05/01/2017
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๑๗๑/๒๕๕๗
(พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี โจทก์
นายเศกคักดิ์หรือธนกฤตหรือตู่ อินต๊ะอุดม จำเลย)
อาญา เรียกสินบน (ม.๑๔๓)
วิธีพิจารณาความอาญา การสอบสวน (ม.๑๓๑)
การสอบสวน ถามปากคำ (ม.๑๓๓) คำกล่าวโทษ (ม.๒ (๘))
จำเลยเรียกเงินจาก น. กับ ส. โดยแอบอ้างว่าจะนำเงินไปให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนทำความเห็นไม่คัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราวของ น. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นคุณแก่ น. ซึ่งเป็น จำเลยในคดีอาญา แม้จำเลยจะยังไม่ได้รับเงินหรือนำให้อัยการเจ้าของสำนวนตามที่จูงใจก็ตาม การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความ ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓
ส. เป็นผู้ทราบข้อเท็จจริงต่าง ๆ จากจำเลยและอัยการ เจ้าของสำนวนโดยตรง ส. จึงรู้วาจำเลยเรียกร้องเงินโดยแอบอ้างว่าจะนำไปให้อัยการเจ้าของสำนวนช่วยเหลือไม่คัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราวของ น. ส. จึงสามารถกล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนถึง ความผิดที่เกิดขึ้นอันมีลักษณะเป็นคำกล่าวโทษตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๘) แม้ขณะ ส. ให้ปากคำต่อ พนักงานสอบสวนจะมี อ. อัยการเจ้าของสำนวนร่วมฟังรับรู้ด้วยก็ตาม แต่ในการถามปากคำพนักงานสอบสวนก็ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยพยานบุคคลตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๓ วรรคสอง ส่วน อ. จะมาแจ้งคำร้องทุกข์ในภายหลัง พนักงานสอบสวนก็ต้องถามปากคำตามบทกฎหมายเดียวกัน ทังนี้เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ ต่าง ๆ ในอันจะพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๑ เมื่อ ส, กับ อ. ไปให้ถ้อยคำด้วยความเต็มใจการสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๒ เวลากลางวัน จำเลยเรียกเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท จากนางโสภิต นิลน้ำเพชร สำหรับตนเองหรือผู้อื่น โดยอ้างว่าจะนำเงินดงกล่าวมามอบให้นายเอนก สร้างเกตุ ขณะดำรงตำแหน่งรองอัยการจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและตามกฎหมายอื่น เพื่อตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจ นายเอนก ซึ่งเป็นวิธีอันทุจริตและผิดกฎหมายเพื่อไม่ให้คัดค้านการขอปล่อยชั่วคราวของนายโนรี นิลนํ้าเพชร จำเลยในคดีอาญาหมายเลข ดำที่ ฝ. ๗๔๓/๒๕๕๒ ของศาลชั้นต้น ซึ่งมีนายอเนกเป็นพนักงาน นายเอนก สร้างเกตุ รองอัยการจังหวัดเพชรบุรีเป็นเจ้าของสำนวน และ วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๒ นายเอนกยึ่นฟ้องนายโนรีเป็นจำเลย โดย ระบุท้ายคำฟ้องว่าหากผู้ต้องหาหรือจำเลยขอปล่อยตัวชั่วคราว โจทก์ ขอคัดด้านเนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายโนรีกับนางโสภิต นิลน้ำเพชร ภริยา มาเบิกความเป็นพยานใน ทำนองว่าเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๒ เมื่อนายโนรีถูกจับกุมตัวมาที่สถานีตำรวจภูธรเมืองเพชรบุรี จำเลยมาติดต่อเป็นทนายความและดำเนิน การเกี่ยวกับการขอปล่อยตัวชั่วคราว จำเลยเรียกเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท อ้างว่าเป็นค่าดำเนินการของเจ้าพนักงานตำรวจในชั้นฝากขัง แต่นายโนรีไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว นางโสภิตเช่าหลักทรัพย์เพื่อใช้เป็นหลักประกันตัวและมอบเงินให้จำเลยอีกหลายครั้งรวม ๑๒๕,๐๐๐ บาท แต่นายโนรีไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวทุกครั้ง โดยครั้งหลังสุด นายโนรีถูกเบิกตัวจากเรือนจำมาฟังคำลังศาลอุทธรณ์ซึ่งศาลอุทธรณ์ มีคำลังไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ระหว่างนายโนรีถูกคุมขังที่ห้องควบคุมของศาลชั้นต้น จำเลยเข้ามาสอบถามเมื่อนายโนรีบอกว่า ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวและบอกต่อว่าอัยการคัดค้านการประกันตัว จำเลยบอกว่าจะไปเจรจากับอัยการให้จากนั้นจำเลย 1 ออกไปประมาณ ๑๕ นาที จำเลยกลับมาบอกว่าอัยการขอเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท เพื่อจะไม่คัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราว นายโนรี บอกจำเลยว่าขอเวลาหาเงิน ๒ วัน ระหว่างนั้นนางโสภิตมาเยี่ยมนายโนรีที่เรือนจำจังหวัดเพชรบุรี นางโสภิตบอกนายโนรีว่าจำเลยขอเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท ไปให้อัยการเพี่อไม่ให้คัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราว นายโนรีบอกให้นางโสภิตไปพบอัยการเจ้าของสำนวนเพี่อขอลดวงเงิน เมื่อนางโสภิตไปพบนายเอนก อัยการเจ้าของสำนวนแล้ว นางโสภิตจึงทราบว่านายเอนกไม่ทราบเรื่องเกี่ยวกับจำเลยแอบอ้างชื่อไปเรียกเงินเพี่อไม่คัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราวของนายโนรีแต่อย่างใด โดยโจทก์มีนายเอนกมาเบิกความสนับสนุนว่าวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกา นางโสภิตกับญาติหลายคนมาขอพบนายเอนกที่สำนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี นางโสภิตบอก ว่ามาขอความช่วยเหลือไม่ให้นายเอนกคัดค้านการขอปล่อยตัว ชั่วคราวของนายโนรีและขอลดจำนวนเงินที่เรียกร้องไปด้วย เมื่อนายอเนกซักถามเรื่องราวจึงทราบว่าจำเลยเรียกร้องเงินจากนายโนรี กับนางโสภิตจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท โดยแอบอ้างว่าจะนำเงินไปให้ อัยการเจ้าของสำนวนเพี่อไม่ให้คัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราวของนายโนรีซึ่งนายเอนกอัยการเจ้าของสำนวนคดีไม่ได้รู้เห็นเป็นใจกับการ กระทำของจำเลย วันดังกล่าวนายเอนกให้นางโสภิตใช้โทรคัพท์เคลื่อนที่พูดกับจำเลยจนทราบแน่ชัดวาจำเลยอ้างต่อนางโสภิตว่าจะนำเงินไปใช้ติดต่อกับอัยการเพี่อไม่ให้คัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราว ของนายโนรีจริง นายเอนกจึงติดต่อให้จำเลยมาพบที่สำนักงาน จำเลยได้ยอมรับต่อนายเอนกว่าเรียกร้องเงินจำนวนตังกล่าวจริงเพียงแต่ยังไม่ได้เงินมาและยังไม่ได้เข้ามาพูดคุยกับอัยการเจ้าของสำนวน
เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามปากเบิกความถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ ละเอียดชัดเจนตั้งแต่นายโนรีถูกจับกุมตัวมาที่สถานีตำรวจภูธรเมืองเพชรบุรี จนถึงนางโสภิต ภริยานายโนรีมาขอพบนายเอนกรองอัยการ จังหวัดเพชรบุรี เจ้าของสำนวนคดีเพื่อขอความสะดวกไม่คัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราวและขอลดจำนวนเงินที่เรียกร้อง ซึ่งตามวิสัยของภริยาที่เห็นสามีถูกจับกุมคุมขังย่อมหาทางช่วยเหลือสามีให้ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างสอบสวนและชั้นพิจารณาเพื่อให้สามีกลับมาอยู่กับครอบครัว การที่นางโสภิตพาครอบครัวไปพบนายเอนกที่สำนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี เป็นเพราะนายโนรีกับนางโสภิตทราบ จากจำเลยว่าเหตุหนึ่งที่นายโนรีไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นเพราะถูกอัยการเจ้าของสำนวนคัดค้าน หากอัยการไม่คัดค้านแล้ว นายโนรีคงได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เมื่อจำเลยอ้างว่าอัยการเจ้าของสำนวนเรียกร้องเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท เพื่อไม่คัดค้าน จึงมีเหตุที่นายโนรีกับนางโสภิตหลงเชื่อจำเสยซึ่งเป็นทนายความ การที่นางโสภิตมาพบนายเอนกเพื่อขอลดเงินประกันจึงเป็นเพราะถูกจำเลยเรียกเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยแอบอ้างว่าจะนำไปให้อัยการเจ้าของสำนวนนั่นเอง ข้อนี้นายเอนกยืนยันว่าเมื่อเรียกจำเลยมาชักถามที่สำนักงานอัยการแล้วจำเลยยอมรับว่าแอบอ้างว่าอัยการเจ้าของ สำนวนเรียกเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท จากนายโนรีกับนางโสภิตจริง โดยโจทก์มีนายเอกสิทธิ์ สุขการณ์ มาเบิกความสนับสนุนข้อเท็จจริง ดังกล่าว นายเอกสิทธิ์เป็นรองอัยการ1จังหวัดเพชรบุรี ไม่มีเหตุบาดหมางกับจำเลยมาก่อน คำเบิกความของนายเอกสิทธิ์จึงมีความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ยังได้ความว่า หลังเกิดเหตุจำเลยติดต่อขอขมา ต่อนายเอนกเพื่อไม่ให้ติดใจเอาเรื่องราวที่เกิดขึ้นรวมถึงจำเลยยอมคืน เงินให้นางโสภิตไปแล้วจำนวนหนึ่ง บ่งบอกว่าจำเลยยอมจำนนต่อนายเอนกและนางโสภิตแล้วนั่นเอง พยานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักให้ รับฟังได้ว่าจำเลยเรียกเงินจากนายโนรีกับนางโสภิตจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท โดยแอบอ้างว่าจะนำเงินไปให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวน ทำความเห็นไม่คัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราวของนายโนรีโดยไม่ ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นคุณแก่นายโนรีซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญา แม้จำเลยจะยังไม่ได้รับเงินหรือนำเงินไปให้อัยการเจ้าสำนวนตามที่จูงใจก็ตาม การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดตามฟ้อง ที่จำเลยเบิกความต่อสู้ว่า จำเลยตกลงเป็นทนายความให้นายโนรี เมื่อนายโนรี กับนางโสภิตขอให้จำเลยดำเนินการทำเรื่องขอปล่อยตัวชั่วคราวของนายโนรีด้วย จำเลยเรียกค่าดำเนินการ ๓๐,๐๐๐ บาท เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวของจำเลยกับค่าเช่าหลักทรัพย์จากผู้ประกัน หากนายโนรีได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวก็จะเรียกค่าดำเนินการเพิ่มตามทุนทรัพย์ที่ใช้ประกันจำเลยทำคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของนายโนรีในระหว่างสอบสวน เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์ คำสั่งแต่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องนายโนรีกับนางโสภิตให้ จำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของนายโนรีใหม่ จำเลยก็เรียกค่าดำเนินการเช่นเดิม ต่อมานายโนรีถูกฟ้อง นายโนรีกับนางโสภิต บอกว่าอัยการเจ้าของสำนวนคัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราว ขอให้จำเลยไปช่วยเจรจากับอัยการด้วย จำเลยชี้แจงว่าไม่อาจไปเจรจากับอัยการได้เพราะการคัดค้านเป็นดุลพินิจของอัยการเจ้าของสำนวน ส่วนการอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเป็นอำนาจของศาล แต่จำเลยรับปากว่าจะไปช่วยเจรจากับอัยการให้ จำเลยพูดกับนายโนรีและ นางโสภิตในลักษณะให้กำลังใจเท่านั้น จำเลยคงเรียกค่าดำเนินการขอปล่อยตัวชั่วคราวของนายโนรีในชันพิจารณาเป็นเงินล่วงหน้า ๓๐,๐๐๐ บาท เช่นเดิมแต่ไม่ได้รับเงิน เมื่อนางโสภิตบอกว่าจะไปขอเจรจากับอัยการเกี่ยวกับการคัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราวด้วย ตนเอง จำเลยตอบว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของนางโสภิตเองจำเลยไม่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ภายหลังนายเอนกโทรคัพท์เรียกจำเลยไปซักถาม จำเลยก็ชี้แจงให้นายเอนกทราบว่าเป็นการเรียกเงินค่าใช้จ่ายของ ทนายความและค่าเช่าหลักทรัพย์จากผู้ประกันมิใช่เรียกเงินเพื่อนำมา จูงใจอัยการไม่ให้คัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราว เห็นว่า เมื่อจำเลยเข้ามอบตัวและทราบข้อกล่าวหาแล้ว จำเลยคงให้การปฏิเสธลอยโดย ไม่ได้ให้การถึงข้อเท็จจริงใด ๆ เพื่อเป็นแนวทางต่อสู้คดีไว้เลย มีลักษณะว่าจำเลยเพิ่งมาคิดหาข้อเท็จจริงเพื่อต่อสู้คดีในภายหลัง คำเบิกความของจำเลยจึงมีนํ้าหนักให้รับฟังได้น้อย เมื่อพิจารณาถึงการกระทำผิดฐานนี้ย่อมเห็นกันเฉพาะผู้เรียกเงิน ผู้ถูกเรียกเงิน และ หรือเจ้าพนักงานผู้ถูกจูงใจเท่านั้น ตามพฤติการณ์ที่นายโนรีบอก นางโสภิตให้ไปพบอัยการเจ้าของสำนวนโดยตรงเพื่อขอลดจำนวนเงิน ที่เรียกร้องและนางโสภิตก็เดินทางมาพบนายเอนกที่สำนักงานอัยการ จังหวัดเพชรบุรีจึงเป็นเพราะจำเลยได้บอกว่าอัยการเจ้าของสำนวนเรียกเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท เพื่อไม่คัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราว หรือ อีกนัยหนึ่งจำเลยมาติดต่อกับอัยการเจ้าของสำนวนจนทราบจำนวน เงินที่เรียกร้องก่อนแล้วนั่นเอง ลักษณะถ้อยคำพูดและการแสดงออกของจำเลยในขณะพูดจะต้องจริงจัง มิใช่เป็นเพียงคำพูดเพื่อให้กำลังใจ ตามที่จำเลยเบิกความต่อสู้ไว้ หากจำเลยเรียกค่าดำเนินการในการทำเรื่องขอปล่อยตัวชั่วคราวตามปกติก็ไม่มีเหตุผลที่นางโสภิตจะต้องมาขอพบนายเอนกอัยการเจ้าของสำนวนเพื่อขอลดจำนวนเงินที่เรียกร้องแต่อย่างใด พยานจำเลยที่นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้าง พยานโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปว่า มีเหตุอันสมควรลดโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยนอกจากทำให้คู่ความเสียหายเดือดร้อนแล้วยังมีผลต่อภาพลักษณ์ ของกระบวนการยุติธรรมโดยตรง สังคมอาจขาดความเชื่อมั่นว่าจะไม่ได้ความเป็นธรรมอย่างแท้จริง การกระทำของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จะได้ความว่าจำเลยประกอบวิชาชีพทนายความมาแล้ว หลายปี ไม่มีประวัติเสื่อมเสีย จำเลยยิ่งต้องระมัดระวังประพฤติตน ให้เป็นแบบอย่างแก่วิชาชีพเดียวกัน แต่จำเลยหาได้กระทำการ เช่นว่านั้นไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาลุงโทษจำคุกจำเลย มีกำหนด ๓ ปี จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการสุดท้ายว่า การสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า นางโสภิตเป็นผู้ทราบ ข้อเท็จจริงต่าง ๆ จากจำเลยและนายเอนกโดยตรง นางโสภิตจึงรู้ว่า จำเลยเรียกร้องเงินโดยแอบอ้างว่าจะนำไปให้อัยการเจ้าของสำนวน ช่วยเหลือไม่คัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราวของนายโนรี ดังนั้น นางโสภิตจึงสามารถกล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนถึงความผิดที่เกิด ขึ้นอันมีลักษณะเป็นคำกล่าวโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา ๒ (๘) แม้ขณะนางโสภิตให้ปากคำต่อพนักงาน สอบสวนนั้นจะมีนายเอนกร่วมรับฟังรับรู้ด้วยก็ตาม แต่ในการถามปากคำดังกล่าวพนักงานสอบสวนก็ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยพยานบุคคล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา มาตรา ๑๓๓ วรรคสอง ส่วนนายอเนกจะมาแจ้งคำร้องทุกข์ในภายหลัง พนักงานสอบสวนก็ต้องถามปากคำตามบทบัญญัติกฎหมายเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ ในอันจะพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๑ เมื่อนางโสภิตกับ นายเอนกไปให้ถ้อยคำด้วยความเต็มใจ การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
พิพากษายืน
(วิจตร วิสุชาติ อนันต์ วงษ์ประภารัตน์ ประพาฬ อนมาน)
ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้มีข้อน่าศึกษาหลายเรื่อง แต่ในบทความนี้จะขอกล่าวถึงเรื่องการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๓ บัญญัติว่า
“ มาตรา ๑๓๓ พนักงานสอบสวนมีอำนาจออกหมายเรียกผู้เสียหายหรือบุคคลใดซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อว่าถ้อยคำของเขาอาจเป็นประโยชน์แก่คดีให้มาตามเวลาและสถานที่ในหมายแล้วให้ถามปากคำบุคคลนั้นไว้
การถามปากคำนั้นพนักงานสอบสวนจะให้ผู้ให้ถ้อยคำสาบานหรือปฏิญาณตัวเสียก่อนก็ได้ และต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยพยานบุคคล
ห้ามมิให้พนักงานสอบสวนตักเตือน พูดให้ท้อใจหรือใช้กลอุบายอื่นเพื่อป้องกันมิให้บุคคลใดให้ถ้อยคำ ซึ่งอยากจะให้ด้วยความเต็มใจ
ในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ การถามปากคำผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิง ให้พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นหญิงเป็นผู้สอบสวน เว้นแต่ผู้เสียหายนั้นยินยอมหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่น และให้บันทึกความยินยอมหรือเหตุจำเป็นนั้นไว้ ทั้งนี้ ผู้เสียหายจะขอให้บุคคลใดอยู่ร่วมในการถามปากคำนั้นด้วยก็ได้
ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องจัดให้ผู้เสียหายหรือพยานยืนยันตัวผู้กระทำความผิดในชั้นจับกุมหรือชี้ตัวผู้ต้องหาในคดีอาญา ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวนจัดให้มีการยืนยันตัวผู้กระทำความผิดหรือชี้ตัวผู้ต้องหาในสถานที่ที่เหมาะสม และสามารถจะป้องกันมิให้ผู้กระทำความผิดหรือผู้ต้องหาเห็นตัวผู้เสียหายหรือพยาน โดยให้คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้เสียหายหรือพยานเท่าที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งกรณี เว้นแต่ผู้เสียหายหรือพยานนั้นยินยอม และให้บันทึกความยินยอมนั้นไว้”
ซึ่งกฎหมายไม่ได้ห้ามเลยว่าจะให้สอบต่อหน้าใครบ้าง อาจเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวนที่จะให้ใครร่วมฟังได้ก็ได้ แต่ในทางปฏิบัตินั้นก็เป็นการสอบสวนต่อหน้าพยานในที่ทำการซึ่งปกติจะเป็นสถานที่เปิดเผยบนสถานีตำรวจอยู่แล้ว