22/05/2026
"หลวงปู่รอด ฐิตวิริโย" หรือ พระครูสถิตวีรธรรม พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งวัดสันติกาวาส ต.วงฆ้อง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก เป็นศิษย์สืบสายพุทธาคมจาก "หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ"
มีนามเดิมว่า บุญรอด แจ่มจุ้ย เกิดเมื่อวันที่ 4 ม.ค.2464 ที่บ้านหมู่ที่ 3 ต.ตลุกเทียม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา
ชีวิตในวัยเด็กค่อนข้างลำบาก ต้องช่วยเหลือครอบครัวทำงาน โยกย้ายถิ่นบ่อย แต่ยังมีเวลาที่จะศึกษาเล่าเรียนจนอ่านออกเขียนได้ โดยได้ใช้ชีวิตเติบโตและร่ำเรียนวิชาความรู้ที่ อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์
ครั้นอายุได้ 14 ปี ย้ายบ้านไปอยู่ที่บ้านป่ามะม่วง อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย เป็นเวลา 3 ปี จากนั้นจึงย้อนกลับไปถิ่นกำเนิด
กระทั่งเมื่ออายุถึงวัยบวชเรียน บิดาจึงนำตัวมาฝากที่วัดเชิงหวาย ต.คลุกเทียม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก
จนท่องขานนาคได้คล่อง จึงเข้าสู่พิธีอุปสมบทที่วัดเชิงหวาย เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2485 มีพระครูญาณปรีชา วัดดอกไม้ ต.ท่ามะเฟือง อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์หัด วัดหางไหล อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก เป็นพระกรรม วาจาจารย์ และพระอธิการพวง วัดเชิงหวาย อ.พรหมพิราม เป็นพระอนุสาวนาจารย์
ได้รับฉายาว่า "ฐิตวิริโย" แปลว่า ผู้ตั้งมั่นในความเพียร
หลังจากที่จำพรรษาอยู่ที่วัดเชิงหวายได้ระยะหนึ่ง ได้ออกเดินทางไกลเพื่อไปเรียนนักธรรมที่จังหวัดอุทัยธานี จนสอบได้ นักธรรมชั้นตรี
หลังจากนั้น ท่านเดินทางกลับมายังบ้านเกิดพบว่าบริเวณที่รกร้างริมแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออก ไม่ไกลจากชุมชน มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ชาวบ้านพร้อมใจกันจัดสร้างไว้เป็นการชั่วคราว เพื่อป้องกันแดดฝนและสัตว์ร้ายให้กับพระธุดงค์ที่เดินทางผ่านอยู่เนืองๆ
ในยามที่ไม่มีพระภิกษุมาพักปักกลด สถานที่ดังกล่าวจะถูกทิ้งร้าง ประกอบกับชาวบ้านส่วนใหญ่ มีความประสงค์จะให้ก่อสร้างวัดทางฝั่งตะวันออกบ้าง ด้วยที่ผ่านมา ชาวบ้านต้องลำบากในการนั่งเรือข้ามฟากไปทำบุญที่วัดเชิงหวาย ซึ่งอยู่คนละฝั่งแม่น้ำ
ท่านจึงเดินทางกลับไปที่จังหวัดอุทัยธานี นิมนต์พระสงฆ์ที่จบนักธรรมชั้นเอกพร้อมพระภิกษุสามเณรอีก 30 รูป จากนั้นจึงได้ร่วมกับชาวบ้านสร้างวัดขึ้นมาให้ชื่อว่า วัดสันติกาวาส
พ.ศ.2489 สอบไล่ได้นักธรรมชั้นโท สำนักวัดสันติกาวาส ต.วงฆ้อง อ.พรหม พิราม จ.พิษณุโลก
ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2491 เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พ.ศ.2493 เป็นเจ้าคณะตำบลวงฆ้อง พ.ศ.2509 เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2510 เป็นรองเจ้าคณะอำเภอพรหมพิราม พ.ศ.2520 เป็นเจ้าคณะอำเภอพรหมพิราม
หลวงปู่รอด พัฒนาวัดสันติกาวาส จนมีความเจริญก้าวหน้าตามลำดับ มีเสนาสนะต่างๆ ครบครัน ในระหว่างนั้น ท่านก็มีโอกาสเดินทางศึกษาหาความรู้ไปตามวัดต่างๆ เพื่อนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้กลับมาปรับใช้ที่วัดต่อไป
หนึ่งในวัดที่ท่านมีโอกาสเดินทางไป คือ วัดหนองโพ จ.นครสวรรค์ ของหลวงพ่อเดิม พุทธสโร
หลังจากสนทนาธรรมกับหลวงพ่อเดิม ได้รับการชักชวนจากสุดยอดพระเกจิอาจารย์ให้พักอยู่ด้วยกัน เพื่อช่วยเหลืองานทางวัด ซึ่งหลวงปู่รอดตอบตกลงด้วยความยินดี
ในช่วงที่อยู่กับหลวงพ่อเดิม ท่านมีโอกาสได้ศึกษาเรื่องของ พุทธาคมในการปลุกเสกวัตถุมงคล เครื่องรางของขลัง โดยเฉพาะผ้ายันต์และคาถารอบโลก ซึ่งเป็นคาถาที่หลวงพ่อเดิมใช้ประจำตัว ไม่ว่าการพรมน้ำมนต์หรือการปลุกเสกวัตถุมงคล โดยหลวงปู่รอดได้นำมาใช้เป็นคาถาประจำตัวเช่นกัน พระคาถานี้มีด้วยกัน 7 บท อาทิ คาถาหายตัว, คาถามหานิยม, คาถาคงกระพันชาตรี เป็นต้น
หลวงปู่รอด ฐิตวิริโย เป็นพระสงฆ์ที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยวัตรปฏิบัติงดงาม เป็นที่เลื่อมใสศรัทธา ประกอบกับบุคลิกของท่านเป็นพระสงฆ์ที่ใจดีมีเมตตาให้ความเสมอภาคกับทุกคน
ขณะเดียวกัน ยังมีลูกศิษย์ที่เลื่อมใสในเรื่องของวัตถุมงคล เครื่องรางของขลังด้วยกิตติศัพท์หลวงปู่รอด ในฐานะศิษย์เอกหลวงพ่อเดิม ยิ่งทำให้การปลุกเสกวัตถุมงคลเป็นที่ปรารถนาของบรรดาศิษยานุศิษย์
นอกจากเป็นเพราะท่านมีวิชาอาคมขลังแล้ว ยังมาจากชื่ออันเป็นมงคลนามว่า "รอด" เชื่อกันว่าจะทำให้รอดพ้นจากเรื่องเลวร้ายต่างๆ จากร้ายกลายเป็นดี
ท่านละสังขารอย่างสงบ วันที่ 18 พ.ย.2551 สิริอายุ 87 ปี พรรษา 67
ที่มา : http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php