22/05/2026
ที่ปรึกษาประธาน กมธ. ติดตามงบ
พรรคประชาชน
โดยประชาชน เพื่อประชาชน สร้างประเทศไทยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน
ที่ปรึกษาประธาน กมธ. ติดตามงบ
คนพัทยาให้โอกาสพรรคสีส้มมาทุกการเลือกตั้ง
วันนี้ถึงเวลาที่พรรคประชาชนจะขอโอกาสคืนครั้งสุดท้าย โอกาสบริหารเมืองพัทยา
พัทยาที่นักท่องเที่ยวเห็น กับพัทยาที่คนอยู่จริงๆ เห็น ยังไม่ใช่เมืองเดียวกัน
ถนนพัง น้ำท่วมซ้ำ ชุมชนที่ถูกลืม มีแต่คนอยู่เท่านั้นที่รู้
28 มิถุนายนนี้ ให้โอกาสพวกเราสร้างพัทยาที่ตอบโจทย์ทุกคนครับ
#ถึงเวลาพัทยาเพื่อทุกคน #อิทธิวัฒน์วัฒนศาสตร์สาธร #วัฒน์พัทยา #พรรคประชาชน
[ เพราะอะไรค่าไฟฟ้าถึงแพง ในค่าไฟฟ้ามันมีค่าอะไรแฝงอยู่ในนั้นบ้าง ]
…………………………………………..
🟧แม้ว่าในช่วงปี 2569 นี้ ตัวเลขค่าไฟฟ้าเฉลี่ยต่อหน่วย ในเบื้องต้นจะอยู่ที่ราวๆ 3.95 บาทต่อหน่วย ยังไม่ได้สูงมากนัก เมื่อเทียบกับช่วงวิกฤตในปี 2565 ที่พุ่งปรี๊ดไปถึง 4.72 บาท แต่ที่มันน่ากังวลก็เพราะว่า ราคาค่าไฟฟ้ามันมีแนวโน้มพุ่งทะยานขึ้นไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่รู้ว่ามันจะหยุดอยู่ที่ตรงไหน จะทำลายสถิติเดิมที่ 4.72 บาทต่อหน่วยหรือไม่ ทั้งหมดนี้ ก็ต้องยอมรับว่าวิกฤตการณ์น้ำมันที่เกิดขึ้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ ที่มาจากสงครามระหว่างอิหร่าน กับอิสราเอล และสหรัฐอเมริกา ยังหากจุดจบที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดไม่ได้ และพร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่สำคัญในการผลิตไฟฟ้ามีความอ่อนไหว และเป็นไปได้ที่จะมีแนวโน้มราคาที่แพงขึ้น ซึ่งก็จะทำให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และสุดท้ายประชาชนตาดำๆ อย่างพวกเรานี่ล่ะครับ ที่จะต้องเป็นผู้แบกรับค่าไฟแพงๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
🟧ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญไปกว่าตัวเลขค่าไฟฟ้าต่อหน่วย หรือการจะบอกว่าค่าไฟถูก หรือแพง คือ ประชาชนควรจะต้องรู้ว่า โครงสร้างการคิดราคาค่าไฟ มันมีที่มาที่ไปอย่างไร มันถูก หรือแพงขึ้ นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง มันคงไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคา LNG อย่างเดียวหรอกใช่ไหมครับ และพอจะมีแนวทางไหนได้บ้าง ที่จะทำให้มันราคาถูกลงกว่านี้ได้
🟧เวลาจะขึ้นค่าไฟฟ้า รัฐบางมักจะชี้นิ้วไปที่ “ค่า Ft” แล้วก็บอกว่าเป็นเพราะต้นทุนค่าเชื้อเพลิงแพงขึ้น ฟังดูแล้วทุกอย่างจะเป็นเรื่องของ “โชคชะตา” ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มีแต่ต้องยอมรับชะตากรรม เลยใช่ไหมครับ
🟧แต่เอาเข้าจริงๆ “ค่า Ft” มันเป็นเหมือนแพะรับบาป ที่เอาไว้พูดแบบกำปั้นทุบดิน เพื่อให้ประชาชนยอมรับกับค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นโดยทันที ก็แค่นั้น แต่ประชาชนส่วนมากยังไม่เข้าใจว่า โครงสร้างของค่าไฟฟ้า อันที่จริงแล้วประกอบไปด้วยต้นทุนอะไรบ้าง และมีอะไรที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างต้นทุนนั้น
🟧ค่าไฟจะแพง หรือถูก ไม่ได้สำคัญเท่ากับค่าไฟที่เป็นธรรมหรอกนะครับ ถ้ามันจำเป็นต้องแพงก็ต้องแพง ซึ่งรัฐบาลก็ต้องมาคิดหาทางเยียวยาช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางต่ออีกที แต่ถ้ามันไม่จำเป็นต้องแพง หรือมันแพงเพราะนโยบายของรัฐบาลเอง รัฐบาลก็ต้องพยายามปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า เพื่อทำให้มันสมเหตุสมผล ซึ่งวันนี้ผมจะพยายามกางรายละเอียดเหล่านั้น เอาเล่าให้ฟังกันครับ
✅จำสูตรนี้ให้ดีนะครับ ค่าไฟฟ้า = ค่าไฟฟ้าฐาน + ค่า Ft
🔖ค่าไฟฟ้าฐาน คิดมาจากต้นทุนการผลิต และการให้บริการไฟฟ้า เป็นตัวเลขคงที่ ปกติจะมีการทบทวนทุก 3-5 ปี ปัจจุบันค่าไฟฟ้าฐาน มีค่าอยู่ที่ 3.78 บาท/หน่วย
🔖สำหรับ ค่า Ft เป็นค่าที่สามารถปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ ตามการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง ค่าซื้อไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายตามนโยบายของรัฐที่เปลี่ยนแปลงไปจากที่กำหนดไว้ในค่าไฟฟ้าฐาน รวมไปถึงค่าใช้จ่ายที่การไฟฟ้าไม่สามารถควบคุมได้ เช่น อัตราเงินเฟ้อ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งจะมีการปรับค่า Ft ทุก 4 เดือน รอบแรก มกราคม-เมษายน รอบที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม และรอบที่ 3 กันยายน–ธันวาคม
🟧ซึ่งปัจจุบัน ประเทศไทยของเราใช้ ก๊าซ LNG ในการผลิตไฟฟ้าอยู่ประมาณ 55%-60% ถ่านหินประมาณ 15%–20% พลังงานน้ำประมาณ 5%–10% พลังงานหมุนเวียนอื่นๆ เช่น โซลาร์ ลม ชีวมวล และขยะ ประมาณ 10%–15% ด้วยเหตุนี้ ราคาของก๊าซ LNG ถึงมีผลอย่างมากต่อราคาค่าไฟฟ้าของไทย และมักจะตกเป็นจำเลยเสมอ
🟧โดย กฟผ. จะเป็นผู้คำนวณค่า Ft จากต้นทุน 2 ส่วน คือ
📌1. ประมาณการค่าเชื้อเพลิงโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ค่าซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนทั้งในและต่างประเทศ และค่าใช้จ่ายตามนโยบายของรัฐ ในงวด 4 เดือนข้างหน้า เทียบกับปัจจัยต่างๆ ที่ใช้คำนวณในค่าไฟฟ้าฐาน หรือเรียกว่า ค่า FAC (Fuel Adjustment Cost)
📌2. ส่วนต่างระหว่างค่า Ft ที่ กฟผ. คำนวณเอาไว้ กับค่า Ft ที่เรียกเก็บจริง (Accumulated Factor: AF) หรือเรียกว่า ค่า AF สะสม ค่า Ft ที่ไม่ได้ปรับขึ้นตามจริงนั้น ก็จะนำไปคำนวณเป็นค่า AF สะสม และถูกนำมาคำนวณในอัตราค่าไฟฟ้าในงวดต่อๆ ไปอยู่ดี หรือไม่ก็จะถูกผลักให้ กฟผ. แบกหนี้เอาไว้ หรือไม่ กกพ. ก็นำเงินเรียกคืนจากผลประโยชน์ส่วนเกิน หรือที่เรียกว่า Claw Back ซึ่งมาจากงบลงทุนที่ใช้ไม่หมด ต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ และกำไรที่เกินกว่าเป้าหมาย ของ กฟผ. กฟน. และ กฟภ. มาใช้ในการปรับลดค่าไฟฟ้า แต่อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว ในบิลค่าไฟฟ้า ก็มักจะมีการจ่ายคืนค่า AF สะสมบางส่วน อยู่ราวๆ 20 สตางค์/หน่วย หรือประมาณ 4.87%
🟧การให้ กฟผ. แบกหนี้สะสมไปเรื่อยๆ ย่อมส่งผลต่ออันดับความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐ อัตราดอกเบี้ยเพิ่มแพงขึ้น ซึ่งปัจจุบัน มีการประเมินกันว่า ภาระดอกเบี้ย ที่ กฟผ. ต้องจ่ายดอกเบี้ย จาการกู้เงินมาอุ้มค่าไฟเฉลี่ยแล้วสูงถึงปีละ 3,000-5,000 ล้านบาทต่อปี ดอกเบี้ยเหล่านี้ไม่ได้หายไปไหนนะครับ มันจะถูกบวกกลับเข้าไปในโครงสร้างค่าไฟฟ้าในอนาคต แล้วก็เอามาเรียกเก็บจากประชาชนอยู่ดี หรือสุดท้ายจริงๆ ก็อาจะจำเป็นต้องใช้เงินภาษี ซึ่งเป็นน้ำพักน้ำแรงของประชาชนไปอุดหนุนทางอ้อมผ่านงบประมาณแผ่นดิน สรุปแล้วผู้ใช้ไฟเองนั่นแหละครับ ที่ต้องแบกรับทั้งเงินต้น และดอกเบี้ยต่อไปเรื่อย ๆ ที่ผ่านมาในปี พ.ศ.2566 กฟผ. เคยมีหนี้เงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องค้างถึง 1.1 แสนล้านบาท จากการแบกรับภาระค่า Ft กว่า 1.5 แสนล้านบาท โดย กกพ. ปรับเพิ่มค่า Ft เพื่อทยอยจ่ายให้กับ กฟผ. จนปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ 36,000 ล้านบาท
🟧ดังนั้น ค่าไฟฟ้าที่แพง มันไม่ได้มาจากราคาของก๊าซ LNG อย่างเดียวหรอกนะครับ ส่วนหนึ่งก็มาจากการจ่ายชำระหนี้ ที่เราให้ กฟผ. แบกเอาไว้นี่ล่ะครับ ดังนั้น นโยบายการลดค่าไฟฟ้า ที่ให้ กฟผ. แบกหนี้เอาไว้ หากไม่ได้มาจากการแก้ไขปัญหาที่โครงสร้าง สุดท้ายประชาชนก็ต้องใช้หนี้คืน ด้วยการจ่ายค่าไฟที่แพงขึ้นในอนาคต
🟧โครงสร้างต้นทุนค่าไฟบ้านเราที่ว่าแพงๆ เนี่ย แบ่งได้คร่าวๆ ออกเป็น 5 ก้อนหลักๆ ครับ
🛑1) ก้อนแรก ก็คือ ต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า Energy Payment หรือค่า EP เป็นต้นทุนเชื้อเพลิงที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต หรือ กฟผ. ใช้ในการผลิตไฟฟ้า และค่าซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชน และการนำเข้าไฟฟ้าจากต่างประเทศ ซึ่งค่า EP นี้ มีสัดส่วนอยู่ที่ราวๆ 53.73% ของต้นทุนค่าไฟฟ้าทั้งหมด หรือราวๆ 2.1-2.2 บาท/หน่วย
🟧เนื่องจากประเทศไทยของเราใช้ ก๊าซ LNG ในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่สูงที่สุด และราคาก๊าซ LNG ที่โรงไฟฟ้าซื้อไปผลิตไฟฟ้า นั้นเป็นราคา Pool Gas ซึ่งเป็นการนำเอาราคาก๊าซที่ผลิตได้จากอ่าวไทยซึ่งมีราคาถูกกว่า มารวมกับราคาก๊าซจากเมียนมาที่มีราคาแพงขึ้นมา และราคาก๊าซ LNG ที่นำเข้าเข้ามา ซึ่งมีราคาแพงที่สุด แล้วมาเฉลี่ยเป็นราคาเดียว คำถามง่ายๆ จึงเกิดขึ้นว่า ทำไมไม่ปรับราคาก๊าซที่จะนำไปใช้ผลิตไฟฟ้า ให้ถูกกว่าราคาก๊าซที่ขายให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เป็นภาคเอกชนเสียหน่อย เสมือนว่าให้นำเอาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยที่มีราคาถูกกว่า มาใช้ผลิตไฟฟ้าก่อน เพื่อให้คนไทยทุกคนได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลง
🟧และเป็นไปได้หรือไม่ ที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. จะกำหนดให้ “ค่าผ่านท่อก๊าซ” ที่โรงไฟฟ้าที่ต้องจ่ายให้ ให้กับผู้ให้บริการระบบท่อก๊าซ มีราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันโรงไฟฟ้าแต่ละแห่ง ต้องจ่ายค่าผ่านท่อก๊าซ สูงถึงปีละประมาณ 300-1,000 ล้านบาท ถ้าค่าผ่านท่อก๊าซถูกลง ก็จะทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลง เกิดประโยชน์แก่ประชาชนคนไทยทุกคน
🛑2) ก้อนที่สอง ก็คือ ต้นทุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้า และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ “ค่าความพร้อมจ่าย” ก้อนนี้แหละครับที่เป็นหัวใจสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจกัน ก้อนๆ นี้นี่กินสัดส่วนอยู่ประมาณ 19.25% หรือราวๆ 80 สตางค์ต่อหน่วย จากโครงสร้างต้นทุนค่าไฟฟ้าในปัจจุบัน เป็นต้นทุนอันดับที่สองในโครงสร้างของค่าไฟฟ้าในปัจจุบัน
🟧ค่าความพร้อมจ่าย มาจากการที่ กฟผ. ทำสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ที่เรียกว่า PPA หรือ Power Purchase Agreement) ตามแผนที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. กำหนด ซึ่งแต่ละสัญญานี่ไม่ใช่สั้นๆ ไม่กี่ปีนะครับ แต่ละสัญญานี่ยาวนานระดับ 20-25 ปีเลยทีเดียว ดังนั้นหาก กฟผ. ทำสัญญารับซื้อไฟฟ้าที่ผิดพลาด รับซื้อไฟฟ้าที่มากเกินจำเป็น ก็จะทำให้ประชาชนคนไทยต้องร่วมกันแบกรับความผิดพลาดนั้น อย่างยาวนานในระดับสิบๆ ปี เลยทีเดียว
🟧ค่าความพร้อมจ่าย เป็นค่าใช้จ่ายที่ กฟผ. ต้องจ่ายให้กับโรงไฟฟ้าเพื่อเตรียมความพร้อมในการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า แม้ว่าจะไม่มีการผลิตไฟฟ้าจริงออกมาเลยก็ตาม เป็นข้อตกลงที่อยู่ในลักษณะที่ว่า “ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย (take or pay)” โดย กฟผ. จะจ่ายเป็นรายเดือนให้แก่โรงไฟฟ้าเอกชน สำหรับโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ หรือ IPP (Independent Power Producer) จะเรียกว่าค่า Availability Payment หรือ ค่า AP สำหรับโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก หรือ SPP (Small Power Producer) ในชื่อค่า Capacity Payment หรือ ค่า CP ซึ่งค่าความพร้อมจ่ายนี้ครอบคลุมถึงต้นทุนการดำเนินงานและบำรุงรักษาคงที่ การชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย รวมถึงผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นตามที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้า
🟧“ค่าความพร้อมจ่าย” จะมากหรือจะน้อย นั้นขึ้นอยู่กับกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรอง ถามว่าจำเป็นต้องมีไหม คำตอบก็คือ จำเป็นต้องมีครับ แต่ต้องมีให้พอดี คือ ปกติทุกประเทศเขาต้องเตรียมกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองเผื่อเอาไว้ ให้มากกว่าความต้องการการใช้ไฟฟ้าอยู่แล้ว ไม่มีประเทศไหนเตรียมกำลังการผลิตเอาไว้ให้พอดีหรอกครับ ซึ่งตามมาตรฐานสากล แต่ละประเทศส่วนใหญ่จะเผื่อกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรอง หรือ Reserve Margin เอาไว้ให้มากกว่าความต้องการการใช้ไฟฟ้าสูงสุด อยู่ที่ประมาณ 10%-15% แต่ถ้าเรามีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองที่มากจนเกินไป ค่าความพร้อมจ่าย ก็จะถูกมองเป็น เงินกินเปล่าที่รัฐเอาไปจ่ายเป็นค่าประกันรายได้ให้กับโรงไฟฟ้าเอกชน ให้สามารถสร้างโรงไฟฟ้าทำธุรกิจผลิตไฟฟ้าแบบเสือนอนกินไปได้เรื่อยๆ โดยที่ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงอะไรเลย
🟧กลับมาที่ประเทศไทยของเรา จากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ หรือ IPP ที่มีอยู่ 13 โรง พบว่ามีอยู่ถึง 7 โรง ที่มีอัตราการเดินเครื่องต่ำกว่า 30% มาตั้งแต่ปี 2566 และบางแห่งลดลงเหลือต่ำกว่า 10% ในปี 2568 โดยค่าความพร้อมจ่ายก้อนมหาศาลนี้ ก็จะถูกผลักเป็นภาระให้กับประชาชนผ่านค่าไฟฟ้านั่นเอง
🟧ทีนี้เรามาดูสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าในปัจจุบันกันครับ จากข้อมูลเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568 กฟผ. มีสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าโดยโรงไฟฟ้าของตัวเอง อยู่ที่ประมาณ 31.26% ในขณะที่โรงไฟฟ้าเอกชนมีสัดส่วนรวมกันถึง 68.74% แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ หรือ IPP 39.02% โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งประกอบไปด้วย Small Power Producer หรือ SPP และ Very Small Power Producer หรือ VSPP รวมกัน 17.73% และการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ 11.99% การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนได้นำมาซึ่งภาระการจ่ายค่าความพร้อมจ่ายจำนวนมากในแต่ละปี ซึ่งจะถูกผลักมาให้ประชาชนเป็นผู้แบกรับภาระผ่านค่าไฟฟ้า อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
🟧จากข้อมูลของ JustPow ซึ่งเป็นเครือข่ายขององค์กรเพื่อการสื่อสารข้อมูลด้านพลังงานในประเทศไทย ระบุว่าเอกสารแจกแจงสูตรการปรับค่า Ft ของ กฟผ. ในปี 2567 มีการประมาณการค่าความพร้อมจ่าย ซึ่งก็คือ ค่า AP และ ค่า CP ที่จ่ายให้กับโรงไฟฟ้าเอกชนทั้งหมด 104,655.60 ล้านบาท จากการคำนวณเบื้องต้น โรงไฟฟ้าเอกชนน่าจะผลิตไฟฟ้าออกมาอยู่ที่ 14,015.33 เมกะวัตต์ หรือ 49.41% ของกำลังการผลิตตามสัญญาที่มีอยู่ 30,391.38 เมกะวัตต์ ดังนั้น เมื่อคำนวณแล้ว ประมาณการค่าความพร้อมจ่ายที่จ่ายให้กับไฟฟ้าที่ไม่ได้ผลิตเท่ากำลังผลิตตามสัญญาในปี 2567 จะตกเป็นเงินประมาณ 52,948.87 ล้านบาท และถ้าเอาเฉพาะโรงไฟฟ้าที่ไม่มีตัวเลขการรับซื้อไฟเลย และ กฟผ. ต้องจ่ายเงินให้กับโรงไฟฟ้าเหล่านี้ ซึ่งมีทั้งสิ้น 4 โรง ก็จะพบว่า กฟผ. ต้องจ่ายเงินเป็นมูลค่าสูงถึง 12,346.30 ล้านบาท
🟧สำหรับในปี 2568 ถ้าเอาเฉพาะโรงไฟฟ้าที่ไม่ปรากฏตัวเลขที่ กฟผ. รับซื้อไฟฟ้าเลยจำนวน 4 โรง พบว่า กฟผ. ยังคงต้องจ่ายเงินให้โรงไฟฟ้าทั้ง 4 โรงนี้ รวมกันสูงถึง 18,374.17 ล้านบาท
🟧ตีกลมๆ ได้ว่า ในแต่ละปี ประชาชนจะต้องร่วมกันแบกรับค่าความพร้อมจ่าย ที่ กฟผ. ต้องจ่ายให้กับโรงไฟฟ้าเอกชนที่เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าในระดับที่ต่ำ และโรงไฟฟ้าที่ กฟผ. ไม่ได้รับซื้อไฟฟ้าเลย สูงถึง 30,000-60,000 ล้านบาทต่อปี
🟧ยิ่งไปกว่านั้นใน ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2567-2580 หรือ PDP 2024 ได้กำหนดเอาไว้ว่าในปี 2580 ประเทศไทยจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 112,391 เมกะวัตต์ ในขณะที่ประมาณการใช้ไฟสูงสุดอยู่ที่ 54,546 เมกะวัตต์ จะเห็นได้ว่ามีการสำรองไฟฟ้าไว้สูงกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าถึง 2 เท่าของความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด นอกจากนั้นยังวางสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ให้เหลือเพียง 17% ส่วนที่เหลือ จะอยู่ในมือของเอกชน ซึ่งหมายความว่าในอนาคตก็ยังจะมีค่าความพร้อมจ่ายจำนวนมหาศาลที่จะถูกส่งผ่านมายังบิลค่าไฟฟ้า ให้ประชาชนต้องร่วมกันแบกเหมือนเดิม
🟧พอมาดูผลประกอบการของโรงไฟฟ้าเอกชน ที่ขายไฟให้กับ กฟผ. ว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง ประสบกับความยากลำบาก แบบร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชนคนไทย หรือเปล่า
🟧ก็มีประเด็นที่จำเป็นต้องตั้งข้อสังเกตอยู่ครับ เพราะกลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้าเอกชนที่ขายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. แต่ละแห่งมีกำไรอู้ฟู่กันมาก แต่ละโรงมีกำไรสุทธิตั้งแต่ 4,000 ล้านบาท จนถึง 86,000 ล้านบาท (รวมกำไรพิเศษ) และยังมีแนวโน้มที่จะมีกำไรเพิ่มขึ้นอีกในปีต่อๆ ถึง 10%-15% ผมเข้าใจครับว่า การประกอบธุรกิจก็ต้องมีกำไร และต้องพยายามทำกำไรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อประชาชนทุกคนอย่าง “ไฟฟ้า” ยิ่งต้องมีกำไร เพื่อที่จะได้นำเอากำไรไปลงทุนต่อ เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงด้านพลังงาน จะปล่อยให้ขาดทุนคงไม่ได้ แต่กำไรที่ได้มา จะต้องอยู่ในระดับที่เป็นธรรม ที่ทำให้ทั้งผู้ผลิตไฟฟ้า ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาคครัวเรือน เติบโตและแข็งแรงไปด้วยกัน ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งอู้ฟู่ แต่อีกฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะภาคครัวเรือน และประชาชนต้องอยู่ในสภาพอ่วมอรทัย
🟧มาดูที่การชี้แจงของกระทรวงพลังงานกันบ้างครับ โดยกระทรวงพลังงานได้ชี้แจงว่า หากถอดเอาการผลิตไฟฟ้าด้วยแสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล ซึ่งไม่มีเสถียรภาพ ไม่สามารถพึ่งพาได้ตลอด 24 ชั่วโมงออก กำลังการผลิตไฟฟ้าสำรอง หรือ Reserve Margin ของประเทศไทย จะมีค่าอยู่ที่ 25.5% เท่านั้น โดยความต้องการการใช้ไฟฟ้าสูงสุด เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 เวลา 22.24 น. อยู่ที่ 36,792 เมกะวัตต์ กำลังการผลิตไฟฟ้าที่สามารถพึ่งพาได้ตลอด 24 ชั่วโมง มีอยู่ประมาณ 46,191 เมกะวัตต์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองที่แท้จริงนั้น นั้นอยู่ที่ 25.5% เท่านั้น ไม่ใช่ 44.5%-50% ตามที่ปรากฏเป็นข่าว ซึ่งอาจจะมีการนำเอาพลังงงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล มาคำนวณด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 25.5% ก็ยังสูงเกินกว่ามาตรฐานสากลที่มีค่าอยู่ที่ 10%-15% อยู่ดีครับ และก็คงต้องตั้งคำถามว่า ในเมื่อกระทรวงพลังงานก็ทราบดีอยู่แล้วว่า การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ทั้งแสงอาทิตย์ น้ำ ลม ไม่มีเสถียรภาพที่มากพอ แล้วทำไมกระทรวงพลังงานถึงไปสำรองพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไว้มากขนาดนี้ทำไม เอื้อประโยชน์ให้นายทุนพลังงานกลุ่มใดหรือไม่ ทำไมที่ผ่านมาถึงไม่สนับสนุนให้ประชาชนเป็นผู้ผลิต และพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ให้มีสัดส่วนมากกว่าที่เป็นอยู่
🟧สำหรับผม ถ้าจะมองกำลังการผลิตไฟฟ้าส่วนเกินเป็นปัญหา ก็เป็นปัญหา แต่ถ้ามองให้เป็นโอกาส มันก็เป็นโอกาส นั่นขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะมีแผนการอย่างไร ที่จะแปรกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองที่มากถึง 25.5% ให้กลายเป็นเสบียงด้านพลังงาน เพื่อรองรับการเติบโตด้านเศรษฐกิจของประเทศ นี่คือโอกาสที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ในประเทศ เป็นโอกาสที่จะดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ให้มาลงทุนในอุตสาหกรรมนวัตกรรมสมัยใหม่ ในประเทศไทย ซึ่งจะก่อให้เกิดการพัฒนา Supply Chain และอุตสาหกรรมต้นน้ำ ตลอดจนธุรกิจสนับสนุนต่างๆ ที่สำคัญที่สุด คือ การพัฒนาขีดความสามารถของคนในประเทศ ให้เป็นแรงงานทักษะสูง รายได้ดี มีสมรรถนะที่เท่าทันโลก
🛑3) ก้อนที่สาม ก็คือ ต้นทุนระบบส่งไฟฟ้าของ กฟผ. ซึ่งกินสัดส่วนประมาณ 5.78% คิดเป็นเงินประมาณ 20-25 สตางค์ต่อหน่วย
🛑4) ก้อนที่สี่ ก็คือ ต้นทุนระบบจำหน่ายและค้าปลีก ของ กฟน. และ กฟภ. ซึ่งกินสัดส่วนประมาณ 12.29% คิดเป็นเงินก็ประมาณ 50 สตางค์ต่อหน่วย
🛑5) ก้อนที่ห้า ก็เป็นอีกก้อนหนึ่งที่สำคัญมากๆ นั่นก็คือ ค่าใช้จ่ายตามนโยบายภาครัฐ ซึ่งกินสัดส่วนประมาณ 4.09% หรือคิดเป็นเงินก็ประมาณ 16-17 สตางค์ต่อหน่วย โดยทั่วไปจะประกอบด้วย
📌1. เงินอุดหนุนส่วนต่างราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน อันได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์ พลังงานลม พลังงานชีวมวล ซึ่งก็คือวัสดุอินทรีย์ต่างๆ เช่น ชานอ้อย แกลบ เศษไม้ แล้วก็ยังมีไฟฟ้าจากขยะ ซึ่งการอุดหนุนจะอยู่ในรูปของ Adder และ FiT (Feed-in Tariff)
📌2. มาตรการอุดหนุนผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มเปราะบาง เช่น ครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วยต่อเดือน ติดต่อกัน 3 เดือน จะได้รับสิทธิ์ค่าไฟฟ้าฟรี เป็นต้น
📌3. เงินสมทบกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ตาม พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ผู้ผลิตไฟฟ้าต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนตามปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ เพื่อนำไปพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้า เป็นการชดเชยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการตั้งโรงไฟฟ้า
🟧Adder และ FiT (Feed-in Tariff) เป็นมาตรการจูงใจให้เอกชนเข้ามาลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ด้วยการให้ กฟผ. รับซื้อไฟฟ้าในราคาแพงในระดับที่จูงใจ แต่ Adder และ FiT มีกลไกที่แตกต่างกัน
🟧Adder เป็นเงินอุดหนุนที่บวกเข้าไปในค่าไฟฟ้าปกติที่ กฟผ. รับซื้อ เป็นระยะเวลา 7-10 ปี เช่น +8 บาทบ้างหรือ +3.50 บาทบ้าง ในสัญญาโครงการพลังงานหมุนเวียน “รุ่นเก่า” ในช่วงปี 2550-2556 ซึ่งเข้าใจว่าหลังจากปี 2572 ก็จะไม่มี Adder เหลืออยู่แล้ว สำหรับ FiT (Feed-in Tariff) ซึ่งเป็นมาตรการการับซื้อไฟฟ้าในโครงการพลังงานหมุนเวียน ที่นำมาใช้แทน Adder โดยใช้ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นการจ่ายในราคา "คงที่" เช่น 5 บาทต่อหน่วย ตลอดอายุสัญญา ซึ่งส่วนมากจะเป็น 20-25 ปี โดยราคาที่รับซื้อ จะพิจารณาตามต้นทุนของแต่ละเทคโนโลยี แสงอาทิตย์ก็ราคาหนึ่ง ลมก็อีกราคาหนึ่ง และราคาที่รับซื้อในการประมูลในรอบถัดๆ ไป ก็จะลดลงตามเทคโนโลยีที่ถูกลง ทั้ง Adder และ FiT เป็น “ต้นทุนในระบบไฟฟ้า” ที่สุดท้ายจะสะท้อนอยู่ในค่าไฟ ผ่านค่า Ft ที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมกันจ่ายครับ
🟧ดังนั้น ค่าใช้จ่ายตามนโยบายภาครัฐ นั้นมีความสำคัญอย่างมาก เพราะหาก คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. มีนโยบายรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานาหมุนเวียนต่างๆ ในราคาที่สูงเกินจริง ไม่มีความโปร่งใสในการประมูล มีการเอื้อผลประโยชน์ให้กับสมัครพรรคพวก หรือกลุ่มนายทุนในเครือข่ายอุปถัมภ์ได้ขายไฟในโครงการพลังงงานหมุนเวียนในราคาที่แพงอย่างไม่สมเหตุสมผล สุดท้ายเงินที่ไปรับซื้อไฟฟ้าในราคาแพงๆ ก็จะถูกถ่ายเทมาลงที่บิลค่าไฟ ให้ประชาชนทุกคนต้องมาร่วมแบกรับ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า เวลาที่มีการเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าในโครงการพลังงานหมุนเวียน ประชาชนทุกคนจึงจำเป็นที่จะต้องร่วมกันจับตาดู
🟧ถ้าการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าขาดความโปร่งใส นายทุนโรงไฟฟ้า กลายเป็นพ่อทูนหัวผู้มีอุปการคุณให้กับบรรดานักการเมือง จนรัฐบาล และข้าราชการ กลายเป็นสมุนที่น่ารักของนายทุนโรงไฟฟ้า ทีนี้ล่ะครับรัฐบาลก็จะไม่ต่างจาก โจรที่คอยล้วงกระเป๋าจากประชาชน ไปส่งให้กับบรรดานายทุนโรงไฟฟ้าที่เป็นเจ้านาย
🟧นโยบายของรัฐบาลในตอนนี้ เข้าใจว่าจะมีการปรับอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ โดยผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ให้การใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย สำหรับหน่วยที่ 201-400 จะคิดในอัตราหน่วยละ 3.95 บาท และหน่วยที่ 401 เป็นต้นไป จะคิดในอัตรา 5 บาทต่อหน่วย โดยจะเริ่มในเดือนมิถุนายน 2569
🟧โดยประเทศไทยมีบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน อยู่ที่ 15.4 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 66% ของครัวเรือนทั้งหมด ครัวเรือนที่ใช้ไฟอยู่ที่ 201-400 หน่วย มีอยู่ 20% หรือ 4.6 ล้านครัวเรือน และครัวเรือนที่ใช้ไฟมากกว่า 400 หน่วยต่อเดือน มีอยู่ 14% หรือ 3.2 ล้านครัวเรือน
🟧สรุปง่ายๆ ก็คือ บ้านไหนที่จ่ายค่าไฟฟ้าไม่ถึง 2,300 บาทต่อเดือน จะจ่ายค่าไฟถูกลง ถ้าบ้านไหนทุกวันนี้จ่ายค่าไฟแพงกว่าเดือนละ 2,300 บาท จะต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้น
🟧เข้าใจว่ากระทรวงพลังงานมีความพยายามที่จะยกเลิก Adder เพราะเหลืออายุสัญญาอีกไม่มาก แต่ในทางปฏิบัติไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากเป็นสัญญาที่ทำไว้กับภาคเอกชนแล้ว
🟧แต่สิ่งที่รัฐบาลควรมองก็คือ โครงสร้างต้นทุนค่าไฟฟ้าทั้งหมด โดยเฉพาะค่าความพร้อมจ่าย ที่แม้ไม่มีการใช้ไฟจริง ที่มีต้นทุนอยู่ในระดับ 80 สตางค์ต่อหน่วย
🟧และผลักดันให้ครัวเรือน พึ่งพาตนเองโดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ผ่าน Solar Rooftop หรือ ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาบ้าน อาคาร หรือโรงงาน เพื่อผลิตไฟฟ้าไว้ใช้เอง ที่สำคัญจะต้องพยายามผลักดันก็คือ การรับซื้อไฟฟ้าที่ครัวเรือนในราคาที่จูงใจขึ้น จะเป็น “ระบบหักลบหน่วยไฟฟ้าสุทธิ หรือ Net Metering” ของมาเลเซีย คือ รัฐรับซื้อไฟฟ้าจากครัวเรือน ในราคาเดียวกันกับค่าไฟฟ้าที่ครัวเรือนจ่ายให้กับรัฐ แบบเน็ตกันไปเลย 1 ต่อ 1
🟧หรือจะทำแบบเวียดนามทำก็ได้ คือ รัฐรับซื้อไฟฟ้าจากประชาชน ในราคารับซื้อที่จูงใจ ไม่ใช่หน่วยละ 2.20 บาท แบบที่ประเทศไทยกำลังทำกันอยู่
🟧จริงๆ แล้วนโยบาย ระบบหักลบหน่วยไฟฟ้าสุทธิ หรือ Net Metering ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกใหม่นะครับ ในปี 2562 ในสมัยที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เคยมีนโยบาย Net Metering ปรากฏในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภามาแล้ว โดยอยู่ในข้อที่ 5.6.3 หน้าที่ 13 แต่ก็ไม่เคยทำ ไม่เคยแตะ แล้วก็เงียบเนียนหายไปในรัฐบาลยุคต่อๆ มา
🟧แต่อย่างไรก็ตาม ในคำแถลงนโยบายของคุณอนุทิน ในหน้าที่ 15 ข้อที่ 18.2 ก็มีในเรื่อง การสนับสนุนให้มีการผลิตไฟฟ้าโดยผู้บริโภค (Prosumer) อยู่ ก็หวังว่าจะมีการส่งเสริมจริงๆ จังๆ มีการจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และรับซื้อไฟฟ้าจากครัวเรือนในราคาที่สูงขึ้น คุ้มค่ากับการลงทุนติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์
🟧อีกเรื่องที่ควรทำอย่างจริงจัง และปรากฏอยู่ในคำแถลงนโยบายของคุณอนุทินในข้อที่ 18.2 เช่นกัน ก็คือ การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี
ให้รองรับสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงาน (Direct PPA) โดยให้โรงงานอุตสาหกรรม และอาคารธุรกิจขนาดใหญ่ สามารถขอซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนได้เอง ผ่านสายส่งของ กฟผ. กฟน. และ กฟภ. ซึ่งเรียกว่า Third-Party Access หรือ TPA โดยให้ กฟผ. กฟน. และ กฟภ. จัดเก็บค่าธรรมเนียมระบบโครงข่ายและสายส่ง ในอัตราที่เป็นธรรม ซึ่งมาตรการดังกล่าวนี้ จะทำให้ตลาดไฟฟ้ามีการแข่งขันที่มากขึ้น ทำให้ภาคอุตสาหกรรมมีต้นทุนพลังงานที่ถูกลง ซึ่งประเทศในอาเซียนที่ทำแล้วมี สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม
🟧ในส่วนของครัวเรือน ก็ควรจะเปิดเสรี ในระบบ Open Electricity Market หรือ OEM แบบประเทศสิงคโปร์ ซึ่งประชาชนสามารถเลือกซื้อไฟฟ้า ได้เหมือนกับการเลือกเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ หรืออินเตอร์เน็ตบ้าน ซึ่งจะทำให้บ้านแต่ละหลังสามารถเลือกแพ็คเกจ และโปรโมชั่น ที่เหมาะกับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของตัวเอง แบบโทรศัพท์มือถือได้ โดยที่ กฟน. และ กฟภ. ที่เป็นผู้ให้บริการโครงข่าย หรือ Grid จะได้รายได้จากค่าธรรมเนียมระบบโครงข่าย และสายส่ง จากผู้ค้าปลีกไฟฟ้าแต่ละราย
🟧หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โพสต์ยาวๆ โพสต์นี้ จะช่วยทำให้ผู้อ่านเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่เราต้องจ่ายทุกเดือนมากขึ้น พร้อมกับเห็นไอเดียในการทำนโยบายสาธารณะในการปรับปรุงให้ค่าไฟฟ้ามีความเป็นธรรมกับประชาชนมากขึ้นกันนะครับ
[ เพราะอะไรค่าไฟฟ้าถึงแพง ในค่าไฟฟ้ามันมีค่าอะไรแฝงอยู่ในนั้นบ้าง ]
…………………………………………..
📣รับชม Version Podcast ได้ที่ https://youtu.be/QOAvUWO_fPY?si=865Y9CFOy2RggiDV (📋Note:รู้เรื่องโครงสร้างค่าไฟแบบครบถ้วน ภายใน 59 นาที)
🟧แม้ว่าในช่วงปี 2569 นี้ ตัวเลขค่าไฟฟ้าเฉลี่ยต่อหน่วย ในเบื้องต้นจะอยู่ที่ราวๆ 3.95 บาทต่อหน่วย ยังไม่ได้สูงมากนัก เมื่อเทียบกับช่วงวิกฤตในปี 2565 ที่พุ่งปรี๊ดไปถึง 4.72 บาท แต่ที่มันน่ากังวลก็เพราะว่า ราคาค่าไฟฟ้ามันมีแนวโน้มพุ่งทะยานขึ้นไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่รู้ว่ามันจะหยุดอยู่ที่ตรงไหน จะทำลายสถิติเดิมที่ 4.72 บาทต่อหน่วยหรือไม่ ทั้งหมดนี้ ก็ต้องยอมรับว่าวิกฤตการณ์น้ำมันที่เกิดขึ้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ ที่มาจากสงครามระหว่างอิหร่าน กับอิสราเอล และสหรัฐอเมริกา ยังหากจุดจบที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดไม่ได้ และพร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่สำคัญในการผลิตไฟฟ้ามีความอ่อนไหว และเป็นไปได้ที่จะมีแนวโน้มราคาที่แพงขึ้น ซึ่งก็จะทำให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และสุดท้ายประชาชนตาดำๆ อย่างพวกเรานี่ล่ะครับ ที่จะต้องเป็นผู้แบกรับค่าไฟแพงๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
🟧ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญไปกว่าตัวเลขค่าไฟฟ้าต่อหน่วย หรือการจะบอกว่าค่าไฟถูก หรือแพง คือ ประชาชนควรจะต้องรู้ว่า โครงสร้างการคิดราคาค่าไฟ มันมีที่มาที่ไปอย่างไร มันถูก หรือแพงขึ้ นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง มันคงไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคา LNG อย่างเดียวหรอกใช่ไหมครับ และพอจะมีแนวทางไหนได้บ้าง ที่จะทำให้มันราคาถูกลงกว่านี้ได้
🟧เวลาจะขึ้นค่าไฟฟ้า รัฐบางมักจะชี้นิ้วไปที่ “ค่า Ft” แล้วก็บอกว่าเป็นเพราะต้นทุนค่าเชื้อเพลิงแพงขึ้น ฟังดูแล้วทุกอย่างจะเป็นเรื่องของ “โชคชะตา” ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มีแต่ต้องยอมรับชะตากรรม เลยใช่ไหมครับ
🟧แต่เอาเข้าจริงๆ “ค่า Ft” มันเป็นเหมือนแพะรับบาป ที่เอาไว้พูดแบบกำปั้นทุบดิน เพื่อให้ประชาชนยอมรับกับค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นโดยทันที ก็แค่นั้น แต่ประชาชนส่วนมากยังไม่เข้าใจว่า โครงสร้างของค่าไฟฟ้า อันที่จริงแล้วประกอบไปด้วยต้นทุนอะไรบ้าง และมีอะไรที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างต้นทุนนั้น
🟧ค่าไฟจะแพง หรือถูก ไม่ได้สำคัญเท่ากับค่าไฟที่เป็นธรรมหรอกนะครับ ถ้ามันจำเป็นต้องแพงก็ต้องแพง ซึ่งรัฐบาลก็ต้องมาคิดหาทางเยียวยาช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางต่ออีกที แต่ถ้ามันไม่จำเป็นต้องแพง หรือมันแพงเพราะนโยบายของรัฐบาลเอง รัฐบาลก็ต้องพยายามปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า เพื่อทำให้มันสมเหตุสมผล ซึ่งวันนี้ผมจะพยายามกางรายละเอียดเหล่านั้น เอาเล่าให้ฟังกันครับ
✅จำสูตรนี้ให้ดีนะครับ ค่าไฟฟ้า = ค่าไฟฟ้าฐาน + ค่า Ft
🔖ค่าไฟฟ้าฐาน คิดมาจากต้นทุนการผลิต และการให้บริการไฟฟ้า เป็นตัวเลขคงที่ ปกติจะมีการทบทวนทุก 3-5 ปี ปัจจุบันค่าไฟฟ้าฐาน มีค่าอยู่ที่ 3.78 บาท/หน่วย
🔖สำหรับ ค่า Ft เป็นค่าที่สามารถปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ ตามการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง ค่าซื้อไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายตามนโยบายของรัฐที่เปลี่ยนแปลงไปจากที่กำหนดไว้ในค่าไฟฟ้าฐาน รวมไปถึงค่าใช้จ่ายที่การไฟฟ้าไม่สามารถควบคุมได้ เช่น อัตราเงินเฟ้อ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งจะมีการปรับค่า Ft ทุก 4 เดือน รอบแรก มกราคม-เมษายน รอบที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม และรอบที่ 3 กันยายน–ธันวาคม
🟧ซึ่งปัจจุบัน ประเทศไทยของเราใช้ ก๊าซ LNG ในการผลิตไฟฟ้าอยู่ประมาณ 55%-60% ถ่านหินประมาณ 15%–20% พลังงานน้ำประมาณ 5%–10% พลังงานหมุนเวียนอื่นๆ เช่น โซลาร์ ลม ชีวมวล และขยะ ประมาณ 10%–15% ด้วยเหตุนี้ ราคาของก๊าซ LNG ถึงมีผลอย่างมากต่อราคาค่าไฟฟ้าของไทย และมักจะตกเป็นจำเลยเสมอ
🟧โดย กฟผ. จะเป็นผู้คำนวณค่า Ft จากต้นทุน 2 ส่วน คือ
📌1. ประมาณการค่าเชื้อเพลิงโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ค่าซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนทั้งในและต่างประเทศ และค่าใช้จ่ายตามนโยบายของรัฐ ในงวด 4 เดือนข้างหน้า เทียบกับปัจจัยต่างๆ ที่ใช้คำนวณในค่าไฟฟ้าฐาน หรือเรียกว่า ค่า FAC (Fuel Adjustment Cost)
📌2. ส่วนต่างระหว่างค่า Ft ที่ กฟผ. คำนวณเอาไว้ กับค่า Ft ที่เรียกเก็บจริง (Accumulated Factor: AF) หรือเรียกว่า ค่า AF สะสม ค่า Ft ที่ไม่ได้ปรับขึ้นตามจริงนั้น ก็จะนำไปคำนวณเป็นค่า AF สะสม และถูกนำมาคำนวณในอัตราค่าไฟฟ้าในงวดต่อๆ ไปอยู่ดี หรือไม่ก็จะถูกผลักให้ กฟผ. แบกหนี้เอาไว้ หรือไม่ กกพ. ก็นำเงินเรียกคืนจากผลประโยชน์ส่วนเกิน หรือที่เรียกว่า Claw Back ซึ่งมาจากงบลงทุนที่ใช้ไม่หมด ต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ และกำไรที่เกินกว่าเป้าหมาย ของ กฟผ. กฟน. และ กฟภ. มาใช้ในการปรับลดค่าไฟฟ้า แต่อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว ในบิลค่าไฟฟ้า ก็มักจะมีการจ่ายคืนค่า AF สะสมบางส่วน อยู่ราวๆ 20 สตางค์/หน่วย หรือประมาณ 4.87%
🟧การให้ กฟผ. แบกหนี้สะสมไปเรื่อยๆ ย่อมส่งผลต่ออันดับความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐ อัตราดอกเบี้ยเพิ่มแพงขึ้น ซึ่งปัจจุบัน มีการประเมินกันว่า ภาระดอกเบี้ย ที่ กฟผ. ต้องจ่ายดอกเบี้ย จาการกู้เงินมาอุ้มค่าไฟเฉลี่ยแล้วสูงถึงปีละ 3,000-5,000 ล้านบาทต่อปี ดอกเบี้ยเหล่านี้ไม่ได้หายไปไหนนะครับ มันจะถูกบวกกลับเข้าไปในโครงสร้างค่าไฟฟ้าในอนาคต แล้วก็เอามาเรียกเก็บจากประชาชนอยู่ดี หรือสุดท้ายจริงๆ ก็อาจะจำเป็นต้องใช้เงินภาษี ซึ่งเป็นน้ำพักน้ำแรงของประชาชนไปอุดหนุนทางอ้อมผ่านงบประมาณแผ่นดิน สรุปแล้วผู้ใช้ไฟเองนั่นแหละครับ ที่ต้องแบกรับทั้งเงินต้น และดอกเบี้ยต่อไปเรื่อย ๆ ที่ผ่านมาในปี พ.ศ.2566 กฟผ. เคยมีหนี้เงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องค้างถึง 1.1 แสนล้านบาท จากการแบกรับภาระค่า Ft กว่า 1.5 แสนล้านบาท โดย กกพ. ปรับเพิ่มค่า Ft เพื่อทยอยจ่ายให้กับ กฟผ. จนปัจจุบันเหลืออยู่ประมาณ 36,000 ล้านบาท
🟧ดังนั้น ค่าไฟฟ้าที่แพง มันไม่ได้มาจากราคาของก๊าซ LNG อย่างเดียวหรอกนะครับ ส่วนหนึ่งก็มาจากการจ่ายชำระหนี้ ที่เราให้ กฟผ. แบกเอาไว้นี่ล่ะครับ ดังนั้น นโยบายการลดค่าไฟฟ้า ที่ให้ กฟผ. แบกหนี้เอาไว้ หากไม่ได้มาจากการแก้ไขปัญหาที่โครงสร้าง สุดท้ายประชาชนก็ต้องใช้หนี้คืน ด้วยการจ่ายค่าไฟที่แพงขึ้นในอนาคต
🟧โครงสร้างต้นทุนค่าไฟบ้านเราที่ว่าแพงๆ เนี่ย แบ่งได้คร่าวๆ ออกเป็น 5 ก้อนหลักๆ ครับ
🛑1) ก้อนแรก ก็คือ ต้นทุนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า Energy Payment หรือค่า EP เป็นต้นทุนเชื้อเพลิงที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต หรือ กฟผ. ใช้ในการผลิตไฟฟ้า และค่าซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชน และการนำเข้าไฟฟ้าจากต่างประเทศ ซึ่งค่า EP นี้ มีสัดส่วนอยู่ที่ราวๆ 53.73% ของต้นทุนค่าไฟฟ้าทั้งหมด หรือราวๆ 2.1-2.2 บาท/หน่วย
🟧เนื่องจากประเทศไทยของเราใช้ ก๊าซ LNG ในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนที่สูงที่สุด และราคาก๊าซ LNG ที่โรงไฟฟ้าซื้อไปผลิตไฟฟ้า นั้นเป็นราคา Pool Gas ซึ่งเป็นการนำเอาราคาก๊าซที่ผลิตได้จากอ่าวไทยซึ่งมีราคาถูกกว่า มารวมกับราคาก๊าซจากเมียนมาที่มีราคาแพงขึ้นมา และราคาก๊าซ LNG ที่นำเข้าเข้ามา ซึ่งมีราคาแพงที่สุด แล้วมาเฉลี่ยเป็นราคาเดียว คำถามง่ายๆ จึงเกิดขึ้นว่า ทำไมไม่ปรับราคาก๊าซที่จะนำไปใช้ผลิตไฟฟ้า ให้ถูกกว่าราคาก๊าซที่ขายให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เป็นภาคเอกชนเสียหน่อย เสมือนว่าให้นำเอาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยที่มีราคาถูกกว่า มาใช้ผลิตไฟฟ้าก่อน เพื่อให้คนไทยทุกคนได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลง
🟧และเป็นไปได้หรือไม่ ที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. จะกำหนดให้ “ค่าผ่านท่อก๊าซ” ที่โรงไฟฟ้าที่ต้องจ่ายให้ ให้กับผู้ให้บริการระบบท่อก๊าซ มีราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันโรงไฟฟ้าแต่ละแห่ง ต้องจ่ายค่าผ่านท่อก๊าซ สูงถึงปีละประมาณ 300-1,000 ล้านบาท ถ้าค่าผ่านท่อก๊าซถูกลง ก็จะทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลง เกิดประโยชน์แก่ประชาชนคนไทยทุกคน
🛑2) ก้อนที่สอง ก็คือ ต้นทุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้า และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ “ค่าความพร้อมจ่าย” ก้อนนี้แหละครับที่เป็นหัวใจสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจกัน ก้อนๆ นี้นี่กินสัดส่วนอยู่ประมาณ 19.25% หรือราวๆ 80 สตางค์ต่อหน่วย จากโครงสร้างต้นทุนค่าไฟฟ้าในปัจจุบัน เป็นต้นทุนอันดับที่สองในโครงสร้างของค่าไฟฟ้าในปัจจุบัน
🟧ค่าความพร้อมจ่าย มาจากการที่ กฟผ. ทำสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ที่เรียกว่า PPA หรือ Power Purchase Agreement) ตามแผนที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. กำหนด ซึ่งแต่ละสัญญานี่ไม่ใช่สั้นๆ ไม่กี่ปีนะครับ แต่ละสัญญานี่ยาวนานระดับ 20-25 ปีเลยทีเดียว ดังนั้นหาก กฟผ. ทำสัญญารับซื้อไฟฟ้าที่ผิดพลาด รับซื้อไฟฟ้าที่มากเกินจำเป็น ก็จะทำให้ประชาชนคนไทยต้องร่วมกันแบกรับความผิดพลาดนั้น อย่างยาวนานในระดับสิบๆ ปี เลยทีเดียว
🟧ค่าความพร้อมจ่าย เป็นค่าใช้จ่ายที่ กฟผ. ต้องจ่ายให้กับโรงไฟฟ้าเพื่อเตรียมความพร้อมในการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า แม้ว่าจะไม่มีการผลิตไฟฟ้าจริงออกมาเลยก็ตาม เป็นข้อตกลงที่อยู่ในลักษณะที่ว่า “ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย (take or pay)” โดย กฟผ. จะจ่ายเป็นรายเดือนให้แก่โรงไฟฟ้าเอกชน สำหรับโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ หรือ IPP (Independent Power Producer) จะเรียกว่าค่า Availability Payment หรือ ค่า AP สำหรับโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก หรือ SPP (Small Power Producer) ในชื่อค่า Capacity Payment หรือ ค่า CP ซึ่งค่าความพร้อมจ่ายนี้ครอบคลุมถึงต้นทุนการดำเนินงานและบำรุงรักษาคงที่ การชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย รวมถึงผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นตามที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้า
🟧“ค่าความพร้อมจ่าย” จะมากหรือจะน้อย นั้นขึ้นอยู่กับกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรอง ถามว่าจำเป็นต้องมีไหม คำตอบก็คือ จำเป็นต้องมีครับ แต่ต้องมีให้พอดี คือ ปกติทุกประเทศเขาต้องเตรียมกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองเผื่อเอาไว้ ให้มากกว่าความต้องการการใช้ไฟฟ้าอยู่แล้ว ไม่มีประเทศไหนเตรียมกำลังการผลิตเอาไว้ให้พอดีหรอกครับ ซึ่งตามมาตรฐานสากล แต่ละประเทศส่วนใหญ่จะเผื่อกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรอง หรือ Reserve Margin เอาไว้ให้มากกว่าความต้องการการใช้ไฟฟ้าสูงสุด อยู่ที่ประมาณ 10%-15% แต่ถ้าเรามีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองที่มากจนเกินไป ค่าความพร้อมจ่าย ก็จะถูกมองเป็น เงินกินเปล่าที่รัฐเอาไปจ่ายเป็นค่าประกันรายได้ให้กับโรงไฟฟ้าเอกชน ให้สามารถสร้างโรงไฟฟ้าทำธุรกิจผลิตไฟฟ้าแบบเสือนอนกินไปได้เรื่อยๆ โดยที่ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงอะไรเลย
🟧กลับมาที่ประเทศไทยของเรา จากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ หรือ IPP ที่มีอยู่ 13 โรง พบว่ามีอยู่ถึง 7 โรง ที่มีอัตราการเดินเครื่องต่ำกว่า 30% มาตั้งแต่ปี 2566 และบางแห่งลดลงเหลือต่ำกว่า 10% ในปี 2568 โดยค่าความพร้อมจ่ายก้อนมหาศาลนี้ ก็จะถูกผลักเป็นภาระให้กับประชาชนผ่านค่าไฟฟ้านั่นเอง
🟧ทีนี้เรามาดูสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าในปัจจุบันกันครับ จากข้อมูลเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568 กฟผ. มีสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าโดยโรงไฟฟ้าของตัวเอง อยู่ที่ประมาณ 31.26% ในขณะที่โรงไฟฟ้าเอกชนมีสัดส่วนรวมกันถึง 68.74% แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ หรือ IPP 39.02% โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งประกอบไปด้วย Small Power Producer หรือ SPP และ Very Small Power Producer หรือ VSPP รวมกัน 17.73% และการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ 11.99% การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนได้นำมาซึ่งภาระการจ่ายค่าความพร้อมจ่ายจำนวนมากในแต่ละปี ซึ่งจะถูกผลักมาให้ประชาชนเป็นผู้แบกรับภาระผ่านค่าไฟฟ้า อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
🟧จากข้อมูลของ JustPow ซึ่งเป็นเครือข่ายขององค์กรเพื่อการสื่อสารข้อมูลด้านพลังงานในประเทศไทย ระบุว่าเอกสารแจกแจงสูตรการปรับค่า Ft ของ กฟผ. ในปี 2567 มีการประมาณการค่าความพร้อมจ่าย ซึ่งก็คือ ค่า AP และ ค่า CP ที่จ่ายให้กับโรงไฟฟ้าเอกชนทั้งหมด 104,655.60 ล้านบาท จากการคำนวณเบื้องต้น โรงไฟฟ้าเอกชนน่าจะผลิตไฟฟ้าออกมาอยู่ที่ 14,015.33 เมกะวัตต์ หรือ 49.41% ของกำลังการผลิตตามสัญญาที่มีอยู่ 30,391.38 เมกะวัตต์ ดังนั้น เมื่อคำนวณแล้ว ประมาณการค่าความพร้อมจ่ายที่จ่ายให้กับไฟฟ้าที่ไม่ได้ผลิตเท่ากำลังผลิตตามสัญญาในปี 2567 จะตกเป็นเงินประมาณ 52,948.87 ล้านบาท และถ้าเอาเฉพาะโรงไฟฟ้าที่ไม่มีตัวเลขการรับซื้อไฟเลย และ กฟผ. ต้องจ่ายเงินให้กับโรงไฟฟ้าเหล่านี้ ซึ่งมีทั้งสิ้น 4 โรง ก็จะพบว่า กฟผ. ต้องจ่ายเงินเป็นมูลค่าสูงถึง 12,346.30 ล้านบาท
🟧สำหรับในปี 2568 ถ้าเอาเฉพาะโรงไฟฟ้าที่ไม่ปรากฏตัวเลขที่ กฟผ. รับซื้อไฟฟ้าเลยจำนวน 4 โรง พบว่า กฟผ. ยังคงต้องจ่ายเงินให้โรงไฟฟ้าทั้ง 4 โรงนี้ รวมกันสูงถึง 18,374.17 ล้านบาท
🟧ตีกลมๆ ได้ว่า ในแต่ละปี ประชาชนจะต้องร่วมกันแบกรับค่าความพร้อมจ่าย ที่ กฟผ. ต้องจ่ายให้กับโรงไฟฟ้าเอกชนที่เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าในระดับที่ต่ำ และโรงไฟฟ้าที่ กฟผ. ไม่ได้รับซื้อไฟฟ้าเลย สูงถึง 30,000-60,000 ล้านบาทต่อปี
🟧ยิ่งไปกว่านั้นใน ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2567-2580 หรือ PDP 2024 ได้กำหนดเอาไว้ว่าในปี 2580 ประเทศไทยจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 112,391 เมกะวัตต์ ในขณะที่ประมาณการใช้ไฟสูงสุดอยู่ที่ 54,546 เมกะวัตต์ จะเห็นได้ว่ามีการสำรองไฟฟ้าไว้สูงกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าถึง 2 เท่าของความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด นอกจากนั้นยังวางสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ให้เหลือเพียง 17% ส่วนที่เหลือ จะอยู่ในมือของเอกชน ซึ่งหมายความว่าในอนาคตก็ยังจะมีค่าความพร้อมจ่ายจำนวนมหาศาลที่จะถูกส่งผ่านมายังบิลค่าไฟฟ้า ให้ประชาชนต้องร่วมกันแบกเหมือนเดิม
🟧พอมาดูผลประกอบการของโรงไฟฟ้าเอกชน ที่ขายไฟให้กับ กฟผ. ว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง ประสบกับความยากลำบาก แบบร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชนคนไทย หรือเปล่า
🟧ก็มีประเด็นที่จำเป็นต้องตั้งข้อสังเกตอยู่ครับ เพราะกลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้าเอกชนที่ขายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. แต่ละแห่งมีกำไรอู้ฟู่กันมาก แต่ละโรงมีกำไรสุทธิตั้งแต่ 4,000 ล้านบาท จนถึง 86,000 ล้านบาท (รวมกำไรพิเศษ) และยังมีแนวโน้มที่จะมีกำไรเพิ่มขึ้นอีกในปีต่อๆ ถึง 10%-15% ผมเข้าใจครับว่า การประกอบธุรกิจก็ต้องมีกำไร และต้องพยายามทำกำไรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่อประชาชนทุกคนอย่าง “ไฟฟ้า” ยิ่งต้องมีกำไร เพื่อที่จะได้นำเอากำไรไปลงทุนต่อ เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงด้านพลังงาน จะปล่อยให้ขาดทุนคงไม่ได้ แต่กำไรที่ได้มา จะต้องอยู่ในระดับที่เป็นธรรม ที่ทำให้ทั้งผู้ผลิตไฟฟ้า ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาคครัวเรือน เติบโตและแข็งแรงไปด้วยกัน ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งอู้ฟู่ แต่อีกฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะภาคครัวเรือน และประชาชนต้องอยู่ในสภาพอ่วมอรทัย
🟧มาดูที่การชี้แจงของกระทรวงพลังงานกันบ้างครับ โดยกระทรวงพลังงานได้ชี้แจงว่า หากถอดเอาการผลิตไฟฟ้าด้วยแสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล ซึ่งไม่มีเสถียรภาพ ไม่สามารถพึ่งพาได้ตลอด 24 ชั่วโมงออก กำลังการผลิตไฟฟ้าสำรอง หรือ Reserve Margin ของประเทศไทย จะมีค่าอยู่ที่ 25.5% เท่านั้น โดยความต้องการการใช้ไฟฟ้าสูงสุด เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 เวลา 22.24 น. อยู่ที่ 36,792 เมกะวัตต์ กำลังการผลิตไฟฟ้าที่สามารถพึ่งพาได้ตลอด 24 ชั่วโมง มีอยู่ประมาณ 46,191 เมกะวัตต์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองที่แท้จริงนั้น นั้นอยู่ที่ 25.5% เท่านั้น ไม่ใช่ 44.5%-50% ตามที่ปรากฏเป็นข่าว ซึ่งอาจจะมีการนำเอาพลังงงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ลม และชีวมวล มาคำนวณด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 25.5% ก็ยังสูงเกินกว่ามาตรฐานสากลที่มีค่าอยู่ที่ 10%-15% อยู่ดีครับ และก็คงต้องตั้งคำถามว่า ในเมื่อกระทรวงพลังงานก็ทราบดีอยู่แล้วว่า การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ทั้งแสงอาทิตย์ น้ำ ลม ไม่มีเสถียรภาพที่มากพอ แล้วทำไมกระทรวงพลังงานถึงไปสำรองพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไว้มากขนาดนี้ทำไม เอื้อประโยชน์ให้นายทุนพลังงานกลุ่มใดหรือไม่ ทำไมที่ผ่านมาถึงไม่สนับสนุนให้ประชาชนเป็นผู้ผลิต และพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ให้มีสัดส่วนมากกว่าที่เป็นอยู่
🟧สำหรับผม ถ้าจะมองกำลังการผลิตไฟฟ้าส่วนเกินเป็นปัญหา ก็เป็นปัญหา แต่ถ้ามองให้เป็นโอกาส มันก็เป็นโอกาส นั่นขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะมีแผนการอย่างไร ที่จะแปรกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองที่มากถึง 25.5% ให้กลายเป็นเสบียงด้านพลังงาน เพื่อรองรับการเติบโตด้านเศรษฐกิจของประเทศ นี่คือโอกาสที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ในประเทศ เป็นโอกาสที่จะดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ให้มาลงทุนในอุตสาหกรรมนวัตกรรมสมัยใหม่ ในประเทศไทย ซึ่งจะก่อให้เกิดการพัฒนา Supply Chain และอุตสาหกรรมต้นน้ำ ตลอดจนธุรกิจสนับสนุนต่างๆ ที่สำคัญที่สุด คือ การพัฒนาขีดความสามารถของคนในประเทศ ให้เป็นแรงงานทักษะสูง รายได้ดี มีสมรรถนะที่เท่าทันโลก
🛑3) ก้อนที่สาม ก็คือ ต้นทุนระบบส่งไฟฟ้าของ กฟผ. ซึ่งกินสัดส่วนประมาณ 5.78% คิดเป็นเงินประมาณ 20-25 สตางค์ต่อหน่วย
🛑4) ก้อนที่สี่ ก็คือ ต้นทุนระบบจำหน่ายและค้าปลีก ของ กฟน. และ กฟภ. ซึ่งกินสัดส่วนประมาณ 12.29% คิดเป็นเงินก็ประมาณ 50 สตางค์ต่อหน่วย
🛑5) ก้อนที่ห้า ก็เป็นอีกก้อนหนึ่งที่สำคัญมากๆ นั่นก็คือ ค่าใช้จ่ายตามนโยบายภาครัฐ ซึ่งกินสัดส่วนประมาณ 4.09% หรือคิดเป็นเงินก็ประมาณ 16-17 สตางค์ต่อหน่วย โดยทั่วไปจะประกอบด้วย
📌1. เงินอุดหนุนส่วนต่างราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน อันได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์ พลังงานลม พลังงานชีวมวล ซึ่งก็คือวัสดุอินทรีย์ต่างๆ เช่น ชานอ้อย แกลบ เศษไม้ แล้วก็ยังมีไฟฟ้าจากขยะ ซึ่งการอุดหนุนจะอยู่ในรูปของ Adder และ FiT (Feed-in Tariff)
📌2. มาตรการอุดหนุนผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มเปราะบาง เช่น ครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 50 หน่วยต่อเดือน ติดต่อกัน 3 เดือน จะได้รับสิทธิ์ค่าไฟฟ้าฟรี เป็นต้น
📌3. เงินสมทบกองทุนพัฒนาไฟฟ้า ตาม พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ผู้ผลิตไฟฟ้าต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนตามปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ เพื่อนำไปพัฒนาชุมชนรอบโรงไฟฟ้า เป็นการชดเชยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการตั้งโรงไฟฟ้า
🟧Adder และ FiT (Feed-in Tariff) เป็นมาตรการจูงใจให้เอกชนเข้ามาลงทุนผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ด้วยการให้ กฟผ. รับซื้อไฟฟ้าในราคาแพงในระดับที่จูงใจ แต่ Adder และ FiT มีกลไกที่แตกต่างกัน
🟧Adder เป็นเงินอุดหนุนที่บวกเข้าไปในค่าไฟฟ้าปกติที่ กฟผ. รับซื้อ เป็นระยะเวลา 7-10 ปี เช่น +8 บาทบ้างหรือ +3.50 บาทบ้าง ในสัญญาโครงการพลังงานหมุนเวียน “รุ่นเก่า” ในช่วงปี 2550-2556 ซึ่งเข้าใจว่าหลังจากปี 2572 ก็จะไม่มี Adder เหลืออยู่แล้ว สำหรับ FiT (Feed-in Tariff) ซึ่งเป็นมาตรการการับซื้อไฟฟ้าในโครงการพลังงานหมุนเวียน ที่นำมาใช้แทน Adder โดยใช้ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นการจ่ายในราคา "คงที่" เช่น 5 บาทต่อหน่วย ตลอดอายุสัญญา ซึ่งส่วนมากจะเป็น 20-25 ปี โดยราคาที่รับซื้อ จะพิจารณาตามต้นทุนของแต่ละเทคโนโลยี แสงอาทิตย์ก็ราคาหนึ่ง ลมก็อีกราคาหนึ่ง และราคาที่รับซื้อในการประมูลในรอบถัดๆ ไป ก็จะลดลงตามเทคโนโลยีที่ถูกลง ทั้ง Adder และ FiT เป็น “ต้นทุนในระบบไฟฟ้า” ที่สุดท้ายจะสะท้อนอยู่ในค่าไฟ ผ่านค่า Ft ที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมกันจ่ายครับ
🟧ดังนั้น ค่าใช้จ่ายตามนโยบายภาครัฐ นั้นมีความสำคัญอย่างมาก เพราะหาก คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. มีนโยบายรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานาหมุนเวียนต่างๆ ในราคาที่สูงเกินจริง ไม่มีความโปร่งใสในการประมูล มีการเอื้อผลประโยชน์ให้กับสมัครพรรคพวก หรือกลุ่มนายทุนในเครือข่ายอุปถัมภ์ได้ขายไฟในโครงการพลังงงานหมุนเวียนในราคาที่แพงอย่างไม่สมเหตุสมผล สุดท้ายเงินที่ไปรับซื้อไฟฟ้าในราคาแพงๆ ก็จะถูกถ่ายเทมาลงที่บิลค่าไฟ ให้ประชาชนทุกคนต้องมาร่วมแบกรับ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า เวลาที่มีการเปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าในโครงการพลังงานหมุนเวียน ประชาชนทุกคนจึงจำเป็นที่จะต้องร่วมกันจับตาดู
🟧ถ้าการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าขาดความโปร่งใส นายทุนโรงไฟฟ้า กลายเป็นพ่อทูนหัวผู้มีอุปการคุณให้กับบรรดานักการเมือง จนรัฐบาล และข้าราชการ กลายเป็นสมุนที่น่ารักของนายทุนโรงไฟฟ้า ทีนี้ล่ะครับรัฐบาลก็จะไม่ต่างจาก โจรที่คอยล้วงกระเป๋าจากประชาชน ไปส่งให้กับบรรดานายทุนโรงไฟฟ้าที่เป็นเจ้านาย
🟧นโยบายของรัฐบาลในตอนนี้ เข้าใจว่าจะมีการปรับอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ โดยผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ให้การใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก อัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย สำหรับหน่วยที่ 201-400 จะคิดในอัตราหน่วยละ 3.95 บาท และหน่วยที่ 401 เป็นต้นไป จะคิดในอัตรา 5 บาทต่อหน่วย โดยจะเริ่มในเดือนมิถุนายน 2569
🟧โดยประเทศไทยมีบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน อยู่ที่ 15.4 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 66% ของครัวเรือนทั้งหมด ครัวเรือนที่ใช้ไฟอยู่ที่ 201-400 หน่วย มีอยู่ 20% หรือ 4.6 ล้านครัวเรือน และครัวเรือนที่ใช้ไฟมากกว่า 400 หน่วยต่อเดือน มีอยู่ 14% หรือ 3.2 ล้านครัวเรือน
🟧สรุปง่ายๆ ก็คือ บ้านไหนที่จ่ายค่าไฟฟ้าไม่ถึง 2,300 บาทต่อเดือน จะจ่ายค่าไฟถูกลง ถ้าบ้านไหนทุกวันนี้จ่ายค่าไฟแพงกว่าเดือนละ 2,300 บาท จะต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้น
🟧เข้าใจว่ากระทรวงพลังงานมีความพยายามที่จะยกเลิก Adder เพราะเหลืออายุสัญญาอีกไม่มาก แต่ในทางปฏิบัติไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากเป็นสัญญาที่ทำไว้กับภาคเอกชนแล้ว
🟧แต่สิ่งที่รัฐบาลควรมองก็คือ โครงสร้างต้นทุนค่าไฟฟ้าทั้งหมด โดยเฉพาะค่าความพร้อมจ่าย ที่แม้ไม่มีการใช้ไฟจริง ที่มีต้นทุนอยู่ในระดับ 80 สตางค์ต่อหน่วย
🟧และผลักดันให้ครัวเรือน พึ่งพาตนเองโดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ผ่าน Solar Rooftop หรือ ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาบ้าน อาคาร หรือโรงงาน เพื่อผลิตไฟฟ้าไว้ใช้เอง ที่สำคัญจะต้องพยายามผลักดันก็คือ การรับซื้อไฟฟ้าที่ครัวเรือนในราคาที่จูงใจขึ้น จะเป็น “ระบบหักลบหน่วยไฟฟ้าสุทธิ หรือ Net Metering” ของมาเลเซีย คือ รัฐรับซื้อไฟฟ้าจากครัวเรือน ในราคาเดียวกันกับค่าไฟฟ้าที่ครัวเรือนจ่ายให้กับรัฐ แบบเน็ตกันไปเลย 1 ต่อ 1
🟧หรือจะทำแบบเวียดนามทำก็ได้ คือ รัฐรับซื้อไฟฟ้าจากประชาชน ในราคารับซื้อที่จูงใจ ไม่ใช่หน่วยละ 2.20 บาท แบบที่ประเทศไทยกำลังทำกันอยู่
🟧จริงๆ แล้วนโยบาย ระบบหักลบหน่วยไฟฟ้าสุทธิ หรือ Net Metering ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกใหม่นะครับ ในปี 2562 ในสมัยที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เคยมีนโยบาย Net Metering ปรากฏในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภามาแล้ว โดยอยู่ในข้อที่ 5.6.3 หน้าที่ 13 แต่ก็ไม่เคยทำ ไม่เคยแตะ แล้วก็เงียบเนียนหายไปในรัฐบาลยุคต่อๆ มา
🟧แต่อย่างไรก็ตาม ในคำแถลงนโยบายของคุณอนุทิน ในหน้าที่ 15 ข้อที่ 18.2 ก็มีในเรื่อง การสนับสนุนให้มีการผลิตไฟฟ้าโดยผู้บริโภค (Prosumer) อยู่ ก็หวังว่าจะมีการส่งเสริมจริงๆ จังๆ มีการจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และรับซื้อไฟฟ้าจากครัวเรือนในราคาที่สูงขึ้น คุ้มค่ากับการลงทุนติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์
🟧อีกเรื่องที่ควรทำอย่างจริงจัง และปรากฏอยู่ในคำแถลงนโยบายของคุณอนุทินในข้อที่ 18.2 เช่นกัน ก็คือ การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี
ให้รองรับสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงาน (Direct PPA) โดยให้โรงงานอุตสาหกรรม และอาคารธุรกิจขนาดใหญ่ สามารถขอซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนได้เอง ผ่านสายส่งของ กฟผ. กฟน. และ กฟภ. ซึ่งเรียกว่า Third-Party Access หรือ TPA โดยให้ กฟผ. กฟน. และ กฟภ. จัดเก็บค่าธรรมเนียมระบบโครงข่ายและสายส่ง (Wheeling Charge) ในอัตราที่เป็นธรรม ซึ่งมาตรการดังกล่าวนี้ จะทำให้ตลาดไฟฟ้ามีการแข่งขันที่มากขึ้น ทำให้ภาคอุตสาหกรรมมีต้นทุนพลังงานที่ถูกลง ซึ่งประเทศในอาเซียนที่ทำแล้วมี สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม
🟧ในส่วนของครัวเรือน ก็ควรจะเปิดเสรี ในระบบ Open Electricity Market หรือ OEM แบบประเทศสิงคโปร์ ซึ่งประชาชนสามารถเลือกซื้อไฟฟ้า ได้เหมือนกับการเลือกเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ หรืออินเตอร์เน็ตบ้าน ซึ่งจะทำให้บ้านแต่ละหลังสามารถเลือกแพ็คเกจ และโปรโมชั่น ที่เหมาะกับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของตัวเอง แบบโทรศัพท์มือถือได้ โดยที่ กฟน. และ กฟภ. ที่เป็นผู้ให้บริการโครงข่าย หรือ Grid จะได้รายได้จากค่าธรรมเนียมระบบโครงข่าย และสายส่ง (Wheeling Charge) จากผู้ค้าปลีกไฟฟ้าแต่ละราย
🟧หวังเป็นอย่างยิ่งว่า โพสต์ยาวๆ โพสต์นี้ จะช่วยทำให้ผู้อ่านเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่เราต้องจ่ายทุกเดือนมากขึ้น พร้อมกับเห็นไอเดียในการทำนโยบายสาธารณะในการปรับปรุงให้ค่าไฟฟ้ามีความเป็นธรรมกับประชาชนมากขึ้นกันนะครับ
Amphoe Muang Kalasin
รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พรรคประชาชน จังหวัดกาฬสินธุ์ Kalasin People's Partyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา