กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา

กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 10 นคร?
(1)

08/04/2026
1️⃣ สภาพโบราณสถานหลังเหตุการณ์ไม่สงบเป็นอย่างไร ?2️⃣ เราพบหลักฐานใหม่อะไรบ้างหลังเหตุการณ์ไม่สงบ ?3️⃣ แนวทางการพัฒนาโบรา...
02/04/2026

1️⃣ สภาพโบราณสถานหลังเหตุการณ์ไม่สงบเป็นอย่างไร ?
2️⃣ เราพบหลักฐานใหม่อะไรบ้างหลังเหตุการณ์ไม่สงบ ?
3️⃣ แนวทางการพัฒนาโบราณสถานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ?
หาคำตอบกันได้ที่ การเสวนาวิชาการเนื่องในสัปดาห์วันอนุรักษ์มรดกไทย ประจำปี 2569 ในหัวข้อ " #ปราสาทชายแดนหลังควันปืน"
แล้วพบกันครับ

สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา ขอเชิญเข้าร่วมรับฟังการเสวนาวิชาการ ในหัวข้อ " #ปราสาทชายแดนหลังควันปืน" 🔥🔥
วิทยากรโดย
1) นายสมเดช ลีลามโนธรรม ผู้อำนวยการกลุ่มโบราณคดี
2) นายธงชัย มหา ผู้อำนวยการกลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน
ดำเนินรายการโดย
นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ
ในวันพุธที่ 8 เมษายน 2569 ระหว่างเวลา 15:00-17:00 น ณ ห้องประชุมดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ
หรือรับชมผ่านไลฟ์สด ผ่าน facebook fanpage กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร
📍ลงทะเบียนเข้าร่วมเสวนาได้ที่ https://forms.gle/G6sv7iocuwRaT96g9
หรือลงทะเบียนได้ที่หน้าห้องประชุมตั้งแต่เวลา 14:00 น เป็นต้นไป
แล้วพบกันครับ 🙏😄

21/03/2026

ขอเชิญรับชมวีดิทัศน์​การดำเนินงานอนุรักษ์​โบราณสถาน โดยสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา และองค์​ความรู้เกี่ยวกับ วหนิคฤหะ ณ ปราสาทหนองตาเปล่ง ต.ช่อผกา อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์ ​ในหัวข้อ " #ปราสาทหนองตาเปล่ง : #วหนิคฤหะกับการอนุรักษ์โบราณสถานโดยกรมศิลปากร"
ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 นี้ สำนักศิลปากร​ที่ 10 นครราชสีมา​ กรมศิลปากร ได้รับการจัดสรรงบประมาณให้ดำเนินโครงการขุดเเต่งโบราณสถาน​ปราสาทหนองตาเปล่ง โดยมีวัตถุประสงค์​เพื่อศึกษาลักษณะ​ทางสถาปัตยกรรม​และร่องรอยกิจกรรมของมนุษย​์ในอดีต ซึ่งปราสาทหนองตาเปล่งแห่งนี้นับว่าเป็นศาสนสถานประจำที่พักคนเดินทางหลังล่าสุดที่มีการดำเนินงานทางโบราณคดี นับว่าเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าของงานโบราณคดี​ไทยในปีนี้อีกด้วย
ขอขอบคุณ
1) นายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา
2) นายสมเดช ลีลามโนธรรม ผู้อำนวยการกลุ่มโบราณคดี​ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา
ผลงานจัดทำโดย
1) นางสาวจิดาภา แสงตา 65010113001
2) นายพิฆเนศ หล้าคำ 65010113087
นิสิตฝึกประสบการณ์​ สาขาประวัติศาสตร์​ คณะมนุษยศาสตร์​และ​สังคมศาสตร์​ #มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ควบคุมการจัดทำวิดี​ทัศน์​โดย
นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดี​ชำนาญ​การ​ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา

 #นานาสาระแนะนำโบราณสถานในพื้นที่สำนักศิลปากรที่10นครราชสีมา เป็นที่รับทราบกันดีอยู่แล้วนะครับว่า “ #เมืองโบราณพิมาย” ขอ...
21/01/2026

#นานาสาระแนะนำโบราณสถานในพื้นที่สำนักศิลปากรที่10นครราชสีมา
เป็นที่รับทราบกันดีอยู่แล้วนะครับว่า “ #เมืองโบราณพิมาย” ของเรา พบร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงจุดรุ่งเรืองสูงสุดเมื่อเข้าสู่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 ที่วัฒนธรรมขอมเข้ามามีบทบาททั้งในเรืองการเมือง การปกครองและความเชื่อ นำไปสู่การสร้างบ้านแปงเมือง สร้างพุทธสถานในรูปแบบของปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในดินแดนไทยในวันนี้พี่นักโบขอหยิบยก “ #สระเพลงแห้ง” สระน้ำโบราณรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่ยังพอจะหลงเหลือสภาพให้เห็นในปัจจุบัน โดยตั้งอยู่ทางด้านตะวันตก ห่างจากเมืองโบราณพิมายราว 720 เมตร ครับ
เมื่อเราลองพิจารณาแผนผังของสระเพลงแห้ง จะพบว่า สระน้ำโบราณนี้ถูกสร้างโดยวิธีการพูนคันดินล้อมรอบพื้นที่ราบเดิมในผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งนักโบราณคดี จะเรียกสระน้ำที่สร้างขึ้นด้วยกรรมวิธีนี้ว่า “บาราย” มีขนาดความกว้างตามแนวแกนทิศตะวันออก-ตะวันตก 290 และความกว้างตามแนวแกนทิศเหนือ-ทิศใต้ 150 เมตร และเมื่อเวลาผ่านไปสภาพสระเพลงแห้งอยู่ในสภาพตื้นเขินไม่สามารถกักเก็บน้ำได้
สำหรับชื่อ “ #สระเพลง” นั้น สันนิษฐานว่า เพี้ยนมาจากคำว่า “ #ភ្លៀង” (พลีง) ในภาษาเขมร ที่แปลว่า #ฝน สะท้อนให้เห็นว่าสระน้ำนี้รองรับน้ำจากฟ้าหรือน้ำฝนนั่นเองครับ ในบริเวณพื้นที่เมืองโบราณพิมายนี้ยังการสร้างสระน้ำรูปแบบ บาราย อีก 2 แห่ง ได้แก่ 1) สระเพลง นอกเมืองพิมายด้านตะวันตก (กว้างด้านละประมาณ 250 เมตร) และ 2) บารายเมืองพิมาย นอกเมืองพิมายด้านใต้ (กว้างประมาณ 750 เมตร และยาวประมาณ 1,900 เมตร)
นอกจากสระน้ำประเภทบาราย ทั้ง 3 แห่งแล้ว ในเขตเมืองโบราณพิมายยังพบสระน้ำโบราณที่ถูกสร้างขึ้นด้วยการขุดตักดินให้ลึกลงไป อีก 5 แห่ง ได้แก่ 1) สระขวัญ 2) สระพลุ่ง 3) สระแก้ว 4) สระโบสถ์ และ 5) สระช่องแมว หากรวมสระน้ำทั้งหมด จะมีทั้งสิ้น 8 สระใหญ่-เล็กแตกต่างกันไป สะท้อนให้เห็นความอุดมสมบูรณ์ของเมืองโบราณพิมายของเราที่มีทั้งแม่น้ำสายใหญ่ ลำคลอง และสระน้ำที่รองรับน้ำฝน อาจอนุมานให้เห็นจำนวนประชากรที่มากจึงต้องสร้างสระน้ำให้เพียงพอกับการอุปโภคและบริโภค
#การมีแหล่งน้ำที่เพียงพอ และที่ราบอันกว้างใหญ่ย่อมดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานและดำรงชีพด้วยเกษตรกรรม และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเมืองโบราณพิมายเป็นแหล่งผลิตเกลือสินเธาว์ขนาดใหญ่ ฉะนั้น “แหล่งน้ำ ที่ราบ และเกลือสินเธาว์” เป็น 3 เสาหลักที่ทำให้เมืองโบราณพิมายพบร่องรอยมนุษย์อาศัยต่อเนื่องนับพันปีนั่นเองครับ
เรียบเรียงนำเสนอโดย นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา
ขอขอบพระคุณภาพมุมสูงจาก คุณวรเชษฐ์ ลีลาเจริญพร

20/01/2026
ภาพสลักผาจันทร์แดง : หลักฐานการใช้สัญลักษณ์เชิงนามธรรมและการจัดการพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ในอีสานใต้...
14/01/2026

ภาพสลักผาจันทร์แดง : หลักฐานการใช้สัญลักษณ์เชิงนามธรรมและการจัดการพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ในอีสานใต้

ตำแหน่งที่ตั้ง ตั้งอยู่บริเวณเพิงหินทางด้านทิศตะวันออกของวัดจันทร์แดง ระยะทางประมาณ 250 เมตร ในเขตหมู่ที่ 11 บ้านภูดินพัฒนา ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ลักษณะพื้นที่เป็นเพิงหินธรรมชาติบนที่ลาดเชิงเขา มีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการประกอบกิจกรรมของมนุษย์ในอดีต เรียกว่า ผาจันทร์แดง สูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 290 เมตร โดยผาจันทร์แดงลาดลงหาลำน้ำทางด้านทิศตะวันออก ด้านบนของเพิงหินภาพสลักผาจันทร์แดง จะพบตาน้ำธรรมชาติ ไหลอยู่ตลอดเวลา
_______________________________________
พิกัดทางภูมิศาสตร์ อ้างอิงแผนที่ทหารประเทศไทย มาตราส่วน 1 : 50,000 ระบบพิกัด WGS84 บ้านภูดิน พิมพ์ครั้งที่ 1 – RTSD ลำดับชุด L7018 ระวาง 5837 I พิกัดUTM 48 P 438962 ม.ตะวันออก 1602336 ม. เหนือ
________________________________________
หลักฐานทางโบราณคดี พบภาพสลักบนผนังเพิงหิน (Petroglyph) เกิดจากการใช้ของแข็งขูด ขีด ตอก และแกะสลักลงบนผิวหินทราย ขนาดกว้างประมาณ 4.8 เมตร ยาวประมาณ 2.7 เมตร และสูงจากพื้นดินราว 1.06 เมตร จำแนกภาพสลักออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
1. ภาพสลักกลุ่มที่ 1 เป็นรูปสามเหลี่ยมแบบคว่ำและหงาย จำนวน 6 รูป กระจายตัวอยู่บนผิวหิน
2. ภาพสลักกลุ่มที่ 2 เป็นรูปสามเหลี่ยมคว่ำและหงาย จำนวน 3 รูป พบร่วมกับร่องรอยการฝนลับเครื่องมือโลหะบนผิวเพิงหิน จำนวน 9 จุด แสดงให้เห็นการใช้พื้นที่ซ้ำและกิจกรรมที่หลากหลาย
3. ภาพสลักกลุ่มที่ 3 เป็นรูปสามเหลี่ยมคว่ำและหงาย จำนวน 5 รูป พบร่วมกับรอยขูดเป็นเส้น อาจมีความหมายเชิงสัญลักษณ์หรือเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมบางประการ
________________________________________
เทคนิคของภาพสลัก เป็นภาพสลักแบบขูด ขีด และแกะสลักลงบนผิวหินทราย โดยใช้เครื่องมือโลหะ รอยสลักมีลักษณะคม ลึก และต่อเนื่อง แสดงถึงความตั้งใจในการสร้างภาพ รวมถึงทักษะด้านเทคโนโลยีของผู้สร้างในช่วงเวลานั้น
________________________________________
อายุสมัย เปรียบเทียบรูปแบบและเทคนิคการสร้าง กับแหล่งโบราณคดีประเภทภาพสลักในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง เช่น เพิงหินภูอ่าง อำเภอเชียงยืน จังหวัดอุบลราชธานี และถ้ำเรขาคณิต อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู พบว่ามีลักษณะของภาพเรขาคณิตและสัญลักษณ์เชิงนามธรรม ใช้เครื่องมือโลหะในการสลัก ไม่ปรากฏภาพเล่าเรื่องหรือภาพแทนสิ่งมีชีวิต สันนิษฐานว่าแหล่งโบราณคดีภาพสลักผาจันทร์แดงน่าจะมีอายุอยู่ในช่วงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย หรือสมัยเหล็กตอนต้นถึงตอนกลาง ประมาณ 2,500–1,500 ปีมาแล้ว (ยังไม่มีการกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์)
________________________________________
จากหลักฐานที่ปรากฏสันนิษฐานได้ว่า แหล่งโบราณคดีภาพสลักผาจันทร์แดงเป็นเพียงพื้นที่สำหรับสร้างสัญลักษณ์ทางศิลปกรรม ที่มีความหมายเชิงพิธีกรรมและความเชื่อ อาจทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์แสดงความสำคัญของแหล่งน้ำ กำหนดหรือประกาศพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงการสื่อสารความหมายบางประการภายในกลุ่มชุมชนก่อนประวัติศาสตร์บริเวณพื้นที่แถบนั้น
อ้างอิง
วรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา และคณะ. รายงานการสำรวจแหล่งโบราณคดีภาพสลักผาจันทร์แดง หมู่ที่ 11 บ้านภูดินพัฒนา ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ. เอกสารอัดสำเนา. 2564.

เรียบเรียงโดย นายวีระชาติ พงค์ชนะ นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา

อุโบสถ (สิม) วัดบ้านยางโบราณสถานหลังนี้ตั้งอยู่ภายในวัดบ้านยาง หรือวัดยางทวงวราราม ตามประวัติระบุว่าจัดตั้งเป็นวัดขึ้นเม...
08/01/2026

อุโบสถ (สิม) วัดบ้านยาง

โบราณสถานหลังนี้ตั้งอยู่ภายในวัดบ้านยาง หรือวัดยางทวงวราราม ตามประวัติระบุว่าจัดตั้งเป็นวัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2410 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2485

ลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน แผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า วางตัวในแนวตะวันออก-ตะวันตก ขนาด 3 ห้อง กว้างประมาณ 5.80 เมตร ยาวประมาณ 9.30 เมตร ส่วนฐานเป็นฐานบัวคว่ำรองรับด้วยฐานเขียง สูงจากพื้นประมาณ 1 เมตร ด้านตะวันออกมีประตู 1 ช่อง ด้านเหนือและด้านใต้มีหน้าต่างด้านละ 2 ช่อง โดยห้องประดิษฐานพระประธานเป็นผนังทึบเช่นเดียวกับผนังด้านตะวันตก ผนังภายนอกและภายในสิมมีฮูปแต้ม (จิตรกรรมฝาผนัง) เขียนด้วยสีน้ำมัน ส่วนหลังคาเป็นงานบูรณะสมัยปัจจุบัน โดยเป็นหลังคาทรงจั่ว มีหลังคาปีกนกยื่นออกมาทั้งสี่ด้าน

จากคำบอกเล่า กล่าวว่าฮูปแต้มดังกล่าวเป็นฝีมือของช่างหน่าย เป็นผู้ร่างภาพ หลวงพ่อผุย ครูก่อง อาจารย์หลง อาจารย์หื่น เป็นผู้ช่วยเขียนสี การร่างภาพ ช่างหน่ายจะร่างบนกระดาษก่อนแล้วแปะปรุเส้นลงบนผนัง จากนั้นจึงเขียนภาพ ลักษณะโดยรวมเป็นภาพสีวรรณะเย็น เขียนบนผนังพื้นสีขาว ส่วนใหญ่ใช้สีคราม สีเขียวคล้ำ สีน้ำตาล แต่งแต้มด้วยสีเหลืองและสีส้ม ตัดเส้นด้วยสีดำ เรื่องที่เขียน ภายนอกเป็นเรื่องพุทธประวัติ เวสสันดรชาดก พระมาลัย และปาจิต-อรพิม มีข้อความอักษรไทยน้อยบรรยายกำกับ ภาพเล่าเรื่องไม่ได้เรียงลำดับ แต่สามารถสังเกตได้ว่าช่างจะเขียนเรื่องปาจิต-อรพิมไว้ตอนล่างของผนัง เรื่องพระมาลัยปรากฏเฉพาะผนังด้านใต้ห้องที่ 3 พุทธประวัติปรากฏเฉพาะผนังด้านตะวันตก ขณะที่เรื่องเวสสันดรชาดกปรากฏบนผนังทุกด้าน (รายละเอียดดูในภาพประกอบ)

สำหรับท่านใดสนใจข้อมูลเรื่องราวในภาพจิตรกรรมอย่างละเอียด ทางกลุ่มโบราณคดีเคยนำเสนอองค์ความรู้โบราณสถานแห่งนี้แล้ว รายละเอียดตามลิงก์ https://www.facebook.com/ArchaeoFAD10/posts/pfbid026Lm1DZBMjAEsNxQrhJ1kMCzQpx1aR4Y441d4xRDSwuwamYyruGbKBWG8NpXo4sDEl

ที่มาของข้อมูล
1) พิกุล สมัครไทย และนิพนธ์ ศรีอ่อน. (2553). “รายงานการสำรวจข้อมูลโบราณสถานเพื่อการขึ้นทะเบียน วัดยางทวงวราราม (วัดบ้านยาง) หมู่ 1 บ้านยาง ตำบลยาง อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม.” เอกสารอัดสำเนา. สำนักศิลปากรที่ 9 ขอนแก่น.
2) วรรณิภา ณ สงขลา และคนอื่น ๆ. (2529). “รายงานการสำรวจจิตรกรรมฝาผนัง วัดบ้านยาง ตำบลบัวมาศ อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม.” เอกสารอัดสำเนา. กรมศิลปากร.

เรียบเรียงโดย นายธันยธรณ์ วรรณโพธิ์พร
กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา

 #โบราณสถานเตานายเจียนที่ตั้ง : หมู่ที่ 1 บ้านถนนน้อย ตำบลหินลาด อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เตานายเจียนเป็นแหล่งโบรา...
23/12/2025

#โบราณสถานเตานายเจียน
ที่ตั้ง : หมู่ที่ 1 บ้านถนนน้อย ตำบลหินลาด อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์
เตานายเจียนเป็นแหล่งโบราณคดีประเภทแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาในวัฒนธรรมเขมรโบราณ แหล่งโบราณคดีแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันในนาม “เตานายเจียน” ตามชื่อนายเจียน จีนประโคน เจ้าของที่ดิน ซึ่งได้บริจาคที่ดินบริเวณโบราณสถาน จำนวน 1 ไร่ 31 งาน 25 ตารางวา ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์เช่นในปัจจุบัน
กรมศิลปากรดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีในปี พ.ศ. 2530 แล้วพบหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญ เช่น ‘ซากเตาโบราณ’ ซึ่งหลงเหลือเพียงส่วนฐานของผนังเตา ช่องใส่ไฟ (Fire Box) และฐานเสาค้ำยันหลังคาเตาบางส่วน โดยมีขนาดกว้างประมาณ 3 เมตร ยาวประมาณ 12 เมตร และจากหลักฐานที่พบก็สามารถสันนิษฐานลักษณะของเตาได้ว่าเป็นเตาประทุนประเภทระบายความร้อนในแนวนอนหรือเฉียงขึ้น (cross-draft kiln) ซึ่งตัวเตาแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ด้านหน้าเป็นช่องใส่เชื้อเพลิง ส่วนกลางเป็นห้องวางภาชนะสำหรับเผา และด้านหลังเป็นปล่องไฟ และบริเวณส่วนฐานของผนังเตามีรอยประทับไม้ปรากฏอยู่จึงคาดว่ามีเทคนิคการก่อเตาด้วยการขึ้นโครงสร้างไม้ก่อนแล้วค่อยนำดินเหนียวมาพอกทับ รวมทั้งมีการก่อเสาดินบริเวณส่วนห้องกลางเพื่อช่วยค้ำยันโครงสร้างหลังคาให้มั่นคง
ผลิตภัณฑ์ของแหล่งเตานี้ส่วนมากเป็นภาชนะดินเผาเนื้อแกร่งเคลือบน้ำเคลือบสีเขียวและสีน้ำตาล แต่เคลือบสีเขียวจะมีจำนวนมากกว่า พบกระเบื้องมุงหลังคาดินเผาจำนวนเล็กน้อยและตุ๊กตาดินผารูปทรงคล้ายม้า (?) จำนวนหนึ่งชิ้นด้วย รูปแบบภาชนะที่พบมักมีขนาดเล็ก เช่น กระปุก โถ ถ้วยชาม และตลับ เป็นต้น จากรูปแบบเครื่องถ้วยหรือภาชนะที่พบสามารถกำหนดอายุสมัยของแหล่งเตาได้ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15-17 สอดคล้องกับค่าอายุทางวิทยาศาสตร์ด้วยวิธีเรดิโอคาร์บอน 14 ที่มีค่าอายุระหว่าง พ.ศ. 1428-1698 หรือประมาณ 900-1,000 ปีมาแล้ว
ในบรรดาแหล่งโบราณคดีประเภทกลุ่มเตาโบราณในพื้นที่อำเภอบ้านกรวด พื้นที่ซึ่งมีการสำรวจพบร่องรอยเตาเผาโบราณในวัฒนธรรมเขมรโบราณจำนวนมาก เช่น กลุ่มเตาบ้านถนนน้อย ตำบลหินลาด, เตาสวาย (กลุ่มเตาบ้านโคกใหญ่) ตำบลโนนเจริญ, กลุ่มเตาตาปางน้อย ตำบลโนนเจริญและตำบลจันทบเพชร, กลุ่มเตาบ้านสายโท 4 (เตาป่าเปื่อย) ตำบลจันทบเพชร, กลุ่มเตาบ้านโตง กลุ่มเตาเผาบ้านหนองคูน้อย กลุ่มเตาบ้านละหอกตะแบง ตำบลปราสาท, กลุ่มเตาบ้านโคกยาง ตำบลบ้านกรวด เป็นต้น
“แหล่งโบราณคดีเตานายเจียน” เป็นโบราณสถานสำคัญที่โดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง เป็นแหล่งเตาเผาโบราณที่สามารถแสดงถึงแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาในวัฒนธรรมเขมรโบราณระดับอุตสาหกรรมในพื้นที่บริเวณนี้ได้เป็นอย่างดี
กรมศิลปากร ได้ออกประกาศ เรื่อง รายชื่อโบราณสถานในเขตจังหวัดบุรีรัมย์ โดยประกาศให้เตานายเจียน หมู่ที่ 1 บ้านถนนน้อย ตำบลหินลาด อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 140 ตอนพิเศษ 149 ง หน้า 52 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2566
อ้างอิง
กรมศิลปากร. (2533). แหล่งโบราณคดีประเทศไทย เล่ม 4 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง). กรุงเทพฯ: กองโบราณคดี กรมศิลปากร.
ณัฏฐภัทร จันทวิช และภุชชงค์ จันทวิช. (2532). เครื่องถ้วยสมัยลพบุรีจากแหล่งเตาเผาบุรีรัมย์. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร.
สุพจน์ พรหมมาโนช และสิริกุล พิชัยจุมพล. (2532). เซระมิคส์ในประเทศไทย ชุดที่ 4: เตาบ้านกรวด บุรีรัมย์. กรุงเทพฯ: ฝ่ายวิชาการ กองโบราณคดี กรมศิลปากร.
สุพจน์ พรหมมาโนช. (2530). “แหล่งเตานายเจียน ตำบลหินลาด อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์.” เอกสารอัดสำเนา. โครงการโบราณคดีประเทศไทย ฝ่ายวิชาการ กองโบราณคดี กรมศิลปากร.
ที่มารูปภาพ : นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ
นายธันยธรณ์ วรรณโพธิ์พร นักโบราณคดีปฏิบัติการ
สุพจน์ พรหมมาโนช และสิริกุล พิชัยจุมพล. (2532). เซระมิคส์ในประเทศไทย ชุดที่ 4: เตาบ้านกรวด บุรีรัมย์. กรุงเทพฯ: ฝ่ายวิชาการ กองโบราณคดี กรมศิลปากร.
เรียบเรียงและนำเสนอโดย : นางสาวนภัสสร แย้มคงเมือง นักโบราณคดีปฏิบัติการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา

 #นานาสาระแนะนำโบราณสถานในพื้นที่สำนักศิลปากรที่10นครราชสีมา ในวันหยุดกลางสัปดาห์แบบนี้ พี่นักโบขอพาทุกท่านมารู้จัก “ #โ...
10/12/2025

#นานาสาระแนะนำโบราณสถานในพื้นที่สำนักศิลปากรที่10นครราชสีมา
ในวันหยุดกลางสัปดาห์แบบนี้ พี่นักโบขอพาทุกท่านมารู้จัก “ #โบราณสถานวัดโคกพระ” ตำบลหนองพลวง อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา
การบูรณะวัดโคกพระเมื่อ พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่สำคัญระหว่างสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา กับ วัดโคกพระในฐานะศูนย์กลางของชุมชน เพราะเป็นการใช้งบประมาณบูรณะจากทั้ง 2 ฝ่าย ฉะนั้น "อุโบสถวัดโคกพระ" ของ #ชาวอำเภอจักรราช จึงมิได้เป็นเพียงเพชรเม็ดงามของอำเภอจักราช แต่ยังเป็นประจักษ์พยานแห่งความร่วมมือกันระหว่างกรมศิลปากร วัดและชุมชนในฐานะ 3 เสาหลักแห่งการอนุรักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติครับ
จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของวัดและการสัมภาษณ์ปราชญ์ท้องถิ่นในชุมชน ระบุว่า อุโบสถวัดโคกพระ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2390 หรือตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการบูรณะต่อเนื่องเรื่อยมา โดยเมื่อพิจารณาจากลักษณะทางสถาปัตยกรรมพบว่า “อุโบสถวัดโคกพระ” มีลักษณะคล้ายกับ “อุโบสถวัดโคกตลาด” อำเภอเมืองนครราชสีมา “อุโบสถวัดโคกพรม” อำเภอโนนไทย และ “อุโบสถวัดโคกศรีสะเกษ” อำเภอปักธงชัย ทั้ง 3 แห่งกำหนดอายุอย่างกว้าง ๆ ผ่านรูปแบบศิลปกรรมและคำบอกเล่าของราษฎรในชุมชนให้อยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 25 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกันทั้งหมดครับ
หากมีโอกาสใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 226 มุ่งหน้าไปบุรีรัมย์หรือโคราชบ้านเอ๋งล้วนต้อนผ่านอำเภอจักราช พี่นักโบขอเชิญชวนให้ทุก ๆท่านแวะชม “วัดโคกพระ” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเพชรเม็ดงามของโคราชบ้านเอ๋ง !
เรียบเรียงนำเสนอโดย นายวรรณพงษ์ ปาละกะวงษ์ ณ อยุธยา นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา
อ้างอิงข้อมูลจาก
ปุราณรักษ์. รายงานโครงการบูรณะพระอุโบสถวัดโคกพระ ตำบลหนองพลวง อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา. นครราชสีมา: ปุราณรักษ์. 2562
(สามารถดาวน์โหลดไปอ่านกันได้ในสไลด์สุกท้ายครับ)

อุโบสถ (สิม) วัดกลางโกสุมโบราณสถานหลังนี้ตั้งอยู่ภายในวัดกลางโกสุม ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ของอำเภอโกสุมพิสัย ตามประวัติระบุว่...
03/12/2025

อุโบสถ (สิม) วัดกลางโกสุม
โบราณสถานหลังนี้ตั้งอยู่ภายในวัดกลางโกสุม ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ของอำเภอโกสุมพิสัย ตามประวัติระบุว่าก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2390 โดยมีนายแพง แสงไชยราช เป็นผู้บริจาคที่ดินในการก่อสร้างวัด และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2523 เนื่องจากโบราณสถานหลังนี้มีประวัติการซ่อมแซมเมื่อ พ.ศ. 2503 จึงสันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2490-2500

ลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน แผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า วางตัวในแนวตะวันออก-ตะวันตก ขนาดประมาณ 3 ห้อง หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านหน้ามีมุขยื่นออกมา มีประตูทางเข้าด้านตะวันออก 1 ช่อง ด้านเหนือและใต้มีหน้าต่างด้านละ 3 ช่อง มีการประดับตกแต่งอาคารด้วยงานปูนปั้นและงานไม้แกะสลักประดับกระจก รูปแบบโดยรวมแสดงให้เห็นถึงการผสานวัฒนธรรมความเชื่อของท้องถิ่นเข้ากับรูปลักษณ์และเทคนิคปูนปั้นแบบศิลปะตะวันตก ซึ่งสันนิษฐานว่าเกี่ยวข้องกับช่างก่อสร้างชาวเวียดนาม (ช่างญวน) ที่เข้ามามีส่วนในการก่อสร้างอาคารต่าง ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ที่มาของข้อมูล
1) กิตติพงษ์ สนเล็ก และคนอื่น ๆ. (2556). “โครงการสำรวจศึกษาแหล่งโบราณคดีในบริเวณลุ่มแม่น้ำชีตอนบน ระยะที่ 2 (จังหวัดมหาสารคาม) เล่ม 3.” เอกสารอัดสำเนา. กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 9 ขอนแก่น กรมศิลปากร.
2) กองพุทธศาสนสถาน กรมการศาสนา. (2536). ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม 12. กรุงเทพฯ: กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ.
3) ชวลิต อธิปัตยกุล. (2556). “รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการรูปแบบสิมญวนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับพัฒนาการทางงานช่าง.” เอกสารอัดสำเนา. สนับสนุนโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี.
เรียบเรียงนำเสนอโดย นายธันยธรณ์ วรรณโพธิ์พร นักโบราณคดีปฏิบัติการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา

 #ปราสาทวัดโคกปราสาทประชานุรักษ์ที่ตั้ง บ้านสุขสำราญ หมู่ที่ ๑๐ ตำบลหนองบอน อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์พิกัด UTM 48P...
26/11/2025

#ปราสาทวัดโคกปราสาทประชานุรักษ์

ที่ตั้ง บ้านสุขสำราญ หมู่ที่ ๑๐ ตำบลหนองบอน อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์

พิกัด UTM 48P 0303382 ตะวันออก 1609332 เหนือ

ลักษณะของโบราณสถาน
ปราสาทวัดโคกปราสาทประชานุรักษ์ ตั้งอยู่ภายในสำนักสงฆ์วัดโคกปราสาทประชานุรักษ์ ด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้านสุขสำราญ เป็นโบราณสถานประเภทปราสาทเนื่องในวัฒนธรรมเขมรโบราณ ซึ่งยังไม่ได้รับการขุดแต่ง มีสภาพเป็นเนินดินผังพื้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า วางตัวในแนวแกนทิศตะวันออก-ตะวันตก กว้างประมาณ ๔๕.๕๐ เมตร ยาวประมาณ ๕๕ เมตร ปรากฏร่องรอยรูปแบบสถาปัตยกรรมสันนิษฐานว่า เป็นปราสาท ๓ หลัง ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ประกอบด้วย ฐานไพทีศิลาแลงรอบรับปราสาท เรือนธาตุก่อด้วยอิฐ ส่วนฐานเรือนธาตุ กรอบประตู หน้าบันสลักจากหินทราย ส่วนชั้นซ้อนพังทลาย ชิ้นส่วนอาคารมีทั้งที่ยังอยู่บนตำแหน่งเดิม และบางส่วนที่มีการเคลื่อนย้ายมาจัดวางเรียงบริเวณโบราณสถาน บริเวณรอบนอกกลุ่มปราสาทท ๓ หลัง มีกำแพงแก้วล้อมรอบ กึ่งกลางกำแพงแก้วมีโคปุระหรือซุ้มประตูทั้งสี่ทิศ สภาพพังทลาย รอบเนินดินมีร่องรอยของแนวคูน้ำล้อมรอบรูปตัว “U” เว้นทางเข้าทิศตะวันออก ขนาดคูน้ำกว้างประมาณ ๒๒ เมตร
ถัดจากเนินโบราณสถานมาทางทิศตะวันออก ระยะทางประมาณ ๓๐๐ เมตร มีบารายเรียกว่า “หนองบัวราย” (UTM 48P 0303829 ตะวันออก 1609367 เหนือ) วางตัวในแนวแกนทิศตะวันออก-ตะวันตก กว้างประมาณ ๒๕๐ เมตร ยาวประมาณ ๔๐๐ เมตร ได้รับการขุดลอกและพัฒนาแล้ว
กำหนดอายุสมัยวัฒนธรรมเขมรโบราณ พุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๗

ที่มาของข้อมูล
นภสินธุ์ บุญล้อม. (๒๕๖๕). “รายงานการสำรวจโบราณสถานปราสาทวัดโคก
ปราสาทประชานุรักษ์ บ้านสุขสำราญ ตำบลหนองบอน อำเภอ
ประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ประกอบการขึ้นทะเบียนโบราณสถาน
ปีงบประมาณ ๒๕๖๕.” เอกสารอัดสำเนา. กลุ่มโบราณคดี สำนัก
ศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา.
สมเดช ลีลามโนธรรม. (๒๕๖๐). “รายงานประกอบการสำรวจขึ้นทะเบียน
โบราณสถานปราสาทวัดโคกปราสาทประชานุรักษ์ บ้านสุขสำราญ
หมู่ที่ ๑๐ ตำบลหนองบอน อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์.”
เอกสารอัดสำเนา. กลุ่มอนุรักษ์โบราณสถาน กลุ่มโบราณคดี สำนัก
ศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม.

เรียบเรียงนำเสนอโดย นายวีระชาติ พงค์ชนะ นักโบราณคดีชำนาญการ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมา

ที่อยู่

274 หมู่ 17 ตำบลในเมือง
Amphoe Phimai
30110

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6644471518

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๑๐ นครราชสีมาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์