กองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลบัวเงิน

กองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลบัวเงิน ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก กองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลบัวเงิน, หน่วยงานราชการ, Amphoe Nam Phong.

17/03/2017

หลายคนคงจะเคยเห็นและ หลายคนคงจะรู้สรรพคุณเบื้องต้นของ ลูกยอ แล้ว คือช่วยให้ระบบเลือดหมุ่นเวียนดี และนอกจากนี้แล้วลูกยแยังช่วย ระงับการเติบโตของเซลล์มะเร็งและเนื้องอกได้ จากงานวิจัยในต่างประเทศพบว่า ผลยอสามารถเสริมสร้างระบบภูมิต้านทาน โดยควบคุมการทำงา

05/07/2016

ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับเฮ โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีสามารถรักษาโรคมะเร็งตับด้วยการสอดท่อฉีดสารฆ่าเชื้อ มะเร็งเข้าถึงจุดได้ผลเยี่ยมเป็นแห่งแรกในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน มีผู้ป่วยเข้าคิวรักษาเดือนละประมาณ 30...

06/06/2016
19/04/2016

ในปัจจุบันได้มีปรากฎให้เห็นอยู่บ่อยครั้งตามสื่อต่างๆว่า "งู" สามารถเเวะเวียนมาหาหรือทักทายกับทุกคนตามบ้านเรือนและสถานที่ต่างๆได้ ซึ่งก็ชี้ให้เห็นได้ว่างูนั้นอยู่ใกล้เรากว่าที่คิด และเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตให้อยู่ร่วมกับงูได้อย่างปลอดภัยทั้งกับตัวคนและตัวงู ซึ่งทางเพจ Snake Farm - QSMI ของเราก็เชื่อว่าคงจะมีเพื่อนๆหลายคนที่มีข้อสงสัยหรือคำถามในใจว่า "ถ้าหากว่าเราต้องไปพบเจอกับงูเข้า หรือถ้าเกิดว่างูเลื้อยมาเข้าบ้านโดยบังเอิญ เราควรที่จะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร?
ดังนั้น เราเลยนำอัลบั๊ม "เจองู งูเข้าบ้าน ทำ-อย่าง-ไร? " มาฝากเพื่อนๆกัน เผื่อว่าถ้าเพื่อนๆบังเอิญต้องไปพบกับงูเข้า เพื่อนๆจะได้ตั้งตัวได้ถูกและจะได้ไม่ตกใจและตื่นเต้นกันกันมากนัก เเละที่สำคัญจะได้ปลอดภัยกันทั้งฝ่ายคนเเละฝ่ายงูเนอะ ... ^_^

19/04/2016

เป็นลม
คำว่า "เป็นลม" ในที่นี้หมายถึงอาการอยู่ๆ ก็หมดสติทรุดลงกับพื้น ซึ่งเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และเป็นอยู่ชั่วประเดี๋ยวเดียว ก็ฟื้นคืนสติได้เป็นปกติ มีสาเหตุได้ต่างๆ ถ้าพบในคนอายุต่ำกว่า 30 ปี มักเกิดจากสาเหตุที่ไม่ร้ายแรง แต่พบในคนสูงอายุ อาจจะเกิดจากสาเหตุร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น (เครดิตภาพ : wikihow)

รายละเอียด :>> http://bit.ly/1tPeyQI

03/02/2016

มะเร็งลูกหลานของความหวาน

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยเท็กซัสที่อเมริกา วิจัยพบว่าการกินของหวานมากเกินไปจะทำให้ตกเป็นเหยื่อของโรคเบาหวาน และโรคอ้วน ซึ่งทั้งสองโรคล้วนแต่เป็นเหตุให้เป็นโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งปอดได้ เพราะความหวานเป็นตัวการทำให้เกิดอักเสบขึ้นในต่อมน้ำนมก่อมะเร็งขึ้น

นักวิจัยยังพบว่าการกินหวานมาก ในอาหารแบบตะวันตก จะเป็นตัวการที่ทำให้เป็นมะเร็งทรวงอกและมะเร็งปอดลุกลามไปได้ พวกเขาได้พบหลักฐานจากการศึกษากับหนูทดลองนั้นปรากฏว่า หนูทดลองซึ่งเลี้ยงด้วยอาหารที่จำกัดแป้ง เป็นเนื้อร้าย ร้อยละ 30 แต่หนูกลุ่มที่เลี้ยงด้วยน้ำตาลซูโครส พากันเป็นมะเร็งเต้านมมากถึงระหว่างร้อยละ 50-58 ซ้ำหนูพวกนี้ยังมีมะเร็งของปอดกำลังลุกลามออกไปอีก

หัวหน้านักวิจัยกล่าวย้ำว่า การบริโภคน้ำตาล ขนาดสัณฐานประมาณเป็นเรื่องสำคัญยิ่งเกี่ยวกับความเป็นหรือความตาย และตัวการที่ทำให้มีการกินหวานมากขึ้นนั้น ก็อยู่ที่น้ำผลไม้หวานๆ ซึ่งไม่แต่เพียงทำให้อ้วนเท่านั้น หากยังทำให้เป็นโรคหัวใจและมะเร็งกันทั่วโลกอีกด้วย.

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์

03/02/2016

5 มะเร็งร้าย กับวัยที่เปลี่ยนแปลง

พอเริ่มอายุมากขึ้นปัญหาสุขภาพต่างๆ ก็ตามมาถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ใครใช้ร่างกายอย่างทะนุถนอม หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ได้ดีก็ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง แต่หากใครละเลยแถมยังมีปัจจัยเสี่ยงเป็นของแถมคงต้องหาทางแก้ไขตั้งแต่วันนี้ เพราะบางทีอาจจะยังไม่สายจนเกินไปคอลัมน์ รู้ทันโรคมะเร็ง

เราๆ ท่านๆ คงทราบดีแล้วว่า ปัญหา "มะเร็ง" นั้น มีมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่านวัตกรรมการรักษาจะดีเพียงใด แต่หากเราไม่ดูแลร่างกาย ไม่ป้องกันก่อนที่จะเกิดโรค ก็ไม่มีใครสามารถมาการันตีว่าถึงเวลานั้นคุณจะหายขาดได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะแย่ป้องกันดีกว่า

ที่ผ่านมาว่า มะเร็งยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ภายในปี 2542-2554 นั้นมีคนสียชีวิตจากโรคนี้ไปแล้ว 61,082 คน โดยพบว่าคนไทยนั้นเป็นโรคมะเร็งประมาณ 150 คน ต่อประชากร 1 แสนคน

ขณะที่องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าในปี 2563 หรือประมาณ 7 ปีข้างหน้า เราจะมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เกือบ 1.5 แสนราย และนี 2573 หรืออีก 17 ปีข้างหน้า เราจะมีผู้ป่วยรายใหม่กว่า 1.7 แสนราย

นี่เป็นเพียงการคาดการณ์ แต่ของจริงที่จะเกิดในอนาคตเชื่อว่าต้องมากกว่านี้แน่ๆ (?)

ลองไปดูว่า มะเร็งที่ต้องระมัดระวังกันเป็นพิเศษในช่วงที่เราอายุมากขึ้นนั้นมีอะไรกันบ้าง

1) มะเร็งตับ ปัจจุบันพบว่า มะเร็งชนิดนี้ พบมากอันดับ 1 ในเพศชาย และอันดับ 2 ในเพศหญิง ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ ไวรัสตับอักเสบ ร้อยละ 75 - 80 โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบบีและซี มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับสูงกว่าคนที่ไม่มีพาหะ 100-400 เท่า รู้แบบนี้ ต้องเลี่ยงสารก่อมะเร็งที่มีพิษต่อตับนั่นคือ สารอะฟลาท็อกซิน ซึ่งเกิดจากเชื้อราบางชนิดพบในอาหารประเภทถั่ว ข้าวโพด พริกแห้ง เป็นต้น รวมทั้งตรวจว่าเรามีไวรัสตับอักเสบหรือไม่เพื่อจะได้รู้และป้องกันอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ หากเบื่ออาหาร แน่นท้อง ท้องผูก รู้สึกอ่อนเพลีย น้ำหนักลดลง มีอาการปวดชายโครงด้านขวาต้องไปพบแพทย์

2) มะเร็งปอด พบในเพศชายและเพศหญิงเกือบเท่ากัน แต่เพศชายจะพบมากกว่า ต้องขอเตือนไว้ว่า มะเร็งชนิดนี้ตรวจพบในระยะแรกได้ยาก ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือสิงห์อมควัน สารพิษจากแอสเบสตอส (แร่ใยหิน) ซึ่งยังใช้อยู่ในอุตสาหกรรมหลายชนิด ซึ่งสารชนิดนี้ไม่ได้ทำให้เราเป็นมะเร็งในระยะเวลาชั่วข้ามคืนแต่จะค่อยๆ สะสมจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด จากสถิติที่สำคัญคนที่สูบบุหรี่และทำงานกับฝุ่นแร่ใยหิน (เช่น ฝ้าเพดาน กระเบื้องมุงหลังคาที่ยังมีแร่ใยหิน ผ้าเบรก คลัช เหมืองแร่ ฯลฯ) จะเสี่ยงต่อมะเร็งปอดมากกว่าคนปกติ 90 เท่า หากไอ เสมหะมีเลือด น้ำหนักลด เบื่ออาหาร อย่านิ่งนอนใจ

3) มะเร็งปากมดลูก เป็นโรคที่พบมากที่สุดในหญิงไทยปัจจุบัน โดยเฉพาะคนที่มีเพศสัมพันธ์กับชายหลายคน มีกิ๊ก มีคู่นอนหลายคน รวมทั้ง การมีเพศสัมพันธ์ในตอนที่อายุน้อย ปัจจัยเหล่านี้ จะทำให้เสี่ยงต่อเชื้อ HPV ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูก เชื้อ HPV นี้ ยังสามารถเกิดกับคนที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักได้เช่นกัน แนวทางสำคัญ จึงอยู่ที่การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ อย่าอาย เพราะเมื่อไม่ไปตรวจถ้าเป็นอาจสายเกินแก้

4) มะเร็งเต้านม แม้จะเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ 80-90% หากตรวจพบและทำการรักษาในระยะเริ่มแรก แต่เราก็ยังเห็นผู้หญิงเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมมากขึ้น เหตุนี้ จึงขอเน้นย้ำให้ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไปไปตรวจเต้านม

ด้วยการทำแมมโมแกรมปีละ 1 ครั้ง ป้องกันด้วยการเลี่ยงทานอาหารที่มีไขมันสูง การตรวจเต้านมด้วยตัวเองเดือนละ 1 ครั้ง เป็นประจำหลังหมดประเดือน ที่สำคัญ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการออกกำลังกายสม่ำเสมอจะทำให้ร่างกายมีภูมิป้องกันมะเร็งทุกชนิด รวมทั้งลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งได้ถึง 37%

5) มะเร็งลำไส้และทวารหนัก จากอาหารที่ห่างไกลธรรมชาติ วิถีการกินในรูปแบบที่เปลี่ยนไปของคนในปัจจุบันโดยเฉพาะไขมันสูง ทำให้อัตราการเกิดมะเร็งลำไส้และทวารหนักมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ จึงมีความจำเป็นโดยควรเริ่มตั้งแต่อายุ 50 - 75 ปี นอกจากนี้ ผู้ที่บิดา-มารดาหรือพี่น้องท้องเดียวกันมีประวัติโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะขณะที่มีอายุน้อย ผู้ที่มีประวัติมีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์อาจต้องเริ่มตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ก่อนอายุ 50 ปี วิธีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เชื่อถือได้และวงการแพทย์แนะนำ คือ การตรวจหาเลือดในอุจจาระ (f***l occult blood testing) และการส่องกล้องทางทวารหนักและลำไส้ใหญ่ (sigmoidoscopy หรือ colonoscopy)

การหมั่นสังเกตตัวเอง การตรวจคัดกรองก่อนการเกิดโรค รวมทั้งการรักษาอย่างทันท่วงทีจะทำให้เราหายขาดและไม่เสียชีวิตจากโรคนี้... ป้องกัน ดีกว่ารักษาแน่ๆ

ที่มา : หน้าพิเศษ Hospital Healthcare นสพ.มติชน

27/01/2016

10 สัญญาณเตือนภัย "มะเร็งปากมดลูก"

อันที่จริงโรคภัยอันตรายร้ายแรงของผู้หญิงโดยเฉพาะก็มีไม่กี่โรคหรอกค่ะ หนึ่งในนั้นก็คือมะเร็งปากมดลูก ที่หลายๆ คนแอบสงสัยว่าตัวเองกำลังเสี่ยง หรือกำลังจะเป็นมะเร็งปากมดลูกอยู่หรือเปล่า เวลาปวดท้องประจำเดือนหนักๆ ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนภัยโรคนี้หรือไม่ Sanook! Health หาคำตอบมาให้เรียบร้อยแล้วค่ะ

10 สัญญาณเตือนภัย “มะเร็งปากมดลูก”

1. มีเลือดออกจากช่องคลอดอย่างไม่ทราบสาเหตุ เช่น ขณะ หรือหลังมีเพศสัมพันธ์ หลังตรวจภายใน

2. ยังคงมีเลือดออกจากช่องคลอด หลังหมดประจำเดือนแล้ว หรือประจำเดือนมากะปริดกะปรอยผิดปกติ

3. มีตกขาวอย่างเห็นได้ชัด และอาจมีเลือดปน

4. มีอาการเจ็บ ขณะมีเพศสัมพันธ์

5. มีสารคัดหลั่งออกมาจากข่องคลอดมากผิดปกติ หรืออาจปนเลือด

6. ปัสสาวะบ่อย หรืออาจปวดบวม ปัสสาวะไม่ออก

7. อ่อนเพลีย ไม่มีแรง

8. เบื่ออาหาร ซูบผอม น้ำหนักลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ

9. ปวดท้องน้อย

10. หากอาการรุนแรงขึ้น อาจจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ขาบวม ปวดหลัง ปัสสาวะมีเลือดปน เป็นต้น

จะเห็นว่าอาการที่เห็นได้ชัดเจน คือมีเลือดออกจากช่องคลอดขณะ หรือหลังมีเพศสัมพันธ์ รวมไปถึงอาการตกขาวที่อาจมีเลือดปนนะคะ หากพบอาการดังกล่าว บวกกับอาการในข้ออื่นๆ ด้วยแล้วล่ะก็ พบแพทย์โดยด่วนเลยนะคะ แต่ถึงแม้จะเป็นมะเร็งปากมดลูก ก็ยังมีวิธีป้องกันด้วยนะ

วิธีป้องกัน มะเร็งปากมดลูก

1. ตรวจสุขภาพ หามะเร็งปากมดลูกปีละครั้ง โดยเฉพาะผู้หญิงที่อายุ 30 ปีขึ้นไป

2. ผู้หญิงที่ใช้วิธีคุมกำเนิดด้วยฮอร์โมน เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด ควรตรวจหามะเร็งปากมดลูกทุก 6 เดือน

3. ลดการดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่

4. ดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง หมั่นสังเกตอาการผิดปกติของร่างกายอยู่เสมอ

5. ข่าวดีคือ มีวัคซีนป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก สามารถติดต่อโรงพยาบาลเพื่อขอฉีดวัคซีนได้ค่ะ

ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นอย่าลืมตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และตรวจภายในเพื่อหามะเร็งปากมดลูกกันด้วยนะคะ กันไว้ดีกว่าแก้นะ

ขอบคุณข้อมูลจาก iosociety.com, siamhealth.net

27/01/2016

กินอย่างไร...เมื่อเป็นเบาหวาน
การเลือกกินอาหารอย่างถูกต้องเพื่อสุขภาพ เป็นสิ่งที่สำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เมื่อควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีโรคแทรกซ้อนก็จะลดลงด้วย โดยมีหลักง่ายๆ ดังนี้
1. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่
2. กินข้าวเป็นหลัก สลับกับอาหารพวกแป้งเป็นบางมื้อ
3. กินพืชผักให้มาก และกินผลไม้เป็นประจำ
4. กินเนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วเมล็ดเป็นประจำ
5. หลีกเลี่ยงอาหาร หวาน มัน เค็ม
6. กินอาหาร 3 มื้อ และอาหารว่าง 1 มื้อ และกินอาหารให้เป็นเวลา ห้ามงดอาหาร
7. กินอาหารให้หลากหลาย เพื่อที่ร่างกายจะได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ กินไขมันให้น้อย เลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน หลีกเลี่ยงการทอด ใช้การย่าง อบ ต้ม หรือเผาแทน
8. กินน้ำตาลให้น้อยลง อ่านฉลากก่อนกินทุกครั้ง ชิมก่อนปรุง งดน้ำอัดลมและแอลกอฮอล์
9. งดอาหารแสลง และยาบำรุง ได้แก่ ผลไม้และอาหารหมักดองทุกชนิด (ปลาร้า ปลาเจ่า ผักดอง หน่อไม้) ผลไม้ที่มีรสหวานจัด
(ทุเรียน ลำไย ขนุน) ขนมหวานจัด (ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ข้าวเหนียวใส่น้ำตาล)

27/01/2016

ปวดท้อง - กรดเกิน โรคคู่คนไทย

กินรสจัด กินอาหารไม่ตรงเวลา ดื่มกาแฟจัด ชอบดื่มน้ำอัดลม สูบบุหรี่ เครียดสะสม

"ระวัง" แผลในกระเพาะ แผลลำไส้เล็กส่วนต้น กรดไหลย้อน

#คำคม #ปวดท้อง #กรดเกิน #รสจัด #ดื่มน้ำอัดลม #สูบบุหรี่ #เครียดสะสม

เรื่อง ปวดท้องจากกรดเกินที่กระเพาะอาหาร

สำหรับคนที่มีนิสัยรับประทานอาหารรสจัด รับประทานอาหารไม่ตรงเวลา ชอบรับประทานกาแฟ หรือรับประทานยาแก้ปวด ซึ่งมีฤทธิ์ระคายเคืองกระเพาะอาหาร เมื่อรับประทานยาตอนที่ท้องว่าง สูบบุหรี่ ดื่มน้ำอัดลม มีความเครียดสะสม วิตกกังวลเป็นประจำ อาการหนึ่งที่คนกลุ่มนี้มักจะพบ คือ อาการปวดท้องจากกรดเกินที่กระเพาะอาหาร ซึ่งอาจนำไปสู่โรคแผลในกระเพาะอาหาร แผลที่ลำไส้เล็กส่วนต้น หรือกรดไหลย้อนได้ในอนาคต โดยยาที่ใช้บรรเทาอาการดังกล่าว หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นยาในกลุ่ม “ยาลดกรด”

กลไกในการออกฤทธิ์ของยาลดกรดคือ การนำความเป็นด่างของยาสะเทินกับกรดในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เพื่อลดความเป็นกรด เมื่อความเป็นกรดลดลง การกัดกร่อนของกรดที่จะทำให้เกิดแผลหรือการทำให้แผลที่มีอยู่ระคายเคืองจึงลดลง และให้ผลในการบรรเทาอาการปวดท้องจากกรดเกินในกระเพาะอาหารได้

ซึ่งการรับประทานยาลดกรดนั้นไม่ควรรับประทานพร้อมกับยาอื่น เนื่องจากยาลดกรดอาจไปลดการดูดซึมของยาอื่น ๆ ได้

27/01/2016

เทคนิคการกินอาหารตามลำดับ
ควรกินอาหารตามลำดับดังนี้

ลำดับที่ ๑. ดื่มสมุนไพรต่างๆ
เช่น น้ำเขียว(สมุนไพรสดจากธรรมชาติ)

วิธีทำ
ใช้ สมุนไพรฤทธิ์เย็น เช่น ใบย่านางเขียว ๕-๒๐ ใบ ใบเตย ๑-๓ ใบ บัวบก ครึ่ง-๑ กำมือ หญ้าปักกิ่ง ๓-๕ ต้น ใบอ่อมแซ๊บ(เบญจรงค์) ครึ่ง-๑ กำมือ ผักบุ้ง ครึ่ง-๑ กำมือ ใบเสลดพังพอน ครึ่ง-๑ กำมือ หยวกกล้วย ครึ่ง-๑ คืบและว่านกาบหอย ๓-๕ ใบ เป็นต้น จะใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันก็ได้ โขลกให้ละเอียดหรือขยี้ ผสมกับน้ำเปล่า ๑-๓ แก้ว กรองผ่านกระชอน เอาน้ำที่ได้มาดื่ม ครั้งละประมาณ ครึ่ง-๑ แก้ว วันละ๒-๓ ครั้ง ก่อนอาหาร

ไม่ควรดื่มหลังอาหารทันทีจะทำให้การย่อยอาหารไม่ดี ยกเว้น รู้สึกกระหายน้ำหรือมีอาการไม่สบายในกลุ่มร้อนเกิน

ปกติถ้าจะดื่มหลังอาหารควรดื่มหลังอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมงหรือตอนท้องว่าง ซึ่งจะดื่มในปริมาณและความเข้มข้นมากหรือน้อยเท่าไหร่นั้น ก็ตามความเหมาะสมของสภาพร่างกายแต่ละคน ว่าดื่มเท่าไหร่ที่ทำให้รู้สึกสบายตัวที่สุด เพราะดื่มมากไปเราก็จะรู้สึกกลืนยากและไม่สบายตัว ดื่มน้อยไปเราก็จะรู้สึกไม่อิ่มไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย บางคนบางเวลาอาจถูกกับน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นผ่านไฟหรือกดน้ำร้อนใส่หรือใส่สมุนไพรฤทธิ์ร้อนในปริมาณที่สมดุลแล้วเอามาดื่มก็ได้


สำหรับผู้ที่มีปัญหาปวด แสบ ออกร้อนท้อง หรือท้องเสีย เป็นบิดมูกเลือด การกินน้ำจากต้นกล้วย ๑-๒ ช้อนแกง ก่อนดื่มน้ำเขียวหรือกินเวลามีอาการไม่สบายดังกล่าว ก็จะช่วยแก้ไขหรือบรรเทาอาการได้อย่างดี โดยเอาหางหรือด้ามช้อนกินข้าว เสียบเข้าไปที่ต้นกล้วยชนิดใดก็ได้ จนสุดด้ามช้อน เฉียงประมาณ ๔๕ องศา ทิ้งไว้ประมาณ ๑๐ นาที ก็จะได้น้ำจากต้นกล้วยค่อยๆไหลออกมาเกือบเต็มหรือเต็มช้อน นำมากินได้ทันที ผู้ที่มีอาการท้องเสีย เป็นบิดหรือมีมูกเลือด

ถ้ากินน้ำต้นกล้วยแล้ว อาการยังไม่ดีขึ้น สามารถกินซ้ำได้ทุก ๑๐ นาที ส่วนใหญ่แล้ว กินซ้ำไม่เกิน ๒-๓ ครั้ง อาการดังกล่าวก็มักจะทุเลาเบาบางหรือหายไป นอกจากนี้ น้ำต้นกล้วย ยังสามารถใช้ทารักษาแผลสด แผลเรื้อรัง แผลน้ำกัดเท้าได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีรสฝาดเย็น จึงมีฤทธิ์สมานแผล ถอนพิษร้อน ฆ่าเชื้อและแก้อักเสบได้เป็นอย่างดี


ลำดับที่ ๒.
กินผลไม้ ถ้ารสเปรี้ยวนั้นไม่เสียวฟัน ให้กินก่อนผลไม้หวาน แต่ถ้าเสียวฟัน ให้งดการกินเปรี้ยวนั้นเสีย ส่วนผลไม้ที่หวาน ควรกินเพียงเล็กน้อยแค่พอสบายตัวและมีกำลัง


ลำดับที่ ๓.
กินผักสดหรือผ่านไฟ อาจกินเป็นสลัดผัก ยำ ห่อใบเมี่ยง กินกับส้มตำ น้ำพริกหรือกับข้าวอื่นๆที่ปรุงรสไม่จัด ที่สามารถกินแกล้มกับผักได้


ลำดับที่ ๔.
กินข้าวเปล่า ข้าวโรยเกลือ หรือกินข้าวพร้อมกับข้าวต่างๆ


ลำดับที่ ๕. ถั่วเขียวต้ม อาจใส่เกลือหรือน้ำตาลเล็กน้อย (ต้มพอสุกไม่เปื่อย ใช้ไฟกลางๆ) หรือถั่วหลากพันธุ์ที่ถูกกับสภาพร่างกาย, น้ำเต้าหู้(ในคนที่กินได้ โดยที่ไม่มีอาการผิดปกติ)


ลำดับที่ ๖.
กินแกงจืด/ แกงอ่อม/แกงเลียง/น้ำซุบ/น้ำแกงอื่นๆ ที่รสไม่จัด อาหารดังกล่าวสามารถกินได้ในทุกขั้นตอนของอาหาร และขณะย่อยอาหารร่างกายจะใช้พลังความร้อนในการย่อย ถ้าเรากินน้ำแกงหรือน้ำที่ผ่านการรับความร้อนจากไฟ ล้างคอแทนน้ำเปล่าเป็นลำดับท้าย จะช่วยให้ระบบย่อยทำงานได้ดี

ส่วนน้ำเปล่าถ้าดื่มหลังอาหารทันทีมักทำให้ระบบย่อยทำงานไม่ดี เพราะเป็นน้ำที่ไม่ผ่านพลังร้อน ควรดื่มน้ำเปล่าเมื่อเริ่มรู้สึกกระหายน้ำ ซึ่งถ้ากินอาหารได้สมดุลมักจะเริ่มกระหายน้ำ หลังจากที่กินอาหาร ประมาณ ๑-๒ ชั่วโมง ส่วนผู้ที่กินอาหารไม่สมดุลมักกระหายน้ำเร็วกว่านั้น ก็ควรจะดื่มน้ำเปล่าแก้กระหายตามร่างกายบอกหรือแสดงอาการกระหายน้ำ


สำหรับวันที่อากาศหนาวเย็น การไหลเวียนของน้ำย่อยและเลือดลมจะไม่ค่อยสะดวก ดังนั้นการกินต้มผักหรือแกงผักที่รสไม่จัด(ทั้งน้ำและเนื้อผัก) ก่อนอาหารอื่นมักทำให้สบายตัวดี เพราะจะช่วยให้เลือดลมน้ำย่อยในระบบย่อยไหลเวียนได้ดี เป็นการทำให้อุ่นสบายพอดีสมดุลกับสภาพอากาศที่หนาวเย็น(ใช้หลักการที่ทำให้แข็งแรงอายุยืนของพระพุทธเจ้า คือเป็นผู้ทำความสบายแก่ตนเอง)

การกินอาหารตามเทคนิคดังกล่าว เป็นการกินอาหารตามลำดับจากการย่อยง่ายไปสู่ยาก และตามลำดับการคุ้มครองเซลล์เนื้อเนื้อของร่างกาย โดยน้ำสมุนไพรจะดูดซึมเร็วที่สุดย่อยง่ายที่สุด รองลงมาเป็นผลไม้ ผัก ข้าว โปรตีน และไขมันตามลำดับ การกินอาหารตามลำดับจะทำให้อาหารดูดซึมไปใช้ได้เร็วโดยไม่ติดขัด ไม่เป็นภาระในการแบกรับน้ำหนักของอาหารในระบบย่อย โดยเฉพาะกระเพาะอาหารและลำไส้

การกินอาหารตามลำดับ จะทำให้เซลล์เนื้อเยื่อได้รับการคุ้มครอง เพราะในขณะที่เราหิวจะเกิดภาวะร้อนขึ้นจากไฟย่อย น้ำย่อยทำงาน คนส่วนใหญ่เวลาหิวก็มักจะกินข้าวก่อนอย่างอื่น ข้าวเป็นคาร์โบไฮเดรทที่ให้พลังงานความร้อน ความร้อนก็จะเผาเซลล์เนื้อเยื่อของเรา กว่าที่สมุนไพรผักผลไม้ซึ่งมีฤทธิ์เย็นจะเข้าไปคุ้มครองเซลล์เนื้อเยื่อ เซลล์เนื้อเยื่อบางส่วนก็ถูกความร้อนทำลายไปแล้ว

จะสังเกตได้ว่าในขณะที่เราหิวมากๆ จะกินข้าวไม่ลงหรือติดคอ นั่นคือสัญญาณต้านของร่างกาย

ถ้าเรากินผักผลไม้ก่อน(ผักผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น)หรือถ้ามีน้ำสมุนไพรที่ฤทธิ์เย็นก็กินก่อน จะทำให้ฤทธิ์เย็นเข้าไปคุ้มครองร่างกายก่อน พอกินข้าวพลังงานความร้อนจากข้าวก็จะไม่เผาทำลายเซลล์เรา และเมื่อความร้อนจากข้าวเริ่มออกฤทธิ์ ก็จะพอดีย่อยถั่ว เพราะถั่วต้องการใช้พลังงานที่มากในการย่อย

การกินอาหารตามลำดับดังกล่าว จะทำให้ระบบย่อยทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพ เบาเนื้อ เบาตัว สดชื่น กระปรี้กระเปร่า สบายตัวและมีกำลังกว่าการไม่กินตามลำดับ และเทคนิคการกินอาหารตามลำดับยังทำให้เรากินผักได้ง่าย ได้มาก ซึ่งเป็นผลดีกับร่างกาย

โดย
ดร.ใจเพชร กล้าจน(หมอเขียว)
ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม
สำนักการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข,นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ และแพทย์วิถีธรรม โรงพยาบาลอำนาจเจริญ

30/12/2015

แพทย์วิถีธรรมบำเพ็ญได้ในทุกๆ ที่
ที่จะทำให้ตัวเองและผู้อื่นเจริญในธรรมไปได้ มีองค์ประกอบดังนี้
1.เราลดกิเลสได้
2.หมู่กลุ่มที่ร่วมทำ
ต้องมีจิตวิญญาณแห่งพุทธะ
3.ต้องมีการทำเตวิชโช
4.มีความก้าวหน้าในกิจกรรมที่ร่วมกันทำ
5.งานที่ทำไม่ติดขัดเกินไปยังลื่นไหลไปได้ 6.ยังสามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับส่วนกลางได้และมีทิศทางเข้าหาส่วนกลางเป็นระยะๆ
7.งานใหญ่ๆ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ (อย่าพลาด)

ให้มาร่วมกับหมู่กลุ่มใหญ่ครบ 7 ข้อนี้แปลว่า "จุดนั้นเป็นที่อยู่ของเราที่สามารถทำให้เราและผู้อื่นเจริญในธรรมได้"

อ.ใจเพชร กล้าจน(หมอเขียว)
วันที่ 25 ธันวาคม 2558

ที่อยู่

Amphoe Nam Phong
40140

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลบัวเงินผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง กองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลบัวเงิน:

แชร์