NST youth Democratic party

NST youth Democratic party Democratic party supports, opens, and listens to creative ideas from the youth. We love to share and respect diversity of thoughts. The youth is future power.

Our aim is to enhance NST society and NST citizen life quality. To increase efficiency of the youth today is to guarantee the national future.

วันว่าง (สงกรานต์) ๕ พิธีกรรมของชาวใต้ การแปรเปลี่ยนไปสู่ความเลือนรางและจางหายตามกาลเวลา โดย ภูมิ จิระเดชวงศ์วันสงกรานต์...
16/03/2021

วันว่าง (สงกรานต์) ๕ พิธีกรรมของชาวใต้ การแปรเปลี่ยนไปสู่ความเลือนรางและจางหายตามกาลเวลา โดย ภูมิ จิระเดชวงศ์
วันสงกรานต์ ในธรรมเนียมชาวทะเลใต้ตั้งแต่โบราณมา จะมีชื่อเรียกที่คล้ายคลึงกัน จะเรียกกันว่า “ ประเพณีวันว่าง ” โดยมีวันสำคัญ ในวันที่ ๑๓ – ๑๔ – ๑๕ เมษายน ในทางสุริยคติของทุกปี หรือตรงกับ ปลายเดือน ๕ ต้นเดือน ๖ ในทางจันทรคติ ซึ่งเป็นช่วงเวลาในการเปลี่ยนศักราช ที่จะเปลี่ยนจากนักษัตรเก่า เข้าสู่นักษัตรใหม่ ตามคติโหราศาสตร์ไทย
ซึ่งในวันว่างทั้ง ๓ วันนั้น มีชื่อเรียกในแต่ล่ะวัน เป็นลำดับกันดังนี้ คือ วันที่ ๑๓ เมษายน จะเรียกกันว่า “ วันส่งเจ้าเมืองเก่า ” วันที่ ๑๔ เมษายน จะเรียกกันว่า “ วันว่าง ” และ วันที่ ๑๕ เมษายน จะเรียกกันว่า “ วันรับเจ้าเมืองใหม่ ” ซึ่งเจ้าเมืองในที่นี้ คือเทวดาอารักษ์ ที่สถิตย์ยังที่ต่างๆ ที่จะผลัดเปลี่ยนการทำหน้าที่กันในช่วงวันสงกรานต์ จึงเป็นต้นเหตุความเชื่อของชาวภาคใต้ ว่า เดือน ๕ นั้นเป็นเดือนว่าง ไม่สามารถทำการมงคลใดๆ ได้ทั้งสิ้น ดังนั้นแล้ว ไม่ว่าใครๆ จะทำการงานใดอยู่ก็ตาม ต่างเร่งกันทำงานให้เสร็จก่อนที่จะถึงเดือนห้า ทั้งการทำนาทำไร่ การจักสานทอผ้า การงานอาชีพใดๆ ก็ล้วนแต่จะทำให้เสร็จก่อนเดือนห้าทั้งสิ้น เพื่อที่จะให้เดือนห้านั้นเป็นเดือนแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง ข้อปฎิบัติของชาวใต้เมื่อถึงเดือนห้า นั่นคือการพักผ่อน เว้นจากการทำงานหนักทั้งปวง ใช้เวลาไปกับการสนุกสนาน กลับถิ่นฐานบ้านเกิด เพื่อพักผ่อนอยู่กับครอบครัว ร่วมกันทำบุญทำทานแก่บรรพบุรุษ และร่วมกัน “ สระหัวขึ้นเบญจา ” ผู้เฒ่าผู้แก่ในครอบครัว เพื่อแสดงความกตัญญู กตเวทิตาต่อผู้อาวุโสในครอบครัว
เมื่อวันว่างใกล้จวนเจียนจะมาถึง คณะเพลงบอก ที่มีฝีไม้ลายมือในทางบทกาพย์กลอน ก็จะเดินสายออก “ ทอกเพลง ” หรือ การขับเพลงบอก ยังหมู่บ้านต่างๆ เพื่อประกาศให้ผู้คนในท้องที่เริ่มเตรียมตัวสำหรับช่วงวันว่างที่ใกล้จะมาถึง โดยคณะเพลงบอกนั้น จะประกอบไปด้วย แม่เพลง ๑ คน และลูกคู่ ๔ – ๕ คน มีฉิ่งเป็นเครื่องดนตรีกำกับจังหวะ จะแสดงการขับกาพย์กลอนตามชุมชน หรือ บ้านผู้คน โดยมีสินน้ำใจเป็นข้าวปลาอาหาร สิ่งของ หรือ เงินเล็กๆน้อยๆ เป็นการตอบแทนเพลงบอก ที่มาประกาศข่าวคราวให้ถึงบ้าน โดยเรื่องที่เพลงบอกจะนิยมนำมาทอกนั้น มีเนื้อหาเรื่องวันสงกรานต์ วันใดเป็นวันอธิบดี เป็นวันธงชัย เป็นวันอุบาทว์ เป็นวันโลกาวินาศ กาลโยคปีนี้วันที่เท่าไหร่ นาคให้น้ำกี่ตัว รวมถึงตำนานนางสงกรานต์ และ นิทานพื้นบ้านเล็กๆน้อยๆ รวมถึงธรรมเนียมที่ควรปฎิบัติในวันสงกรานต์ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง
การเตรียมการสำหรับวันว่าง ในอดีตแต่ล่ะครอบครัวจะเตรียมทุกอย่างให้พร้อม สรรพ เพื่อที่จะพักผ่อนกันเต็มที่ภายในวันที่ ๑๓ – ๑๔ – ๑๕ ที่จะมาถึง บ้านเรือนจะทำความสะอาดกันอย่างเรียบร้อย เสื้อผ้าชุดใหม่ก็จะถูกตระเตรียมสำหรับวันสำคัญทั้งสาม รวมถึงข้าวสาร อาหารแห้ง พืชผักต่างๆ ก็จะมีการเตรียมไว้ ให้สะดวกแก่การประกอบอาหาร รวมถึงสัตว์เลี้ยง ที่จะมีการปล่อยให้ไปหากินตามอัธยาสัย ไม่ขังคอกกั้นกรง รวมถึงเสื้อผ้าชุดใหม่สำหรับผู้อาวุโสภายในบ้าน ที่จะใช้นุ่งหลังจากที่ได้ “ สระหัวประจำปี ” แล้ว ซึ่งแต่ละครอบครัวจะต้องเตรียมกาย เตรียมใจ เตรียมบ้านเรือนให้พร้อมสำหรับวันว่าง วันสนุกสนานรื่นเริงที่ใกล้จะมาถึง
พิธีกรรมที่สำคัญในวันว่าง โดยที่สำคัญแล้วจะมีด้วยกัน ๕ พิธีกรรม คือ
๑. พิธีเปลี่ยนผ้าเพดาน หิ้งพระ หรือ หิ้งครูหมอ
ในสมัยโบราณ แต่ล่ะครอบครัว มักจะมีวิชาชีพพิเศษประจำตระกูล หรือ ประจำบุคคลเสมอ เช่น ช่างตีเหล็ก หมอยา หมอดูโชคชะตา หมอตำแย นายหนังตะลุง มโนราห์ หมอวิชาแขนงต่างๆ ซึ่งบ้านที่มีคนในครอบครัวร่ำเรียนวิชาเหล่านี้ ก็จะมี “ หิ้งครูหมอ ” ประจำบ้าน ซึ่งจะถือโอกาสเมื่อวันว่างมาถึง ในวันส่งเจ้าเมืองเก่า หรือ วันที่ ๑๓ เมษายน ในการเปลี่ยนผ้าเพดานบนหิ้ง และ ทำความสะอาดหิ้งเสียใหม่ โดยถือกันว่า หิ้งครูหมอนั้น นอกจากจะเป็นที่สถิตย์ของครูบาอาจารย์แล้ว ยังเป็นที่สถิตย์ของบรรพบุรุษ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือ จึงได้มีการเปลี่ยนผ้าเพดานหิ้งขึ้น เปรียบเสมือนกับการเปลี่ยนที่รองรับหลับนอนของสิ่งเคารพนับถือเสียใหม่ มีพิธีการคือ เปลี่ยนผ้าเพดานหิ้ง เปลี่ยนผ้าขาวที่ปูบนหิ้ง แล้วประพรมด้วยของหอม เพื่อแสดงการสักการะต่อครูบาอาจารย์ เจ้าของวิชา
๒. พิธีทำบุญให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับ
ในช่วงวันว่างทั้ง ๓ วัน จะเป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวจะอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาที่สุด ในแต่ละบ้านเรือน ก็จะนัดแนะญาติผู้ใหญ่ในครอบครัว และเครือญาติไปทำบุญให้แก่บรรพบุรุษ โดยก่อนหน้าที่จะทำบุญ ก็จะมีการทำความสะอาดบัว หรือ โกศบรรจุอัฐิบรรพบุรุษ เมื่อถึงวันว่าง ก็จะนำภัตตาหารไปถวายพระให้ทันยามเพล แล้วไปรวมตัวยังบัวใส่อัฐิบรรพบุรุษของตน ตัวแทนของครอบครัว ๑ คน จะไปนิมนต์พระสงฆ์มาบังสุกุลบัว เพื่ออุทิศบุญกุศลให้ถึงแก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ
นอกจากการทำบุญในวัดแล้ว การทำกุศลอีกอย่างหนึ่งที่นิยมกันในช่วงวันว่าง คือการปล่อยสัตว์ ไถ่ชีวิตสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นหมู เป็ด ไก่ วัว ควาย หรือ แม้แต่ปลาตัวน้อยๆ ก็ตาม ก็จะงดเว้นการฆ่า การใช้แรงงานสัตว์ การเบียดเบียนทุกรูปแบบในช่วงวันว่างทั้งสามวัน ถ้าหากพบสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยาก ก็จะมีการเยียวยารักษาจนหายดี แล้วจึงปล่อยให้เป็นอิสระ เพื่อเป็นบุญอานิสงส์ที่ดีส่วนหนึ่งในปีใหม่ที่จะมาถึง
๓. พิธีสรงน้ำพระ
พิธีสรงน้ำพระ จะกระทำกันเมื่อหลังจากพระภิกษุฉันเพลแล้ว ทางทายกทั้งหลายจะนิมนต์พระพุทธรูปที่พอจะยกได้ มาตั้งไว้ที่ปะรำกลางลานวัด ซึ่งปะรำนั้น จะมีการตบแต่งให้สวยงาม บางหมู่บ้านมีช่างฝีมือ ก็จะทำบุษบก หรือ เบญจาสำหรับพระพุทธรูปขึ้น เพื่อใช้ประดิษฐานพระพุทธรูปสำหรับสรงน้ำ การสรงน้ำพระพุทธรูปนั้น จะมีพระภิกษุที่เป็นเจ้าอาวาส หรือที่มีพรรษาอาวุโสสุดเป็นผู้นำ การถวายน้ำสรง จะเริ่มจากพระภิกษุ คนเฒ่าคนแก่ แล้วจึงเป็นบุคคลทั่วไป น้ำที่ผ่านการสรงองค์พระมาแล้วนั้นถือกันว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ มักจะนิยมรองเอาน้ำสรงพระไปรดในไร่นาบ้านเรือนของตน เพื่อควาเป็นสิริมงคล
๔. พิธีสระหัว และ พิธีขึ้นเบญจา
พิธีสระหัว คือ การแสดงมุทิตาจิตต่อผู้อาวุโสในครอบครัว ต่อพระภิกษุที่สมควร หรือ ต่อผู้ที่ได้รับความเคารพภายในหมู่บ้าน โดยมากแล้ว การสระหัวนั้นจะนิยมกระทำต่อหลังจากที่ได้สรงน้ำพระพุทธรูปแล้ว เริ่มจากการสรงน้ำพระภิกษุก่อน แล้วจึงอาบน้ำให้ผู้เฒ่าผู้แก่ การสระหัวของคนภาคใต้ จะหมายถึงการอาบน้ำแก่พระ ภิกษุ หรือ คนเฒ่าคนแก่ ที่เป็นการอาบน้ำจริงๆ ซึ่งจะใช้น้ำสะอาด ผสมน้ำอบ หรือ แป้งหอม โปรยดอกมะลิ หรือ ดอกไม้มงคล ในการอาบน้ำพระภิกษุ และ คนเฒ่าคนแก่ เมื่ออาบจนเป็นที่เพียงพอแล้ว ผู้คนก็จะถวายผ้าไตรจีวรชุดใหม่แก่พระภิกษุ และ เสื้อผ้าชุดใหม่แก่คนเฒ่าคนแก่ เพื่อใช้ผลัดจากผ้าเดิมที่เปียกปอน เมื่อแต่งตัวใหม่เสร็จ ก็จะถึงคราวที่พระภิกษุ และ คนเฒ่าคนแก่จะให้พรลูกหลาน ให้อยู่เย็นเป็นสุข ในตลอดทั้งปีที่กำลังจะมาถึง แต่สำหรับผู้ที่มีฐานะ หรือ มีกำลังทรัพย์มาก ก็จะจัด “ พิธีขึ้นเบญจา ” เพื่อสระหัวแก่พระภิกษุ และ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่ตนเคารพนับถือ โดยเบญจานั้น จะทำมาจากหยวกกล้วย ฉลุลวดลายให้วิจิตรพิศดาร แล้วประดับด้วยกระดาษทองเกียบสีสันต่างๆ เบญจานั้นจะมียอดคล้ายกับมณฑป หรือ บุษบกพนมพระ เพียงแต่ทำจากวัสดุชั่วคราวทั้งหมด ด้านบนเบญจาขึงผ้าขาวเป็นเพดาน ด้านหลังของเบญจา จะมีหัวนาคพ่นน้ำ สำหรับน้ำที่ลูกหลานรดให้ต้องตัวผู้ที่ขึ้นเบญจา หัวนาคพ่นน้ำนี้จะทำเสร็จจากการแกะสลัก หรือ แกะหยวกเอา โดยภายในปากนาคนั้นจะมีลำไม้ไผ่กลวงปล้อง ต่อไปยังลำเรือที่อยู่ด้านหลังเบญจา ที่อยู่สูงมากพอที่จะทำให้น้ำไหลลงไปอาบบุคคลในเบญจาได้ การขึ้นเบญจานั้น จะเริ่มพิธีจากการ เชิญผู้อาวุโสขึ้นยังเบญจา แล้วตัวแทนญาติมิตรทั้งหมด กล่าวคำขอขมาแก่ผู้เฒ่าผู้แก่ทุกคน จากนั้น เจ้าหน้าที่จะชักหัวจุกออกจากปากนาค ให้น้ำในลำเรือไหลออกจากปากนาคไปโดนตัวผู้เฒ่าผู้แก่ให้ครบทุกๆคน เสร็จแล้วจึงเชิญผู้เฒ่าผู้แก่ไปผลัดผ้าใส่ชุดใหม่ ออกมารับศีลรับพรจากพระภิกษุ และเมื่อถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุ เป็นอันเสร็จพิธี ถ้าในการขึ้นเบญจา มีการสรงน้ำพระด้วย ก็จะเริ่มจากการสรงน้ำพระก่อน แล้วจึงสรงน้ำผู้เฒ่าผู้แก่ พิธีขึ้นเบญจา เป็นพิธีที่วัดความมีฐานะ ความยิ่งใหญ่ของผู้คนในยุคก่อน ซึ่งผู้ที่จะขึ้นเบญจาได้นั้น ต้องเป็นบุคคลสำคัญจริงๆ จึงจะนิยมจัดเบญจาสระหัวให้ แต่ถ้าหากเป็นครอบครัวธรรมดาๆ จะนิยมการสระหัวในข้างต้นมากกว่า นอกจากจะสะดวกแล้ว ยังไม่เป็นการเปลืองกำลังทรัพย์อีกด้วย
๕. พิธีรับเจ้าเข้าเมือง และ พิธีรับเทียมดา
พิธีรับเจ้าเข้าเมือง เป็นพิธีที่จัดขึ้นในช่วงสงกรานต์ เพื่อต้อนรับนางสงกรานต์ หรือ เทวดาอารักษ์เมืองพระองค์ใหม่ที่จะมาสถิตย์ในบ้านเมือง ให้ปกปักรักษาผู้คน สัตว์ ตลอดจนพืชพรรณธัญญาหารให้รอดพ้นจากภยันตราย บังเกิดความสุขตลอดทั้งปี จึงเป็นเหตุให้จัดพิธีรับเจ้าเข้าเมืองขึ้น พบมากในแถบ จ.ปัตตานี และ จ.นราธิวาส จะเริ่มจากวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๖ ซึ่งเป็นวันเริ่มศักราชใหม่ของปี โดยจะจัดขึ้นที่ใดที่หนึ่งในหมู่บ้าน ที่เป็นลานกว้าง ปักเสาระทาลง ซึ่งเสาระทานั้น จะทำจากลำไม้ไผ่ขนาดยาว ๔ – ๕ เมตร บนยอดปักเฉลว ถัดลงมาเป็นโครงไม้ไผ่สำหรับปักเทียน ดัดเป็นทรงบัวตูม วงกลม และ โค้งทรงใบเสมา เพื่อใช้สำหรับปักเทียน ที่โคนเสาระทา จะมีเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ ที่ชาวบ้านเตรียมมาเอง และที่ขาดไม่ได้ก็คือธง ที่จะเขียนชื่อ – นามสกุล ปักไว้บนเสาระทา เพื่อเป็นของกำนลแก่เทวดา เมื่อถึงเวลา ตัวแทนชาวบ้านก็จะจุดเทียนบนเสาระทาทั้งหมด แล้วเจ้าพิธี ซึ่งเป็นหมอไสยศาสตร์ก็จะชุมนุมเทวดา ประกาศเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และ นางสงกรานต์ประจำปี ลงมารับเครื่องบูชา จากนั้นก็จะโปรยข้าวสารไปยังโคนเสาระทา ๓ ครั้ง เพื่อเป็นการต้อนรับเทวดา จากนั้นจึงเป็นมหรสพสมโภชน์ เมื่อเสร็จพิธี ชาวบ้านจะนำธงที่เสียบไปเสียบที่บ้านเรือน เพื่อเป็นสิริมงคล
ซึ่งพิธีรับเจ้าเข้าเมืองนี้ ในบ้างท้องที่ ก็จะเรียกว่า “ พิธีรับเทวดา ” หรือ “ รับเทียมดา ” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เดียวกัน แต่จะไม่ใช้เสาระทา ทำศาล ๑๖ เสา สำหรับบูชาเทวดาแทน ใช้พื้นที่ลานกว้างในหมู่บ้าน หรือ ลานกว้างในวัด เป็นสถานที่ในการประกอบพิธี ศาลสำหรับรับเทวดา จะนำไม้สูงราว ๑ เมตรเศษ จำนวน ๑๖ ต้น มาทำเป็นเสาของศาล พื้นศาลทำจากไม้ไผ่ หรือไม้กระดาน ปูพื้นศาลด้วยใบกล้วยพังลา ( กล้วยตานี ) เสาตรงกลาง หรือเสารอบในทั้ง ๔ เสา จะสูงกว่าเสารอบนอก สำหรับทำโครงหลังคาให้แก่เทวดา เครื่องเซ่นไหว้และธงเทียว ก็จะใช้แบบเดียวกับพิธีรับเจ้าเข้าเมือง เพียงแต่มีหม้อน้ำมนต์ที่แช่ใบหมากผู้เฉียงพร้าเป็นสิ่งที่เพิ่มเติมเฉพาะที่ขาดไม่ได้ การประกอบพิธีก็จะทำพิธีในช่วงยามนกชุมรัง แบบเดียวกับพิธีรับเจ้าเข้าเมือง หมอไสยศาสตร์ก็จะอัญเชิญเทวดา และ นางสงกรานต์ประจำปีมาอวยพร แล้วมีการแสดงสมโภชน์ เมื่อเสร็จพิธี ผู้เข้าร่วมพิธีก็จะนำธงเทียว และ หม้อน้ำมนต์กลับไปยังบ้าน ประพรมบ้านเรือน และ เครื่องใช้ ให้บังเกิดสวัสดิมงคลทุกประการ
ในส่วนของการละเล่นในวันว่าง ที่พบกันในทุกพื้นที่เป็นส่วนใหญ่ ที่นิยมกันจะประกอบไปด้วยการละเล่นเพื่อความสำราญต่างๆ แต่ที่นิยมเล่นกันทั่วไป ประกอบไปด้วย
๑. การเล่นสะบ้า
การเล่นสะบ้า หรือ ทอยสะบ้า จะนิยมใช้ผลสะบ้าในการเล่น โดยจะมีลูกสะบ้าลูกหนึ่งตั้งไว้ ห่างจากตัวผู้เล่นราว ๖ เมตร วิธีเล่นคือผู้เล่นจะต้องล้อ หรือ ยิงลูกสะบ้าให้ใกล้เคียงลูกตั้งมากที่สุด เลยลูกตั้ง หรือ ออกนอกเขต ถือว่าโมฆะ จะเป็นสิทธิ์ให้ฝ่ายตรงข้ามได้เล่นต่อ ผู้เล่นจะผลัดกันล้อ ผลัดกันยิงให้เป็นที่พอใจ ซึ่งแต่ละคนจะมีลีลาท่าทางการล้อ การยิงที่แตกต่างกัน ยิ่งพิศดาร ก็จะยิ่งเป็นที่นิยมชมชอบกันมาก การเล่นสะบ้าในภาคใต้แต่เดิมนั้นมีแทบทุกจังหวัด แต่ภายหลังได้ลดน้อยถอยลง เพราะหาคนเล่นได้ยาก และบางส่วนมีผลเกี่ยว ข้องกับการพนัน จึงมีการเปลี่ยนเป็นการเล่นเปตองแทน
๒. เล่นโนราดิบ และ โนราโกลน ( บางที่เรียกโนราหอย )
โนราดิบ คือการละเล่นที่เลียนแบบโนราจริง โดยผู้เล่นจะเป็นชาวบ้านทั่วไป หรือ ผู้ที่มีเชื้อสายโนราก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องดนตรี ไม่จำเป็นต้องมีเครื่อง ประดับ รำกันตามประสาที่จำท่วงท่ามาได้ ถ้าหากใครรำและทำบทได้ดีกว่า ก็จะถือว่าเป็นฝ่ายชนะ ส่วนฝ่ายที่แพ้นั้น ก็ต้องเลี้ยงข้าว เลี้ยงสุรา หรือทำอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการปรับไหมทีได้พ่ายแพ้ ซึ่งจะปรับไหมกันเพื่อเอาสนุกสนาน ไม่ได้เอาจริงเอาจังเท่าใดและจุดเริ่มต้น จากการที่ชาวบ้านละเล่นโนราดิบนี่เอง ก็ได้วิวัฒนาการมาเป็น “ โนราโกลน ” หรือ “ โนราหอย ” ที่ได้เอาวัสดุ เครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้านมาทำเป็นเครื่องประดับ เครื่องแต่งตัว แล้วเอาเครื่องดนตรีจริงๆ มาประกอบการแสดง การแสดงโนราโกลน ก็จะล้อเลียนโนราจริงทุกอย่าง จะแสดงในเชิงเอาสนุกสนานกันเสียมากกว่า โดยนิยมเล่นกันในช่วงวันว่าง ซึ่งบางคนบางท่าน ก็ถึงกับตั้งคณะโนราโกลนเป็นของตนเอง รับงานแก้บน รำถวาย เหมือนกับโนราแท้ๆ ทุกประการ
จะเห็นได้ว่า ช่วงเวลาวันว่าง ทั้ง ๓ วัน เป็นช่วงเวลาสำคัญ ที่ชาวทะเลใต้จะใช้เวลาพักผ่อน ทำบุญกับครอบครัว รวมถึงละเล่นสนุกสนานเพื่อเป็นการผ่อนคลาย หลังจากที่กรำงานหนักมาตลอดทั้งปี เทศกาลวันว่าง หรือ เทศกาลสง กรานต์ของชาวภาคใต้ คือ ช่วงเวลาแห่งความสุข และ ความอบอุ่นของครอบครัว ที่ลูกหลาน จะใช้เวลาใกล้ชิดกับบรรพบุรุษอย่างมีความสุข
ขอบพระคุณภาพจากหอสมุดแห่งชาติ

ดีเดย์ เช็กสิทธิ - ยืนยันตัวตน รับเงิน “ม33เรารักกัน”เริ่มแล้ววันนี้... กับการเปิดให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ลงทะเบียน โค...
15/03/2021

ดีเดย์ เช็กสิทธิ - ยืนยันตัวตน รับเงิน “ม33เรารักกัน”
เริ่มแล้ววันนี้... กับการเปิดให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ลงทะเบียน โครงการ "ม33เรารักกัน" ตรวจสอบสิทธิผู้ผ่านการคัดกรองคุณสมบัติ โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อได้ที่ www.ม33เรารักกัน .com ตั้งแต่วันที่ 15 - 21 มี.ค. 64
ผู้ได้รับสิทธิให้ทำการ "ยืนยันตัวตน" ผ่านแอปฯ เป๋าตัง ตั้งแต่บัดนี้ - 31 พ.ค. 64 กรณีผู้ที่เช็กสิทธิแล้วพบว่า "ไม่ได้รับสิทธิ" สามารถยื่นทบทวนสิทธิ ได้ตั้งแต่วันที่ 15 - 28 มี.ค. 64
ส่วนกลุ่มไม่มีสมาร์ทโฟน และฝากผู้อื่นลงทะเบียนให้แต่ไม่สามารถยืนยันตัวตน ผ่านแอปฯ เป๋าตังได้ ขอให้ติดต่อสำนักงานประกันสังคมทุกแห่งทั่วประเทศ เพื่อยืนยันรับสิทธิภายในวันที่ 24 มี.ค. 64
สำหรับผู้ไม่มีสมาร์ทโฟนและยังไม่ลงทะเบียน ขอให้นำบัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ดที่ยังไม่หมดอายุ ไปแสดงตัวตนเพื่อลงทะเบียนรับสิทธิได้ที่ สำนักงานประกันสังคมทุกสาขา ตั้งแต่วันนี้ - 28 มี.ค. 64
ผู้ที่ได้รับสิทธิสามารถใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการผ่านร้านค้า/ผู้ประกอบการ/บริการ ในร้านธงฟ้าที่ใช้แอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" หรือภายใต้โครงการ "คนละครึ่ง" และโครงการ "เราชนะ" ได้ตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค. 64 เป็นต้นไป และสามารถสะสมใช้ได้ถึงวันที่ 31 พ.ค. 64

#ไทยคู่ฟ้า #รวมไทยสร้างชาติ #ร่วมต้านโควิด19

-------------------
👍Website : www.thaigov.go.th
👍Facebook/Twitter : ไทยคู่ฟ้า
👍YouTube : ไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
👍LINE : ไทยคู่ฟ้า ()
👍TikTok : ไทยคู่ฟ้า ()

15/03/2021

สวัสดีครับ NST youth Democratic Party ยังคิดถึงทุกคนน่ะครับ ติดตามผลงานของเราได้น่า เดียวมีกิจกรรมมาโพสต์ให้ดูกันน่าาาา by ยุวประชาธิปัตย์ ☺️☺️❤️

 #ภาพเมื่อครั้งขุนพันธรักษ์ ราชเดช ได้ลงเล่นการเมือง ซึ่งผลการเลือกตั้งในครั้งนั้นได้รับคะแนนถล่มทลายเป็นผู้แทนที่มีคะแน...
17/02/2021

#ภาพเมื่อครั้งขุนพันธรักษ์ ราชเดช ได้ลงเล่นการเมือง ซึ่งผลการเลือกตั้งในครั้งนั้นได้รับคะแนนถล่มทลายเป็นผู้แทนที่มีคะแนน​ สูงสุดของประเทศ ได้เป็นนักการเมือง1ปี จากนั้นก็ได้ลาออก

#ผู้ที่มีวิชาอาคม ต้องรักษาศีล​ รักษาสัจจะวาจา
ในวงการการเมือง​ จะต้องใช้เล่ห์กล ใช้อุบาย​ ต้องพูดปด เพื่อการเอาตัวรอด​ ท่านจึงทนทำงานนี้ต่อไปไม่ได้ เพราะผิดต่อคำสัจที่มีต่อครูบาอาจารย์

ไม่บอกเนด ไม่รู้เนดไม่เห็นเนด หม้ายเนด ฯลฯอะไรๆ ที่ลงท้ายด้วย ‘เนด’ ในสำนวนชาวท่าศาลาเมื่อแรกได้ยินคำนี้ เดาความเอาโดยรู...
09/02/2021

ไม่บอกเนด ไม่รู้เนด
ไม่เห็นเนด หม้ายเนด ฯลฯ
อะไรๆ ที่ลงท้ายด้วย ‘เนด’ ในสำนวนชาวท่าศาลา

เมื่อแรกได้ยินคำนี้ เดาความเอาโดยรูปศัพท์ว่า ‘เนด’ นี้ คงจะมาจาก ‘เนตร’ ที่แปลว่าดวงตากระมัง แต่พอพิจารณาดูจากสถานการณ์ที่ใช้แล้วกลับไม่ใช่ เพราะ ‘ไม่บอกเนด’ ไม่น่าจะแปลว่า ‘ไม่บอกตา’
คำว่า ‘เนด’ นี้ ชาวอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราชใช้เป็นหางเสียงเมื่อต้องการปฏิเสธอะไรๆ อย่างสิ้นเชิง เช่นว่า ‘ไม่บอกเนด’ ก็ให้เข้าใจว่าคือ ‘ไม่บอกเลย’ ไม่รู้เนด’ ก็ ‘ไม่รู้เลย’ ‘ไม่เห็นเนด’ ก็ ‘ไม่เห็นเลย’ ส่วน ‘หม้ายเนด’ จึงคือ ‘หม้าย(ไม่)เลย’ 
ยังสืบที่มาไม่พบว่า ‘เนด’ นี้มาจากอะไร เคยเดาเอาอย่างหลวมๆ จากคำ ‘ไม่บอกเนด’ ว่าคงมาจากชื่อเพลงบอกเนตรผู้เลื่องชื่อก็เห็นจะผิด เพราะมีใช้หลังคำกิริยาอื่นอีกมาก กับก็ไม่เคยได้ยินเนดว่ามี เพลงรู้ เพลงเห็น ร่วมสมัยกับเพลงบอก
ในที่นี้ จึงได้แต่ชวนผู้เคยใช้ เคยได้ยิน หรือร่วมประสบการณ์ โปรดแลกเปลี่ยนกันตามอัธยาศัย ที่คิดว่าจะเกี่ยวใคร่เชิญลงมาในบิ้งนี้ ที่ไม่เกี่ยวก็ขอเชื้อขอเชิญให้นั่งสดับอยู่บนหัวนาเถิดฯ

ปล.
“ไม่เกี่ยว ก็นั่งหัวนา” นี้
ก็อีกสำนวนหนึ่งของชาวท่าศาลา

(5ก.พ.)ผู้ที่อยู่ในโครงการคนล่ะครึ่ง และเราเที่ยวด้วยกันตรวจสอบสิทธิ์ เพื่อเข้าร่วมโครงการเราชนะ รับเงินช่วยเหลือ7,000บา...
05/02/2021

(5ก.พ.)ผู้ที่อยู่ในโครงการคนล่ะครึ่ง และเราเที่ยวด้วยกันตรวจสอบสิทธิ์ เพื่อเข้าร่วมโครงการเราชนะ รับเงินช่วยเหลือ7,000บาท ที่ http://www.xn--b3c4a2a6ch6f.com/

และหากพบว่ามีสิทธิ์ สามารถกดยืนยันรับสิทธิเราชนะในแอปเป๋าตัง วันที่18ก.พ.นี้ พร้อมรับงวดเเรก 2,000 (กด ตรงใช้สิทธิ'สีน้ำเงิน) 📌📌

ประเพณีทำศพของชาวนครศรีธรรมราชการจัดทำให้แก่ศพของผู้ตาย ในจังหวัดนครศรีธรรมราชหรือหลายๆ จังหวัดในภาคใต้ ซึ่งได้ปฏิบัติกั...
02/02/2021

ประเพณีทำศพ
ของชาวนครศรีธรรมราช

การจัดทำให้แก่ศพของผู้ตาย ในจังหวัดนครศรีธรรมราชหรือหลายๆ จังหวัดในภาคใต้ ซึ่งได้ปฏิบัติกันมาแต่ก่อน ๆ ได้กระทำกันเป็นพิธีรีตรองอย่างพิถีพิถันมาก ผิดกับการกระทำในสมัยนี้ เข้าใจว่าจะเป็นขนบประเพณีสืบๆ กันมาแต่ดึกดำบรรพ์แล้ว โดยถือว่าการตายเป็นเรื่องอัปมงคล เป็นเสนียดจัญไร ต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อป้องกันมิให้ผีดุร้ายกลับมาอาละวาดหลอกหลอน หรือเกิดเหตุร้ายขึ้นได้ จึงเห็นว่าสมควรที่จะนำมากล่าวไว้เพื่อเป็นเครื่องเปรียบเทียบและวิจารณ์กันดูว่า เหตุใดคนแต่ก่อนเขาจึงทำกันอย่างนั้น มีความมุ่งหมายเพื่อประโยชน์อย่างไรบ้าง กล่าวคือ

๑.
ถ้ามีการตายลง ณ ที่บ้านเรือนใด เจ้าภาพต้องเชิญผู้ที่มีความรู้ในทางเวทย์มนต์ หมอผี มาร่ายโองการเสกทำน้ำมนต์ขับไล่ผีสางรังควาน ประพรมน้ำมนต์ที่ซากศพเพื่อป้องกันมิให้ผีดุร้ายมาอาละวาดหลอกหลอน ทำให้เดือดร้อนรำคาญ เรียกว่า ‘พิธีดอย’ พิธีนี้เข้าใจว่า เกิดขึ้นจากความกลัวผีนั้นเอง คนโบราณกลัวผียิ่งกว่าคนสมัยนี้ คนสมัยนี้ไม่ค่อยทำพิธีดอยกันแล้ว เว้นแต่ในชนบทยังมีทำกันอยู่บ้าง
และบางท้องถิ่นยังเอาลูกพันธุ์ (ลูกคันธ์สำหรับอบน้ำ) มาตั้งไว้ข้างศพ คือทำเป็นปริศนาธรรม ดังปรากฏตามหนังสือเฉลยปริศนาธรรมของนายเลียบ ประพันธ์ ว่า

“ขอแถลงแจ้งข่าวกล่าวยุบล
หวังให้คนรู้เรื่องเบื้องโบราณ

เมื่อคราวศพหลบหลับอยู่กับที่
ปิดภูษีมิดชิดคิดสงสาร
เอาลูกพันธุ์มาแนบกายผู้วายปราณ
จะบรรหารบอกเล่าให้เข้าใจ

คำว่าพันธุ์นั้นสืบต่อจากพ่อแม่
เป็นเที่ยงแท้มั่นคงไม่สงสัย
ให้ดูข้างพันธุ์พ่อแม่มาแต่ไร
ไม่มีใครรอดพ้นสักคนเลย

แต่ล้วนกายแตกดับจิตกลับหาย
ยังแต่กายตั้งกลิ้งนอนนิ่งเฉย
ไม่มีใครนึกรักสักคนเลย
ตั้งหน้าเฉยเกลียดชังทั้งหญิงชาย

คิดแต่จะให้พาไปหาเปลว
เป็นคนเลวทรามใหญ่นึกใจหาย
น่าสมเพชเวทนาแก่ร่างกาย
เกิดมาได้เป็นมนุษย์วิสุทโธ

เพราะมีศีลห้าประจำจึ่งล้ำเลิศ
ได้มาเกิดเป็นมนุษย์วิสุทธิ์โส
ภณะได้พบลาภยิ่งสิ่งบุญโต
มากลับโซเปื่อยเน่าไม่เข้าการ

ท่านทำมาเพื่อให้รู้อยู่ทั่วกัน
เราเป็นพันธุ์ปลดปลงในสงสาร
ตลอดถึงเผ่าพงศ์ในวงวาน
อยู่ไม่นานถึงตายได้ทุกคน”

๒.
เมื่อทำพิธีดอยแล้ว ก็จัดการอาบน้ำศพ คือเอาขมิ้น ดินเหนียวตำเคล้าให้เข้ากัน แล้วเอาน้ำร้อน น้ำเย็น น้ำมะพร้าว มาประสมอาบชำระศพให้สะอาด อาบให้ครบสิบสอง (ลูกหลานจะอาบน้ำศพ หรือช่วยขัดถูทำความสะอาดศพ ก็จะให้ทำกันในระหว่างนี้ นอกจากเวลานี้แล้ว จะไม่มีการรดน้ำกันอีก และทำการเฉพาะลูกหลานเป็นการภายในเท่านั้น)

“ให้อาบน้ำตามกฎบทโบราณ
ที่ทำการอาบน้ำตามคัมภีร์

เอาน้ำร้อนน้ำเย็นขมิ้นดินประสม
คือดินน้ำไฟลมสมเป็นสี่
น้ำมะพร้าวได้แก่จิตลิขิตมี
ตัวเรานี้คือธาตุสี่มีขึ้นก่อน

ส่วนดวงจิตจรมาอยู่อาศัย
ในดินน้ำลมไฟใจพักผ่อน
พอกายแตกแยกพรากจิตจากจร
เที่ยวเร่ร่อนตามกรรมสุดรำพัน”

คำว่าอาบน้ำครบสิบสองนั้น คือสิบสองภาชนะที่ตัก ถ้าตักด้วยขันก็ให้ครบสิบสองขัน

“จะกล่าวพร่องเรื่องจริงทุกสิ่งสรรพ์
ครบสิบสองภาชนะประหลาดครั้น
เค้าจัดสรรประมวลประมาณมา

คืออายตนะทั้งสิบสอง
ให้ถูกต้องตามกระแสแน่หนักหนา
เค้าแถลงแจ้งข่าวเล่ากันมา
ให้รู้จักอายตนะสิบสองอัน

คือตาหูจมูกลิ้นกายและใจ
เป็นอายตนะภายในใหญ่มหันต์
เรียกอายตนะสิบสองนั้น
ที่จัดสรรตั้งไว้ข้างภายใน

ข้างภายนอกบอกเล่าเป็นข้อข้อ
เติมติดต่อแจ้งศาลออกขานไข
มีหกอย่างทางนอกบอกต่อไป
รูปเสียงใสกลิ่นรสกำหนดมา

พร้อมทั้งโผฏฐัพพะธรรมหกข้อ
นี่แหละหนอให้เห็นเป็นปัญหา
สิ่งถูกต้องจำได้กายกายา
อารมณ์มาเกิดไปในใจจริง

ทั้งสองฝ่ายได้ประจบครบสิบสอง
อยู่ปกครองร่างกายทั้งชายหญิง
เป็นบ่อบุญบ่อบาปทราบความจริง
สิบสองสิ่งติดตนทุกคนไป

ใครทำบุญบุญพาไปหาลาภ
ใครทำบาปบาปตามติดผิดวิสัย”

บางท้องถิ่นเอาใบมะกรูด ใบมะนาว รากสะบ้า มาตำกับขมิ้นทาศพด้วย เข้าใจว่าเพื่อดับกลิ่น ฆ่าเชื้อโรคบางอย่าง เพราะรากสะบ้ามีพิษเมา โบราณเอามาตำสระผมทำลายขี้รังแคและค่าตัวเหาได้
ตามหนังสือเฉลยปริศนาธรรมว่า

“ส่วนรากสะบ้านั้นเล่าจะกล่าวพร่อง
ไปตามคลองรำพันดังบรรหาร
คือความหลงไม่รู้จริงสิ่งอยู่นาน
ไม่มีการเปลื้องปลดให้หมดไป

อุปาทานยึดถือเหมือนมือกุม
เข้ามารุมกันหลงให้สงสัย
เพื่อเป็นสองของจิตสนิทใน
ให้หลงใหลเป็นบ้าในอารมณ์

หลงรูปรสกลิ่นเสียงสำเนียงหวาน
อุปาทานยึดถือเล่าเข้าประสม
หลงรูปรสกลิ่นเสียงสำเนียงหวาน
อุปาทานยึดถือเล่าเข้าประสม
ไม่รู้สึกสิ่งเดียวว่าเปรี้ยวขม
เลยหลงชมทุกอันจนวันตาย

นี่แหละเอารากสะบ้ามาทาตัว
ให้รู้ทั่วความจริงสิ่งทั้งหลาย
เลยเกาะแกะแนะนำควรจำไว้
รู้สึกกายตรงความไปตามกาล”

๓.
เมื่ออาบน้ำเสร็จแล้วยกทรงให้นั่ง ใช้ยอดกล้วยเป็นหลอดกรอกน้ำผึ้งรวงกับการบูรลงไปในท้องมากๆ เพื่อป้องกันมิให้ศพเน่าเร็ว แล้วจัดการตกแต่งให้แก่ศพ คือหวีผมกลับมาข้างหน้า เมื่อหวีเสร็จแล้วให้หักหวีทิ้งลงในโลง ตามชนบทบางแห่งหวีด้วยพด (เปลือกมะพร้าว) การหวีกลับและหักหวีนี้เป็นปริศนาธรรม เพื่อแสดงให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง ไม่สวย ไม่งาม การหักหวีก็เพื่อให้คิดหักจิตพักใจ ไม่ต้องเศร้าโศกอะไร เมื่อมีเกิดก็ต้องมีตายเป็นธรรมดา
วิธีจัดนุ่งห่มให้แก่ศพนั้น โดยมากใช้ผ้าที่ผู้ตายชอบใช้นุ่งห่มประจำหรือผ้าขาวก็ได้ ทำชายพกไว้ข้างหลัง โจงกระเบนไว้ข้างหน้า หรือจะนุ่งไม่โจงกระเบนก็ได้ การกระทำเช่นนี้ ก็เพื่อเป็นปริศนาธรรม ให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง ไม่สวย ไม่งาม ดังกล่าวแล้ว
บางท้องถิ่นใช้ผ้านุ่งเพียงหนึ่งศอกปิดไว้เพียงข้างหน้า ผ้าห่มก็กว้างเพียงหนึ่งศอกเท่านั้น เพื่อแสดงว่ามนุษย์ที่เกิดมาแล้วอายุไม่ยาวยืน อายุสั้นพลันตาย ควรรีบประกอบกรรมดีไว้ให้มาก อย่าประมาทว่ายังเป็นหนุ่มเป็นสาว ไม่มีโรคภัย ยังไหลต่อความตาย เพราะความตายเป็นสิ่งที่รู้ไม่ได้ ว่าจะตายเมื่อใด วันนี้หรือวันไหน อาจตายเดี๋ยวนี้ พรุ่งนี้ก็ได้ วันคืนล่วงไปๆ ชีวิตของคนสัตว์ก็ล่วงไปๆ ตามวัน เวลานั้นด้วย ท่านเปรียบเหมือนคนจูงโคไปฆ่า ยิ่งก้าวไปเท่าใด ก็ยิ่งใกล้ที่ที่จะฆ่าเข้าไปทุกที เวลานี้ใกล้เข้าไปเพียงไหนแล้วไม่รู้ จงรีบทำดี ทำดีไว้ อย่าได้ประมาท

“ข้างหลังเผยปิดข้างหน้าเวลาตาย

นุ่งและห่มผ้านั้นสั้นหนึ่งศอก
ผมผู้บอกคิดไปหัวใจหาย
ชีวิตสัตว์เกิดมาสั้นเร็วพลันตาย
ควรขวนขวายทำความดีเป็นศรีตัว”

๔.
แล้วเอาด้ายขาว ผูกกรองมือ กรองเท้า เอาดอกไม้ ธูป เทียน ซองหมากพลู ใส่มือให้ แล้วโยงไปผูกไว้กับคอ ถ้าเป็นศพคนที่มั่งมีเงินทอง ก็เอาแหวนทองรูปพรรณใส่ปากศพ และบางคนเอาทองปิดหน้าศพ หรือปิดด้วยทองอังกฤษตามสถานะของตน บางท้องถิ่นใช้ใบพลูปิดหน้าศพก็มี (ตามหนังสือประเพณีไทย ของหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล ว่า การที่เอาทองปิดหน้านั้น เพื่อเป็นเครื่องป้องกันดวงตาหลุด เช่นเดียวกับชาวอียิปต์) และตามหนังสือเฉลยปริศนาธรรมอธิบายว่า การผูกกรองมือ เท้า และคอ หมายถึง บ่วง ๓ ได้แก่ บุตร และทรัพย์กับภรรยา ยากที่จะตัดนิวรณ์ห่วงใยให้ขาดได้ ดังปรากฏตามโคลงโลกนิติว่า

๑. ปุตโต คีเว = มีบุตรบ่วงหนึ่งเกี้ยว พันคอ
๒. ธนัง ปาเท = ทรัพย์ผูกบาทาคลอ หน่วงไว้
๓. ภริยา หัตเถ = ภรรยาเยี่ยงบ่วงปอ รึงรัด มือนา

และผู้เขียนได้แต่งเทียบ

มีบุตรดุจบ่วงคล้อง คอกระสัน อยู่ฮา
ทรัพย์ผู้บาทาพัน แน่นไว้
ภรรยาเยี่ยงบ่วงขัด ขึงรัด มือพ่อ
ใครติดสามบ่วงได้ จึ่งพ้นสงสารฯ
ดอกไม้ ธูป เทียน หมากพลูที่ใส่มือให้นั้น เพื่อจะได้นำไปบูชาพระจุฬามณี อันเป็นพระเจดีย์บรรจุพระเกศธาตุพระพุทธเจ้า อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หรือเพื่อแสดงว่าเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา
แหวนทองรูปพรรณที่ใส่ปากนั้น หมายความว่าทรัพย์สมบัติเป็นของกลางสำหรับโลก แม้จะปกครองยึดถือก็ได้เฉพาะชั่วคราว เมื่อตายแล้วใส่ปากให้ก็เอาไปไม่ได้ ต้องคืนให้แก่โลก สิ่งที่ติดตัวไปได้คือบุญกุศลและบาปเท่านั้น
แหวนหรือทองรูปพรรณที่ใส่ปากนั้น เป็นของเสียสละ เจ้าภาพไม่ได้คิดเอาคืน เป็นของตกได้แก่สัปเหร่อ ผู้เขียนเคยเห็นสัปเหร่อควักเอาแหวนจากปากศพ แล้วใส่หมับเข้าปากตนทั้งที่มีน้ำเน่าน้ำหนอง ถามเขาว่าทำไมทำอย่างนั้น ถ้าเช็ดล้างให้สะอาดเสียก่อนไม่ได้หรือ เค้าตอบว่าเป็นธรรมเนียมของสัปเหร่อ ต้องทำความสนิทสนม ไม่รังเกียจแก่ศพ หากไม่ทำอย่างนั้น จะเอาของเขาไม่ได้ เป็นอุบาทว์จัญไร ทำมาหากินไม่เกิดผล คล้ายกับที่ถือกันว่าถ้าฆ่าคนตายแล้ว ต้องเลียโลหิตที่เปื้อนมีด ดาบ เพื่อแก้ขวง คือเสียผีนั่นเอง แต่ตามหนังสือประเพณีไทยว่า “การที่เอาแหวนใส่ปากศพนั้น เพื่อสำหรับผูกได้สายสิญจน์ในปากศพ ซึ่งเวลาเผา สัปเหร่อก็เอาออกมาทำความสะอาดแล้วกลับคืนให้เจ้าภาพ ถ้าเจ้าภาพต้องการจะเอาไว้ ก็เอาเงินแลกกลับคืนตามตกลงกัน ถ้าไม่ต้องการ ของก็เป็นของสัปเหร่อ เข้าใจว่าเป็นของล่อใจสัปเหร่อให้ทำศพนั้นโดยประณีตเท่านั้น”
การเอาวัตถุปิดหน้าศพนั้น ถือว่าการตายเท่ากับถูกแผ่นดินกลบหน้าไปชาติหนึ่ง คนที่ยังไม่ตายควรจะถือเป็นคติรีบทำบุญกุศลประกอบการงานที่ควรทำทำเสียให้เสร็จ อย่าทอดทิ้งการงานไว้ให้อากูลแก่ลูกหลาน เมื่อถูกแผ่นดินกลบหน้าแล้ว ก็หมดเรื่องกันไปคราวหนึ่ง

“เร่งหาผลกุศลก่อนจะดับจิต
เมื่อชีวิตบรรจบพบสว่าง
ถึงชีพลับดับกระเด็นให้เห็นทาง
แสงสว่างคือกุศลที่ตนทำ

ทำสิ่งใดแล้วทำให้ตลอด
อย่าทิ้งทอดเอาไว้ดูไม่ขำ
คิดนึกตึกตรองต้องจดจำ
คิดหรือทำรีบร้อนเสียก่อนตาย

ครั้นตายแล้วแคล้วคลาดนิราศหมด
ทั้งลาภยศผาสุกทุกข์ก็หาย
จะช่วยใครที่ไหนก็ไม่ได้
เหมือนความตายปิดหน้าดั่งวาที”

๕.
เมื่อกรองมือเท้า นุ่งห่มเสร็จแล้ว ก็เอาผ้าขาวห่อศพทบไปมาหลายๆ ชั้น ผูกตราสังด้วยด้ายขาวเป็นเปลาะๆ ตลอดหัวและเท้าให้แน่นหนา แล้วจึงนำศพลงในโลง เรื่องผูกมัดตราสังศพนี้ ปรากฏตามหนังสือศาสนาสากล ของหลวงวิจิตรวาทการว่า เป็นสิ่งที่ได้กระทำกันมาแล้วแต่ดึกดำบรรพ์ก่อนประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นจากสัญชาตญาณของมนุษย์สมัยหินที่เห็นศพเป็นของร้าย เข้าใจกันว่าคนตายก็เหมือนคนนอนหลับ ดวงวิญญาณยังอยู่ในร่างนั้นจะลุกขึ้นมาหลอกหลอนหรือทำความไม่ดีอะไรให้ จึงได้มัดแข้งมัดขาเพื่อมิให้ลุกขึ้นมาได้ และเมื่อนำไปกลบหรือฝังแล้ว ก็ยังได้เอาหินก้อนใหญ่ๆ มหึมา มากองทับกันไว้อย่างแน่นหนา จนแน่ใจว่าจะลุกขึ้นไม่ได้อีกต่อไปอีก
ความคิดอย่างนี้ก็ได้แพร่มาจนกระทั่งถึงไทยเรา เช่นเรื่องตราสังมัดศพหรือทำน้ำมนต์พระพรมศพที่เรียกกันว่า ‘ดอย’ นั้นก็ไม่ใช่อื่นใด เป็นเรื่องป้องกันผีดุเท่านั้น เวลานี้เลิกกรองมือกรองเท้าผูกมัดตราสังกันแล้ว การแต่งตัวนุ่งห่มให้แก่ศพ ก็นุ่งห่มกันตามธรรมดา ตามฐานะของผู้ตายที่ควรแก่การบริโภคใช้สอย ฉะนั้น โอกาสที่พระจะชักผ้าบังสุกุล (ผ้าเปื้อนฝุ่น น้ำเลือด น้ำหนอง) อย่างสมัยก่อนๆ จึงไม่มีในปัจจุบันแล้ว

๖.
วิธีทำโลง ต้องทำให้ปากโลงผายกว่าก้นนิดหน่อย แล้วเอาดินเหนียวมาตำผสมกับใบบอนและใบฝรั่ง เพื่อให้เหนียว ยาตามแนวก้นโลงและข้างๆ เพื่อป้องกันมิให้น้ำเน่า น้ำหนอง ไหลซึมออกมาได้ แล้วให้เอากระดาษฟางหรือปูนขาวโรยอีกทีหนึ่งเพื่อดูดน้ำเน่า น้ำหนองไว้ด้วย
ต่อจากนั้น ก็เอาไม้รอด ๔ อัน ยิงตั้งขวางไว้ในโลง (บางท้องถิ่นเรียกว่าไม้ข้ามทะเล) แล้วเอาฟาก ๗ ซี่วางลงบนไม้รอด (ฟาก ๗ ซี่นี้ ต้องถักด้วยเชือกเป็น ๓ แห่ง จะใช้กรองทับไปมาเหมือนอย่างที่กรองกันตามธรรมดาไม่ได้) แล้วจึงเอาศพใส่ลงในโลง ให้สายด้ายที่ผูกมัดมือศพเหลือยื่นออกมาจากโลงเพื่อผูกกับผ้าโยงสำหรับพระใช้ชักบังสุกุลต่อไป
ไม้รอด ๔ อันนั้น หมายเอาธาตุสี่ ที่เรียกว่าไม้ข้ามทะเล คือหมายเอาการข้ามโอฆะ ๔ นั้นเอง ได้แก่ กามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ อวิชชาโอฆะ ไม้ฟาก ๗ ซี่ หมายเอาพระธรรมเจ็ดคัมภีร์ เชือกที่กรองฟาก ๓ แห่ง (๓ เปลาะ) นั้นหมายถึง พระสูตร พระวินัย พระปรมัตถ์ รวมความว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องข้ามโอฆะ ที่ห้ามมิให้กรองฟากกลับไปกลับมา ก็เพื่อจะไม่ให้กลับมาเกี่ยวพันกับโลกอีก

“เรื่องเชือกพับบังคับกลับกรองหลบ
แจ้งให้ครบตามจริงทุกสิ่งสรรพ์
พระอริยะละกิเลสเหตุพัวพัน
ท่านบากบั่นข้ามไปเสียไกลตน

ไม่ต้องมาละอีกหลีกไปแล้ว
ให้คลาดแคล้วกลอกกลับรับแต่ผล”
ขณะเมื่อเอาศพลงบรรจุในโลงนั้น ต้องนิมนต์พระมาสวดพระอภิธรรมเสียหนึ่งเตียง เรียกว่าสวดหน้าศพ หรือหน้าหนวยไม้

๗.
เมื่อเอาศพลงหีบแล้ว ถ้ามีความประสงค์จะตั้งศพไว้ที่บ้าน เพื่อสะดวกแก่การทำบุญให้ทานต่อหน้าศพ ก็ให้จัดสถานที่ที่ตั้งศพ ที่พระสวด ที่พักพระที่ พักแขกไปมาในงาน
ที่ตั้งศพนั้น ให้มีฐานวางศพ ๒ – ๓ ชั้น และมีแจกันปักดอกไม้ พานดอกไม้ เชิงเทียนวางขัดกันไป และตั้งผ้าโยงที่บูชาพระให้ผู้ตายตรงหน้าศพ ตั้งโต๊ะหมู่สำหรับพระพุทธรูป ควรจัดให้ศพหันศีรษะไปทางทิศตะวันตก แต่ถ้าตั้งอย่างนั้นไม่ได้ เพราะสถานที่บังคับจะตั้งให้หันศีรษะไปทางไหนก็ได้แล้วแต่สะดวก ข้อสำคัญ อย่าจัดให้พระนั่งสวดพระอภิธรรม ที่ตั้งโต๊ะหมู่พระพุทธรูป หรือที่แสดงพระธรรมมาเทศนาอยู่ทางงปลายเท้าศพเท่านั้น
การตั้งศพทำบุญที่บ้าน โดยมาก ๓ วันหรือ ๗ วัน มีเทศน์และสวดพระอภิธรรมในเวลากลางคืน รุ่งขึ้นตอนเช้าเลี้ยงพระ โดยมากพระที่สวดเตียงหลังๆ เพราะท่านอยู่ดึก และตั้งอาหาร ข้าว น้ำ ให้แก่ศพทั้งสองเวลา มีการเคาะที่โลงบอกให้รับประทานอาหาร ประเพณีอันนี้อาจเกิดขึ้นด้วยกตัญญูรู้คุณ หรือการเซ่นวิญญาณมาจากจีนก็ได้

๘.
วันเผาศพนั้น ทางปักษ์ใต้ถือเอาวันขึ้นแรมเป็นสำคัญคือ ข้างขึ้นถือวันคี่ ข้างแรมถือวันคู่ ห้ามมิให้ทำการเผาศพ เช่น วันขึ้นค่ำ ๓ ค่ำ ๕ ค่ำ หรือวันแรม ๒ ๔ ๖ ค่ำเหล่านี้ จะเผาศพมิได้ ถือว่าเป็น ‘วันผีหามคน’ ถ้าจะเผาวันข้างขึ้นให้เผาวันขึ้น ๒ ค่ำ ๔ ค่ำ ซึ่งเป็นวันคู่ หรือถ้าจะเผาวันข้างแรมก็เผาวันแรมค่ำ ๓ ค่ำ เป็นต้นเรียกว่า ‘วันคนหามผี’ แม้จะตรงกับวันพระหรือวันอาทิตย์วันศุกร์หรือวันไหนไหนก็ใช้ได้ไม่ห้าม (ตรงข้ามกับภาคกลางซึ่งถือวันศุกร์ไม่เผาศพ)

๙.
เครื่องประโคมในงานศพนั้น ใช้เครื่อง ‘กาหลอ’ มีกลองแขก (กลองชนะ) ๒ ใบ ฆ้องโหม่ง ๑ ใบ ปี่ห้อ (ปี่ชวา) ๑ อัน ใช้ประโคมตั้งแต่คืนแรกจนตลอดงาน ต้องปลูกโรงให้อยู่เป็นเอกเทศ มีคนประจำเครื่อง ๓ คน กินอยู่หลับนอนในโรงนั้นเสร็จ ถ้ามีธุระจำเป็นจะออกจากโรง ก็ต้องอยู่เฝ้าโรงคนหนึ่ง จะทิ้งโรงไปไม่ได้ มีพิธีรีตองถือครูถือผี เช่นเริ่มจะลงมือประโคมต้องทำพิธีเบิกปากปี่เสียก่อน มีดอกไม้ ธูป เทียน หมาก ๙ คำ ผ้าขาวสองผืน เงินหกสลึง เป็นค่าขึ้นครู
เมื่อวันจะออกจากโรงแห่นำศพไปป่าช้า ต้องดูทิศทางมิให้ต้อง ‘ผีหลวง’ หรือ ‘หลาวเหล็ก’ ถ้าจะออกทางประตูไม่ได้โดยเป็นทิศห้าม ก็ต้องแหกฝาโรงออกไป เครื่องกาหลอนี้ สมัยก่อนๆ นิยมใช้กันมากเพราะค่าแรงงานถูก และมีเสียงไพเราะ โหยหวน คล้ายพิณพาทย์ทำเพลงนางหงส์ แต่ปัจจุบันนี้นิยมใช้พิณพาทย์หรือแตรเครื่องดุริยางค์กันแล้ว เว้นแต่ชนบทยังใช้กาหลอกันอยู่
แต่เมื่องานพระราชทานเพลิงศพพระครูกาเดิม (คลิ้ง มงฺคโล) วัดจันทาราม วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๑๓ นี้ ได้หาเครื่องกาหลอมาประโคมในงาน รู้สึกว่าครึกครื้นดี คำว่า ‘กาหลอ’ เข้าใจว่ามาจากรากศัพท์ว่า ‘กาหล’ ซึ่งแปลว่า แตรงอน อึกทึก (หมายความว่าเครื่องประโคมอันมีเสียงอึกทึก)

๑๐.
เวลาจะยกศพออกไปจากบ้าน ต้องทำประตูพราง คือเอาไม้ ๔ อันทำเป็นสี่เหลี่ยมพื้นผ้า ทาบไว้ที่ประตูเรือนข้างนอก ที่จะนำศพออกไป และต้องให้ลูกหรือหลานคนสุดท้องถือข้าวสารออกตามศพไปด้วย ประตูพรางนี้ เมื่อนำศพออกไปแล้ว ให้เอาออกทิ้งเสีย ศพที่นำออกไปนั้นให้เอาเท้าออกไปก่อน และกลบลบรอยคนหามศพเสียด้วย ทั้งนี้เพื่อมีให้ผีกลับบ้านถูก ส่วนลูกหลานเด็กเล็กก็ให้เอามีดหม้อทาหน้า เพื่อมิให้ผีจำหน้าได้หรือให้ผีเกลียดฯ

(คำอธิบายภาพปก ศพพระครูกาชาด (ย่อง อินฺสุวณฺโณ) วัดวังตะวันตก อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช จาก Facebook : Krit Jakkrit)
--
จากบทความ “ประเพณีการจัดทำศพ (ที่ถูกต้อง) ของชาวใต้” ของขุนอาเทศคดี ในสารนครศรีธรรมราช ฉบับเดือน กรกฎาคม ๒๕๑๓

📌📌   สภาฯ  #เห็นชอบ 🌳🎯🙏🙏 ปลดล็อก " #พืชกระท่อม" พ้นสารเสพติด .✔️✔️✔️ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ยาเสพต...
27/01/2021

📌📌 สภาฯ #เห็นชอบ 🌳🎯
🙏🙏 ปลดล็อก " #พืชกระท่อม" พ้นสารเสพติด .


✔️✔️✔️ ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ด้วยคะแนน 319 ต่อ 7 เสียง โดย ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีความมุ่งหมายเพื่อยกเลิกพืชกระท่อมออกจากยาเสพติดให้โทษ โดยให้มีผลบังคับใช้ 90 วัน หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ประชาชนบริโภคกระท่อมได้ไม่มีความผิดตามกฎหมาย ไม่ต้องรับโทษ เนื่องจากที่ประชุมเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่ใช้ในชีวิตประจำวันตามวิถีดั้งเดิม ลดภาระงานงบประมาณของรัฐในการจับกุมและดำเนินคดี

https://t.co/HjYHBRtPGM https://t.co/jrvjQDbynu

UPDATE: สภาผู้แทนราษฎร โหวตผ่านร่างกฎหมาย ปลดล็อกพืช ‘กระท่อม’ ไม่ใช่ยาเสพติดให้โทษอีกต่อไป
วันนี้ (27 มกราคม) การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 15 มีวาระการประชุมเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว คือ ร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....โดย สมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และคณะได้นำผลการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เสนอต่อที่ประชุมสภา โดยได้แก้ไขให้พืชกระท่อมออกจากการเป็นยาเสพติดประเภท 5 พร้อมทั้งให้ยกเลิกบทลงโทษ ซึ่งประชาชนจะสามารถบริโภคพืชกระท่อมได้โดยไม่มีความผิด เว้นแต่นำพืชกระท่อมไปผสมกับสารเสพติดประเภทอื่น และสมศักดิ์ได้จัดทำร่างฉบับนี้สำเร็จภายในการประชุม 3 ครั้ง ซึ่งมีข้อสรุป 4 ข้อดังนี้
1. ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ระบุว่า พืชกระท่อมไม่ใช่ยาเสพติดให้โทษอีกต่อไป ประชาชนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ถ้าไม่นำมาผสมกับยาเสพติดตามที่กฎหมายระบุ
2. ร่างพระราชบัญญัติประกาศ แก้ไข เรื่องระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมาย จากเดิม 180 วัน คณะกรรมาธิการ ได้กำหนดเหลือ 90 วัน ในการประกาศเป็นราชกิจจานุเบกษา เนื่องจากช่วยลดภาระงานของรัฐ รวมทั้งเป็นประโยชน์ที่ควรผลักดันให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ เกิดขึ้น
3. เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนได้ทราบถึงวิธีการใช้ และคุณประโยชน์ของพืชกระท่อมที่ถูกต้อง
4. ส่งเสริมพืชกระท่อมให้เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ รวมถึงเป็นธุรกิจที่สามารถส่งออกได้ในต่างประเทศ รวมทั้งให้สามารถนำไปใช้รักษาโรคภายใต้การดูแล และการควบคุมของแพทย์ได้
ทั้งนี้ จากผลการพิจารณาเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรโดยมีคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ โดยเห็นด้วย 319 เสียงกับร่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฉบับที่..พ.ศ. .... เพื่อปลดล็อกพืชกระท่อมไม่ให้เป็นพืชยาเสพติด และออกกฎหมายให้ประชาชนสามารถปลูกพืชกระท่อมได้ รวมทั้งใช้ประโยชน์จากกระท่อมเป็นพืชสมุนไพรในการรักษาโรคโดยไม่ผิดต่อข้อกฎหมายอีกต่อไป โดยทางสภาผู้แทนราษฎรจะนำมติพระราชบัญญัติฉบับนี้ส่งให้วุฒิสภาพิจารณาเป็นลำดับต่อไป
อ่านข่าวอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ https://thestandard.co/

.. ✌ คร้านเรียน นินะ !!?  😁😁😁 ➡️➡️ ต้องมีมั้งแหละ สักวัน !  🤣ให้วัยรุ่น วันเรียน บ้างอิอิ
25/01/2021

.. ✌ คร้านเรียน นินะ !!? 😁😁😁 ➡️➡️ ต้องมีมั้งแหละ สักวัน ! 🤣
ให้วัยรุ่น วันเรียน บ้างอิอิ

🇹🇭  #เราชนะ จ่ายเงินเยียวยา โควิด-19✌ รวมเป็นเงิน 7,000 บาท📌 กลุ่มเป้าหมายประมาณ 31.1 ล้านคน ▶️▶️การรับเงิน แบ่งเป็น สอง...
22/01/2021

🇹🇭 #เราชนะ จ่ายเงินเยียวยา โควิด-19
✌ รวมเป็นเงิน 7,000 บาท
📌 กลุ่มเป้าหมายประมาณ 31.1 ล้านคน

▶️▶️การรับเงิน แบ่งเป็น สองช่องทางคือ
1. ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รับเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
2. ประชาชนทั่วไป ที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ รับเงินและใช้จ่ายผ่านแอปเป๋าตัง ใช้จ่ายคล้ายโครงการคนละครึ่งแต่ไม่ต้องเติมเงินเข้าไป

#ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด19
#ศูนย์ข้อมูลCOVID19
#หยุดโควิดแต่ไม่หยุดเศรษฐกิจไทย
ีวิตวิถีใหม่
#สมดุลชีวิตวิถีใหม่
#รวมไทยสร้างชาติ

ที่อยู่

66/4 ถ. ราชดำเนิน ต. ในเมือง อ. เมือง
Amphoe Muang Nakhon Si Thammarat
80000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ NST youth Democratic partyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์