23/05/2026
ยากลุ่ม NSAIDs ส่งผลต่อไตด้วยกลไกอะไร?
NSAIDs หรือ Non-steroidal anti-inflammatory drugs เป็นยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ใช้เพื่อลดปวด ลดไข้ และลดการอักเสบ ตัวอย่างยาที่พบได้บ่อย เช่น ibuprofen, naproxen, diclofenac, mefenamic acid, indomethacin และ celecoxib
แม้ NSAIDs จะเป็นยาที่ใช้กันแพร่หลาย แต่ไตเป็นอวัยวะหนึ่งที่อาจได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคไตเรื้อรัง ภาวะขาดน้ำ หัวใจล้มเหลว ตับแข็ง ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ใช้ยากลุ่ม ACE inhibitors/ARBs ร่วมกับยาขับปัสสาวะ
ประเด็นสำคัญคือ NSAIDs ไม่ได้ส่งผลต่อไตผ่านกลไกเดียว แต่เกี่ยวข้องกับหลายระบบ ทั้งการไหลเวียนเลือดในไต การขับเกลือและน้ำ สมดุลโพแทสเซียม ปฏิกิริยาการอักเสบแบบแพ้ยา และในบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บเรื้อรังของเนื้อไต
1. กลไกพื้นฐาน: NSAIDs ยับยั้ง COX ทำให้ prostaglandins ลดลง
กลไกการออกฤทธิ์หลักของ NSAIDs คือการยับยั้งเอนไซม์ cyclooxygenase หรือ COX ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญในการสร้างสารกลุ่ม prostaglandins, prostacyclins และ thromboxanes จาก arachidonic acid
ในหลายส่วนของร่างกาย การลด prostaglandins ช่วยลดอาการปวดและการอักเสบ แต่ในไต prostaglandins โดยเฉพาะ PGE₂ และ PGI₂ มีบทบาทสำคัญในการช่วยขยายหลอดเลือดไต รักษาการไหลเวียนเลือดเข้าสู่หน่วยไต และช่วยคงอัตราการกรองของไต หรือ GFR โดยเฉพาะในภาวะที่เลือดไปเลี้ยงไตลดลง
2. หลอดเลือดแดงขาเข้าไตหดตัว ทำให้ GFR ลดลง
โดยปกติ prostaglandins ช่วยขยาย afferent arteriole หรือหลอดเลือดแดงขาเข้าโกลเมอรูลัส ทำให้เลือดเข้าสู่หน่วยกรองไตได้เพียงพอ
เมื่อใช้ NSAIDs การสร้าง prostaglandins ลดลง กลไกการขยายหลอดเลือดนี้จึงลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้หลอดเลือดขาเข้าไตหดตัว เลือดไปเลี้ยงไตลดลง และ GFR ลดลง
ผลที่อาจพบทางคลินิกคือ acute kidney injury หรือ AKI เช่น ค่า creatinine สูงขึ้น ปัสสาวะลดลง หรือในรายที่รุนแรงอาจมีภาวะน้ำเกิน กลไกนี้มักพบชัดในผู้ที่ไตต้องพึ่ง prostaglandins เพื่อคงการไหลเวียนเลือด เช่น ผู้ที่ขาดน้ำ เสียเลือด ใช้ยาขับปัสสาวะ มีหัวใจล้มเหลว ตับแข็ง หรือมีโรคไตเดิม
กรณีที่ควรระวังเป็นพิเศษคือ “triple whammy” ซึ่งหมายถึงการใช้ NSAID ร่วมกับ ACE inhibitor หรือ ARB และยาขับปัสสาวะ เนื่องจากยาขับปัสสาวะอาจทำให้ปริมาตรเลือดลดลง ACEi/ARB ทำให้หลอดเลือดขาออกของโกลเมอรูลัสคลายตัว และ NSAIDs ทำให้หลอดเลือดขาเข้าไตหดตัว เมื่อเกิดร่วมกันจึงทำให้ความดันภายในหน่วยกรองลดลงมาก และเพิ่มความเสี่ยงต่อ AKI
3. ลดการขับโซเดียมและน้ำ ทำให้บวมและความดันโลหิตสูง
Prostaglandins ในไตมีบทบาทในการช่วยควบคุมการขับโซเดียมและน้ำ เมื่อ NSAIDs ยับยั้งการสร้าง prostaglandins ไตจึงมีแนวโน้มเก็บโซเดียมและน้ำมากขึ้น
ผลที่อาจตามมา ได้แก่ น้ำหนักเพิ่ม บวม ความดันโลหิตสูง หรือทำให้ภาวะหัวใจล้มเหลวแย่ลงได้ กลไกนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมบางคนหลังใช้ NSAIDs แล้วอาจมีอาการบวมที่เท้า แน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หรือควบคุมความดันโลหิตได้ยากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคหัวใจ โรคไตเรื้อรัง หรือใช้ยาลดความดันอยู่เดิม
4. ลด renin–aldosterone ทำให้โพแทสเซียมสูง
NSAIDs อาจลด prostaglandin-mediated stimulation of renin ทำให้การหลั่ง renin ลดลง และต่อเนื่องไปถึงการลด aldosterone ในบางสถานการณ์
เมื่อ aldosterone ลดลง ไตจะขับโพแทสเซียมได้น้อยลง จึงอาจเกิด hyperkalemia หรือภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงได้ ภาวะนี้พบได้มากขึ้นในผู้ป่วยโรคไต เบาหวาน ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ใช้ ACEi/ARB, spironolactone, ยาขับปัสสาวะบางชนิด หรือยาที่มีผลต่อระบบ renin–angiotensin–aldosterone อยู่แล้ว
5. Acute interstitial nephritis จากปฏิกิริยาภูมิคุ้มกัน
NSAIDs อาจทำให้เกิด acute interstitial nephritis หรือ AIN ซึ่งเป็นการอักเสบของเนื้อเยื่อคั่นระหว่างท่อไตจากปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันหรือการแพ้ยา
กลไกนี้แตกต่างจากการที่เลือดไปเลี้ยงไตลดลง เพราะเป็นการอักเสบภายในเนื้อไตโดยตรง ลักษณะสำคัญของ NSAID-induced AIN คืออาจพบโปรตีนในปัสสาวะมาก และบางรายอาจเกิด nephrotic syndrome ร่วมกับพยาธิสภาพแบบ minimal change disease ได้
อาการของ AIN อาจไม่ได้มีผื่น ไข้ หรือ eosinophilia ครบทุกครั้ง จึงต้องอาศัยประวัติการใช้ยาและการตรวจทางห้องปฏิบัติการร่วมกัน
6. Papillary necrosis และ analgesic nephropathy จากการใช้เรื้อรัง
การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือยาแก้ปวดหลายชนิดต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในขนาดสูงหรือใช้ซ้ำเรื้อรัง อาจนำไปสู่ analgesic nephropathy ซึ่งเป็น chronic tubulointerstitial nephritis และเกี่ยวข้องกับ renal papillary necrosis หรือเนื้อตายบริเวณ papilla ของไต
บริเวณ renal papilla และ medulla เป็นบริเวณที่ไวต่อภาวะเลือดไปเลี้ยงลดลง เนื่องจากมีออกซิเจนค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว เมื่อ prostaglandins ลดลงจาก NSAIDs การไหลเวียนเลือดบริเวณนี้อาจลดลงเพิ่มเติม จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดเลือดและเกิด papillary necrosis โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงร่วม เช่น ขาดน้ำ โรคไต หรือใช้ยาเรื้อรัง
สรุปกลไกสำคัญของ NSAIDs ต่อไต
NSAIDs ส่งผลต่อไตได้หลายทาง ได้แก่
* ยับยั้ง COX ทำให้ prostaglandins ลดลง ส่งผลให้หลอดเลือดขาเข้าไตหดตัว
* ลด renal blood flow ทำให้เลือดไปเลี้ยงไตลดลง โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง
* ลดการขับโซเดียมและน้ำ ทำให้เกิด sodium/water retention
* ลด renin–aldosterone ทำให้ขับโพแทสเซียมลดลง และอาจเกิด hyperkalemia
* กระตุ้นปฏิกิริยาภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิด acute interstitial nephritis
* หากใช้เรื้อรังหรือขนาดสูง อาจเกี่ยวข้องกับ chronic interstitial nephritis และ papillary necrosis
กลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษ
ผู้ที่ควรระวังการใช้ NSAIDs ได้แก่ ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โดยเฉพาะผู้ที่มี eGFR ต่ำกว่า 60 ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะขาดน้ำหรือเสียสารน้ำ ผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว ตับแข็ง ความดันโลหิตสูง หรือผู้ที่ใช้ ACE inhibitors/ARBs ร่วมกับยาขับปัสสาวะ
National Kidney Foundation ระบุว่า NSAIDs อาจลดเลือดที่ไหลผ่านไต และอาจนำไปสู่ AKI หรือทำให้ CKD แย่ลง โดยเฉพาะเมื่อใช้ขนาดสูงหรือใช้เป็นเวลานาน จึงควรใช้ภายใต้คำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ในผู้ที่มีความเสี่ยง
บทสรุป
NSAIDs ส่งผลต่อไตหลัก ๆ ผ่านการยับยั้ง COX ทำให้ prostaglandins ในไตลดลง ส่งผลให้หลอดเลือดขาเข้าไตหดตัว เลือดไปเลี้ยงไตลดลง และ GFR ลดลง
นอกจากนี้ NSAIDs ยังอาจทำให้ร่างกายคั่งเกลือและน้ำ เกิดบวม ความดันโลหิตสูง กระตุ้นภาวะโพแทสเซียมสูง และในบางรายอาจทำให้เกิด interstitial nephritis หรือ nephrotic syndrome ได้ หากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจเกี่ยวข้องกับ papillary necrosis และไตเสื่อมเรื้อรัง
ดังนั้น NSAIDs ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคไต โรคหัวใจ ตับแข็ง ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะขาดน้ำ หรือผู้ที่ใช้ยาลดความดันและยาขับปัสสาวะร่วมกัน
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทางการแพทย์ ไม่ใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์
📢ระยะนี้โรคไข้เลือดออกระบาด
❌เมื่อป่วยเป็นไข้ให้สงสัยเป็นโรคไข้เลือดออก
❌ห้ามกินยากลุ่มเอนเสด
👉🏻เช่น ไอบูโพรเฟน แอสไพริน ยาชุด
👉🏻เพราะจะทำให้มีภาวะเลือดออกมาก
และอาจทำให้เกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้
#กรมควบคุมโรค