บ้านเรียน สพป.สตูล - Satun Homeschooling

  • Home
  • บ้านเรียน สพป.สตูล - Satun Homeschooling

บ้านเรียน สพป.สตูล - Satun Homeschooling Contact information, map and directions, contact form, opening hours, services, ratings, photos, videos and announcements from บ้านเรียน สพป.สตูล - Satun Homeschooling, .

สำหรับน้องๆปฐมวัยนะคะEF หรือ Executive Function เป็นความสามารถที่เกิดจากการทำงานของสมองส่วนหน้าที่ช่วยให้เราสามารถ 'ควบค...
29/08/2023

สำหรับน้องๆปฐมวัยนะคะ
EF หรือ Executive Function เป็นความสามารถที่เกิดจากการทำงานของสมองส่วนหน้าที่ช่วยให้เราสามารถ 'ควบคุม ความคิด อารมณ์ พฤติกรรม' เพื่อให้ได้ผลลัพท์ที่ต้องการได้สำเร็จ โดยที่การพัฒนา EF จะเกิดจากการสร้างเสริมกิจกรรมใดๆ ที่ช่วยพัฒนาความจำ การคิดยืดหยุ่น และการควบคุมกำกับตนเอง

📌📌📌📌

Home schoolมารวมอยู่ตรงนี้ค่ะ
รวบรวมให้ครบจบทุกสิ่งจริงๆค่ะ

บ้านเราทำโฮมสคูลให้ลูกสองคนนะคะ
อนุบาล และ ประถมศึกษา(หลักสูตรEPแบบบูรณาการสอดแทรก)
ลูกชายวัยอนุบาลของเรา
เสียชีวิตจากโรคประจำตัว
ตอนเค้าอนุบาล 3 อายุ 5 ขวบ
เราสร้างเพจนี้ขึ้นมา เพื่อระลึกถึงลูกชาย
ที่เป็นที่รักยิ่งของครอบครัว

ก่อนอื่นสามารถแวะให้กำลังใจ
และระลึกถึงเจ้าของบ้านเรียนโดยการกดหัวใจ ได้ที่โพสนี้ค่ะ

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=866637068799001&id=100063581471014&mibextid=Nif5oz

#ขั้นตอนการทำบ้านเรียนค่ะ
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=352156136526196&id=100855291656283

#ปิรามิดการเรียนรู้
https://www.facebook.com/100855291656283/posts/441653464243129/

#ตัวอย่างหลักสูตรที่ใช้สอนค่ะ
ส่วนนี้เป็นหลักสูตร ตปท. ค่ะ
https://www.facebook.com/100855291656283/posts/400596165015526/

#กิจกรรมงานประดิษฐ์ที่ทำตามหนังสือเล่มนี้ค่ะ
งานประดิษฐ์
https://www.facebook.com/100855291656283/posts/356881596053650/

#กิจกรรมเล่น10อย่างตามที่หมอเด็กแนะนำ
https://www.facebook.com/100855291656283/posts/355135906228219/

#คณิตศาสตร์
https://www.facebook.com/100855291656283/posts/390759555999187/

#ตัวอย่างตารางกิจกรรม
https://www.facebook.com/100855291656283/posts/365384591870017/

#เทคนิคการสร้างEF
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=438163841258758&id=100855291656283

#งานบ้านแนะนำ10อย่าง
https://www.facebook.com/100855291656283/posts/433351251740017/

#นิทานสร้างลูก
https://www.facebook.com/100855291656283/posts/444152760659866/

การบันทึกบัญชี
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=477439014385477&id=100063581471014

การเรียนรู้อื่นๆ ค่อยๆเอามาแปะให้เรื่อยๆนะคะ รวมทั้ง
การเขียนแผนระดับประถม (หลักสูตรภาษาอังกฤษ)
ตอนนี้แผนเสร็จและส่งเขตเรียบร้อยแล้ว รออนุมัติค่ะ

อัพเดท แผนผ่านแล้วค่ะ

ส่วนแผนการศึกษาระดับอนุบาลขออนุญาติเอาข้อมูลส่วนตัวน้องออกก่อนแล้วมาลงเพิ่มเติมให้ค่ะ

ขอให้ทุกบ้านสนุกกับการทำโฮมสคูลและเลือกทำกิจกรรมตามบริบทของบ้านตัวเองนะคะ รูปแบบการเรียนโฮมสคูลวัยอนุบาลไม่มีอะไรตายตัว และนี้ก็เป็นเพียงตัวอย่างที่บ้านเรียนเราใช้ และอยากเอามาแชร์ต่อเพื่อเป็นประโยชน์ต่อรุ่นน้องโฮมสคูลวัยอนุบาลทุกคน

04/08/2023
14/05/2023

Idol ^^

รายการเปิดกล่องห้องเรียน สพป.สตูล วันนี้เสนอตอน "บ้านเรียนนี้มีรัก"ตามไปสัมภาษณ์พี่มะ พี่ฮิม ผู้จัดการศึกษาโดยครอบครัว บ...
05/09/2022

รายการเปิดกล่องห้องเรียน สพป.สตูล วันนี้เสนอตอน "บ้านเรียนนี้มีรัก"
ตามไปสัมภาษณ์พี่มะ พี่ฮิม ผู้จัดการศึกษาโดยครอบครัว บ้านเรียน HomeSatun

มีประเด็น มุมคิดใดๆที่น่าสนใจบ้างนั้น
ไปรับชมกันค่ะ :)

Jirapong Deeprasert Asma Sentira

ขอบคุณท่านผอ.ประหยัด สุขขี ผอ.สพป.สตูล / ท่านรองอภิปราย โสภายิ่ง รองสพป.สตูล และ ทีมงาน PR สพป.สตูล / ทีมงานกลุ่มสจ. / ทีมงานศึกษานิเทศก์ และทุกคนที่เกี่ยวข้อง ที่ไปด้วยกัน ไปด้วยใจ ขอบคุณจริงๆ

ทีมสพป.สตูลออกไปเยี่ยมเยือนเด็กๆบ้านเรียนที่บ้านกันมาได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ที่น่าชื่นชม เราเองได้สนุกไปกับเด็กๆเห็นหัว...
06/07/2022

ทีมสพป.สตูลออกไปเยี่ยมเยือนเด็กๆบ้านเรียนที่บ้านกันมา
ได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ที่น่าชื่นชม เราเองได้สนุกไปกับเด็กๆ

เห็นหัวใจของพ่อแม่ที่พยายามถางทางสร้างวิถีให้ลูกเดิน
ไม่ว่าโตขึ้นเขาจะเลือกในสิ่งใด…
แต่ในห้วงยามวัยเยาว์ เราได้สร้างและสนับสนุนทุกอย่างที่เขาเป็น

ขอให้กำลังใจ
เชื่อมั่น และรักในวิถีที่ต่างแต่ละบ้านเป็น

แล้วเจอกันอีกนะคะ

#บ้านเรียนสพปสตูล

25/03/2022

#อนุบาลวิชาการหรือบูรณาการ??
#เราได้รู้อะไรจากงานวิจัย
สำหรับพ่อแม่ การเลือกโรงเรียนอนุบาลให้ลูก
สำคัญพอๆกับวันที่ลูกเลือกคณะในมหาวิทยาลัย
เพราะนี่คือ.....ครั้งแรกที่ลูก
ได้ไปเรียนรู้จากคนอื่นที่ไม่ใช่ คนในครอบครัว
ประเด็นในการเลือกอนุบาล หรือ
แนวทางที่หมอจะใช้ตอนไปดูโรงเรียน
เคยเขียนไว้ในบทความก่อนหน้านี้แล้ว ตาม link เลยค่ะ
https://www.facebook.com/drpambookclub/posts/1286005428400814
คำถามถัดไปที่อยู่ในใจพ่อแม่ส่วนใหญ่
คือ #โรงเรียนแนวไหนดี

วันนี้หมอจะ focus ที่แนวทางการจัดการเรียนการสอน ขอแบ่งเป็น 3 แบบนะคะ ให้สอดคล้องกับงานวิจัยที่ไปหาข้อมูลมา
1. แนวเตรียมความพร้อมเชิงวิชาการ/เขียนอ่าน
2. แนวบูรณาการ/เรียนรู้ผ่านการเล่นเป็นหลัก
3. แบบผสม

● เราจะรู้ได้อย่างไรว่าโรงเรียนที่ไปดูมา อยู่ในแนวไหน

● ลักษณะของแนวเตรียมความพร้อมด้านวิชาการ
👉ในห้องเรียนประดับไปด้วย ตัวอักษร สี รูปทรง คำศัพท์ อะไรก็ตามที่เด็กต้องเรียน จะถูกแปลงมาเป็นของตกแต่งในห้องเรียน
👉 กิจกรรมของนักเรียนเป็นรูปแบบที่แน่นอน ระบุให้รู้ได้เลยว่าเวลาไหนทำอะไร มีเวลากำกับเป๊ะๆ
👉คุณครูเป็นผู้ควบคุมกิจกรรรม และแบ่งให้นักเรียนทำอะไรชัดเจน
👉เด็กๆใช้เวลาส่วนใหญ่ เรียนรู้เรื่อง ตัวอักษร สี รูปทรง ตัวเลข บวกเลข ฝึกคัดลายมือ อาจจะมีวาดรูปละบายสีเล็กน้อย
👉เด็กๆต้องฝึกทักษะ ทำ worksheet แม้จะมีระบายสี แต่กิจกรรมนั้นๆ มีการเตรียมล่วงหน้าแล้ว มีการไหลตามเด็กๆน้อยมาก เพราะกิจกรรม ต้องไปตามแผนการสอนที่ชัดเจน
👉เด็กๆใช้เวลาส่วนใหญ่ “นั่งทำงาน”ของตัวเอง
👉 เป้าหมายคือ ต้องการสร้างเด็กที่พร้อมมากสำหรับการเรียนในชั้นประถม
◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇
● แนวเรียนรู้ผ่านการเล่น
👉มุมในห้องเรียน ปรับเปลี่ยนได้ตลอด อาจจะมีมุมครัว มุมบ้าน มุมอ่าน มีตู้ของเล่น มีเวลาให้นักเรียนเลือกเข้ามุมที่สนใจและ เล่น
👉ครูมีหน้าที่ให้คำแนะนำ ตอบคำถาม ชี้แนะ มากกว่าการ lecture
👉ประเมินพัฒนาการของเด็กๆจากการมีส่วนร่วม การใช้มือ โดยครูเป็นผู้สังเกตและบันทึก ไม่ใช่การประเมินจากคะแนนของ worksheet
👉เน้นที่กระบวนการของการทำกิจกรรม มากกว่า product
👉บางโรงเรียนให้เด็กๆเป็นคนเลือกหัวข้อที่อยากเรียน หรือสิ่งที่อยากทำด้วยตัวเอง

●ส่วนแนวผสมผสานก็คือ แนวทางไม่ได้ชัดเจนเลยสักแนว
◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇

👉งานวิจัยบอกอะไรกับเรา

1. เมื่อโรงเรียนต้องการเตรียมความพร้อมด้านวิชาการ วิธีการที่จะบอกว่าโรงเรียนมีการพัฒนาคือแนวโน้ม เด็กจะต้องเรียนเนื้อหามากขึ้น ยากขึ้น

2. การที่ให้เด็กเล็กเรียนมากเกินไป เด็กจะสูญเสียแรงจูงใจที่จะเรียนรู้ (lose interest and motivation in learning) ในอนาคต ซึ่งมักเห็นได้ชัดในวัยประถมปลายถึงมัธยม

3. เด็กที่เรียนในแนววิชาการ
จะได้คะแนนมากกว่าเพื่อนๆตอนเรียนชั้นประถมต้น
งานวิจัยที่มีคนหยิบยกไปถกกันถึงประเด็นนี้มาก
วิจัยโดย Rebecca Marcon, Ph.D
ติดตามเด็ก 183 คน ตั้งแต่อายุ 4 ปี จนกระทั่งถึง ป.5-6 พบว่า เด็กๆที่เรียนในอนุบาลวิชาการจะได้คะแนนดีในช่วงต้น แต่จะไม่มีความแตกต่างของคะแนนใน ป.5 แต่พบว่าเด็กที่มาจากแนวเน้นเล่น จะมีผลการเรียนเหนือกว่าในชั้นป.6 และยังมีอีกหลายๆงานวิจัยที่พบว่า เด็กที่เรียนหนักในช่วงปฐมวัยจะหมดไฟเมื่อขึ้นมัธยม ตรงกันข้ามกับเด็กที่มาจากอนุบาลที่เน้นการเล่น ช้างช่วงแรก แต่หลังจากนั้นจะค่อยๆแซงหน้า และเมื่อมองระยะยาวพบว่า ในชั้นมัธยม เด็กกลุ่มนี้จะทำได้ดีกว่า
อีกงานวิจัยของ Dr.Herbert P. Ginsburg ที่พบว่า เด็กที่เรียนในหลักสูตรเรียนผ่านการเล่น จะมีทักษะทางคณิตศาสตร์ระยะยาวสูงกว่า

4. มีหลายงานวิจัยที่พบว่าผลของ “แนวทางการเรียนในช่วงปฐมวัย” ส่งผลต่อทั้งชีวิต โดยมีคนให้คำอธิบายว่าเนื่องจากการเรียนแบบเน้นการเล่น เด็กๆได้พัฒนาทักษะการควบคุมอารมณ์ การปรับตัวเข้ากับผู้อื่น ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญต่อชีวิตมากกว่าผลการเรียนในวัยประถม
และอีกหนึ่งปัจจัยคือ การที่ไม่ได้ถูกเร่งรัดให้เรียน ทำให้เด็กได้เรียนรู้ ในสิ่งที่ตัวเองอยากรู้ หรือพูดง่ายๆคือ ยังสามารถรักษาความอยากรู้อยากเห็นไว้ได้นานกว่านั่นเอง
◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇◇

👉ความคิดเห็นของหมอ

1.ในบทความนี้หมอหมายถึงการจัดการเรียนรู้ของเด็กอายุน้อยกว่า 6 ปี และต้องเข้าใจก่อน ว่างานวิจัยต่างๆ ไม่ได้ทำในประเทศของเรา มันมีสิ่งที่นำมาใช้ได้ แต่ก็มีความต่างในบริบททางสังคมอยู่มาก

2. สิ่งที่เป็นจริงและนำไปใช้ได้เลยคือ
#เด็กเรียนรู้ได้ดีที่สุดผ่านการเล่นและผ่านกิจกรรมที่ทำให้เค้ามีความสุข
ถ้าเรามีทางเลือกไม่มากนัก
ไม่ว่าจะส่งลูกไปเรียนที่แนวไหนก็ตาม
หมอคิดว่า mindset ของพ่อแม่สำคัญที่สุด
ต่อให้ลูกไปเรียนแนวเขียนอ่าน แต่ถ้ากลับบ้าน
ได้เล่น ได้มีความสุข ก็ช่วยให้เด็กคนหนึ่ง
เติบโตไปเป็น #นักเรียนรู้ที่ดีได้
ที่สำคัญคือ พ่อแม่ต้องไม่เต้นไปตามระบบ
เช่น ครูบอกว่าลูกอ่อนวิชาโน้นนี้ ก็มาลงกับเด็ก
ต้องพาไปเรียนเสริม ต้องเข้มงวดเพิ่ม
เราต้องใคร่ครวญ เพราะบางครั้งคำพูด หรือคำวิจารณ์ของครู มันอาจมีเพียงแง่มุมเดียว เช่น เด็กบางคนอายุน้อยกว่าเพื่อนๆ หรือ ไม่ถนัดในเรื่องนี้ หรือ ครูสอนไม่สนุก ไม่อยากทำ ฯลฯ อีกมากมายเหตุผล เราต่างหากที่รู้จักลูกดีกว่าใคร ให้ถือว่าข้อมูลจากคุณครูก็เป็นข้อเท็จจริงที่คนคนหนึ่งให้มา แต่ #ไม่ใช่ความจริงทั้งหมดของลูกเรา
อะไรที่มีประโยชน์ก็ทำ
อะไรที่คิดว่าไม่ใช่ หมอคิดว่า ถ้าคุณครูหวังดีมองเด็กเป็นศูนย์กลาง เราต้องคุยเพื่อหาทางออกและช่วยให้เด็กได้พัฒนามากขึ้นได้ค่ะ

3. โรงเรียนอนุบาลที่เป็น play-base ในประเทศเราหาไม่ยากแล้วในยุคนี้ แต่ปัญหาคือ
หลักสูตรในชั้นประถมที่ยังไม่ปรับให้รับกับเด็กที่มาจากระบบการเรียนแบบเล่น
จากประสบการณ์ส่วนตัวของหมอ
ลูกสาวเรียนแนวเล่น ตอนจบอนุบาล 3
ยังอ่านไม่ออก เขียนไม่คล่อง ไม่เคยบวกเลข
หมอพบว่า เมื่อลูกมาเข้าเรียนในชั้นประถม
มันมี gap ที่กว้างมากเกินไปสำหรับเด็กที่มาจากอนุบาลแนวนี้
ในกรณีของโรงเรียนลูกสาว
หลักสูตรไม่ได้ล้ำยากอะไร คุณครูก็ใจดี
แต่การที่เด็กที่ความสามารถด้านการเรียนต่างกันมากเกินไป เช่น เด็กบางคน อ่านคล่อง เขียนได้ บวกเลขได้หลักร้อยแล้ว
ในขณะที่บางคน (ลูกสาวหมอเอง) ต้องมาเรียน ก-ฮ ใหม่ จำเสียงสระใหม่ ยังเขียนไม่คล่อง บวกเลขไม่เป็น เด็ก 2 กลุ่มนี้มาอยู่รวมกัน
จะเกิดการเปรียบเทียบ
(**เด็กประถมชอบเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนๆเป็นธรรมชาติของวัยอยู่แล้ว***)
เพราะเด็กเค้าไม่รู้ว่าตอนอนุบาลเรียนมาต่างกัน
สิ่งที่เค้าเห็นทุกวันๆ คือ
คุณครูชมเพื่อน เพื่อนเก่งมาก ทำงานเร็วและถูก
ตัวเองทำไม่ได้ ช้า ทำไม่เก่ง
เด็กจะเริ่มตั้งคำถามว่า
ทำไมฉันเรียนได้ไม่ดีเท่าเพื่อนๆ?
ตัวเองไม่ฉลาด?
คุณพ่อคุณแม่ที่เจอกรณีคล้ายๆกันกับหมอ
ต้องทำงานหนักหน่อยนะคะ
คือต้องช่วยลูกให้รักษา self-esteem ของตัวเองเอาไว้ (หมอจะเขียนเล่าในภาค 2)

4. บทสรุปของหมอก็คือ ในประเทศเรา
ไม่ว่าเราเลือกทางไหน มีราคาที่เราต้องจ่ายเสมอ

👉ถ้าเราเลือกให้ลูกเรียนแนววิชาการในชั้นอนุบาล
สิ่งที่เราต้องรักษาคือ เวลาที่ลูกจะได้เล่นอิสระที่บ้าน เราต้องชดเชยเวลาที่เค้าควรได้คิดว่า
#ฉันอยากจะเล่นอะไรและฉันเล่นไปทำไม ให้มากที่สุด รักษาความกระหายใคร่รู้ในการเรียนของลูกเอาไว้ เพื่อป้องกันภาวะหมดไฟและหมดใจกับการเรียนที่จะเกิดในช่วงมัธยม

👉หากเราเลือกให้ลูกเรียนแนวเล่น
ทางเลือกที่ดีที่สุด คือ ไปให้สุดทาง คือ เลือกโรงเรียนแนวนี้ตั้งแต่ อนุบาลต่อประถมด้วยเพื่อให้ไม่เกิดรอยต่อ
แต่หากเลือกเช่นนั้นไม่ได้
จากประสบการณ์ของหมอคือ
เมื่อมันเกิดช่องว่าง ที่ทำอย่างไรลูกก็ข้ามเองไม่ได้
เราต้องจูงมือลูกและช่วยกันถมช่องว่างนั้นให้แคบพอที่ลูกจะกระโดดช้ามไปให้ได้ ที่สำคัญที่สุด ต้องเป็นแรงใจให้ลูก ชี้ให้ลูกเห็นจุดแข็งของตัวเอง ให้เค้าได้เห็นความพยายามของตัวเอง รักษาความภาคภูมิใจในตัวเองของเค้าเอาไว้ รอวันที่เค้าจะเบ่งบาน (เหมือนการออมเงินก้อนเล็กๆแต่สม่ำเสมอกว่าดอกผลจะเป็นกอบเป็นกำต้องใช้เวลามากทีเดียว)
แต่ไม่ว่า เราจะมีทางเลือก หรือ ไม่ต้องเลือก
(ตอนหมอเด็กแม่ก็ไม่ต้องเลือกเพราะมีทางเดียว)
แต่สิ่งที่เอาชนะปัจจัยทุกอย่าง
ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียนดี หลักสูตรดี อยู่ในประเทศเจริญ ฯลฯ
คือ สายสัมพันธ์ที่มั่นคงจากความรักของพ่อแม่
สิ่งนี้ ทำให้คนคนหนึ่งประสบความสำเร็จในชีวิต และเป็นคนที่มีความสุข
หมอแพม

การประเมินบ้านเรียนแต่ละรอบทำให้พวกเราได้ค้นพบอัตลักษณ์ของความเป็นบ้านเรียนจังหวัดสตูล 'เด็กทุกคนมีแสงสว่างในตัวเอง'
25/03/2022

การประเมินบ้านเรียนแต่ละรอบทำให้พวกเราได้ค้นพบอัตลักษณ์ของความเป็นบ้านเรียนจังหวัดสตูล 'เด็กทุกคนมีแสงสว่างในตัวเอง'

10/03/2022

"ทำไมเด็กๆ ควรเล่นทราย?”
ข้อที่ 1 การเล่นทรายช่วยปลดปล่อยความคิดของเด็กๆ เป็นอิสระ
การเล่นทราย คือ การเล่นอย่างอิสระเสรี (Free Play)
การเล่นทรายไม่เหมือนการเล่นของเล่น เพราะทรายไม่มีรูปร่างตายตัว (Free Form) เด็กๆ จึงเป็นผู้กำหนดว่า "ทรายในวันนี้จะเป็นอะไรดี?"
จะเป็นปูนซีเมนต์ สำหรับเล่นก่อสร้าง
จะเป็นข้าว สำหรับเล่นทำอาหาร
จะเป็นเกาะกลางทะเล สำหรับการเล่นฝังสมบัติ
หรือ
ถ้าเทน้ำมาผสมในทราย ทรายจะสามารถจับตัวกันเป็นก้อนได้
แต่ถ้าเทน้ำใส่ลงไปมาเกินไป ทรายอาจจะเหลวไปกับน้ำเลย
อย่างไรก็ตาม ถ้าเราทิ้งทรายที่เปียก ตากแดดไว้หนึ่งวัน ทรายก็กลับมาแห้งดังเดิมอย่างน่าอัศจรรย์
“ทราย” อนุญาตให้เด็กๆ ทดลองและจินตนาการอย่างไรขอบเขต
ที่สำคัญการเล่นทรายไม่มีข้อกำหนดถูกผิด ไม่มีข้อจำกัด ตราบใดที่เด็กๆ ไม่ทำผิดกฎ 3 ข้อ ไม่ทำร้ายตัวเอง ไม่ทำร้ายผู้อื่น ไม่ทำลายข้าวของ
เด็กๆ จะเล่นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของเด็กๆ ได้เลย
การเล่นทรายจึงทำให้เด็กๆ เป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่
***
ข้อที่ 2 การเล่นทรายช่วยกระตุ้นการรับสัมผัส (Sensory Play)
การเล่นทรายทำให้ร่างกายของเด็กๆ ถูกกระตุ้นให้รับสัมผัสหลากหลายรูปแบบ ดังนี้
(1) ทรายช่วยกระตุ้นการรับสัมผัส (Tactile Sense)
เวลาที่ร่างกายของเด็กๆ สัมผัสกับทราย ทรายมักจะเข้าไปทั่วถึงทุกบริเวณของผิวหนัง
เด็กๆ ได้สัมผัสผิวทรายในรูปแบบต่างๆ เช่น ทรายแห้ง นุ่มบ้าง แข็งบ้าง มีก้อนกรวด เปลือกหอยผสมอยู่บ้าง ทรายที่ผสมอยู่ในน้ำจนเฉอะแฉะ
หรือ
เวลาที่ทรายอุ่น เวลาที่ทรายเย็น
มือของเด็กๆ จะรับรู้ถึงความร้อน-เย็นเหล่านั้น
ทำให้สมองได้รับการกระตุ้นจากการสัมผัสทรายเช่นนี้
(2) ทรายช่วยกระตุ้นการทรงตัว (Vestibular Sense)
เวลาที่เด็กๆ วิ่งไปบนหาดทราย ที่พื้นทรายไม่ได้ราบเรียบ แข็งมั่นคงเหมือนพื้นทั่วไป พวกเขาต้องทรงตัวเพื่อจะได้วิ่งไปข้างหน้า โดยไม่ล้มลงเสียก่อน
หรือ สำหรับเด็กเล็กๆ แค่เพียงนั่งลงบนทราย พวกเขาต้องพยายามทรงตัวในท่านั่ง ไม่ให้ตัวเองหน้าทิ่มลงไปในทรายให้ได้
(3) ทรายช่วยกระตุ้นการรับสัมผัสที่ข้อต่อ (Proproceptive Sense)
เวลาเด็กๆ ออกแรง วิ่ง กระโดด ขุด ฝังกลบ ตบ ไปบนทราย
ข้อต่างๆ กระแทกเข้าหากัน เวลาท่ีเด็กๆ ออกแรงทำสิ่งเหล่านี้บนทราย ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นการรับสัมผัสข้อต่อต่างๆ ทั้งในบริเวณ ขา แขน มือ นิ้วทั้งสิบ ช่วยให้เด็กๆ เรียนรู้การออกแรงอย่างเหมาะสมในการทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น เช่น...
เราควรโยนบอลแรงแค่ไหนเพื่อให้ส่งไปถึงผู้รับ
เราควรออกแรงบีบซอสแค่ไหนถึงจะไม่ทำให้ซอนกระเด็น
เราควรออกแรงกดดินเท่าไหร่ถึงจะทำให้เขียนได้ไม่จางหรือกดจนไส้ดินสอหัก
เป็นต้น
***
ข้อที่ 3 การเล่นทรายช่วยให้เด็กๆ พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก-ใหญ่ให้มีความแข็งแรง คงทน และทำงานประสานกันได้ดี
เด็กๆ ได้ฝึกใช้กล้ามนิ้วมือทั้งสิบของเค้า และกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ทั้งมัดเล็กมัดใหญ่ คุ้ย เขี่ย ขุด ฝัง กลบ และอื่นๆ อีกมากมาย
นอกจากนี้ในขณะที่เล่นทราย ตากับมือของพวกเขาต้องทำงานประสานกันเพื่อตักทรายใส่กระป๋อง หรือ เทน้ำลงบนทราย
***
ข้อที่ 4 การเล่นทรายช่วยพัฒนาทักษะทางภาษาและสังคม
ในเด็กเล็กๆ ที่ยังไม่พูดสื่อสาร การเล่นทรายทำให้เด็กๆ ออกเสียง(ที่ไม่จำเป็นต้องมีความหมาย)อย่างสนุกสนานได้ เช่น...
เวลาเล่นเทน้ำลงบนทราย ผู้ใหญ่อาจจะออกเสียงว่า “ซู่ๆ”
เวลาเล่นขุดทราย ผู้ใหญ่อาจจะออกเสียงว่า “ฉึบๆ”
เด็กเล็กจะพยายามออกเสียงตามเรา และพัฒนาไปสู่การออกเสียงคำอื่นๆ ที่มีความหมายต่อไป
การเล่นทรายกับพี่น้อง หรือ เด็กๆ คนอื่นๆ บนกองทราย เด็กๆ จะได้เรียนรู้การเเบ่งปันอุปกรณ์ที่เล่น ได้ฝึกการสื่อสารเพื่อบอกความต้องการหรือปฏิเสธกับผู้อื่น เช่น “ขอเล่นด้วย” “ขอยืมช้อนหน่อย” “รอก่อน เราขอใช้ก่อน” เป็นต้น
นอกจากนี้เด็กจะได้เรียนรู้กติกาของสังคม ถ้าแย่งของคนอื่น เล่นสาดทรายจนทรายเข้าตาเพื่อน และอื่นๆ จะทำให้เพื่อนไม่อยากเล่นด้วย และตนเองอาจจะไม่ได้เล่นต่อ ดังนั้นเด็กจะเรียนรู้การควบคุมตนเอง และเคารพกติกาของสังคม
***
ข้อที่ 5 การได้ปลดปล่อยพลังงานทั้งทางบวกและทางลบอย่างสร้างสรรค์
โดยธรรมชาติแล้ว เด็กทุกคนมีพลังงานมากมายเหลือเฟือ พวกเขาสามารถวิ่ง เล่น และเคลื่อนไหวไปมาอย่างไม่รู้จึกเหน็ดเหนื่อย
ดังนั้น การที่ต้องให้เด็กๆ นั่งนิ่งๆ เป็นเวลานานเพื่อคงสมาธิกับการนั่งเรียน
หรือ การอยู่เฉยๆ อาจจะผิดวิสัยของเด็กๆ
ยิ่งในช่วงเวลาที่มีโรคระบาดเช่นนี้ บางครั้งการอยู่บ้านเป็นเวลานาน โดยไม่ได้ออกไปไหน ทำให้เด็กหลายคนต้องเผชิญกับความอึดอัด ซึ่งนำไปสู่อารมณ์ทางลบ เช่น ความหงุดหงิด งุ่นง่าน และความเครียด เป็นต้น
การเล่นทรายถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะช่วยให้พวกเขาได้ปลดปล่อยพลังงานเหล่านั้นออกมา

ไม่ทำให้เด็กได้รับการตอบสนอง ดังนั้นการเล่นทรายทำให้เด็กได้ใช้พลังงาน "เล่น" อย่างสร้างสรรค์ ลองปล่อยให้เค้าเล่นสัก 1 ชั่วโมงตอนเย็น เชื่อว่า พอถึงเวลากินข้าว เค้าจะหิวมากขึ้น และพอถึงเวลานอน หัวถึงหมอนจะหลับปุ๋ยทีเดียว
***
ข้อที่ 6 การเล่นทรายช่วยพัฒนาทักษะทางสติปัญญา
เมื่อเด็กเล็กๆ เล่นทราย พวกเขาจะได้เรียนรู้ว่า “วัตถุมีอยู่จริง (Object permanence)” เพราะแม้ว่าทรายจะกลบเท้า หรือ ของเล่นของพวกเขาจนมองไม่เห็น แต่เท้าและของเล่นของพวกเขาไม่ได้หายไปไหน
ในเด็กๆ วัยต่อมา การเล่นทรายทำให้พวกเขาได้เรียนรู้เรื่อง จำนวน ปริมาณ และกฎการอนุรักษ์ (Conservation) กล่าวคือ แม้วัตถุจะเปลี่ยนรูปทรงไป ปริมาณของในวัตถุนั้นยังคงเดิม เช่น เมื่อตักทรายใส่กระป๋องแล้วเทใส่อีกกระป๋องที่ขนาดใหญ่กว่า ไม่ได้ทำให้ทรายมีปริมาณมากขึ้น ทรายยังมีปริมาณเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ในเด็กที่โตขึ้นมาอีกขั้น การเล่นทรายกับวัตถุอื่นๆ ถือเป็นการเล่นเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Play)
การที่เด็กๆ สามารถสมมติให้วัตถุหนึ่งแทนวัตถุหนึ่งได้นั้น ต้องใช้การคิดเชื่อมโยงและความจำ เช่น
เด็กๆ อาจจะสมมติให้ผืนทรายวันนี้เป็นที่ดิน ก้อนหินเป็นบ้าน ใบไม้เป็นหลังคา กิ่งไม้เป็นคน ระหว่างเล่นพวกเขาต้องจดจำด้วยว่า วัตถุแต่ละอย่างเป็นสัญลักษณ์แทนสิ่งใดในชีวิตจริง
การเล่นเชิงสัญลัษณ์นี้จึงเป็นพัฒนาการด้านการสติปัญญาของเด็กๆ ขั้นเริ่มต้น ก่อนที่เด็กๆ จะพัฒนาไปสู่ การเข้าใจนามธรรมและเหตุผลในวัยต่อมา
***
ข้อที่ 7 การเล่นทรายเป็นส่วนหนึ่งในการเล่นบำบัด (Play Therapy)
การเล่นถาดทราย (Sand Tray Therapy) ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ทรายเข้ามามีบทบาทในการเยียวยาจิตใจ ถาดทรายถือเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดความรู้สึกและตัวตนของผู้เล่นทรายออกมา ผ่านสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ผู้เล่นทรายใส่ลงไปในถาดนั้น
จึงทำให้ผู้บำบัดรู้จักและเข้าใจผู้รับการบำบัดมากขึ้น เช่นเดียวกันผู้ได้รับการบำบัดก็ได้รู้จักและเข้าใจตัวเองมากขึ้นอีกด้วย
“การที่จะให้เด็กๆ พูดหรือบรรยายสิ่งที่อยู่ภายในของเขาออกมาเป็นเป็นคำพูดนั้นทำได้ยาก แต่การเล่นช่วยให้พวกเขาสื่อสารออกมาได้ง่ายขึ้น”
ดังนั้น ถ้าอยากสานสายสัมพันธ์และสื่อสารให้เข้าถึงลูกให้เราเล่นกับเขา
**********
การเล่นทราย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพง เราสามารถนำกิ่งไม้ ใบไม้ ใบหญ้า ก้อนหิน และของใช้ภายในบ้านเช่น ช้อนกินข้าวธรรมดา หรือ ขวดน้ำพลาสติก ถ้วย กะลังมัง หม้อ เป็นต้น มาเล่นกับทรายได้เป็นอย่างดี
ไม่มีพื้นที่ ใช้กะละมังซักผ้า ในถาด หรือ จะกองทรายไว้สักจุดในบ้านก็ทำได้เช่นกัน
สุดท้าย การเล่นทรายไม่ได้แค่เพียงแต่การพัฒนาร่างกาย จิตใจและสติปัญญาของเด็กๆ เพียงอย่างเดียว แต่การเล่นทรายช่วยให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ตัวเองและโลกใบนี้
สำหรับผู้ใหญ่ การเล่นทรายกับเด็กๆ ก็ช่วยผ่อนคลายเราได้เช่นกัน
ด้วยรักจากใจ
เม
ตามใจนักจิตวิทยา
ป.ล. แต่ละบ้านจะเลือกทรายชนิดไหน สามารถเลือกตามความเหมาะสมของเราได้เลย

26/01/2022

#เลี้ยงลูกอย่างไรให้สมองทำงานดี

สัญชาตญาณของพ่อแม่ย่อมมุ่งหวังให้ลูกมี “สติปัญญาดี” เพื่อเอื้อต่อการเอาตัวรอดได้ในสังคม สิ่งที่พ่อแม่ปรารถนาเหล่านี้มีศูนย์รวมอยู่ที่ “สมอง” แท้จริงแล้ว สมองไม่ได้ทำหน้าที่เพียงการคิด ความจำ การควบคุมคำสั่งในร่างกายเท่านั้นแต่สมองยังเป็นที่รวมของมโนสำนึก ศีลธรรม ความเจริญทั้งทางจิตใจ และความคิดด้วย

การที่เด็กมีเชาวน์ปัญญาที่ดีนั้นจึงไม่ใช่การเน้นแต่ความฉลาดหรือความสามารถในการคิดเพียงอย่างเดียวแต่ยังครอบคลุมไปถึงจิตใจ และลักษณะนิสัยที่ดีด้วย เด็กคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นเป็นทั้งคนดี คนเก่ง และมีความสุขแตกต่างจากเด็กอีกคนหนึ่งได้นั้นอยู่ที่วิธีการคิด และมีลักษณะนิสัยที่ดี ทั้งหมดนี้มีจุดเริ่มต้นที่ “ครอบครัว” ค่ะ

วันนี้ ครูปุ๊กได้สรุป “20 กิจกรรมพัฒนาสมองลูกให้ทำงานอย่างเต็มศักยภาพ” มาฝากคุณพ่อ คุณแม่เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติกับลูก ให้สมองของลูกทำงานอย่างเต็มศักยภาพด้วยวิธีการที่เหมาะสมในวัยที่ลูกต้องการคุณมากที่สุด และคุณสามารถทำได้ด้วยตัวคุณเองค่ะ

ด้วยรัก
ครุปุ๊ก - ชลมาศ คูหารัตนากร
ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการสถาบัน Play Academy

14/09/2021

Coffee Morning เสวนากาแฟ
แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างพ่อแม่และผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อ
"Homeschool" เมื่อพ่อแม่กลายเป็นครู

พบกับวิทยากร

⭐️ อาจารย์เทพ - รองศาสตราจารย์ ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา
หัวหน้าภาควิชาการศึกษาตลอดชีวิต และ หน่วยปฏิบัติการวิจัยเพื่อการพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

⭐️ แม่มะ - เยาวนันท์ เส็นติระ ผู้จัดการเรียนรู้บ้านเรียนโฮมสตูล

⭐️ แม่ปุ๊ก - ปริญดา ชูณรงค์ เครือข่ายผู้ปกครองเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

📌 วันอังคาร ที่ 14 กันยายน 2564
⏰เวลา 10.30 - 12.00 น.
ผ่านโปรแกรม ZOOM

ไม่มีค่าใช้จ่ายค่ะ
🖊ลงทะเบียนเข้าร่วมการอบรมได้ที่
https://lin.ee/8EnL7T1

Address


Alerts

Be the first to know and let us send you an email when บ้านเรียน สพป.สตูล - Satun Homeschooling posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

  • Want your organization to be the top-listed Government Service?

Share