กิจกรรมพรรคประชาชน กาญจนบุรี

กิจกรรมพรรคประชาชน กาญจนบุรี "คนเมืองกาญจน์และการเดินทาง"

เฉียบ 😎😎
30/05/2025

เฉียบ 😎😎

30/05/2025

[ แฉพฤติกรรมรองประธานสภาฯ ชงโครงการเอง โยกงบเอง เน้นลงพื้นที่ตัวเอง โนสนโนแคร์แม้ส่อผิดกฎหมาย ]
รัฐสภาเป็นอีกหน่วยรับงบประมาณหนึ่งที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมากในการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
และในปีงบประมาณ 2569 ก็เป็นอีกปีที่รัฐสภามีการของบประมาณที่มีความผิดปกติและการใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายในหลายโครงการด้วยกัน โดย ภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ได้ยกขึ้นมาอภิปรายในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ในครั้งนี้
ในการของบประมาณของรัฐสภาในปีงบประมาณ 2569 เป็นโครงการใหม่ขนาดใหญ่ถึง 15 โครงการ ใช้งบประมาณรวมถึงกว่า 3,500 ล้านบาท ได้รับการจัดสรรอนุมัติ 10 โครงการ คิดเป็นงบประมาณเกือบ 1,000 ล้านบาท
ด้านล่างนี้เป็นเพียงตัวอย่างจำนวนหนึ่งของการของบประมาณสภาที่เป็นโครงการก่อสร้างในปี 2569 อันได้แก่
๐ โครงการพัฒนาระบบภาพยนตร์ 4D งบประมาณ 180 ล้านบาท
๐ โครงการปรับปรุงไฟส่องสว่างห้องประชุมสัมนา B1-B2 งบประมาณ 117 ล้านบาท
๐ โครงการปรับปรุงห้องประชุมงบประมาณ งบประมาณ 118 ล้านบาท
๐ โครงการติดตั้งระบบแสงสีเสียงประจำห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ 1,500 ที่นั่ง งบประมาณ 99 ล้านบาท
๐ โครงการปรับปรุงศาลาแก้ว งบประมาณ 113 ล้านบาท
๐ โครงการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์รัฐสภา งบประมาณ 99 ล้านบาท (ครม. อนุมัติ 40 ล้าน)
๐ โครงการปรับปรุงฉากหลังบัลลังก์ประธานสภา งบประมาณ 133 ล้านบาท (ครม. ไม่อนุมัติ)
๐ โครงการที่จอดรถ งบประมาณ 4,284 ล้านบาท (ครม. ไม่อนุมัติ)
๐ โครงการจัดทำคลังแสงอาวุธยุทธภัณฑ์และระบบบริหารจัดการด้านอาวุธสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจสภา งบประมาณ 24 ล้านบาท (ครม. ไม่อนุมัติ)
[ จับพิรุธที่จอดรถสภา 4.6 พันล้าน ]
ในส่วนของโครงการก่อสร้างที่มีมูลค่ามากที่สุดที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือโครงการก่อสร้างอาคารที่จอดรถใต้ดินของสภามูลค่ารวมกว่า 4,600 ล้านบาท
โดยแบ่งออกเป็นงบประมาณก่อสร้าง 4,284 ล้านบาท และที่เหลือเป็นงบประมาณสำหรับออกแบบและควบคุมงาน แม้จะยังไม่ได้รับการอนุมัติงบประมาณการก่อสร้างจากคณะรัฐมนตรีในปีนี้ แต่ผู้บริหารสภาก็รีบเร่งเข้าสู่กระบวนการออกแบบและมีการเปิดประมูลไปแล้ว
⚫เมื่อยังไม่ได้อนุมัติงบประมาณให้ก่อสร้าง งบประมาณในการออกแบบจึงต้องใช้ “วิธีพิเศษ” ด้วยการใช้ระเบียบของสภาเองที่มีแยกจากหน่วยงานอื่น โดยมีการโอนงบประมาณที่เหลือจากโครงการอื่นๆ มาใช้สำหรับจ้างผู้ออกแบบ 105 ล้านบาท ซึ่งเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็เคยออกมายอมรับว่า ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งมาไม่เคยมีการโอนงบจำนวนมากขนาดนี้มาก่อน
⚫การประกวดราคาโครงการออกแบบที่จอดรถงบประมาณ 105 ล้านบาท แม้มีการประกาศผู้ชนะการออกแบบไปแล้ว แต่ก็ต้องหยุดไว้เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนว่าส่อทุจริต ที่อาคารขนาดใหญ่มูลค่ารวมกว่า 4,600 ล้านบาท แต่มีการเปิดยื่นข้อเสนอแค่ 10 วัน กระบวนการมีความเร่งรัดผิดปกติ เอื้อต่อเอกชนบางรายเป็นพิเศษหรือไม่
⚫นอกจากนี้ ยังได้ข้อมูลมาว่ากลุ่มกิจการร่วมค้าที่ชนะการประกวด ยังเคยมีประวัติรับงานโครงการของรัฐแล้วมีปัญหาหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นถูกยกเลิกสัญญาเพราะส่งมอบงานไม่ทันและบางโครงการก็ส่งมอบงานช้าไปหลายปีอีกด้วย
⚫นอกจากงบก่อสร้าง ยังมีงบประเภทอบรมสัมมนา ที่ควรจับตาดู เนื่องจากมักถูกใช้อย่างไม่คุ้มค่า ตัวชี้วัดไม่ชัดเจน และมักถูกใช้เพื่อหาความนิยมส่วนตัว โดยใน “แผนยุทธศาสตร์พัฒนาและเสริมสร้างการเมืองในระบอบประชาธิปไตย” ที่ได้งบเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่าในระยะเวลา 3 ปี (ปีงบ 2567 ได้ 135 ล้านบาท, ปีงบ 2568 ได้ 358 ล้านบาท, ปีงบ 2569 ได้ 864 ล้านบาท) มีโครงการประเภทอบรมสัมมนาอยู่จำนวนหลายร้อยล้านบาท
[ จะเอาให้ได้ “โครงการแจกเงิน” แม้ส่อขัดกฎหมาย ]
ในช่วงก่อนการจัดทำคำของบประมาณ 68 มีที่ปรึกษาผู้บริหารสภาท่านหนึ่งได้เขียนโครงการส่งให้เจ้าหน้าที่สภาฯ ว่าได้รับมอบหมายจากรองประธานสภาฯ คนหนึ่ง ให้ทำคำของบประมาณเพื่อทำโครงการ 4 โครงการ งบประมาณ 443 ล้านบาท โดยเขียนชัดเจนว่าเป็นโครงการเพื่อเอางบประมาณไปใช้แจกเป็น “ทุน” และ “งบประมาณสนับสนุน” ให้ประชาชนโดยตรง
ฝ่ายข้าราชการก็มีความหนักใจ สำนักนโยบายและแผนก็ได้มีการขอความเห็นไปยังสำนักต่างๆ ของสภา ทั้งสำนักกฎหมาย สำนักการคลังและงบประมาณ นำมาสู่ข้อสรุปว่า “การชงโครงการแจกเงิน” แบบนี้ไม่สามารถทำได้
❌ขัดรัฐธรรมนูญ
❌ขัดกฎหมาย
❌ขัดระเบียบต่างๆ มากมาย
❌กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจสภาในการทำโครงการประเภทแจกเงิน
❌การเขียนโครงการก็ผิดแบบฟอร์ม
แต่คนชงโครงการก็จะเอาให้ได้!
คณะที่ปรึกษารองประธานสภาที่ชงโครงการ จึงนำเอกสารกลับไปแก้ไขตามข้อเสนอแนะของสำนักนโยบายและแผนที่เสนอแนะให้ปรับโครงการแจกเงินมาเป็นโครงการที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (ก็คือโครงการสัมมนา) และส่งกลับมาเป็นโครงการ 3 โครงการ ของบประมาณ 350 ล้านบาท บรรจุเข้าเป็นแผนในปี 2568 พอเข้าชั้น ครม. ถูกตัดเหลือ 83 ล้านบาท และมีการกดดันเพื่อขอแปรงบเพิ่มจนสุดท้ายได้มา 178 ล้านบาท
[ มองจากเชียงรายก็ดูออก ]
เมื่อได้งบประมาณมาแล้วก็มีการตั้งคณะกรรมการเข้ามาดูแลทั้ง 3 โครงการ โดยตั้งตัวเองและเพื่อน สส. จากพรรคเดียวกัน ในจังหวัดเดียวกัน มาอยู่ในคณะกรรมการของโครงการ
จากเอกสารคำขอ เราได้พบกับข้อมูลว่าทั้ง 3 โครงการ มีคำขอโครงการมาจากผู้นำชุมชน โรงเรียน และกลุ่มสตรีแม่บ้าน จากจังหวัดเชียงรายมากเป็นพิเศษ เช่น
- ในคำขอโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนฯ มีคำขอ 50 โครงการ มาจากจังหวัดเชียงราย 28 โครงการ นับเป็น 57.1% ของโครงการทั้งหมด และเกินครึ่งหนึ่งของโครงการในจังหวัดเชียงราย คือ 15 โครงการ อยู่ในพื้นที่เขตเลือกตั้งของรองประธานสภา
- ในคำขอโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนฯ มีคำขอ 85 โครงการ มาจากจังหวัดเชียงราย 75 โครงการ นับเป็น 88.2% ของโครงการทั้งหมด และ 51 โครงการอยู่ในพื้นที่เขตเลือกตั้งของรองประธานสภา
- ในคำขอโครงการส่งเสริมส่งเสริมบทบาทของสตรีฯ มีคำขอ 305 โครงการ มาจากจังหวัดเชียงราย 266 โครงการ นับเป็น 87.2% ของโครงการทั้งหมด และ 151 โครงการอยู่ในพื้นที่เขตเลือกตั้งของรองประธานสภา
[ ชงเอง โยกเอง ใครกิน? ]
นอกจากคำขอโครงการจะไปกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เขตเลือกตั้งบางพื้นที่อย่างน่าสงสัย ยังพบว่าเมื่อดูเอกสารที่ส่งเข้ามาอย่างละเอียด แทบทั้งหมดถูกพิมพ์ออกมาจากไฟล์เดียวกัน เหมือนกันทุกตัวอักษร เว้นช่องไว้ให้เขียนแค่ ชื่อ ที่อยู่ วันที่ และลายเซ็น โดยวันที่เขียนก็แทบจะเป็นวันเดียวกันหมด ลายมือเหมือนกัน ปากกาแบบเดียวกันอีกด้วย
เมื่อนำค่าเฉลี่ยของแต่ละโครงการมาคำนวณสัดส่วนกับงบประมาณที่ได้ โดยรวมแล้วเจ้าหน้าที่ของสำนักประธานสภาผู้แทนฯ ที่ต้องรับผิดชอบโครงการนี้ ต้องจัดงานสัมมนาประมาณ 1,300 งานใน 1 ปี หรือวันละเกือบ 4 งานโดยไม่มีวันหยุด ซึ่งในความเป็นจริง เป็นไปไม่ได้ที่จะจัดได้ครบกับงบประมาณที่ได้รับมา
แต่ในที่สุดเราก็ได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากข้าราชการ ว่างบประมาณที่ขอมาจัดสัมมนานั้น ไม่ได้ตั้งใจจะนำมาจัดสัมมนาทั้งหมดตั้งแต่แรก เมื่อได้พบเอกสารว่ารองประธานสภาฯ คนเดิมมีดำริจะของบประมาณสำหรับโครงการฝึกอบรมกองเกียรติยศของตำรวจรัฐสภา ซึ่งต้องใช้งบ 3.5 แสนบาท แต่เนื่องจากเป็นโครงการใหม่ที่ยังไม่มีงบตั้งไว้แต่แรก จึงได้สั่งให้โยกงบโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนฯ ที่ตั้งไว้เป็นโครงการสัมมนา มาใช้แทน
การโยกงบแบบนี้เป็นวิธีการเดียวกันกับการโยกงบเหลือใช้อื่นๆ มาเป็นโครงการออกแบบอาคารที่จอดรถมูลค่า 105 ล้าน ที่อาศัยระเบียบของสภาฯ โดยไม่ต้องผ่าน ครม. และกระบวนการของบประมาณปกติ
เรายังพบเอกสารอีกหลายฉบับเพื่อขอโยกงบจากโครงการสัมมนาเหล่านี้เพื่อไปทำโครงการก่อสร้าง โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ของอาคารรัฐสภา โดยรองประธานสภาฯ คนเดิมได้แสดงออกถึงความเป็นเจ้าของงบนี้
การที่รองประธานสภาฯ ซึ่งเป็นผู้บริหารจากฝ่ายการเมือง แสดงออกถึงความเป็นเจ้าของงบ จึงอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งภัณฑิลจะรวบรวมหลักฐานยื่นต่อ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
จากทั้งหมดที่กล่าวมา มองทางไหนก็บอกได้ว่าไม่ปกติ และตัวเลขเงินที่ใช้ก็ไม่ใช่จำนวนที่น้อยเลย เมื่อพิจารณาจากสภาวะเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนที่เป็นอยู่ในขณะนี้
รัฐสภาในฐานะสถาบันหลักที่ต้องตรวจสอบฝ่ายบริหาร ควรเป็นแบบอย่างในการบริหารงบประมาณแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้แนวคิดฐานศูนย์ ทำในสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น เน้นการใช้พื้นที่ที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด เปิดพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนได้ใช้ และก่อนจะขอเงินไปใช้ในโครงการใหม่ ควรวางเงินในการบำรุงดูแลรักษาพื้นที่ที่มีอยู่ในระยะยาว จะดีกว่าหรือไม่?

30/05/2025

ขยันพูดด้วยนะ
😎😎

30/05/2025
30/05/2025

[ ประชาชนว่าไง? #งบ69 สร้างตึกราชการกว่าสามหมื่นล้าน ถ้ารวมงบผูกพันพุ่งเฉียดแสนล้าน ]
ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ - Nuttapong Premphunsawad ผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร (ประเวศ-สะพานสูง) พรรคประชาชน กล่าวถึงงบประมาณการก่อสร้างอาคารราชการในการอภิปรายงบประมาณประจำปี 2569 ซึ่งต้องตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผล ความคุ้มค่ากับภาษีประชาชนที่ต้องเสียไป
โดยกล่าวว่า จากงบประมาณปี 2569 ทั้งหมด 3.78 ล้านล้านบาท เป็นงบลงทุน 5.69 แสนล้านบาท ถูกใช้ในการก่อสร้างสิ่งต่างๆ ไปแล้วเกือบ 80% คิดเป็นเงิน 4.43 แสนล้านบาท ซึ่งจะไม่ว่าอะไรเลยถ้าเป็นการก่อสร้างที่พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์ แต่เมื่อไปดูรายละเอียด จะเห็นว่างบการก่อสร้างส่วนใหญ่ลงไปกับถนน การจัดการน้ำ และตามมาเป็นอันดับ 3 คือการสร้างอาคารราชการต่างๆ 30,686 ล้านบาท ซึ่งถือว่าได้งบมากกว่าเงินที่เอาไปพัฒนาโรงเรียนกับโรงพยาบาลเสียอีก ยิ่งถ้ารวมงบผูกพันด้วย รัฐบาลกำลังจะทุ่มงบประมาณในการก่อสร้างอาคารสถานที่ราชการไปเกือบแสนล้านบาท
[ สตช. ครองแชมป์งบสร้างอาคารมากสุด ]
หน่วยงานที่สร้างอาคารราชการมากที่สุด คือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปีนี้ปีเดียว 4,660 ล้านบาท ถ้ารวมงบผูกพันด้วยก็ปาเข้าไปสองหมื่นกว่าล้าน โดยเรื่องหนึ่งที่เราพูดกันมาตลอดคือการปฏิรูปตำรวจ ในเอกสารงบประมาณเล่มขาวคาดแดง มีโครงการที่ชื่อว่าโครงการปฏิรูประบบงานตำรวจได้ไป 3,157 ล้าน แต่น่าเหลือเชื่อว่าพอไปดูเนื้อใน เงิน 2,452 ล้านบาท หรือคิดเป็น 78% ของโครงการปฏิรูปตำรวจ ดันกลายเป็นงบก่อสร้าง
ตกลงแล้วการปฏิรูปตำรวจของท่านนายกรัฐมนตรี คือการก่อสร้างอย่างนั้นหรือ? แล้วท่านนายกฯ จะโทษใครไม่ได้ เพราะ สตช. อยู่ภายใต้นายกฯ โดยตรง
หน่วยงานลำดับรองลงมาที่สร้างอาคารราชการเยอะ จะมีสำนักปลัดกระทรวงต่างๆ ซึ่งเน้นการผูกพันระยะยาว แต่ที่ลงเงินก้อนใหญ่ในแต่ละปีเยอะเป็นพิเศษ มีกองทัพบกกับกรมการปกครอง เช่น โครงการก่อสร้างของกระทรวงกลาโหมรวมกันปาเข้าไป 8 พันล้าน มาครบจบทุกเหล่าทัพ บก-เรือ-อากาศ สำนักปลัดฯ กองบัญชาการกองทัพไทย รวมเป็น 1.5 หมื่นล้าน
[ โครงการใหญ่สุด “ศูนย์ราชการมหาดไทย” แห่งใหม่ ]
โครงการที่ใหญ่ที่สุดที่ผ่านงบประมาณไปแล้ว นั่นคือศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทย โครงการนี้ใช้งบประมาณมากกว่า 9 พันล้านบาท ส่วนหนึ่งผ่านงบยุครัฐบาลที่แล้ว อีกส่วนผ่านงบในรัฐบาลชุดนี้ เป็นโครงการย้ายกระทรวงมหาดไทยออกมาจากเกาะรัตนโกสินทร์ แต่แทนที่จะย้ายลดความแออัดไปนอกเมืองไกลๆ กระทรวงมหาดไทยดันแค่ย้ายข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาที่คลองสาน ห่างจากที่เดิมแค่ 3-4 กิโลเมตร ทำให้ต่อไปเราจะมีอาคารศูนย์ราชการบรรยากาศสวยๆ คูลๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มอีกแห่ง ในพื้นที่ที่จะรถติดกว่าเดิม
หน้าตาของอาคารจะใช้พื้นที่ชั้น 1-5 ร่วมกัน แล้วชั้น 6 ขึ้นไปจะแยกไปเป็นหลายๆ ตึกรวม 6 ตึก ทำให้แต่ละกรมมีตึกหรูเป็นของตัวเอง สูงสุดคือกรมการปกครอง 21 ชั้น เตี้ยที่สุดคือสำนักปลัด 14 ชั้น
ความสูงที่แตกต่างกัน ไม่รู้เหมือนกันว่ามาจากอะไร ตอนแรกคิดว่ามาจากอัตรากำลัง มาจากจำนวนข้าราชการ แต่ดูไปดูมาไม่น่าใช่ เพราะตนไปหาข้อมูลอัตรากำลังของแต่ละหน่วยงาน เฉพาะส่วนกลางที่น่าจะต้องย้ายมาทำงานที่ตึกนี้ เอามาเปรียบเทียบกับขนาดพื้นที่อาคารที่แต่ละกรมได้รับ จะเห็นว่าแต่ละกรมได้พื้นที่อยู่ที่ประมาณ 15,000 ตารางเมตร ถึง 23,000 ตารางเมตร แต่ถ้าเทียบสัดส่วนพื้นที่ต่อจำนวนคนแล้ว จะพบว่ามีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 20 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งถือว่ากว้างใหญ่มาก เพราะมาตรฐานสากลของ BOMA (Building Owners and Managers Association) Standards แนะนำไว้ที่ 10 - 15 ตารางเมตรต่อคนเท่านั้น
แต่มีอยู่ 2 หน่วยงาน ที่ได้พื้นที่เยอะกว่าเพื่อน คือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 30.66 ตารางเมตรต่อคน กับกรมพัฒนาชุมชน 26.77 ตารางเมตรต่อคน เหมือนกับว่าจะได้รับขนาดพื้นที่เทียบเท่ากับคอนโดห้องสตูดิโอคนละ 1 ห้อง ซึ่งถ้าข้าราชการที่ทำงานเหนื่อยๆ จะได้แบบนั้น ตนคงไม่รู้สึกอะไรมากนัก แต่เมื่อดูรายละเอียด เริ่มที่กรมพัฒนาชุมชน ชั้น 15 หรือชั้นสูงสุด ห้องที่ใหญ่ที่สุดคือห้องแสดงความภาคภูมิใจ ถ้าให้เดาก็คงเป็นห้องเก็บรางวัล แต่งงว่าทำไมไม่โชว์ที่ชั้นล่างให้ประชาชนและข้าราชการได้แบ่งกันไปรับความภาคภูมิใจ กลับเอาไว้ที่ชั้นบนสุด แถมยังใหญ่โตกว่าห้องทำงานอธิบดี รองอธิบดีเสียอีก
“ลองนึกว่าถ้ามีบุคคลภายนอก มีนักเรียนนักศึกษามาดูงานที่กรม แล้วต้องขึ้นลิฟต์มาถึงชั้น 15 เพื่อชื่นชมเกียรติประวัติของกรมท่าน ผมว่ามันจะต้องวุ่นวาย รบกวนการทำงานของข้าราชการในตึกแน่ ๆ หรือท่านไม่ได้มีแผนที่จะให้คนนอกขึ้นมาชมตั้งแต่ต้น แต่จะเก็บไว้ให้ผู้บริหารกรมชมกันอย่างเดียว และที่สำคัญ ห้องแสดงความภาคภูมิใจนี้มีอยู่กรมเดียว ผมไล่ดูผังกรมอื่นในโครงการนี้ ไม่มี”
สุดท้าย มาตรฐานของผังห้องของแต่ละกรมคืออะไรกันแน่ สรุปแล้วใครมีอำนาจในการกำหนดแบบ ตอนเปิดรับจ้างผู้ออกแบบคัดเลือกกันยังไง เกณฑ์การให้คะแนนเป็นแบบไหน ทำไมกรมนี้มี กรมนั้นไม่มี ใครเป็นคนต้นคิดเรื่องแปลนตึก อธิบดีคนไหนเสนอไอเดีย ตอนนั้นได้มีการสอบถามข้าราชการในกรมหรือไม่ว่าเขาอยากได้ตึกแบบไหน
[ ภาษีประชาชนทั้งนั้น ]
โครงการก่อสร้างอาคารของรัฐมีเยอะมาก ตนอยู่ในคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณได้รับเรื่องอย่างต่อเนื่อง ทั้ง กสทช. ที่สร้างไม่เสร็จ, สำนักงบโดนบริษัทจีนเทงาน, ตึก สตง. ที่เกิดเหตุ ตึกศาลล่าช้า ใช้ได้ไม่ครบตามแบบ และยังมีโครงการที่จ่อคิวรออีกตั้งหลายโครงการที่รอผ่านงบ 69 รอบนี้ นั่นภาษีประชาชนทั้งนั้น ท่านจะปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกหรือไม่?
และไม่ใช่แค่ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคเองก็สร้างไม่ยั้ง ทั้งบ้านพักผู้ว่า ศาลากลาง ที่ว่าการอำเภอ วัฒนธรรมจังหวัด ขนส่งจังหวัด โยธาจังหวัด รวมกันแล้วผูกพันเป็นเงินหมื่นล้านบาท
สุดท้ายพรรคประชาชนไม่ได้มุ่งหวังร้ายใดๆ พวกเราแค่อยากช่วยรัฐบาลหาเงิน เพราะถ้าท่านใช้งบประมาณกันไปแบบนี้ทุกปี เงินถูกใช้ไปในทิศทางที่ไม่เหมาะสมแบบนี้ แล้วเมื่อไหร่พวกเราในสภาที่เข้ามาจากประชาชนจะได้ยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนให้ดีกว่านี้ได้จริงๆ

ผมและทีมงานทุกคนขอขอบคุณคะแนนเพียวๆที่ได้รับ เย็นนี้แห่รถขอบคุณกันอีกรอบนะครับ แล้วพบกันใหม่กราบหัวใจ 3,295 คะแนนครับ......
12/05/2025

ผมและทีมงานทุกคนขอขอบคุณคะแนนเพียวๆที่ได้รับ

เย็นนี้แห่รถขอบคุณกันอีกรอบนะครับ แล้วพบกันใหม่

กราบหัวใจ 3,295 คะแนนครับ...สะอาดเอี่ยมอ่อง

💥ประกาศ เพื่อให้ไปตามระเบียบของ กกต. เรื่องการกำหนดการหาเสียงเลือกตั้งพวกเราพรรคประชาชนกาญจนบุรี     💥ขอยุติการหาเสียงช...
10/05/2025

💥ประกาศ เพื่อให้ไปตามระเบียบของ กกต. เรื่องการกำหนดการหาเสียงเลือกตั้ง
พวกเราพรรคประชาชนกาญจนบุรี

💥ขอยุติการหาเสียงช่องทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ทุกช่องทาง นับตั้งแต่วันที่ 10 พ.ค. 2568 เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จสิ้นการเลือกตั้ง
งดแชร์โพสต์การหาเสียง ทุกกรณี

🎬สื่อหาเสียงทางอีเลคทรอนิกส์
“Of the people, by the people, for the people” ______________________

ผลิตโดย นายภาณุพงศ์ เทศวงศ์
ที่อยู่ 19/150 ต.บ้านใต้ อ.เมืองกาญจนบุรี จ.เมืองกาญจนบุรี จำนวน 1 โพส ตามวันเดือนปีที่ปรากฏ

10/05/2025

เบาะแส
Inbox มาไม่ขาดสาย
💥💥💥💥

10/05/2025

สะพานข้ามแม่น้ำแคว
มุ่งหน้า เข้าเมือง

ที่อยู่

แสงชูโต
Amphoe Tha Muang
71000

เบอร์โทรศัพท์

+66854877881

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กิจกรรมพรรคประชาชน กาญจนบุรีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์