02/06/2026
ปลัดคลัง เผย ครม. เห็นชอบปรับเกณฑ์ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" คัดกรอง 13.8 ล้านสิทธิ์เดิมใหม่ทั้งหมด
ปลัดคลัง เผย ครม. เห็นชอบปรับเกณฑ์ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" คัดกรอง 13.8 ล้านสิทธิ์เดิมใหม่ทั้งหมด เปลี่ยนจากเกณฑ์รายได้ครอบครัว เป็น "รายบุคคล" ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี พร้อมเพิ่มเงื่อนไขสกัดกลุ่มคนรวยแต่แฝงสิทธิ์ ลั่นหากเข้าข่ายข้อเดียว "ตัดสิทธิ์ทันที" ย้ำผู้ถือบัตรเดิมต้องยืนยันตัวตนภายใน 4 - 21 มิถุนายนนี้
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบทบทวนเกณฑ์ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ใหม่ เพื่อให้ข้อมูลเป็นปัจจุบันมากขึ้น หลังฐานข้อมูลเดิมใช้มาตั้งแต่ปี 2565–2566 ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 13.8 ล้านสิทธิ์ โดยเชื่อว่าเกณฑ์ใหม่จะช่วยคัดกรองผู้มีรายได้น้อยได้แม่นยำขึ้น พร้อมยอมรับว่ายังมีประชาชนบางส่วนที่เข้าไม่ถึงสิทธิ์ ซึ่งจะใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่ “เก็บตก” เพิ่มเติม
จุดเปลี่ยนสำคัญของเกณฑ์ใหม่ยังคงกำหนดให้ผู้มีสิทธิเป็นผู้มีสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป แต่จะเปลี่ยนจากการปรับจาก “เกณฑ์รายได้ครอบครัว” มาเป็น “รายบุคคล” กำหนดรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี เพื่อให้สะท้อนสถานะของแต่ละคนชัดเจนขึ้น
ขณะเดียวกัน มีการเพิ่ม “กลุ่มต้องห้าม” หรือผู้ถูกตัดสิทธิ์ ได้แก่
• ผู้ถือหุ้น หรือมีบัญชีตราสารหนี้
• ผู้จ่ายเบี้ยประกันชีวิตเกิน 12,000 บาทต่อปี (เฉพาะที่จ่ายเอง)
• ผู้ใช้สิทธิ์ลดหย่อนเลี้ยงดูบิดามารดา
• นักเรียน นักศึกษา
• กรรมการบริษัทหรือนิติบุคคล
นอกจากนี้ ยังเพิ่มเงื่อนไขด้านทรัพย์สินและพฤติกรรมทางการเงิน เช่น
• ห้ามถือครองรถยนต์ (ยกเว้นใช้ประกอบอาชีพ/เกษตร)
• รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ (บิ๊กไบค์) ไม่ได้รับสิทธิ์
• ผู้มีบัตรเครดิตจะถูกตัดสิทธิ์
• วงเงินสินเชื่อรวมทุกบัญชีต้องไม่เกิน 100,000 บาท
ปลัดกระทรวงการคลังย้ำว่า เข้าเงื่อนไขตัดสิทธิ์เพียงข้อเดียว จะถูกปัดตกทันที โดยใช้ข้อมูลย้อนหลังเดือนพฤษภาคมในการตรวจสอบ และคาดว่าจำนวนผู้ถือบัตรจะลดลงจากเดิมกว่า 13 ล้านสิทธิ
โดยไทม์ไลน์การทบทวนสิทธิ์ มีดังนี้
• 4 มิ.ย. – 21 มิ.ย. : ผู้ถือบัตรเดิมต้องยืนยันตัวตน
• ประมาณ 30 วันหลังเริ่มตรวจสอบ : ทราบผลคัดกรองเบื้องต้น
• คาดประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์ : 17 ก.ค.
• เปิดอุทธรณ์ : ภายในสิ้นเดือน ก.ค.
• ยื่นเอกสารเพิ่มเติมได้ถึง : 17 ส.ค.
ขณะที่ช่องทางยืนยันตัวตน มี 5 ช่องทาง
1. แอป “เป๋าตัง”
2. แอป “ทางรัฐ”
3. เว็บไซต์โครงการ
4. ตู้ ATM ธนาคารกรุงไทย
5. ธนาคารของรัฐ 5 แห่ง ได้แก่ ธ.ก.ส., ออมสิน, กรุงไทย, ธอส. และธนาคารอิสลามฯ
สำหรับ “ผู้มีสิทธิ์ใหม่” ยังไม่ต้องดำเนินการใดๆ ในขณะนี้ โดยกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะใช้ฐานข้อมูลในพื้นที่สำรวจและคัดกรองกลุ่มเปราะบางหรือผู้ตกหล่น ก่อนส่งรายชื่อให้กระทรวงการคลังตรวจสอบตามเกณฑ์เดียวกัน กระบวนการต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2569
ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงการคลังยืนยันว่า การปรับเกณฑ์ครั้งนี้ ไม่กระทบผู้มีรายได้น้อยตัวจริง แต่มีเป้าหมายหลักเพื่อคัดกรองผู้ที่ไม่เข้าเกณฑ์ออกจากระบบ และจะมีการตรวจสอบข้อมูลอย่างสม่ำเสมอมากขึ้นในอนาคต โดยเปิดโอกาสให้ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์สามารถอุทธรณ์ได้ตามขั้นตอน
อย่างไรก็ตาม ผลจากการทบทวนเกณฑ์และการตรวจสอบข้อมูลผู้มีสิทธิในครั้งนี้ จะถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการพัฒนาระบบ Negative Income Tax ในอนาคต ซึ่งเป็นแนวทางในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ควบคู่ไปกับการนำผู้มีรายได้เข้าสู่ระบบภาษีอย่างเป็นระบบมากขึ้น