เรารักษ์ป่าแก่งกระจาน

เรารักษ์ป่าแก่งกระจาน ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก เรารักษ์ป่าแก่งกระจาน, แก่งกระจาน, เพชรบุรี .

https://www.facebook.com/share/p/1Hz76TcGKK/
18/03/2026

https://www.facebook.com/share/p/1Hz76TcGKK/

"ประกายฉัตรภูลังกา: อัญมณีแห่งผาหินทราย"
ท่ามกลางกระแสศรัทธาและตำนานพญานาคที่ทำให้ "ภูลังกา" กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของสายมู”ทั้งหลาย ทว่าในซอกโขดหินทรายและความชื้นเย็นของแหล่งน้ำซับในร่องหิน ยังมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กชนิดหนึ่งที่ซ่อนกายอยู่อย่างเงียบเชียบแต่โดดเด่น มันไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ใครมาเพื่อขอพร แต่มันคือ พืชพรรณชนิดหนึ่งที่หาดูหาชมยากสำหรับผู้คลั่งไคล้ในความงามของพฤกษา "ประกายฉัตรภูลังกา" (𝘗𝘩𝘺𝘭𝘭𝘰𝘤𝘺𝘤𝘭𝘶𝘴 𝘱𝘦𝘵𝘦𝘭𝘰𝘵𝘪𝘪) พืชล้มลุกขนาดจิ๋ว ที่มีกลีบดอกขาวสวยสะดุดตา ชวนให้มอง
เมื่อปลายฝนต้นลมหนาวเริ่มมาเยือนเข้าไปสู่ฤดูแล้ง ชูช่อดอกโปร่งระย้า อวดกลีบดอกสีขาวนวลหรือเหลืองอ่อน ที่โคนกลีบด้านในแต้มด้วยสีเหลืองสดใสเพื่อดึงดูดแมลง เพื่อช่วยผสมเกสร พวกมันเป็น "พืชล้มลุกปีเดียว" (Annual herb) ที่ต้องงอก เติบโต ออกดอก และทิ้งเมล็ดให้เสร็จสิ้นภายในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่ความแห้งแล้งของฤดูร้อนจะมาพรากชีวิตต้นแม่ไป
สิ่งที่สะดุดตาที่สุดของพืชชนิดนี้ไม่ใช่ดอกสีขาวบริสุทธิ์เพียงอย่างเดียว แต่คือโครงสร้างของ "ใบ" ที่วิวัฒนาการมาอย่างโดดเด่นจนเป็นที่มาของชื่อสกุล Phyllocyclus (ฟิลโลไซคลัส) ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษากรีก แปลว่า "วงใบ หรือใบวงกลม" (Phyllon = ใบ, Kyklos = วงกลม) ซึ่งอธิบายลักษณะเด่นของใบประดับที่มีลักษณะคล้ายวงกลมของมันได้อย่างดี และโคนใบทั้งสองฝั่งกลับเชื่อมติดกันสนิทจนกลายเป็นแผ่นวงกลมโอบล้อมลำต้นไว้ ลักษณะนี้เองที่นักพฤกษศาสตร์จินตนาการเห็นแผ่นใบคล้ายเป็นชั้นของ "ฉัตร" และการแตกกิ่งมักเป็นแบบคู่ (dichotomous)
ในส่วนบน ทำให้เกิดลักษณะเป็นชั้นๆ เป็นที่มาของชื่อ "ประกายฉัตร"ส่วนคำระบุชนิด ‘petelotii’ ตั้งให้เป็นเกียรติแก่ Paul Alfred Pételot นักพฤกษศาสตร์และนักกีฏวิทยาชาวฝรั่งเศส ผู้เก็บตัวอย่างต้นแบบได้จากเขาหินปูนในแขวงคำม่วน สปป.ลาว ในขณะที่ประเทศไทยมีรายงานการพบครั้งแรกในปี 2019 ในอุทยานแห่งชาติภูลังกาโดยคณะวิจัยจากหอพรรณไม้ กรมอุทยานฯ บริเวณป่าดิบแล้งพื้นที่เป็นภูเขาหินทรายของวัดถ้ำพระ
พบว่าออกดอกในช่วงเดือน กันยายน – ธันวาคม อย่างไรก็ตามในปี 2026 คณะนักวิจัย อพวช.ภายใต้โครงการพรรณพฤกษชาติในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูลังกา โดยได้รับทุนจากกองทุน ววน.(สกสว.) ได้สำรวจพบ “ประกายฉัตรภูลังกา” ออกดอกบานในเดือนกุมภาพันธ์ บริเวณป่าผสมผลัดใบ น้ำตกตาดวิมานทิพย์ สะท้อนให้เห็นว่าฤดูกาลและสังคมป่าไม่มีอิทธิพลต่อถิ่นอาศัยและการออกดอก จึงเรียกพืชกลุ่มนี้ว่า พืชบนหินแบบไม่เจาะจง (facultative lithophyte)
ความน่าสนใจทางนิเวศวิทยาของประชากรในไทย คือ "ความแตกต่าง" ของถิ่นอาศัยและนิเวศวิทยาในเขตกระจายพันธุ์เดิม ในช่วงแรกนักพฤกษศาสตร์เชื่อว่าพืชสกุลนี้เป็นพวก "ชอบหินปูน" (Calcicolous) ดังที่พบในประเทศลาวและพม่า แต่ที่ภูลังกาพวกมันกลับเจริญเติบโตและกระจายพันธุ์ได้ดีในพื้นที่ "หินทราย" (Sandstone) การค้นพบนี้เปลี่ยนมุมมองเรื่องการกระจายพันธุ์ และชี้ให้เห็นว่า พืชชนิดนี้อาจต้องการเพียงสภาพสิ่งแวดล้อมจำเพาะในพื้นที่ (Microclimate) ที่มีความชื้นและแสงแดดรำไรเฉพาะตัว โดยไม่ยึดติดกับชนิดของหินและสังคมพืชอย่างที่เคยเข้าใจ
ในอุทยานแห่งชาติภูลังกา ประกายฉัตรมักขึ้นอยู่ตามหน้าผาน้ำตก หรือบริเวณปากเพิงผาหินทราย ที่มีความชื้นสะสมและการระบายน้ำที่ดี ในพื้นที่เดียวกันยังพบกลุ่มมอสและเฟิร์นปกคลุม กลุ่มประชากรในแต่ละจุดมีจำนวนไม่มากนัก จากการประเมินสถานภาพเบื้องต้น ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มพืชใกล้สูญพันธุ์ในประเทศไทย โดยใช้เกณฑ์ IUCN Red List
จากการสำรวจและประเมินของทีมหอพรรณไม้พบว่า จำนวนต้นเต็มวัยในประชากรย่อยของไทยที่ทราบมี น้อยกว่า 50 ต้น ขนาดประชากรที่เล็กมากนี้ทำให้เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จากเหตุการณ์ปัจจัยคุกคามสุ่มตามธรรมชาติและคอขวดทางพันธุกรรม จึงทำให้สถานภาพของประกายฉัตรภูลังกากลับน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ศัตรูพืชตามธรรมชาติ แต่คือ "ความไม่รู้" ของมนุษย์ การเติบโตของการท่องเที่ยวในพื้นที่ภูลังกา นำมาซึ่งความเสี่ยงที่พืชจิ๋วเหล่านี้จะถูกเหยียบย่ำโดยไม่ตั้งใจ
ประกายฉัตรภูลังกา ไม่ใช่เป็นเพียงพรรณพืชที่พบเฉพาะถิ่นในพื้นที่ แต่เป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์และความซับซ้อนของระบบนิเวศลานหินทราย แต่การดำรงอยู่ของมันคอยย้ำเตือนใจเราว่า ท่ามกลางความยิ่งใหญ่ของขุนเขา ยังมี "โลกใบเล็ก" ที่ซ่อนอยู่หากใครมีโอกาสไปเยือนภูลังกา นอกจากจะแหงนหน้ามององค์พระเพื่อไหว้ขอพรแล้ว ลองก้มมองต่ำลงไปที่พื้นหินสักนิด คุณอาจจะได้พบกับ "ประกาย" ดอกของฉัตรธรรมชาติในผืนป่า ที่กำลังทำหน้าที่ประดับไพร และรอคอยให้เราช่วยกันปกป้อง เพื่อให้ความงามนี้ยังคงส่องประกายแห่งการอนุรักษ์สืบต่อไป.
//
เรื่อง/ภาพ: Nat.ปุ้น(วิสูจน์ สุพงษ์)
กราฟิก: พี่เป็ก อนุภาส
//
อ้างอิง
Sisakhon, K., Chayamarit, K., Wongkantrakorn, N., Middleton, D. J., Kiewbang, W., Salee, W., & Vajrodaya, S. (2021). The genus Phyllocyclus (Gentianaceae) in Thailand. Thai Forest Bulletin (Botany), 49(2), 173–178. https://doi.org/10.20531/tfb.2021.49.2.03
Thiv, M. (2003). A taxonomic revision of Canscora, Cracosna, Duplipetala, Hoppea, Microrphium, Phyllocyclus and Schinziella (Gentianaceae-Canscorinae). Blumea, 48(1), 1–46. https://doi.org/10.3767/000651903X686033

https://www.facebook.com/share/p/1AVN9dxo3X/
15/12/2025

https://www.facebook.com/share/p/1AVN9dxo3X/

งานพรรณพฤกษา โมกราชินี
โมกราชินี มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Wrightia sirikitiae D.J. Middleton & Santisuk จัดอยู่ในวงศ์ศ์ตีนเป็ด Apocynaceae ชื่อสกุลชื่อสกุล Wrightia เป็นการตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ William Wright (1735-1819) แพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวสก็อตผู้มีคุณูปการสำคัญต่อการศึกษาพรรณไม้ในเขตร้อน

พืชสกุลนี้มีลักษณะเด่นคือใบเรียงตรงข้าม น้ำยางสีขาว และดอกที่โดดเด่น คำระบุชนิด Sirikitiae ตั้งขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากการที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวง ต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้และสัตว์ป่า

พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างแห่งความรัก ความเข้าใจ และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน พระองค์ทรงพิสูจน์ให้เห็นว่า “การอนุรักษ์” มิใช่เพียงการปลูกป่า แต่คือการ“ปลูกจิตสำนึก”แห่งความรักในผืนดินและผืนน้ำ เพื่ออนาคตของคนรุ่นหลังภายใต้โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆเช่น บ้านเล็กในป่าใหญ่ ป่ารักษ์น้ำ ฯลฯอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

โมกราชินีเป็นพืชถิ่นเดียวพบเฉพาะในประเทศไทย พบครั้งแรกบริเวณเขาหินปูน จ.สระบุรี มีสถานภาพเป็นไม้หายากและใกล้สูญพันธุ์ ได้มีค้นพบและเก็บตัวอย่างโมกราชินี จากบริเวณเขาหินปูน อ.พระพุทธบาท ต่อมา ดร.ธวัชชัย สันติสุข ผู้เชี่ยวชาญพันธุ์ไม้ ได้ทำการตรวจสอบเอกลักษณ์พืชชนิดนี้ร่วมกับ David John Middleton ผู้เชี่ยวชาญพันธุ์ไม้สกุลโมกชาวอังกฤษ

โมกราชินีได้รับการยืนยันว่าเป็นพรรณไม้ชนิดใหม่ของโลก กรมป่าไม้จึงได้ขอพระราชทานพระนามาภิไธย เป็นชื่อพันธุ์ไม้ชนิดใหม่นี้ ในปี พ.ศ. 2544 และได้มีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานนามอันเป็นมงคลยิ่ง “โมกราชินี” เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่นักพฤกษศาสตร์ไทยที่ช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ และเพื่อช่วยอนุรักษ์พืชชนิดนี้ไว้มิให้สูญหาย

ลักษณะทั่วไป : เป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก สูงถึง 10 เมตร มียางสีขาว ลำต้น เปลือกนอก มีตุ่มใหญ่หนาแน่น เปลือกในสีน้ำตาลอ่อนสีเขียวอ่อน กิ่งอ่อนมีขนปกคลุมประปราย

ใบ ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม (opposite) รูปรีหรือรูปขอบขนาน ปลายแหลม โคนแหลมหรือมนขอบเรียบ แผ่นใบด้านล่างมีขนละเอียดช่อดอกแบบช่อกระจุก ออกตามปลายกิ่ง มีขนละเอียด ด้านในเกลี้ยงแผ่นใบด้านล่างมีขนสั้นนุ่ม

ดอก สีขาว รูปดอกเข็ม (salverform) กลิ่นหอมอ่อน ช่อดอกแบบช่อกระจุกสั้น ๆ ที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยง 5 กลีบ โคนด้านในมีเกล็ดต่อม กลีบดอกสีขาว มีกะบังมี 3 ชั้น กะบังหน้ากลีบดอกแนบติดกลีบดอกเกือบกึ่งหนึ่ง ปลายแยกเป็นแฉก เกสรเพศผู้ 5 อัน อับเรณูรูปหัวลูกศรแนบติดยอดเกสรเพศเมีย รังไข่มีขนประปราย

ผล ผลเป็นฝักคู่ กางออก รูปกระสวย ปลายกว้าง มีช่องอากาศ (lenticel) หนาแน่น เมล็ดรูปแถบ ยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร ขนกระจุกยาวประมาณ 3 เซนติเมตร

การกระจายพันธุ์ เป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทย กระจายตั้งแต่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง จนถึงภาคตะวันออกเป็นพืชที่ชอบหินปูน (calcicole) ซึ่งเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีแคลเซียมสูงและเป็นด่าง มีถิ่นที่อยู่เฉพาะมักพบบริเวณรอยแตกและซอกหินบนเขาหินปูน หรือที่เรียกว่าภูมิทัศน์คาสต์ (karst landscapes)

การใช้ประโยชน์ ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ
เรื่อง Nat. ปุ้น วิสูจน์
กราฟิก เป็ก อนุภาส
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
สารานุกรมพืชในประเทศไทย (ฉบับย่อ) (Concise Encyclopedia of Plants in Thailand)
https://botany.dnp.go.th/detail.aspx?words=%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B5
QSBG (Queen Sirikit Botanic Garden). 2004. “Wrightia sirikitiae D.J. Middleton & Santisuk (APOCYNACEAE).” QSBG Newsletter 10: 13. 1

IUCN. 2024. “The IUCN Red List of Threatened Species.” Version 2024-2. Accessed November 26, 2024. https://www.iucnredlist.org. 1

Royal Botanic Gardens, Kew. n.d. “Isotype of Wrightia sirikitiae D.J. Middleton & Santisuk.” Global Plants on JSTOR. Accessed November 26, 2025. https://plants.jstor.org/stable/10.5555/al.ap.specimen.k000630358.

Middleton, David J. 2007. “A New Species of Wrightia (Apocynaceae: Apocynoideae) from Thailand.” Thai Forest Bulletin (Botany) 35: 80–85.

https://www.facebook.com/share/p/1PaWEjoQzS/
24/11/2025

https://www.facebook.com/share/p/1PaWEjoQzS/

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของ นายบัญชา ไกรศรีบารมี หรือครูตู้ พนักงานราชการ ตำแหน่งพนักงานพิทักษ์ป่า หัวหน้าหน่วยพิทักษ์ป่าทิขุ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ซึ่งถูกช้างป่าทำร้ายและเสียชีวิต ขณะปฎิบัติหน้าที่

ครูตู้ของพี่น้องชาวทุ่งใหญ่ เป็นผู้ที่มีใจรักในการทำงาน ทุ่มเท และเสียสละเสมอ รวมทั้งยังเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน และเป็นผู้ที่มีใจพิทักษ์ป่าใหญ่ อย่างแท้จริง

ด้วยรักและอาลัยสุดหัวใจ จากพี่น้องชาวทุ่งใหญ่ทุกคน🤍

https://www.facebook.com/share/16vA3CmfNA/
14/07/2025

https://www.facebook.com/share/16vA3CmfNA/

🌿ขี้เหล็ก มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Senna siamea (Lam.) H.S.Irwin & Barneby จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (Fabaceae) ชื่อสกุล Senna มีรากศัพท์มาจากภาษาอารบิก “ซานา (Sana)”หมายถึงเป็นยาระบาย

ชื่อมาจากการที่บริเวณใบและฝักของพรรณไม้ในสกุลนี้หลายชนิดพบสารสมุนไพรธรรมชาติที่ออกฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ เช่น ชุมเห็ด ขี้เหล็ก โดยเฉพาะต้นมะขามแขก (Senna alexandrina Mill.) ซึ่งนิยมนำมาแปรรูปหรือสกัดเป็นยาถ่าย

คำระบุชนิด Siamea เป็นคำในภาษาลาตินมีรากมาจากคำว่า “Siam” หรือสยาม ซึ่งหมายถึงประเทศไทย อันเป็นแหล่งที่พบต้นขี้เหล็กขึ้นกระจายพันธุ์ในธรรมชาติ
🌼
ขี้เหล็ก เป็นไม้ต้นขนาดกลางที่มีเขตการกระจายพันธุ์กว้างในเขตร้อนในแถบเอเชียใต้และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในต่างทวีปมีการนำไปขยายพันธุ์ปลูกยังนอกถิ่นกำเนิดเพื่อใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลายโดยเฉพาะในทวีปแอฟริกาและอเมริกาใต้

จากการที่เป็นไม้สารพัดประโยชน์ทั้งอุปโภคและบริโภค นิยมปลูกริมถนนเพื่อเป็นไม้ประดับ เกือบทุกส่วนของ ใบ ดอก ผล ใช้รับประทานและเป็นยาสมุนไพร

🌼ลักษณะทั่วไป : ไม้ต้นขนาดกลาง สูงได้ถึง 20 เมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มแคบ เปลือกต้นสีน้ำตาล แตกเป็นร่องตื้นๆ ตามยาว

🌱ใบ: เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ ก้านใบร่วงง่าย มีใบย่อย 13-19 ใบ รูปรี ปลายใบเว้าตื้นๆ โคนใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียว ใต้ท้องใบมักมีขนปกคลุม ก้านใบร่วมสีน้ำตาลแดง

🌼ดอก : ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงที่ปลายกิ่ง ทยอยบาน ผลิได้ตลอดปีในแต่ละช่อมีดอกย่อยจำนวนมาก ดอกสีเหลืองสด กลีบเลี้ยงกลม ปลายมน กลีบดอกมี 5 กลีบ ปลายมน โคนเรียว หลุดร่วงง่าย เกสรเพศผู้มีหลายอันสีน้ำตาลอ่อน เมื่อกลีบดอกร่วงจะติดฝัก

🌱ผล : ผลเป็นฝักแบนยาว หนา สีน้ำตาล มีหลายเมล็ด เมล็ดขี้เหล็กงอกง่ายเพียงได้รับความชื้นเล็กน้อยจะงอกทันที

การกระจายพันธุ์ : พบกระจายในเขตร้อนของเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยพบในป่าดิบที่ราบต่ำ หรือพื้นที่ริมน้ำทางภาคใต้ หรือพื้นที่ป่ารุ่นสอง นิยมปลูกเป็นไม้กันลมตามถนนสายหลักหรือเป็นไม้ให้ร่มกับพืชชนิดอื่นเช่น กาแฟ ในต่างประเทศพบในศรีลังกา พม่า มาเลเซีย ฯลฯ

🌼การใช้ประโยชน์ : นิยมปลูกเป็นไม้ดอก ไม้ประดับตามสถานที่ราชการและบริเวณริมถนนทางหลวง เนื้อไม้ใช้ประโยชน์ในการก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และไม้ฟืน ใบ ดอก ผล สามารถรับประทานและเป็นสมุนไพรบรรเทาอาการต่างๆ รากขี้เหล็กช่วยตรึงไนโตรเจนช่วยให้ดินอุดมสมบูรณ์
เรื่อง: Nat. ปุ้น วิสูจน์
กราฟิก: เป็ก อนุภาส
🌿🌼
อ้างอิง
'WFO (2025): Senna siamea (Lam.) H.S.Irwin & Barneby. Published on the Internet;
http://www.worldfloraonline.org/taxon/wfo-0000164745. Accessed on: 16 Jun 2025'
ฐานข้อมูลพรรณไม้องค์การสวนพฤกษศาสตร์
https://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_14_1.htm
https://www.baanlaesuan.com/plants/biennial/137580.html/

https://www.facebook.com/share/p/16hoapF59K/
19/06/2025

https://www.facebook.com/share/p/16hoapF59K/

"รองเท้านารี....ที่หายไป"
🌱💮
“เมื่อดอกสุดท้ายร่วง... ความงามก็หายไป
เพราะธรรมชาติไม่ได้มีไว้ครอบครอง….. มีไว้คงอยู่ร่วมกัน”
🌿
ภายในทะเลทรายสีเขียว...ในห้วงความเงียบของผืนป่าเขียวขจีที่ถูกแสงอาทิตย์ส่องผ่านเรือนยอดไม้ใหญ่ ดอกกล้วยไม้รองเท้านารีกำลังค่อยๆ ชูช่อบานอย่างสง่างาม แต่ภาพอันงดงามเช่นนี้กำลังเลือนหายไปจากธรรมชาติ สัญญาณเตือนจากผืนป่าบอกเล่าถึงวิกฤตการณ์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความงดงาม กล้วยไม้รองเท้านารี—กำลังต่อสู้เพื่อความอยู่รอดในถิ่นอาศัยของพวกเขา ความเปราะบางต่อสิ่งแวดล้อมและความจำเพาะต่อระบบนิเวศที่ทำให้พวกมันกำลังเดินทางสู่ความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
☘️
กล้วยไม้รองเท้านารีถูกขนานนามว่าเป็น "ราชินีแห่งวงการกล้วยไม้" ด้วยรูปทรงอันโดดเด่นเฉพาะตัว โดยเฉพาะกลีบดอกส่วนล่างที่บิดม้วมขึ้นเป็นรูปถุงคล้ายรองเท้าอันเป็นที่มาของภาษาอังกฤษเรียกว่า Lady’s slipper หรือ Venus’s slipper มีความหมายว่า รองเท้าแตะของผู้หญิง เนื่องจากส่วนของกระเป๋าดอก (pouch) มีลักษณะเหมือนหัวรองเท้ายื่นออกมา ด้วยลักษณะที่สวยงามสะดุดตาทำให้มันไม่เพียงแต่เป็นที่หมายตาของนักสะสมพันธุ์กล้วยไม้เท่านั้น แต่ยังกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความหายากและมีคุณค่า
🌸
ประเทศไทยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยและเขตการแพร่กระจายพันธุ์ของกล้วยไม้รองเท้านารีที่สำคัญหลายชนิดโดยมักพบขึ้นในบริเวณภูมิประเทศแบบป่าเขาหินปูน( Karst) ซึ่งแต่ละชนิดล้วนมีเอกลักษณ์ทางกายภาพและสีสันเฉพาะตัว โดยเฉพาะรองเท้านารีขาวสตูล ซึ่งจากการออกภาคสนามของคณะนักธรรมชาติวิทยา อพวช.ได้ลงพื้นที่สำรวจภายใต้โครงการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพอุทยานธรณีสตูล ได้สำรวจพบกล้วยไม้ชนิดนี้ปรากฏในพื้นที่ศึกษาวิจัยน้อยมากซึ่งพบเพียงไม่กี่แห่งในพื้นที่อนุรักษ์
💠
แต่อย่างไรก็ตามทางหน่วยงานอุทยานแห่งชาติในพื้นที่เริ่มมีการเพาะขยายพันธุ์เพื่อเตรียมนำคืนสู่ธรรมชาติในอนาคต ในขณะเดียวกัน กล้วยไม้รองเท้านารีชนิดอื่นๆก็มีสถานภาพไม่แต่กต่างกัน
🌿
รองเท้านารีเหลืองกระบี่ (Paphiopedilum exul ): ดอกสีเหลืองสว่างสดใส พบในป่าดิบชื้นบนเทือกเขาหินปูนในจังหวัดกระบี่ มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (CR)
🌱
รองเท้านารีขาวพังงา (Paphiopedilum thaianum) ): ดอกสีขาวโดดเด่นคล้ายรองเท้านารีขาวสตูล พบในป่าดิบชื้นบนเทือกเขาหินปูนในจังหวัดพังงา มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง (CR)
☘️
และมีรองเท้านารีอีกไม่น้อยกว่า 17 ชนิดในไทยที่ตกอยู่ภายใต้สถานภาพมีแนวโน้มและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์น่าเศร้าที่กล้วยไม้เหล่านี้ถูกจัดอยู่ในบัญชีแดงของ (IUCN Red List) และบางชนิดอยู่ในบัญชีแนบท้ายอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) โดยจำนวนประชากรในธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่องและน่าตกใจ จากการลักลอบเก็บออกจากป่า ถูกทำลายถิ่นอาศัยและรุกรานโดยกิจกรรมมนุษย์ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างกล้วยไม้กับแมลงผสมเกสร ทำให้วงจรชีวิตไม่สอดคล้องกัน ส่งผลให้การสืบพันธุ์ในธรรมชาติลดน้อยลง
💮
การอนุรักษ์กล้วยไม้รองเท้านารีในถิ่นอาศัยตามธรรมชาติ (in-situ conservation) เป็นวิธีการที่สำคัญที่สุด เนื่องจากช่วยรักษาไม่เพียงแต่กล้วยไม้ แต่ยังรวมถึงระบบนิเวศทั้งหมดที่มีความสัมพันธ์กับกล้วยไม้ด้วย ในขณะเดียวกันการอนุรักษ์นอกถิ่นอาศัย (ex-situ conservation) เป็นการเก็บรักษาพันธุกรรมของกล้วยไม้รองเท้านารีไว้นอกธรรมชาติ ทั้งในรูปแบบของการเพาะเลี้ยงในสวนพฤกษศาสตร์ การเก็บรักษาเมล็ดโดยเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็เป็นทางเลือกที่สำคัญที่จำเป็นต้องทำในสถานการณ์โลกรวน ณ ปัจจุบัน
💠
ในประเทศไทย องค์การสวนพฤกษศาสตร์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และสวนพฤกษศาสตร์ต่างๆ มีการรวบรวมและอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีไว้ เพื่อเป็นแหล่งพันธุกรรมสำหรับการศึกษาวิจัยและการฟื้นฟูประชากรในธรรมชาติในอนาคต..เป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรที่ท้าทายคนรุ่นใหม่ว่าจะทำอย่างไรให้สิ่งเหล่านี้ได้คงอยู่ในระบบนิเวศดั้งเดิม
รองเท้านารีที่หายไป....รอคนใส่(ใจ)และนำคืนกลับมา
//
เรื่อง/ภาพ: Nat.ปุ้น(วิสูจน์ สุพงษ์)
กราฟิก: พี่เป็ก อนุภาส
//




#อพวช
#ดินแดนแห่งการค้นพบความหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์

#รองเท้านารีที่หายไป #เมื่อดอกสุดท้ายร่วง #ธรรมชาติไม่ได้มีไว้ครอบครอง

ที่อยู่

แก่งกระจาน
เพชรบุรี
76170

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เรารักษ์ป่าแก่งกระจานผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์