17/05/2026
https://www.facebook.com/share/1DoB28pW3i/
[ ขู่ฟ้อง กกร. ปมเปิดผลสำรวจคอร์รัปชั่น เท่ากับ บ่อนทำลายนิติรัฐ ]
…………………………………………………
✅คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เป็นความร่วมมือระหว่าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ซึ่งถือเป็นตัวแทนของภาคเอกชนไทย ในการสื่อสาร และให้ความเห็นแก่รัฐบาล และหน่วยงานของรัฐ ในมิติต่างๆ อาทิเช่น เศรษฐกิจ การลงทุน การส่งออก พลังงาน ภาษี ค่าแรง โครงสร้างพื้นฐาน และสถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อให้รัฐบาลได้นำไปพิจารณาหามาตรการในการแก้ไข และปรับปรุง
✅จากผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 49 ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประจำเดือนมีนาคม 2569 พบว่า ผู้ประกอบการจำนวนถึง 55.5% ระบุว่า ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่น มีสัดส่วนสูงกว่า 20% ของต้นทุนการดำเนินธุรกิจทั้งหมด ขณะที่อีก 29.9% ระบุว่า ค่าใช้จ่ายดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนราว 11-20% ของต้นทุนการดำเนินธุรกิจทั้งหมดเช่นกัน สถานการณ์ที่ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้กับการทุจริตคอร์รัปชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การล็อคสเป็ค การฮั้วประมูล การเรียกรับผลประโยชน์จากใบอนุญาต การใช้ช่องว่างทางกฎหมายมาข่มขู่ การขอเงินไปวิ่งเต้นซื้อตำแหน่ง ฯลฯ นั้นเป็นภาระด้านต้นทุนที่สูงมากของผู้ประกอบการธุรกิจในประเทศไทย เมื่อผู้ประกอบการไทย ต้องแบกค่าใช้จ่ายของขบวนการสามานย์เหล่านี้ไว้ในระดับที่สูง แล้วธุรกิจไทยจะไปมีประสิทธิภาพด้านต้นทุนที่จะไปแข่งขันกับผู้ประกอบการจากประเทศอื่นได้อย่างไร
✅กกร. ซึ่งถือเป็น “กระบอกเสียงสำคัญ” ของภาคเอกชนไทย จึงได้สำรวจความคิดเห็นจากผู้บริหาร และตัวแทนภาคธุรกิจเพิ่มเติมในประเด็นการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยมีกลุ่มตัวอย่าง 401 ราย ทั่วประเทศ โดยสำรวจระหว่างวันที่ 26 มีนาคม ถึง 10 เมษายน 2569 และได้มีการเปิดเผยผลการสำรวจ โดยระบุว่าภาคเอกชนต้องจ่ายเงินทอนสูงถึง 15% เพื่อให้ได้มาซึ่งสัญญาจ้างจากหน่วยงานของรัฐ พร้อมกับเปิดเผยข้อมูล มูลค่าสินบนเฉลี่ยต่อครั้ง และจำนวนครั้งที่ภาคเอกชนต้องเสนอสิ่งตอบแทนต่อปี ของหน่วยงานราชการต่างๆ
✅ในกรณีที่หน่วยงานราชการที่ถูกกล่าวถึงในผลการสำรวจ มีข้อสงสัย และต้องการขอคำชี้แจงเกี่ยวกับกระบวนการสำรวจข้อมูล โดยไม่ละเมิดข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสำรวจ เพื่อวัตถุประสงค์ในการแก้ไข ปรับปรุง และปิดช่องว่างในการทำทุจริตคอร์รัปชั่น และการใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ของหน่วยงานของตน ผมเชื่อว่า กกร. พร้อมที่จะให้ความร่วมมืออยู่แล้ว เพราะข้อมูลที่เปิดเผยในครั้งนี้ กกร. ก็บอกชัดอยู่แล้วว่ามาจากการสำรวจจากภาคธุรกิจ ไม่ได้ทึกทักมั่วขึ้นมาเอง
❗แต่ต้องไม่ใช่ท่าทีที่วางอำนาจ และข่มขู่ กกร. ในแบบที่ปรากฏเป็นข่าว เพราะท่าทีที่ข่มขู่ กกร. เป็นการสะท้อนว่า รัฐกำลังวางอำนาจบาตรใหญ่ข่มขู่ภาคธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการลงทุนในประเทศ และการตัดสินใจลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ
❗แทนที่กรมควบคุมมลพิษ จะกลับไปพิจารณาว่า กระบวนการต่างๆ ภายในกรมของตนเอง นั้นมีกระบวนการไหนที่อาจะมีช่องว่างให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น อาทิเช่น
📍การปฏิบัติหน้าที่ของกรมควบคุมมลพิษ มีกระบวนการใดที่เจ้าหน้าที่สามารถใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจได้บ้าง
📍การสุ่มเก็บตัวอย่าง น้ำ อากาศ และของเสีย ต่างๆ นั้นมีความโปร่งใส และเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์หรือไม่
📍การอนุมัติ และการรับรองเอกสารที่ออกโดยกรมควบคุมมลพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือเสนอความคิดเห็นในการดำเนินการ การประเมินความเสียหาย ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจของกรมโรงงานอุตสาหกรรม และการดำเนินคดีในชั้นศาลระหว่างโรงงาน กับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ นั้นมีความโปร่งใสเพียงพอหรือไม่
📍การจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานตนเอง ว่าราคาที่ชนะการประกวดราคา นั้นมีส่วนต่างจากราคากลาง อย่างสมเหตุสมผลหรือไม่
❗กรมควบคุมมลพิษ กลับแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวต่อ กกร. และที่น่าผิดหวังอย่างมาก ก็คือ การที่นาย #สุชาติ_ชมกลิ่น ในฐานะ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมายอมรับว่าตนเป็นคนสั่งการให้อธิบดีกรมควบคุมมลพิษออกมาตอบโต้ด้วยท่าทีเช่นนั้น พร้อมกับขู่สำทับอีกด้วยว่าจะฟ้องร้อง หรือใช้กระบวนการทางศาลต่อ กกร. ซึ่งเป็นตัวแทนของภาคเอกชน ที่มีที่มาจากสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทย
❗ที่น่าผิดหวังไปกว่านายสุชาติ ก็คือ นาย #อนุทิน_ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า "หากกล้าบอกว่าใครทำผิด ก็ต้องพร้อมถูกฟ้องกลับ" ซึ่งเป็นแนวคิดที่เป็นปรปักษ์ต่อการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างมาก อารยประเทศต่างๆ เขามีแต่จะปกป้องผู้ที่ออกมาเปิดโปง หรือให้เบาะแสเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือที่เรียกว่า Whistleblower Protection ซึ่งใน มาตรา 131-135 ของ พ.ร.บ. ป.ป.ช. ก็มีการระบุเอาไว้ แต่คนที่เป็นถึงระดับนายกรัฐมนตรี กลับไม่ได้ตระหนักถึงแนวคิดสำคัญนี้เลย น่าผิดหวังจริงๆ
❗ผมต้องขออนุญาตแนะนำนายสุชาติ และนายอนุทินว่า ในหลายประเทศที่เป็นประชาธิปไตย เขามีหลักการที่เรียกว่า Derbyshire Principle คือ หน่วยงานของรัฐจะต้องระลึกอยู่เสมอว่าไม่ควรฟ้องร้องประชาชนในข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นการปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจของรัฐ และถ้าประเทศไหนที่ปล่อยให้หน่วยงานรัฐ ที่ใช้เงินภาษีของประชาชน ไปฟ้องร้องประชาชน หรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน ก็จะทำให้ประเทศตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัว และเป็นอุปสรรคอย่างมากในการถ่วงดุล และตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ และการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาล
❗ศาลสูงของประเทศสหรัฐอเมริกา ก็มีการวางหลักการสำคัญเอาไว้เช่นกันว่า เจ้าหน้าที่รัฐจะชนะคดีหมิ่นประมาทที่ บุคคลใดพูดถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ต่อเมื่อสามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า ผู้พูดรู้อยู่ก่อนแล้วว่าข้อมูลที่พูดนั้นเป็นเท็จ หรือเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการตรวจสอบเท่านั้น (Actual Malice)
❗ผมอยากจะแนะนำนายสุชาติว่า แนวคิดของนายสุชาติในฐานะที่เป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เป็นไปในทำนองว่าจะใช้กระบวนการทางศาลฟ้องร้องต่อ กกร. นั้นเป็นการบ่อนทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรมอย่างร้ายแรง และขอให้นายสุชาติ ได้กลับไปทบทวน และพิจารณาตนเองเสียใหม่
❗และต้องฝากถึงนายอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีด้วยว่า หากมีความจริงใจที่จะแก้ไขการทุจริตคอร์รัปชั่นจริง ก็ควรเร่งตราพระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา 130 ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช. เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินตามมาตรา 42 มาตรา 103 และมาตรา 158 แต่ด้วยการใช้ดุลพินิจตามอำนาจหน้าที่ของตน นั้นสุ่มเสี่ยงต่อกา่เรียกรับผลประโยชน์ มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินต่อหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐที่ตนสังกัดหรือปฏิบัติงานอยู่
❗และขอให้รัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ. 2 ฉบับ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เคยยกร่างเอาไว้ ได้แก่ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม และ พ.ร.บ. การติดตามทรัพย์สินของรัฐคืนจากการเอาไปโดยทุจริต ซึ่งเรื่องนี้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ อดีตเลขาคณะกรรมการกฤษฎีกา รู้เป็นอย่างดี
🙏สุดท้ายนี้ ผมขอให้กำลังใจ และพร้อมยืนเคียงข้างกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทย รวมทั้งหน่วยงานทุกหน่วยงานที่อุทิศตนในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่ว่าจะเป็น แนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชั่นของภาคเอกชนไทย หรือ CAC และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น หรือ ACT ผมยินดีอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนการทำงาน และช่วยงานทุกอย่างของพวกท่าน เพื่อกำจัดภัยคอร์รัปชั่นให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทยครับ