สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดระนอง

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดระนอง (PR Ranong)

ผู้ว่าฯ ระนอง เป็นประธานในพิธีโครงการ “วัดปฏิบัติธรรมสวนะ ครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน” ประจำปี 2569   ...
05/09/2026

ผู้ว่าฯ ระนอง เป็นประธานในพิธีโครงการ “วัดปฏิบัติธรรมสวนะ ครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน” ประจำปี 2569

วันที่ 5 กันยายน 2569 ณ วัดอุปนันทาราม ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง นายราชัน มีน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เป็นประธานในพิธีโครงการ “วัดปฏิบัติธรรมสวนะ ครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จังหวัดระนอง พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน และพุทธศาสนิกชน เข้าร่วมกิจกรรม

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนและครอบครัวได้ร่วมกันเข้าวัดปฏิบัติธรรมในวันพระ สืบสานและอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ ยังมุ่งส่งเสริมการอุดหนุนสินค้าและผลิตภัณฑ์ของชุมชน ผ่านแนวคิด “ครอบครัวหิ้วตะกร้า ศรัทธาอิ่มบุญ อุดหนุนชุมชน” เพื่อสร้างรายได้และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ชุมชน ควบคู่กับการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และการดำรงชีวิตตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา

จังหวัดระนองจัดงาน “วันวิชาการเปิดบ้านห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม” (SMTE) เครือข่ายภาค...
05/09/2026

จังหวัดระนองจัดงาน “วันวิชาการเปิดบ้านห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม” (SMTE) เครือข่ายภาคใต้ตอนบน ประจำปีการศึกษา 2569

วันที่ 4 กันยายน 2569 ณ โรงเรียนสตรีระนอง จังหวัดระนอง นายราชัน มีน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “วันวิชาการเปิดบ้านห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม (SMTE) เครือข่ายภาคใต้ตอนบน ประจำปีการศึกษา 2569” โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนจากโรงเรียนในเครือข่ายเข้าร่วมกิจกรรม

การจัดงานดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4–6 กันยายน 2569 โดยเครือข่ายโรงเรียนห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มเครือข่ายภาคใต้ตอนบน จำนวน 24 โรงเรียน ใน 9 จังหวัด มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและแนวทางการดำเนินงานของโครงการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงเปิดเวทีให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์ และแสดงศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม

ภายในงานมีกิจกรรมจัดแสดงนิทรรศการและผลงานเด่นเชิงประจักษ์จาก 24 โรงเรียน พร้อมการแข่งขันทักษะวิชาการ 6 รายการ ได้แก่ การแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม การแข่งขันหุ่นยนต์ การแข่งขัน Science and Tech Challenge การแข่งขัน SITT Talk การแข่งขัน Sci Canvas และการแข่งขัน Math Challenge โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู และนักเรียนจาก 24 โรงเรียน เข้าร่วมกิจกรรมประมาณ 1,080 คน

นายราชัน มีน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง กล่าวว่า งานวันวิชาการในครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงศักยภาพ ความรู้ ความสามารถ และความคิดสร้างสรรค์ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์กับเพื่อนนักเรียนจากโรงเรียนต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้นักเรียนเกิดทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา การทำงานร่วมกัน และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ พร้อมทั้งขอชื่นชมเครือข่ายโรงเรียนห้องเรียนพิเศษฯ และโรงเรียนสตรีระนองที่ร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพของเยาวชนอย่างต่อเนื่อง และขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันสนับสนุนการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต

ทั้งนี้ โรงเรียนสตรีระนองได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงาน ภายใต้การนำของผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมได้รับความร่วมมือจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพังงา ภูเก็ต ระนอง ภาคีเครือข่ายโรงเรียนสตรีระนอง คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี และวิทยาเขตปัตตานี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี รวมถึงคณะครู บุคลากร และนักเรียนโรงเรียนสตรีระนอง เพื่อร่วมกันส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง

“ปกรณ์” ชี้โลกเผชิญความท้าทาย ถึงเวลาพัฒนาระบบราชการจริงจัง รื้อขั้นตอน–เชื่อมข้อมูล ยกระดับขีดความสามารถประเทศนายปกรณ์ ...
05/09/2026

“ปกรณ์” ชี้โลกเผชิญความท้าทาย ถึงเวลาพัฒนาระบบราชการจริงจัง รื้อขั้นตอน–เชื่อมข้อมูล ยกระดับขีดความสามารถประเทศ

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผ่านรายการ คุยกับ ครม.อนุทิน ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT ซึ่งประเดิมออกอากาศตอนแรกไปเมื่อวันเสาร์ที่ 5 ก.ย.69 เวลา 09.05 น. ถึงแนวคิด "การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ"

รองนายกฯปกรณ์ ระบุถึงเหตุผลที่เลือกใช้คำว่า “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” แทนคำว่า “การปฏิรูประบบราชการ” เพราะคำว่าปฏิรูปถูกใช้มายาวนานและมีภาพของความไม่สำเร็จติดอยู่

โจทย์สำคัญวันนี้คือการลงมือปรับกระบวนการทำงานให้เห็นผลจริงในอดีตมีความพยายามปฏิรูประบบราชการมาหลายครั้ง แต่มักจบลงที่การตั้งคณะกรรมการ คณะทำงาน การศึกษา และการจัดทำนโยบาย แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงวิธีทำงานของภาครัฐได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญความท้าทาย ทั้งความผันผวนของการค้าโลก มาตรการกดดันระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก ปัญหาสภาพภูมิอากาศ น้ำท่วม ดินถล่ม อากาศร้อนจัดและไฟป่า ตลอดจนการเข้าสู่สังคมสูงวัยและจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านต่างปรับโครงสร้างและวิธีบริหารภาครัฐเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

อีกปัจจัยสำคัญคือโครงสร้างงบประมาณของประเทศ ซึ่งมีรายจ่ายประจำประมาณร้อยละ 73 ขณะที่รายจ่ายลงทุนอยู่ที่ประมาณร้อยละ 20 หากสามารถลดภาระรายจ่ายประจำและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐได้ ก็จะมีโอกาสขยับสัดส่วนงบลงทุนจากประมาณร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 30 ทำให้ประเทศมีงบประมาณสำหรับการพัฒนาและรับมือความท้าทายในอนาคตมากขึ้น

นายปกรณ์ย้ำว่า การพัฒนาระบบราชการไม่ควรเริ่มต้นจากการประกาศลดจำนวนข้าราชการ แต่ต้องเริ่มจากการพิจารณาว่าแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่อะไร กระบวนงานใดจำเป็น และงานใดสามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้

“ผมไม่ได้บอกว่าเราจะลดคนไปเลยนะครับ มันคือการพัฒนาประสิทธิภาพ” นายปกรณ์กล่าว พร้อมอธิบายว่า เทคโนโลยีควรถูกนำมาใช้เพื่อทดแทนงานบางประเภท ไม่ใช่มองว่าเป็นการทดแทนคน เช่น การส่งเอกสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือระบบสารบรรณดิจิทัล แทนการใช้เจ้าหน้าที่เดินถือแฟ้มระหว่างหน่วยงาน

ประสบการณ์การทำงานที่กฤษฎีกา ซึ่งเคยมีกระบวนงานประมาณ 170 กระบวนการ แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีการนำเทคโนโลยีและรูปแบบการทำงานจากที่ใดก็ได้มาใช้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 หลายขั้นตอนที่เคยถูกมองว่าจำเป็นกลับสามารถลดหรือปรับเปลี่ยนได้ จึงควรนำบทเรียนดังกล่าวมาทบทวนกระบวนงานของหน่วยงานภาครัฐทั้งหมด

ในด้านโครงสร้าง นายปกรณ์เห็นว่า เมื่อภาครัฐได้รับภารกิจใหม่ ไม่ควรตอบสนองด้วยการตั้งหน่วยงาน กอง หรือคณะกรรมการขึ้นมาใหม่ทุกครั้ง แต่ควรจัดทีมตามภารกิจ โดยดึงบุคลากรจากหลายส่วนมาทำงานร่วมกัน ลดโครงสร้างที่มีผู้บริหารจำนวนมาก และเพิ่มความคล่องตัวในการแก้ปัญหา

สำหรับกำลังคนภาครัฐซึ่งมีอยู่ประมาณ 3 ล้านคน ไม่ควรใช้ระบบบริหารบุคลากรแบบเดียวกับทุกอาชีพ เพราะครู แพทย์ พยาบาล ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ในสายงานอื่นมีลักษณะงาน เวลา และภาระหน้าที่แตกต่างกัน แต่ละวิชาชีพจึงควรประเมินจำนวนคนจากปริมาณงานและคุณภาพของผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ

ขณะเดียวกันการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลยังต้องเดินหน้าสู่ "ภาครัฐระบบเปิด" (Open Government) โดยข้อมูลภาครัฐควรอยู่ในรูปแบบที่ระบบคอมพิวเตอร์อ่านและนำไปใช้ต่อได้ ฐานข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเชื่อมโยงกัน และประชาชนควรติดตามสถานะการดำเนินงานได้ทุกขั้นตอน ซึ่งนอกจากจะทำให้บริการรวดเร็วขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มความโปร่งใสและลดโอกาสทุจริต

ในส่วนของการบริการประชาชนในอนาคตควรเปลี่ยนจากการทำงานแยกส่วนแบบหนึ่งหน่วยงานต่อหนึ่งเรื่อง ไปสู่การทำงานข้ามหน่วยงานและข้ามกระทรวง ประชาชนไม่ควรต้องนำข้อมูลชุดเดียวกันไปยื่นซ้ำ หรือติดต่อราชการหลายแห่งเพื่อดำเนินการเรื่องเดียว แต่ควรได้รับบริการแบบจุดเดียวจบ โดยหน่วยงานรัฐเป็นฝ่ายเชื่อมโยงข้อมูลและประสานงานกันเอง

นายปกรณ์ยังเสนอให้พิจารณาช่องทางบริการแบบ Fast Track ที่สามารถเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมอย่างถูกกฎหมายสำหรับผู้ต้องการบริการที่รวดเร็วขึ้น เพื่อนำรายได้กลับมาพัฒนาระบบ และลดแรงจูงใจในการจ่ายเงินนอกระบบ พร้อมทั้งปรับปรุงกฎหมาย โดยให้กฎหมายหลักกำหนดเฉพาะหลักการ ส่วนรายละเอียดควรอยู่ในกฎหมายลำดับรอง เพื่อให้สามารถแก้ไขให้ทันต่อสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น

ผลสำเร็จของการพัฒนาระบบราชการต้องวัดจากสิ่งที่ประชาชนสัมผัสได้ โดยเฉพาะระยะเวลาให้บริการ ซึ่งนายปกรณ์เห็นว่ากระบวนงานภาครัฐควรใช้เวลาลดลงอย่างน้อยประมาณร้อยละ 20–30 ภายหลังการปรับระบบและนำกฎหมายอำนวยความสะดวกมาใช้

โดยตัวชี้วัดที่สำคัญซึ่งประชาชนสามารถจับต้องได้ คือการติดต่อราชการง่ายขึ้น ใช้เอกสารน้อยลง ไม่ต้องผ่านหลายหน่วยงาน สามารถตรวจสอบสถานะได้ และได้รับบริการรวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น ขณะที่ประเทศจะลดภาระรายจ่ายประจำ มีงบประมาณสำหรับการลงทุนเพิ่มขึ้น ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีระบบราชการที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก

ความพยายามพัฒนาระบบราชการครั้งนี้จึงไม่ควรสิ้นสุดลงที่ข้อเสนอหรือรายงานอีกครั้ง แต่ต้องลงมือรื้อกระบวนงาน เชื่อมโยงข้อมูล พัฒนาคน และวัดผลจากบริการที่ประชาชนได้รับ ซึ่งยังส่งผลต่อขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

ดังนั้น ไม่ว่าเราจะเรียกคำนี้ว่า “การปฏิรูประบบราชการ” หรือ “การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ” ก็ตาม หัวใจสำคัญคือ “ต้องลงมือทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ”

จากสิ่งทอ สู่ 'ระบบวัฒนธรรมที่มีชีวิต'เมื่อประเทศไทยเสนอ “ชุดไทย” ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษย...
05/09/2026

จากสิ่งทอ สู่ 'ระบบวัฒนธรรมที่มีชีวิต'

เมื่อประเทศไทยเสนอ “ชุดไทย” ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การยูเนสโก สิ่งที่คนไทยควรทำความเข้าใจร่วมกันคือ เราไม่ได้นำเสนอเพียง “ชุดไทยพระราชนิยม” 8 แบบ ในฐานะเครื่องแต่งกายเท่านั้น

สิ่งที่ประเทศไทยกำลังนำเสนอคือ “ระบบวัฒนธรรมที่มีชีวิต” ซึ่งเชื่อมโยงทั้งองค์ความรู้ที่สั่งสมมา งานฝีมือและงานช่างสิ่งทอที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ตลอดจนแนวปฏิบัติในการแต่งกายที่ยังคงอยู่ในวิถีชีวิตและประเพณีของคนไทย

คุณค่าของชุดไทยจึงไม่ได้อยู่เพียงที่รูปแบบของเสื้อผ้า แต่อยู่ในองค์ความรู้ของผู้คน ตั้งแต่ช่างทอ ช่างปัก ช่างตัดเย็บ ไปจนถึงผู้สวมใส่และชุมชนที่ช่วยกันรักษาและส่งต่อภูมิปัญญาเหล่านี้ให้ดำรงอยู่ต่อไป

เพราะมรดกที่มีชีวิต ไม่ได้มีความหมายเพียงสิ่งที่เรารับมาจากอดีต แต่คือสิ่งที่ยังถูกใช้ สร้างสรรค์ และส่งต่ออยู่ในชีวิตของผู้คนในวันนี้

#สืบสานรักษาต่อยอด

05/09/2026
05/09/2026
ปฏิรูประบบราชการถึงไหน! รัฐบาลแจงทำครบ“คน-งาน-เทคโนโลยี” ยึดหลัก “รัฐเล็กลง บริการดีขึ้น” เดินหน้าเกษียณก่อนกำหนด(5 ก.ย....
05/09/2026

ปฏิรูประบบราชการถึงไหน! รัฐบาลแจงทำครบ“คน-งาน-เทคโนโลยี” ยึดหลัก “รัฐเล็กลง บริการดีขึ้น” เดินหน้าเกษียณก่อนกำหนด

(5 ก.ย. 69) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูประบบราชการของรัฐบาล ภายใต้แนวคิด “รัฐขนาดเล็ก คล่องตัว โปร่งใส” ว่า ขณะนี้มาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดสำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญมีความคืบหน้า โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้หารือร่วมกับสำนักงาน ก.พ. สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง และเห็นชอบหลักการสำคัญแล้ว พร้อมมอบหมายสำนักงาน ก.พ. เร่งจัดทำรายละเอียด หลักเกณฑ์ และเงื่อนไข เพื่อเสนอคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูประบบราชการของรัฐบาลไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะมาตรการเกษียณก่อนกำหนด แต่กำลังดำเนินการควบคู่กันใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) ปรับกำลังคน 2) ปรับกระบวนงาน และ 3) ปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี เพื่อให้โครงสร้างภาครัฐมีขนาดเหมาะสมกับภารกิจ ขณะที่ประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนต้องดีขึ้น

ส่วนที่ 1 ปรับกำลังคน – เกษียณก่อนกำหนดควบคู่ตรึงอัตรา

สำหรับมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด กลุ่มเป้าหมายแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีอายุราชการ 25 ปีขึ้นไป และ 2) ผู้มีอายุ 40–49 ปี ซึ่งมีอายุราชการตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยเห็นชอบหลักการกำหนดเงินก้อนสูงสุดของทั้งสองกลุ่มในอัตราเท่ากัน ไม่เกิน 12 เท่า พร้อมเงื่อนไขไม่กลับเข้ารับราชการหรือเป็นพนักงานประจำของหน่วยงานภาครัฐอีก

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้วางกรอบบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐโดยควบคุมและตรึงอัตรากำลัง รวมถึงบริหารอัตราว่างและอัตราที่เกิดจากการเกษียณอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้จำนวนบุคลากรและภาระค่าใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น

นางสาวรัชดากล่าวว่า แนวทางดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมาย “ลดข้าราชการแบบเหมาเข่ง” แต่เป็นการใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงกำลังคนมาปรับโครงสร้างให้สอดคล้องกับภารกิจของรัฐในอนาคต ลดตำแหน่งหรืองานที่มีความจำเป็นน้อยลง และรักษากำลังคนไว้ในภารกิจที่ประชาชนยังต้องการบริการจากภาครัฐ

ส่วนที่ 2 ปรับกระบวนงาน ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นต้องลดตาม

ปรับปรุงกระบวนงานภาครัฐควบคู่กับการปรับกำลังคน โดยได้ผลักดัน พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. 2569 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 มกราคม 2570 โดยขณะนี้หน่วยงานของรัฐอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมและทบทวนกระบวนงานต่าง ๆ ทั้งนี้ เป็นกลไกสำคัญในการทบทวนกระบวนการอนุมัติ อนุญาต และการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ให้เหลือขั้นตอนเท่าที่จำเป็น ลดการเรียกเอกสารและข้อมูลซ้ำซ้อน ลดภาระประชาชนในการติดต่อราชการ และลดการทุจริต

ส่วนที่ 3 ปรับวิธีทำงานด้วยเทคโนโลยี

หน่วยงานภาครัฐนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาทดแทนงานประจำที่ทำซ้ำ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ลดการขอเอกสารจากประชาชนในสิ่งที่ภาครัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว พร้อมเปิดทางให้ใช้บุคลากรภายนอกที่มีทักษะเฉพาะสนับสนุนงาน Digital Transformation แทนการเพิ่มอัตรากำลังประจำ

“การปฏิรูประบบราชการครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องมาตรการเกษียณก่อนกำหนดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการปรับคน งาน และเทคโนโลยีไปพร้อมกัน เป้าหมายคือทำให้รัฐมีขนาดเหมาะสมและคล่องตัวขึ้น โดยประชาชนต้องไม่เป็นผู้แบกรับภาระจากการลดขนาดรัฐ ตรงกันข้าม ประชาชนต้องได้รับบริการที่ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ขั้นตอนน้อยลง เงินภาษีถูกใช้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น และระบบราชการมีความโปร่งใสตรวจสอบได้มากขึ้น” นางสาวรัชดา กล่าว

🟢นายกฯ เร่งจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ สั่งรวมข้อมูลภายใน 1 สัปดาห์ ตั้งอนุ 4 ชุด วางเกณฑ์ปฏิบัติภายใน 1 เดือน📌บทสรุปนายอนุ...
05/09/2026

🟢นายกฯ เร่งจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ สั่งรวมข้อมูลภายใน 1 สัปดาห์ ตั้งอนุ 4 ชุด วางเกณฑ์ปฏิบัติภายใน 1 เดือน

📌บทสรุป
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569 กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่รองรับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล หลังพบข้อกังวลของประชาชนต่อการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ชุมชนเมือง และผู้ประกอบการบางรายอาจใช้ช่องว่างของกฎหมาย ภาครัฐจึงต้องเร่งกำหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม กำหนดนิยามและสถานะทางกฎหมายของดาต้าเซ็นเตอร์ การคุ้มครองข้อมูลและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและ
ลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากกำหนดทิศทางได้อย่างเหมาะสม ประเทศไทยจะสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสในการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลและนวัตกรรมของภูมิภาค ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ เร่งบูรณาการข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ให้เป็นชุดข้อมูลเดียวกัน ภายในวันที่ 11 กันยายน 2569 จัดระเบียบและวางกติกาการกำกับดูแลให้ครอบคลุมดาต้าเซ็นเตอร์ทุกประเภท ออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ที่สอดคล้องกับความต้องการและยุทธศาสตร์ของประเทศ และกำหนดเกณฑ์ประเมินเพื่อคัดเลือกโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ ภายในเดือนกันยายน 2569 ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า จะจัดทำ Dashboard รวบรวมข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ สายไฟ
ผังเมือง กฎหมาย และข้อบังคับ เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีข้อมูลตรงกัน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กำหนดแนวทางสำคัญ ได้แก่ ค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ไฟสะอาดไม่น้อยกว่า 60% มาตรฐานระบบสำรองไฟ และหลักเกณฑ์ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เน้นย้ำการกำกับดูแลผังเมือง ไฟฟ้า และน้ำ พร้อมชะลอการให้บริการไฟและน้ำแก่ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าขณะนี้ไม่มีผลกระทบต่อการใช้ไฟฟ้าและน้ำ ส่วนนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า กรุงเทพมหานคร จะชะลอการพิจารณา 3 โครงการที่ยังไม่อนุมัติจนกว่าจะมีนโยบายที่ชัดเจน

📌รายละเอียด
(4 ก.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประธานกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่รองรับการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ปัจจุบันประเทศไทยได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จากศักยภาพด้านที่ตั้ง ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียน แต่โอกาสดังกล่าวมาพร้อมความท้าทาย ทั้งการใช้พลังงานไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และสาธารณูปโภคในปริมาณสูง รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และความปลอดภัยทางไซเบอร์ จึงจำเป็นต้องกำกับดูแลให้สอดคล้องกับกฎหมาย มาตรฐาน และผลประโยชน์ของประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ติดตามปัญหาการดำเนินกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่เมืองอย่างใกล้ชิด หลังพบข้อกังวลของประชาชนต่อการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ชุมชนเมือง และผู้ประกอบการบางรายอาจใช้ช่องว่างของกฎหมาย โดยขออนุญาตก่อสร้างอาคารในลักษณะโกดังสินค้า ก่อนนำไปติดตั้งระบบและดำเนินกิจการในลักษณะดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งอาจทำให้การกำกับดูแลด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมไม่ครอบคลุม ภาครัฐจึงต้องเร่งกำหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม กำหนดนิยามและสถานะทางกฎหมายของดาต้าเซ็นเตอร์ กำหนดมาตรฐาน Green Data Center การส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน การคุ้มครองข้อมูลและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ให้รัดกุมตามมาตรฐานสากล ตลอดจนการสนับสนุนระบบนิเวศ AI และ Cloud ของประเทศไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เป้าหมายของประเทศไทย ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือการดึงดูดการลงทุนเพื่อให้ไทยเป็นเพียงสถานที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น แต่การลงทุนนี้ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากรไทย และการเสริมสร้างระบบนิเวศดิจิทัล เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า หากกำหนดทิศทางได้อย่างเหมาะสม ประเทศไทยจะสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสในการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลและนวัตกรรมของภูมิภาค ควบคู่กับการพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืน และสอดรับกับทิศทางสากล เช่น กรอบความร่วมมือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) และพันธกรณีของไทยในการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ซึ่งรัฐบาลพร้อมนำข้อเสนอแนะและผลการพิจารณาไปขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการออกประกาศ การแก้ไขปรับปรุงระเบียบ หรือการยกระดับสู่การร่างกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศดำเนินไปอย่างสมดุล มั่นคง และยั่งยืน
📌ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลังจากนายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายเกี่ยวกับการบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์ คณะกรรมการฯ จะทำหน้าที่กำหนดกรอบนโยบายและวางยุทธศาสตร์ เพื่อให้ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดิจิทัลของประเทศ โดยประเทศไทยไม่ได้ปิดกั้นการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ แต่จะปรับแนวทางจากการพิจารณาอนุมัติเป็นรายหน่วยงาน ไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์และกรอบการพิจารณาในระดับประเทศ เพื่อให้การลงทุนสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ และสามารถบริหารจัดการผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่
🔹1. เรื่องข้อมูล ปัจจุบันการขออนุญาตจัดตั้ง ดาต้าเซ็นเตอร์ เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน จึงจำเป็นต้องรวบรวมและจัดระบบข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้มีความชัดเจนและเป็นฐานข้อมูลเดียวกัน โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ อนุญาตประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ จัดส่งข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ ดำเนินการจัดส่งข้อมูล ตามประเภท (1) ประกอบกิจการแล้ว (2) ก่อสร้างแล้วเสร็จ (3) อยู่ระหว่างก่อสร้าง (4) อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะรวบรวมข้อมูลดังกล่าว ภายในวันที่ 11 กันยายน 2569 รวมทั้งมอบหมายให้
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พิจารณาความเหมาะสมของการกำหนดรหัสธุรกิจหมวด (TSIC) เฉพาะของดาต้าเซ็นเตอร์ตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
🔹2. การจัดระเบียบกำหนดขั้นต่ำ (Minimum Requirement) เพื่อดูแลไม่ให้ประชาชนและพื้นที่ได้รับผลกระทบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะดูเป็นรายพื้นที่ เป็นการกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแก่ผู้ประกอบการ ดาต้าเซ็นเตอร์ โดยจะนำมาตรฐานนี้มาปรับใช้กับทุกคน เพื่อเป็นมาตรฐานความปลอดภัยของประชาชน โดยที่ประชุมเห็นชอบให้ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ครอบคลุมถึงดาต้าเซ็นเตอร์ทุกประเภททั้งที่มีวัตถุประสงค์ใช้เองภายในกิจการของตนเองหรือบริษัทในเครือ หรือบุคคลอื่นที่มิใช่บริษัทในเครือ ส่วนการกำกับดูแลกิจการจะใช้กับดาต้าเซ็นเตอร์ทุกประเภท (Apply to all) โดยจะกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่เหมาะสมกับดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละกลุ่ม
🔹3. การยกระดับในเชิงยุทธศาสตร์ โดยจะพิจารณาความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ เช่น พลังงานสะอาด สิ่งแวดล้อม การมุ่งสู่ Net Zero และการพัฒนา AI รวมถึงการทำให้คนไทยและผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็ก สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดังกล่าวได้มากขึ้น ดังนั้น ผู้ที่จะเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ จะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์และสร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทย
🔹4. วิธีการออกแบบกลไกการพิจารณาที่มุ่งสร้างประโยชน์สูงสุดให้ประเทศ ผู้ประกอบการทุกรายจะต้องผ่านมาตรฐานขั้นต่ำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ของประเทศ ขณะเดียวกันจะพิจารณาถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย เช่น การสร้างรายได้และโอกาสให้คนไทย การสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล และการขับเคลื่อนประเทศสู่ Net Zero โดยในระยะต่อไป คณะกรรมการฯ จะออกแบบรูปแบบการพิจารณาที่เหมาะสม รวมถึงแนวทางการแข่งขันหรือการคัดเลือกข้อเสนอ เพื่อให้การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ สร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ โดยได้เห็นชอบร่างนโยบายฯ 1) บังคับใช้กับดาต้าเซ็นเตอร์ทุกประเภท 2) กำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ ขนาดเกิน 2 เมกะวัตต์ เป็นกิจการประเภทอุตสาหกรรม 3) กำหนดอัตราค่าใช้ประโยชน์ทรัพยากรต่าง ๆ สะท้อนต้นทุนทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมถึงสนับสนุนการใช้พลังงานสีเขียวในดาต้าเซ็นเตอร์ และ Green Data Center 4) จัดตั้งกลไกการพิจารณากลั่นกรองความเหมาะสมและความคุ้มค่าของดาต้าเซ็นเตอร์แบบรวมศูนย์ เพื่อประโยชน์
📌ในการจัดสรรทรัพยากร (ไฟฟ้าและน้ำ) ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศโดยรวม และต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ 5) เร่งพัฒนาระบบนิเวศเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจดิจิทัลที่สำคัญ ได้แก่ การรักษาอธิปไตยด้านข้อมูลของประเทศ โครงสร้าง/อัตราภาษีเงินได้
นายอนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์เปิดให้บริการแล้ว 35 โครงการ ในจำนวนนี้ผ่านการส่งเสริมของบีโอไอ 11 โครงการ อยู่ระหว่างก่อสร้าง 49 โครงการ และมีผู้สนใจหรือรอพิจารณาอีกประมาณ 117 โครงการ ทั้งนี้ที่ประชุมได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะด้าน 4 ชุด เพื่อพิจารณาจัดทำมาตรฐานทางเทคนิค และกรอบแนวทางปฏิบัติทั้ง 4 มิติ ภายในเดือนกันยายน 2569 ได้แก่
🔹1. ด้านเศรษฐกิจ กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อใช้ในการจัดลำดับความสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งในส่วนความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน / ด้าน demand ประเภท AI Factory / ที่ตั้ง (Zoning) ทั้งนี้ การประเมินผลลัพธ์จะต้องสามารถยืนยันว่าโครงการดาต้าเซ็นเตอร์จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
🔹2. ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (พลังงาน น้ำ และระบบดิจิทัล)
🔹3. ด้านพื้นที่และอาคาร จะดูเรื่องพื้นที่อาคาร-ตำแหน่งที่ตั้ง ลักษณะดาต้าเซ็นเตอร์ควรจะเป็นรูปแบบใดเพื่อให้มีความปลอดภัย รวมถึงการสำรองไฟ
🔹4. ด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่ได้เป็นรูปแบบการทำประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ (EIA) แต่จะมีหลักเกณฑ์บางอย่างที่ขึ้นมากำกับ
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ในการประชุมครั้งแรกนี้มีเป้าหมายเพื่อการจัดระเบียบการทำงานของภาครัฐให้สอดคล้องกันมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาข้อมูลและอำนาจกำกับดาต้าเซ็นเตอร์กระจายอยู่ในหลายกระทรวงและหลายหน่วยงาน จึงได้รวบรวมข้อมูลจากกระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำมาจัดทำ Dashboard โดยรวบรวมข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ สายไฟ ผังเมือง ประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อให้เห็นภาพรวมชัดเจนขึ้น และได้ขอข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งกฎหมาย ข้อบังคับ จะถูกนำมารวมไว้ใน Dashboard เดียว เพื่อให้ทุกหน่วยงานเข้าใจตรงกัน และสามารถติดตามสถานะของดาต้าเซ็นเตอร์ได้ชัดเจน ทั้งโครงการที่กำลังจะสร้าง และโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว

📌นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานกำกับดูแลใน 4 เรื่อง ในเกณฑ์ขั้นต่ำ และเกณฑ์ดำเนินการตามแนวนโยบาย ได้แก่
🔹1. การกำหนดราคาค่าไฟฟ้าเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติไปตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ให้แยกประเภทของผู้ใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ ออกมา เพื่อไม่ให้การใช้ไฟฟ้ากระทบกับค่าไฟฟ้าของประชาชนหรือผู้ใช้ไฟประเภทอื่น
🔹2. กำหนดเกณฑ์ไฟสะอาด โดยกำหนดให้ต้องมีไฟสะอาดไม่ต่ำกว่า 60% เพื่อเดินหน้าไปสู่ Net Zero
🔹3. การสำรองไฟในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ จะเป็นการใช้แบตเตอรี่ หรือการใช้น้ำมันเป็นตัวผลิตพลังงาน สำหรับการสำรองข้อมูลและสำรองไฟ ซึ่งจะต้องมีมาตรฐานที่ไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ และจะต้องปลอดภัยกับประชาชน
🔹4. หลักเกณฑ์ในความมั่นคงต่อระบบ เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก ต้องมีเงื่อนไขในการเชื่อมเข้าระบบ เพื่อเวลาใช้ไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก หรือไฟขึ้น ไฟลงไม่กระทบกับเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบโครงข่าย เพื่อจะไม่กระทบกับประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า บ้านเรือน และผู้ประกอบการ

📌นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยดูแล 3 เรื่อง คือ ผังเมือง การบริการไฟฟ้า และน้ำ โดยขอให้ประชาชนมั่นใจว่าขณะนี้ไม่มีผลกระทบต่อการใช้ไฟฟ้าและน้ำของประชาชน และกระทรวงมหาดไทยพร้อมที่จะชะลอการให้บริการไฟและน้ำ สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง
📌นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า จากการประชุมทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องนิยามและการกำกับดูแล ซึ่งจะเกิดผลดีทั้งในเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม ผังเมือง กฎหมายควบคุมอาคาร ความพร้อมในการดูแลน้ำมันเชื้อเพลิง และความพร้อมของน้ำและไฟ โดยปัจจุบันในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีการยื่นขอดำเนินการทั้งหมด 6 โครงการ ขนาด 9-23 เมกะวัตต์ เปิดดำเนินการแล้ว 3 โครงการ ซึ่งจากนี้จะตรวจสอบอย่างเข้มข้นในเรื่องผลกระทบ ความเดือดร้อน เพื่อนำมาเป็นบทเรียนให้คณะกรรมการต่อไป ส่วนอีก 3 โครงการที่ยังไม่อนุมัติ จะชะลอและไปดูในส่วนที่เกี่ยวข้องให้เข้มข้น และรอนโยบายจากทางคณะกรรมการฯ คาดว่า 1 เดือนจะทราบผล
#นายกเร่งจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ #รวมข้อมูลภายใน1สัปดาห์ #วางเกณฑ์ปฏิบัติภายใน1เดือน #กระทรวงการคลัง #กระทรวงพลังงาน #กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม #กระทรวงมหาดไทย #นโยบายรัฐบาล20กระทรวง

05/09/2026
ถึงเวลาแล้วหรือยัง? กับการ 'ปรับระบบราชการ'จากระบบที่ซับซ้อน สู่ราชการที่คล่องตัวจากขั้นตอนที่มากมาย สู่บริการที่ประชาชน...
04/09/2026

ถึงเวลาแล้วหรือยัง? กับการ 'ปรับระบบราชการ'
จากระบบที่ซับซ้อน สู่ราชการที่คล่องตัว
จากขั้นตอนที่มากมาย สู่บริการที่ประชาชนเข้าถึงง่าย
'ปฏิรูประบบราชการ' ต้องเปลี่ยนอะไร และเปลี่ยนอย่างไร?

🔹ประเดิมตอนแรกของรายการ 'คุยกับ ครม.อนุทิน' กับ 'ปกรณ์ นิลประพันธ์' รองนายกรัฐมนตรี

📍พบกันวันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2569
⏰ เวลา 09.05 - 09.35 น.

🔺รับชมได้ทาง
✅ Onair : NBT2HD , MCOT HD , ททบ.5
🔴 Facebook เพจ : กรมประชาสัมพันธ์ , NBT - เอ็นบีที , NBT Connext ,ไทยคู่ฟ้า
🔵 Youtube : NBT - เอ็นบีที

#คุยกับครมอนุทิน #ราชการยุคใหม่ #ปฏิรูประบบราชการ
#กรมประชาสัมพันธ์

ที่อยู่

เพชรเกษม
Amphoe Muang Ranong
85000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เบอร์โทรศัพท์

+6677800124

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดระนองผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดระนอง:

ทางลัด

แชร์