สักกพันธุ์ อนันต์พงค์ - Sakkaphan Anantapongse

สักกพันธุ์ อนันต์พงค์ - Sakkaphan Anantapongse พรรคประชาชน

https://www.facebook.com/share/1DoB28pW3i/
17/05/2026

https://www.facebook.com/share/1DoB28pW3i/

[ ขู่ฟ้อง กกร. ปมเปิดผลสำรวจคอร์รัปชั่น เท่ากับ บ่อนทำลายนิติรัฐ ]
…………………………………………………
✅คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เป็นความร่วมมือระหว่าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ซึ่งถือเป็นตัวแทนของภาคเอกชนไทย ในการสื่อสาร และให้ความเห็นแก่รัฐบาล และหน่วยงานของรัฐ ในมิติต่างๆ อาทิเช่น เศรษฐกิจ การลงทุน การส่งออก พลังงาน ภาษี ค่าแรง โครงสร้างพื้นฐาน และสถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อให้รัฐบาลได้นำไปพิจารณาหามาตรการในการแก้ไข และปรับปรุง
✅จากผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 49 ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประจำเดือนมีนาคม 2569 พบว่า ผู้ประกอบการจำนวนถึง 55.5% ระบุว่า ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่น มีสัดส่วนสูงกว่า 20% ของต้นทุนการดำเนินธุรกิจทั้งหมด ขณะที่อีก 29.9% ระบุว่า ค่าใช้จ่ายดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนราว 11-20% ของต้นทุนการดำเนินธุรกิจทั้งหมดเช่นกัน สถานการณ์ที่ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้กับการทุจริตคอร์รัปชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การล็อคสเป็ค การฮั้วประมูล การเรียกรับผลประโยชน์จากใบอนุญาต การใช้ช่องว่างทางกฎหมายมาข่มขู่ การขอเงินไปวิ่งเต้นซื้อตำแหน่ง ฯลฯ นั้นเป็นภาระด้านต้นทุนที่สูงมากของผู้ประกอบการธุรกิจในประเทศไทย เมื่อผู้ประกอบการไทย ต้องแบกค่าใช้จ่ายของขบวนการสามานย์เหล่านี้ไว้ในระดับที่สูง แล้วธุรกิจไทยจะไปมีประสิทธิภาพด้านต้นทุนที่จะไปแข่งขันกับผู้ประกอบการจากประเทศอื่นได้อย่างไร
✅กกร. ซึ่งถือเป็น “กระบอกเสียงสำคัญ” ของภาคเอกชนไทย จึงได้สำรวจความคิดเห็นจากผู้บริหาร และตัวแทนภาคธุรกิจเพิ่มเติมในประเด็นการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยมีกลุ่มตัวอย่าง 401 ราย ทั่วประเทศ โดยสำรวจระหว่างวันที่ 26 มีนาคม ถึง 10 เมษายน 2569 และได้มีการเปิดเผยผลการสำรวจ โดยระบุว่าภาคเอกชนต้องจ่ายเงินทอนสูงถึง 15% เพื่อให้ได้มาซึ่งสัญญาจ้างจากหน่วยงานของรัฐ พร้อมกับเปิดเผยข้อมูล มูลค่าสินบนเฉลี่ยต่อครั้ง และจำนวนครั้งที่ภาคเอกชนต้องเสนอสิ่งตอบแทนต่อปี ของหน่วยงานราชการต่างๆ
✅ในกรณีที่หน่วยงานราชการที่ถูกกล่าวถึงในผลการสำรวจ มีข้อสงสัย และต้องการขอคำชี้แจงเกี่ยวกับกระบวนการสำรวจข้อมูล โดยไม่ละเมิดข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสำรวจ เพื่อวัตถุประสงค์ในการแก้ไข ปรับปรุง และปิดช่องว่างในการทำทุจริตคอร์รัปชั่น และการใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อเรียกรับผลประโยชน์ของหน่วยงานของตน ผมเชื่อว่า กกร. พร้อมที่จะให้ความร่วมมืออยู่แล้ว เพราะข้อมูลที่เปิดเผยในครั้งนี้ กกร. ก็บอกชัดอยู่แล้วว่ามาจากการสำรวจจากภาคธุรกิจ ไม่ได้ทึกทักมั่วขึ้นมาเอง
❗แต่ต้องไม่ใช่ท่าทีที่วางอำนาจ และข่มขู่ กกร. ในแบบที่ปรากฏเป็นข่าว เพราะท่าทีที่ข่มขู่ กกร. เป็นการสะท้อนว่า รัฐกำลังวางอำนาจบาตรใหญ่ข่มขู่ภาคธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการลงทุนในประเทศ และการตัดสินใจลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ
❗แทนที่กรมควบคุมมลพิษ จะกลับไปพิจารณาว่า กระบวนการต่างๆ ภายในกรมของตนเอง นั้นมีกระบวนการไหนที่อาจะมีช่องว่างให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น อาทิเช่น
📍การปฏิบัติหน้าที่ของกรมควบคุมมลพิษ มีกระบวนการใดที่เจ้าหน้าที่สามารถใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจได้บ้าง
📍การสุ่มเก็บตัวอย่าง น้ำ อากาศ และของเสีย ต่างๆ นั้นมีความโปร่งใส และเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์หรือไม่
📍การอนุมัติ และการรับรองเอกสารที่ออกโดยกรมควบคุมมลพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือเสนอความคิดเห็นในการดำเนินการ การประเมินความเสียหาย ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจของกรมโรงงานอุตสาหกรรม และการดำเนินคดีในชั้นศาลระหว่างโรงงาน กับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ นั้นมีความโปร่งใสเพียงพอหรือไม่
📍การจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานตนเอง ว่าราคาที่ชนะการประกวดราคา นั้นมีส่วนต่างจากราคากลาง อย่างสมเหตุสมผลหรือไม่
❗กรมควบคุมมลพิษ กลับแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวต่อ กกร. และที่น่าผิดหวังอย่างมาก ก็คือ การที่นาย #สุชาติ_ชมกลิ่น ในฐานะ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมายอมรับว่าตนเป็นคนสั่งการให้อธิบดีกรมควบคุมมลพิษออกมาตอบโต้ด้วยท่าทีเช่นนั้น พร้อมกับขู่สำทับอีกด้วยว่าจะฟ้องร้อง หรือใช้กระบวนการทางศาลต่อ กกร. ซึ่งเป็นตัวแทนของภาคเอกชน ที่มีที่มาจากสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทย
❗ที่น่าผิดหวังไปกว่านายสุชาติ ก็คือ นาย #อนุทิน_ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า "หากกล้าบอกว่าใครทำผิด ก็ต้องพร้อมถูกฟ้องกลับ" ซึ่งเป็นแนวคิดที่เป็นปรปักษ์ต่อการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างมาก อารยประเทศต่างๆ เขามีแต่จะปกป้องผู้ที่ออกมาเปิดโปง หรือให้เบาะแสเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือที่เรียกว่า Whistleblower Protection ซึ่งใน มาตรา 131-135 ของ พ.ร.บ. ป.ป.ช. ก็มีการระบุเอาไว้ แต่คนที่เป็นถึงระดับนายกรัฐมนตรี กลับไม่ได้ตระหนักถึงแนวคิดสำคัญนี้เลย น่าผิดหวังจริงๆ
❗ผมต้องขออนุญาตแนะนำนายสุชาติ และนายอนุทินว่า ในหลายประเทศที่เป็นประชาธิปไตย เขามีหลักการที่เรียกว่า Derbyshire Principle คือ หน่วยงานของรัฐจะต้องระลึกอยู่เสมอว่าไม่ควรฟ้องร้องประชาชนในข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นการปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจของรัฐ และถ้าประเทศไหนที่ปล่อยให้หน่วยงานรัฐ ที่ใช้เงินภาษีของประชาชน ไปฟ้องร้องประชาชน หรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน ก็จะทำให้ประเทศตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัว และเป็นอุปสรรคอย่างมากในการถ่วงดุล และตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ และการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาล
❗ศาลสูงของประเทศสหรัฐอเมริกา ก็มีการวางหลักการสำคัญเอาไว้เช่นกันว่า เจ้าหน้าที่รัฐจะชนะคดีหมิ่นประมาทที่ บุคคลใดพูดถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ต่อเมื่อสามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า ผู้พูดรู้อยู่ก่อนแล้วว่าข้อมูลที่พูดนั้นเป็นเท็จ หรือเลินเล่ออย่างร้ายแรงในการตรวจสอบเท่านั้น (Actual Malice)
❗ผมอยากจะแนะนำนายสุชาติว่า แนวคิดของนายสุชาติในฐานะที่เป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เป็นไปในทำนองว่าจะใช้กระบวนการทางศาลฟ้องร้องต่อ กกร. นั้นเป็นการบ่อนทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรมอย่างร้ายแรง และขอให้นายสุชาติ ได้กลับไปทบทวน และพิจารณาตนเองเสียใหม่
❗และต้องฝากถึงนายอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีด้วยว่า หากมีความจริงใจที่จะแก้ไขการทุจริตคอร์รัปชั่นจริง ก็ควรเร่งตราพระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา 130 ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช. เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินตามมาตรา 42 มาตรา 103 และมาตรา 158 แต่ด้วยการใช้ดุลพินิจตามอำนาจหน้าที่ของตน นั้นสุ่มเสี่ยงต่อกา่เรียกรับผลประโยชน์ มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินต่อหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐที่ตนสังกัดหรือปฏิบัติงานอยู่
❗และขอให้รัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ. 2 ฉบับ ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เคยยกร่างเอาไว้ ได้แก่ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม และ พ.ร.บ. การติดตามทรัพย์สินของรัฐคืนจากการเอาไปโดยทุจริต ซึ่งเรื่องนี้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ อดีตเลขาคณะกรรมการกฤษฎีกา รู้เป็นอย่างดี
🙏สุดท้ายนี้ ผมขอให้กำลังใจ และพร้อมยืนเคียงข้างกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทย รวมทั้งหน่วยงานทุกหน่วยงานที่อุทิศตนในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่ว่าจะเป็น แนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชั่นของภาคเอกชนไทย หรือ CAC และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น หรือ ACT ผมยินดีอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนการทำงาน และช่วยงานทุกอย่างของพวกท่าน เพื่อกำจัดภัยคอร์รัปชั่นให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทยครับ

6/5/69 เข้ารับการผ่าต้อกระจกข้างขวาที่คลีนิคตารพ.สงขลาเกาะยอ จึงของดลงพื้นที่ช่วงแรกนี้ 2-3 วัน เพื่อปรับสภาพตาและต้องสว...
07/05/2026

6/5/69 เข้ารับการผ่าต้อกระจกข้างขวาที่คลีนิคตารพ.สงขลาเกาะยอ จึงของดลงพื้นที่ช่วงแรกนี้ 2-3 วัน เพื่อปรับสภาพตาและต้องสวมแว่วกรองแสงตลอดเป็นระยะเวลา1เดือน
#ทนายป๋อม
#สุจริตชนคนทำงาน
#พรรคประชาชนสงขลา

28/04/2026

[‘ การตายอย่างโดดเดี่ยว’ ปล่อยให้จากไปโดยไม่มีใครรับรู้ คือความล้มเหลวของระบบดูแลผู้สูงอายุ ]

“การตายอย่างโดดเดี่ยว” คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่กำลังขยายตัวในสังคมผู้สูงอายุ และกำลังกลายเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ด้านคุณภาพชีวิตของประชาชน เพราะมันไม่ได้สะท้อนแค่ “การเสียชีวิต” แต่สะท้อนว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่ใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายโดยขาดการเชื่อมโยงกับสังคมอย่างสิ้นเชิง
ตัวเลขจากประเทศญี่ปุ่น ในปี 2025 ที่มีผู้เสียชีวิตลำพังในบ้านมากกว่า 76,000 ราย และนี่คือสัญญาณเตือนของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ มากไปกว่านั้น สิ่งที่น่ากังลคือข้อเท็จจริงที่ว่ามีคนจำนวนมาก “จากไปโดยไม่มีใครรู้ในทันที” บางรายต้องใช้เวลาหลายวัน หลายสัปดาห์ หรือเป็นเดือนกว่าจะถูกพบ
การตายอย่างโดดเดี่ยวเกิดจากหลายปัจจัยที่ซ้อนทับกัน ทั้งโครงสร้างประชากรที่แก่ตัวลง ครอบครัวขนาดเล็กลง การใช้ชีวิตคนเดียวที่เพิ่มขึ้น และความสัมพันธ์ในชุมชนที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่อาจสูญเสียคู่ชีวิต ไม่มีลูกหลานอยู่ใกล้ หรือหลุดออกจากระบบสังคมและเศรษฐกิจไปแล้ว ความโดดเดี่ยวจึงไม่ใช่แค่ “การอยู่คนเดียว” แต่คือ “การไม่มีใครรับรู้การมีอยู่ของเราในชีวิตประจำวัน”
สิ่งที่ต้องเน้นย้ำคือ ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในช่วงท้ายของชีวิต แต่เริ่มสะสมมาตั้งแต่ช่วงที่ผู้สูงอายุเริ่มแยกตัวออกจากสังคม ไม่มีงาน ไม่มีบทบาท ไม่มีพื้นที่ให้มีปฏิสัมพันธ์ และค่อยๆ ถูกมองไม่เห็น จนในที่สุดเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือเสียชีวิต ก็ไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติ นี่คือช่องว่างของระบบที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
สำหรับประเทศไทย เราไม่สามารถรอให้ปัญหานี้เกิดขึ้นในระดับเดียวกับญี่ปุ่นแล้วค่อยแก้ เพราะโครงสร้างประชากรของเรากำลังเปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกัน จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ครัวเรือนเดี่ยวเพิ่มขึ้น และความสัมพันธ์ในชุมชนเมืองเริ่มลดลง นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่า หากไม่มีการเตรียมระบบรองรับ ปัญหาการตายอย่างโดดเดี่ยวจะเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การรับมือกับปัญหานี้ต้องเริ่มจากการ “มองเห็น” และ “ยอมรับ” ว่าความโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุเป็นปัญหาสาธารณะ ต้องมีระบบฐานข้อมูลที่สามารถระบุได้ว่ามีผู้สูงอายุคนใดอาศัยอยู่ลำพัง มีการติดตามอย่างสม่ำเสมอ มีระบบเยี่ยมบ้านที่เข้าถึงจริง ต้องมีการใช้เทคโนโลยี เช่น อุปกรณ์แจ้งเตือนฉุกเฉิน หรือระบบติดตามความเคลื่อนไหว เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที
ขณะเดียวกัน การสร้าง “ความสัมพันธ์ทางสังคม” เป็นหัวใจสำคัญที่ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยเทคโนโลยี ต้องทำให้ชุมชนกลับมาเป็นพื้นที่ที่คนรู้จักกัน ใส่ใจกัน และสามารถสังเกตความผิดปกติของกันและกันได้ ต้องมีพื้นที่ให้ผู้สูงอายุมีบทบาท มีส่วนร่วม และรู้สึกว่าตนเองยังเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ไม่ใช่คนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ในมุมมองของผม การตายอย่างโดดเดี่ยวคือหนึ่งในตัวชี้วัดที่ชัดที่สุดของ “คุณภาพสังคม” เพราะมันสะท้อนว่า เราดูแลคนที่เปราะบางที่สุดได้ดีแค่ไหน หากยังมีคนจำนวนมากต้องจากไปโดยไม่มีใครรับรู้ นั่นหมายความว่าโครงสร้างของเรายังมีช่องว่างขนาดใหญ่
ประเทศไทยยังมีโอกาสเรียนรู้จากบทเรียนของประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุก่อนเรา เราต้องไม่ปล่อยให้ตัวเลขแบบเดียวกันเกิดขึ้นในประเทศของเราโดยไม่มีการเตรียมการ เพราะนี่แต่คืออนาคตของคนทั้งประเทศ เราต้องสร้างระบบที่ทำให้ทุกชีวิตมีคุณค่า ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย และทำให้มั่นใจว่า ไม่มีใครถูกปล่อยให้อยู่ลำพังในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของชีวิต

ขอขอบคุณข้อมูล : https://theopener.co.th/2026/04/20/ญี่ปุ่นมีผู้เสียชีวิตลำพังในบ้านมากกว่า7หมื่นราย

28/04/2026
 #เขาน้อยขาดการดูแลและพัฒนา #ฟ้องด้วยภาพ #เทศบาลนครสงขลาเขาน้อยคือจุดชมวิวที่สวยที่สุดจุดหนึ่งของนครสงขลาบัดนี้ตามภาพจะเ...
28/04/2026

#เขาน้อยขาดการดูแลและพัฒนา
#ฟ้องด้วยภาพ
#เทศบาลนครสงขลา
เขาน้อยคือจุดชมวิวที่สวยที่สุดจุดหนึ่งของนครสงขลา
บัดนี้ตามภาพจะเห็นขยะเต็มไปหมดไม่มีการดูแลปริมาณขยะมีตลอดริมถนนและในป่าจากสภาพคาดการได้ว่าเป็นขยะที่สะสมมานานมาก
#ทนายป๋อม
#สุจริตชนคนทำงาน
#พรรคประชาชนสงขลา

27/4/69 ทนายป๋อมได้ลงพื้นที่รพ.สงขลา(เกาะยอ)เพื่อสอบถามข้อมูล2 ประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชน1.ติดตามการสร้างตึกอาคา...
27/04/2026

27/4/69 ทนายป๋อมได้ลงพื้นที่รพ.สงขลา(เกาะยอ)เพื่อสอบถามข้อมูล
2 ประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชน
1.ติดตามการสร้างตึกอาคารใหม่9ชั้นที่มีผู้รับเหมาบริษัทเดียวกับตึกสตง.ที่ปัจจุบันได้หยุดการก่อสร้างไปเนื่องจากผู้รับเหมาผิดสัญญาก่อสร้างหลังจากระยะเวลาก่อสร้างได้สิ้นสุดลงการก่อสร้างก็ยังไม่แล้วเสร็จโดยต้องชำระค่าปรับพร้อมกับการต้องรีบดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จโดยด่วน เมื่อค่าปรับมีจำนวนสูงถึงจำนวนที่สัญญาก่อสร้างกำหนดไว้ทางรพ.จึงต้องดำเนินการยกเลิกสัญญาและเร่งดำเนินการหาผู้รับเหมารายใหม่ซึ่งตามระเบียบขั้นตอนอาจต้องใช้เวลาประมาณ2ถึง3ปีหรือนานกว่านั้น
ส่วนกรณีที่ประชาชนกังวลเรื่องเครนที่ใช้ในการก่อสร้างจะหล่นลงมาทำอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินประชาชนทางรพ.ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้รับเหมานำเครนดังกล่าวลงมาถึง2ครั้งแต่ผู้รับเหมายังไม่ปฏิบัติแต่อย่างใดขณะนี้แนวทางต่อไปจึงต้องดำเนินการขออนุมัติตามขั้นตอนเพื่อนำเครนดังกล่าวลงซึ่งคาดว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวจำนวนประมาณ2-3แสนบาท

2.กรณีการให้บริการผู้ใช้บริการต้องมารอเข้าคิวยาวจนออกมาถึงนอกอาคารผู้ใช้บริการต้องยืนตากแดดจำนวนมากเพื่อลงทะเบียนรับใบนำทาง กรณีนี้ได้รับคำชี้แจงว่าแนวทางแก้ปัญหานี้โดยให้ผู้ใช้บริการเข้าไปตามแผนกที่ต้องการพบแพทย์และจะนำเครื่องลงทะเบียนรับใบนำทางไปบริการตามแผนกต่างๆไม่ต้องมาต่อคิวข้างหน้า ซึ่งคาดว่าจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการสั่งเครื่องรับลงทะเบียนเพิ่มให้เพียงต่อการใช้บริการ
#ทนายป๋อม
#สุจริตชนคนทำงาน
#พรรคประชาชนสงขลา

https://www.facebook.com/share/p/1C1LARiSsV/
25/04/2026

https://www.facebook.com/share/p/1C1LARiSsV/

ทำไม สงขลา ถึงเสียแชมป์มูลค่าเศรษฐกิจสูงสุด ของภาคใต้ /โดย ลงทุนแมน
Why Songkhla Lost Its Crown as the Southern Economic Leader /By Longtunman
(The English version is below.)

รู้ไหมว่า จากข้อมูลสภาพัฒน์ เผยว่า ปี 2567 เป็นปีแรก ที่ สงขลาตกมาอยู่อันดับ 3 ของภาคใต้ โดยเสียแชมป์ให้กับทั้งภูเก็ตและสุราษฎร์ธานีพร้อมกัน

หากลองดูตัวเลข GPP ของทั้ง 3 จังหวัด ปี 2539

- สงขลา มี GPP อยู่ที่ 88,302 ล้านบาท
- สุราษฎร์ธานี มี GPP อยู่ที่ 55,381 ล้านบาท
- ภูเก็ต มี GPP อยู่ที่ 30,832 ล้านบาท

เห็นได้ชัดว่า ภาพเมื่อ 30 ปีก่อน สงขลายังคงเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้

แต่มาตอนนี้ ในปี 2567 ภาพนั้นกลับเปลี่ยนไป..

- ภูเก็ต มี GPP อยู่ที่ 272,395 ล้านบาท
- สุราษฎร์ธานี มี GPP อยู่ที่ 272,251 ล้านบาท
- สงขลา มี GPP อยู่ที่ 268,679 ล้านบาท

แม้ว่าตัวเลข GPP ของสงขลาโดนแซงเพียงเล็กน้อย
แต่น่าจะเป็นสิ่งที่สะท้อนได้ว่า ศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ ได้เปลี่ยนจากภาคใต้ตอนล่างมาเป็นตอนบน

อย่างจังหวัดภูเก็ต ที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างมากจากการท่องเที่ยว โดยเฉพาะหลังโควิด-19 ที่ผ่านมา ที่การเติบโตยิ่งเร่งตัวมากขึ้นไปอีก
และสุราษฎร์ธานีที่มีเศรษฐกิจผสมผสานทั้งเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ที่แข็งแกร่ง

จนเป็นส่วนสำคัญให้ GPP แซงหน้าสงขลาได้ในที่สุด

แต่หากลองมองในมุมของสงขลาเอง..
ย้อนไปในอดีตนั้น อำเภอหาดใหญ่ เป็นเมืองที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด รวมถึงภาคใต้มาอย่างยาวนาน

ด้วยทำเลที่ตั้งที่เป็นชุมทางรถไฟสายสำคัญเชื่อมต่อกับประเทศมาเลเซีย ทำให้ตัวเมืองหาดใหญ่กลายเป็นเมืองการค้า และเป็นฮับขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ

เมื่อเศรษฐกิจและการค้าภายในตัวเมืองหาดใหญ่ เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้รัฐบาลได้วางยุทธศาสตร์ในการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้

โดยให้อำเภอหาดใหญ่ เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญ มาตั้งแต่ปี 2507 ไม่ว่าจะเป็น

- ศูนย์กลางทางการเงิน อย่างการตั้งสำนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย ที่หาดใหญ่ ให้เป็น 1 ใน 3 สาขาธนาคารแห่งประเทศไทยในระดับภูมิภาค เช่นเดียวกับสาขาขอนแก่นและเชียงใหม่

- การพัฒนาการศึกษา โดยสร้างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่เป็นวิทยาเขตหลัก
และเป็นสถาบันอุดมศึกษาอันดับหนึ่งของภูมิภาค

เทียบเท่ากับมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในภาคเหนือ

ทั้งการผลักดันด้านการเงินและการศึกษา ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า สิ่งที่รัฐบาลได้ทำนั้นประสบความสำเร็จหาดใหญ่กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ในช่วงหนึ่ง

แต่ในช่วงหลัง กลับเจอปัญหาหนึ่งอย่างคือ คนในพื้นที่หนีออกไปทำงานที่ต่างจังหวัดกันมาก

ถึงแม้ว่า สงขลา จะมีศักยภาพสูง โดยเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยดัง อย่างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่สามารถผลิตคนเก่ง ๆ ให้เข้าสู่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากมาย

แต่ธุรกิจภายในสงขลาหรือตัวอำเภอหาดใหญ่ส่วนมากนั้น ก็จะเน้นโมเดลธุรกิจครอบครัว ที่ทำมาค้าขายแบบดั้งเดิม

หรือพูดอีกอย่างก็คือ ธุรกิจในสงขลาที่อยู่ในรูปแบบบริษัท หรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่นั้น มีจำนวนน้อย และไม่เพียงพอในการรองรับให้เด็กจบใหม่เข้ามาทำงาน

ถึงแม้ว่าในสงขลาเอง จะมีนิคมอุตสาหกรรมถึง 2 แห่ง คือนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ ที่ตั้งอยู่ในอำเภอหาดใหญ่ และนิคมอุตสาหกรรมสงขลา ที่อยู่ในพื้นที่อำเภอสะเดา ใกล้กับชายแดนมาเลเซีย

แต่ภายในนิคมอุตสาหกรรมเหล่านี้ ก็ยังมีโรงงานเข้าไปตั้งฐานการผลิตได้ไม่มาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมีแค่โรงงานอุตสาหกรรมเบา อย่างโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตร อย่างปาล์มน้ำมัน หรือยางพาราเท่านั้น

จากภาพรวมธุรกิจท้องถิ่นทั้งหมด ทำให้ภาพของ GPP ต่อหัวของสงขลา ปี 2567 มีอยู่เพียง 156,755 บาท

ซึ่งตัวเลขนี้ ก็ยังคงแพ้จังหวัดที่เป็นเมืองรอง แต่เป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมหนัก อย่างจังหวัดลำพูน ซึ่งอยู่ที่ 244,960 บาท หรือจังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งอยู่ที่ 166,945 บาท

เมื่อสงขลา ไม่ได้มีจุดเด่นในด้านอุตสาหกรรมหนัก หรือธุรกิจขนาดใหญ่ ก็ทำให้เด็กจบใหม่จำนวนไม่น้อย
ไปหางานทำในนิคมอุตสาหกรรมในภาคกลางหรือภาคตะวันออก หรือตามบริษัทขนาดใหญ่ในกรุงเทพมหานคร

รวมไปถึง แหล่งงานในพื้นที่ภาคใต้ ที่อยู่ใกล้จังหวัดสงขลา ก็คืองานด้านการท่องเที่ยว การบริการ และการโรงแรม

ซึ่งงานด้านนี้ มักกระจุกตัวอยู่ในจังหวัด ที่ครองตำแหน่งด้านการเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง อย่างจังหวัดภูเก็ต และสุราษฎร์ธานีนั่นเอง

อีกเหตุผลหนึ่งคือ สงขลา เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่นักธุรกิจ หรือนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์อย่างโครงการหมู่บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม หรือโครงการมิกซ์ยูส มักจะมองข้ามไป

เนื่องจากความเสี่ยงด้านกายภาพของพื้นที่ของสงขลา โดยเฉพาะในตัวอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ และมีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมสูงอย่างฉับพลัน

โดยจังหวัดสงขลา ได้ผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่มาแล้วถึง 3 ครั้งด้วยกัน ได้แก่ ปี 2543, ปี 2553 และปี 2568

แม้จะมีเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่มาแล้วหลายครั้ง แต่ในตอนนี้ ก็ยังไม่มีการแก้ปัญหาน้ำท่วมเชิงป้องกัน ภายในพื้นที่แอ่งกระทะอย่างในตัวอำเภอเมืองสงขลา และอำเภอหาดใหญ่กันอย่างจริงจัง

เมื่อเป็นแบบนี้ จึงทำให้กลุ่มทุนจากส่วนกลาง อย่างโครงการอสังหาริมทรัพย์ ห้าง ศูนย์การค้า และโรงพยาบาลต่าง ๆ ได้มองเห็นถึงความเสี่ยง

เพราะหากมาลงทุนในโปรเจกต์ขนาดใหญ่ ที่อำเภอหาดใหญ่ ก็จะเกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ทำให้อาคาร วัสดุ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ในโครงการเกิดความเสียหาย รวมถึงเศรษฐกิจสะดุดตัวลง

จึงทำให้เวลาที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ เลือกที่จะลงทุนในภาคใต้ ก็มักจะเลือกจังหวัดที่มีศักยภาพ มีกำลังซื้อสูง และมีความพร้อมในเชิงกายภาพมากกว่า

ถึงแม้ว่าจังหวัดสงขลา จะเสียแชมป์ทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดภูเก็ต

แต่จังหวัดสงขลา ก็ยังคงมีศักยภาพที่เหลืออยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น

ด้านการคมนาคม อย่างการเป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ ที่ยังมีจำนวนผู้ใช้บริการมากเป็นอันดับ 5 ของประเทศ

และเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ ที่มีรถไฟทั้งจากกรุงเทพมหานคร และจากด่านปาดังเบซาร์ วิ่งตรงมาถึงที่นี่

อีกเรื่องหนึ่งคือ ศักยภาพด้านการท่องเที่ยว
โดยจังหวัดสงขลา เป็นจังหวัดที่สามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมากถึง 11,540.4 ล้านบาท
ซึ่งมากเป็นอันดับ 10 ของประเทศ

โดยรายได้จากนักท่องเที่ยว ก็มาจากทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวมาเลเซีย

ด้วยศักยภาพทั้งด้านการค้า การคมนาคม และการท่องเที่ยว ทำให้จังหวัดสงขลา ยังคงเป็นจังหวัดที่มีขุมพลังทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

ถ้าหากจังหวัดสงขลา สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ ที่เกิดขึ้นซ้ำซาก รวมถึงส่งเสริมให้เศรษฐกิจภายในจังหวัด มีธุรกิจขนาดใหญ่เข้ามาจดทะเบียน
และมีอุตสาหกรรมหนักเข้ามาลงทุนในพื้นที่มากขึ้น

ก็น่าจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องสมองไหล ที่คนรุ่นใหม่อยากจะย้ายออก ให้กลับเข้ามาพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดสงขลา เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโต และกลายเป็นเบอร์ 1 เศรษฐกิจของภาคใต้ได้อีกครั้ง..
___________

Did you know that according to data from the National Economic and Social Development Council (NESDC), 2024 marks the first time Songkhla has dropped to third place in the South? The province officially lost its long-standing title as the region's largest economy (GPP) to both Phuket and Surat Thani simultaneously.

If we look back at the GPP figures for these three provinces in 1996:

Songkhla: 88,302 million Baht

Surat Thani: 55,381 million Baht

Phuket: 30,832 million Baht

It is clear that 30 years ago, Songkhla was the undisputed economic center of Southern Thailand.

However, in 2024, the landscape has completely shifted:

Phuket: 272,395 million Baht

Surat Thani: 272,251 million Baht

Songkhla: 268,679 million Baht

Although Songkhla was overtaken by only a small margin, this reflects a significant shift in the South's economic core from the "Lower South" to the "Upper South."

Phuket's economy is currently booming due to tourism, especially with accelerated growth following the COVID-19 pandemic. Meanwhile, Surat Thani boasts a robust, diversified economy that blends agriculture, industry, and high-value tourism. These factors combined have finally allowed both provinces to surpass Songkhla.

Looking back at Songkhla’s history, Hat Yai district has long been the primary driver for the province and the entire Southern region. Its strategic location as a major railway junction connecting to Malaysia transformed Hat Yai into a commercial hub and an international logistics center.

As Hat Yai’s trade grew rapidly, the government implemented a development strategy for the South, designating Hat Yai as a key economic hub since 1964. This included:

A Financial Hub: Establishing a regional branch of the Bank of Thailand in Hat Yai, making it one of only three regional branches alongside Khon Kaen and Chiang Mai.

Educational Development: Establishing Prince of Songkla University (PSU), Hat Yai Campus, as the main campus and the region's top-tier institution, comparable to Khon Kaen University in the Northeast and Chiang Mai University in the North.

These financial and educational initiatives proved successful, and for a long period, Hat Yai served as the true heart of the Southern economy.

However, in recent years, a major issue has emerged: a "brain drain" where locals are leaving to work in other provinces.

Despite Songkhla’s high potential and the presence of PSU—which produces highly skilled graduates—most local businesses in Hat Yai still follow a traditional "family business" model. In other words, there are too few large corporations or modern industrial firms to provide sufficient career opportunities for new graduates.

While Songkhla hosts two industrial estates—the Southern Industrial Estate in Hat Yai and the Songkhla Industrial Estate in Sadao—they have yet to attract a high volume of factories. Most existing operations are "light industries," limited to processing agricultural products like palm oil and rubber.

Consequently, Songkhla’s GPP per capita in 2024 stands at only 156,755 Baht. This figure trails behind secondary provinces that host heavy industries, such as Lamphun (244,960 Baht) and Kamphaeng Phet (166,945 Baht).

Without a strong presence of heavy industry or large-scale corporate headquarters, many graduates move to industrial estates in the Central and Eastern regions or join major firms in Bangkok. Others seek opportunities in the Southern tourism and hospitality sectors, which are heavily concentrated in high-value destinations like Phuket and Surat Thani.

Another factor is that real estate developers and investors—whether for housing, condos, or mixed-use projects—often overlook Songkhla. This is due to geographical risks, particularly in Hat Yai, which is shaped like a "basin" and faces a high risk of sudden, severe flash floods.

Songkhla has already endured three major floods: in 2000, 2010, and most recently in 2025. Despite these recurring disasters, there has yet to be a serious, large-scale implementation of preventive flood management for these basin areas.

This risk deters central capital groups from investing in major projects like shopping malls or hospitals. If they invest in Hat Yai and a major flood occurs, the damage to buildings and equipment is immense, and the local economy grinds to a halt. Consequently, when major investors look to the South, they prioritize provinces with higher purchasing power and better physical readiness.

Even though Songkhla has lost its economic lead to Surat Thani and Phuket, it still possesses significant strengths. In terms of transportation, Hat Yai International Airport remains the 5th busiest in the country, and Hat Yai Junction is a vital railway hub connecting Bangkok to the Padang Besar border.

Additionally, Songkhla is a tourism powerhouse, generating approximately 11,540 million Baht in revenue, ranking 10th nationally. This income is driven by both Thai and foreign visitors, particularly Malaysians.

With its strengths in trade, transportation, and tourism, Songkhla remains an economic engine with strong core potential.

If the province can effectively solve its recurring flood problems and attract large-scale corporate and heavy industrial investments, it could reverse the "brain drain." By encouraging the younger generation to stay and develop their hometown, Songkhla could once again rise to become the number one economic hub of the South.

23/4/69ลงพื้นที่ บ่อขยะเกาะแต้วที่ไฟไหม้เช้านี้ได้พูดคุยกับนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบล เกาะแต้ว ปัจจุบันมีหน่วยงานจังหวัด อบจ...
23/04/2026

23/4/69
ลงพื้นที่ บ่อขยะเกาะแต้วที่ไฟไหม้เช้านี้ได้พูดคุยกับนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบล เกาะแต้ว ปัจจุบันมีหน่วยงานจังหวัด อบจ และเทศบาลข้างเคียง และ ปภ.จังหวัดสงขลา ระดมดับไฟเต็มกำลังความสามารถ
เนื่องจากกองขยะมีบริเวณกว้างมากพรรคประชาชนจึงได้ประสานฐานทัพเรือภาคที่ 2 ในการขอให้ช่วยนำโดรนจับหาความร้อนซึ่งสามารถบินตรวจสอบได้ว่าในกองขยะดังกล่าวตรงไหนที่ข้างล่างยังเป็นจุดที่มีการรุกไหม้อยู่อันนำไปสู่การดับไฟที่ตรงจุดและหากยังไม่สามารถดับไฟดังกล่าวได้โดยเร็วทางนายกเทศบาลตำบลเกาะแต้วได้หารือนายกอบจ.ว่าขอการทำฝนเทียมในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
#ทนายป๋อม
#สุจริตชนคนทำงาน
#พรรคประชาชนสงขลา
#บ่อขยะเทศบาลตำบลเกาะแต้ว
#ปัญหาประชาชนต้องรีบแก้ไข

23/04/2026

ที่อยู่

ราชดำเนิน
Songkhla
90000

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สักกพันธุ์ อนันต์พงค์ - Sakkaphan Anantapongseผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์