พรรคประชาชนยืนหยัดลงมติ “ไม่เห็นด้วย” กับร่างที่แก้ไขโดย สว. และเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วมกันระหว่าง สส. และ สว. เพื่อดึงสาระสำคัญที่เป็นประโยชน์กลับคืนมา หยุดการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มนายทุน และทวงคืนสิทธิในอากาศที่ปลอดภัยสำหรับคนไทยทุกคน
ขอชวนประชาชนทุกคนมาติดตามร่วมกัน

ที่อยู่

เลขที่ 167 อาคารอนาคตใหม่ ซอยหัวหมาก 12 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ
Bang Kapi
10240

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พรรคประชาชน - People's Partyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์