หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานนาวิกโยธิน

หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานนาวิกโยธิน ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานนาวิกโยธิน, หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน, Pong Nam Ron.

18/10/2013

ความเป็นมาของทหารพรานนาวิกโยธิน
หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานนาวิกโยธินกองทัพเรือ ตั้งอยู่ที่ ตำบลโป่งน้ำร้อน อำเภอโป่ง น้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี มีหน้าที่ป้องกันอธิปไตยของชาติบริเวณชายแดนไทย ในพื้นที่จังหวัด จันทบุรี และตราด
ประวัติความเป็นมาในอดีต
เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๘ พระบาทสมเด็จพระจุลตอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งกรม ทหารพรานขึ้นที่จังหวัดราชบุรี และจังหวัดนครราชสีมา เพื่อใช้ปฏิบัติการในพื้นที่ทุรกันดาร ที่ทหารหน่วยอื่นไม่สามารถเข้าไปถึงได้ ต่อมาได้ถูกยุบเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำและการ รุกรานจากต่างชาติได้ยุติลง
พ.ศ.๒๕๒๑ สถานการณ์ด้านชายแดนไทย-กัมพูชา อยู่ในภาวะล่อแหลมต่ออันตรายจาก การบ่อนทำลาย การก่อความไม่สงบของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีผลกระทบต่อความ มั่นคงของชาติทำให้ประชาชนบริเวณแนวชายแดน ได้รับความเดือดร้อนจากภัยคุกคามดัง กล่าวเป็นอย่างมาก รัฐบาลได้ทุ่มเทสรรพกำลังที่มีอยู่เข้าสกัดกั้นเพื่อยุติสถานการณ์ เป็นเหตุ ให้ประสบกับการสูญเสีย อย่างมหาศาลทั้งชีวิตนักรบ ยุทโธปกรณ์ และทรัพย์สินของชาติ แต่ สถานการณ์ยังไม่ยุติ จึงเกิดแนวความคิดที่ว่าควรจะมีกำลังหน่วยหนึ่ง เข้าปฏิบัติงานเสริม กำลังหลัก และกำลังหน่วยนั้นควรจะเป็นกำลังที่จัดจากประชาชนที่มีอุดมการณ์รักชาติ ในท้อง ถิ่นที่มีปัญหาที่ทำให้เกิดเงื่อนไขได้ดีเท่าคนในท้องถิ่น นอกจากนั้นยังมีความชำนาญในพื้นที่ ภูมิประเทศการรบเป็นอย่างดี เข้าทำลายยุติสถานการณ์อันเลวร้ายให้จบสิ้นลงโดยใช้ยุทธวิธีที่ เรียกง่าย ๆ ว่า "เกลือจิ้มเกลือ" โครงการชุดปฏิบัติการรบพิเศษทหารพรานชายแดนไทย-กัมพูชา จึงได้ถือกำเนิดขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๒๑ โดย กองทัพบก ครั้งแรกตั้งขึ้นที่ค่ายรบพิเศษที่ ๙ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมาจำนวน ๘ กองร้อย ทหารพรานนาวิกโยธิน เป็นกองร้อยที่ ๗ และกองร้อยที่ ๘ เข้ามาปฏิบัติการในพื้นที่ จังหวัดจันทบุรี และตราด ปฏิบัติการเป็นหน่วยจรยุทธ์ทำการรบแบบกองโจร เคลื่อนที่ตลอด เวลา ไม่มีที่ตั้งแน่นอนเหมือนปัจจุบันการปฏิบัติการในครั้งนั้นได้ผลเป็นที่ประจักษ์ชัด ต่อสาย ตาพี่น้องประชาชนชาวไทยมาโดยตลอด เมื่อ ๓๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๓ กองทัพบกโอนการ บังคับบัญชาทหารพรานนาวิกโยธิน ให้กองทัพเรือดำเนินการบังคับบัญชาและรับผิดชอบเอง ต่อมากองทัพเรือ ได้มอบหน่วยทหารพราน นาวิกโยธินให้เป็นหน่วยขึ้นตรงกับหน่วยบัญชาการ นาวิกโยธิน กองทัพเรือ และใช้ชื่อว่าหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานนาวิกโยธิน (ฉก.ทพ.นย.) จึง ได้ถือเอาวันที่ ๓๐ กันยายน ของทุกปีเป็นวันสถาปนาหน่วยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ปัจจุบันสถานการณ์การก่อการร้ายภายในประเทศ อันเกิดจากการกระทำของผู้ก่อการร้าย คอมมิวนิสต์เริ่มเบาบางลง หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานนาวิกโยธิน จึงได้รับมอบภารกิจในการ ป้องกันประเทศ วางกำลังป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยของชาติ บริเวณแนวชายแดนในพื้นที่ จังหวัดจันทบุรี และ จังหวัดตราด โดยขึ้นการควบคุมทางยุทธการกับกองบัญชาการป้องกัน ชายแดนจันทบุรี และตราด (กปช.จต.) โดยมี พลเรือโท วัฒนา วงศ์วิเชียร เป็นผู้บัญชาการ กองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด และมีนาวาเอก วิสิฎฐ์ พณิชยกุลเป็นผู้บังคับการหน่วย เฉพาะกิจทหารพรานนาวิกโยธิน
ที่มาของทหารพรานนาวิกโยธิน
กำลังทหารพรานนาวิกโยธินประกอบด้วยกำลังพลประจำการ (เจ้าหน้าที่โครง) และกำลัง อาสาสมัคร
๑.กำลังพลประจำการได้แก่ นายทหารสัญญาบัตร และนายทหารประทวน ที่มาจากหน่วย บัญชาการนาวิกโยธินเป็นส่วนใหญ่และมีบางส่วนมาจากกรมแพทย์ทหารเรือ และกรมการเงิน ทหารเรืออันได้แก่ เจ้าหน้าที่พยาบาล และเจ้าหน้าที่การเงิน
๒.อาสาสมัครทหารพรานนาวิกโยธิน ได้แก่ กำลังพลจากบุคคลทั่วไปที่อาสาเข้ามาทำการ รบกับศัตรูของแผ่นดินด้วยความสมัครใจ มีความรักชาติ มีความเลื่อมใส และเชื่อมันในการ ปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีความเสียสละ พร้อมที่จะ อุทิศตนเข้ารับการฝึกด้วยความสมัครใจ และปฏิบัติงานเพื่อความมั่นคงของชาติในระยะเวลา ที่ไม่จำกัดแต่จะต้องปฏิบัติงาน ให้อยู่ในกรอบวินัยของทหารและระเบียบของหน่วยเฉพาะ กิจทหารพรานนาวิกโยธิน ที่กำหนดไว้
การรับอาสาสมัครทหารพรานนาวิกโยธิน
หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานนาวิกโยธินจะทำการรับสมัครบุคคลพลเรือนทั่วประเทศ เมื่อมี อัตรากำลังพลขาดตั้งแต่ ๕๐-๑๐๐ นาย เพื่อทำการฝึกทดแทนกำลังพลให้กับหน่วยในสังกัดที่ ขาดอัตรา อันเนื่องมาจากการลาออก หรือปลดออกในแต่ละครั้งที่เปิดรับสมัครนั้น จะมีชาย ฉกรรจ์จำนวนมากสมัครเข้ารับการคัดเลือก คุณสมบัติของทหารพรานนาวิกโยธินต้องเป็นชาย อายุ ตั้งแต่ ๑๘ ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน ๓๐ ปี มีสัญชาติไทย ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง มีความรู้ ไม่ต่ำกว่า มัธยมศึกษาปีที่ ๓ หรือผู้ที่ไม่จบมัธยมศึกษาปีที่ ๓ แต่ต้องมีความสามารถพิเศษ เมื่อรับการคัดเลือกเป็นทหารพรานแล้ว จะเป็นลูกจ้างชั่วคราว

บรรยากาศของค่าย
18/10/2013

บรรยากาศของค่าย

12/10/2013

ขอให้ทุกคนที่จะมาสมัคร
เตรียมร่างกายกันให้ดีๆนะคัฟ
ไม่แน่โชคดีอาจเปงคุณ

12/10/2013

หัวข้อข่าว การรับสมัครบุคคลพลเรือนชายเข้าเป็น อาสาสมัครทหารพรานนาวิกโยธิน

รายละเอียดของข่าว
หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ มีความประสงค์จะรับบุคคลพลเรือนเข้าเป็นอาสาสมัครทหารพรานนาวิกโยธิน สังกัดหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานนาวิกโยธิน อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ในวันที่ 23 พฤศจิกายนนี้ ตั้งแต่เวลา ๐๘๐๐ ถึง ๑๒๐๐ ณ สนามหน้า กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจทหารพราน
นาวิกโยธิน ค่ายเทวาพิทักษ์ อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
๑. คุณสมบัติของผู้สมัคร
๑.๑ เพศชายมีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปี บริบูรณ์ และไม่เกิน ๒๕ ปี บริบูรณ์นับถึงวันสมัคร
๑.๒ ผู้ที่เคยผ่านการเข้ารับราชการทหารกองประจำการมาแล้ว ต้องมีอายุไม่เกิน ๓๐ ปี บริบูรณ์นับถึงวันสมัคร
๑.๓ เป็นทหารกองหนุน หรือ ทหารกองเกิน
๑.๔ บิดา มารดา มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด
๑.๕ ไม่เป็นผู้ที่เคยมีประวัติอาชญากร จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติในคดีใด ๆ ทั้งสิ้น
๑.๖ มีส่วนสูงไม่ต่ำกว่า ๑๖๐ เซนติเมตร และมีน้ำหนัก ๔๕ กิโลกรัม
๑.๗ มีร่างกายแข็งแรง สามารถตรากตรำต่อการปฏิบัติหน้าที่ในสนามได้
๑.๘ วุฒิการศึกษาชั้น มัธยมศึกษาตอนต้น หรือเทียบเท่า ขึ้นไป หากไม่มีคุณสมบัติ ดังกล่าว จะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถพิเศษ เช่น มีความรู้พิเศษทาง ช่างเชื่อมไฟฟ้า ,ช่างก่อสร้าง , ช่างซ่อมเครื่องยนต์ ,ช่างไฟฟ้า , ช่างเขียน , ล่ามภาษากัมพูชา (เขมร) และอื่น ๆ ทั้งนี้ต้องผ่านการทดสอบของคณะกรรมการ
๑.๙ ไม่มีรอยสักที่มองเห็นนอกร่มผ้า
๑.๑๐ ไม่เคยเป็นอาสาสมัครทหารพรานนาวิกโยธินมาก่อน ( ยกเว้นผู้ลาออกไปรับราชการทหารกองประจำการ )
๑.๑๑ ต้องเป็นบุคคลซึ่งสามารถโอนย้ายทะเบียนบ้าน เข้ามาอยู่ในทะเบียนบ้านของหน่วยเฉพาะกิจทหารพรานนาวิกโยธินได้
๑.๑๒ ต้องไม่เป็นโรคที่สังคมรังเกียจและไม่ติดยาหรือสารเสพติด
๑.๑๓ ต้องเป็นบุคคลที่สามารถว่ายน้ำได้
๑.๑๔ ได้รับความยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองให้เข้ารับการฝึกเมื่อได้รับคัดเลือก
๒. เอกสารและหลักฐานประกอบการรับสมัคร
๒.๑ บัตรประจำตัวประชาชนหรือใบแทน ทั้งฉบับจริงและสำเนา
๒.๒ หนังสือสำคัญทหารกองเกิน หรือสมุดประจำตัวทหารกองหนุน ฉบับจริงและสำเนา
๒.๓ สำเนาทะเบียนบ้าน (ฉบับเจ้าบ้าน) ของผู้สมัคร และของบิดามารดาผู้ให้กำเนิด ฉบับจริงและสำเนา
๒.๔ หลักฐานการเปลี่ยนชื่อตัวและชื่อสกุล ในกรณีที่เปลี่ยนชื่อตัวและชื่อสกุล
๒.๕ ประกาศนียบัตร หรือใบสุทธิ หรือระเบียนแสดงผลการเรียน ที่กระทรวงศึกษาธิการรับรองวิทยฐานะ ฉบับจริงและสำเนา หรือใบรับรองการผ่านงานช่างฝีมือต่างๆ จากนายจ้าง
๒.๖ รูปถ่ายหน้าตรง ไม่สวมหมวกและแว่นตา ( ถ่ายไม่เกิน ๓ เดือน ) ขนาด ๒ นิ้ว จำนวน ๒ รูป
๒.๗ หนังสือรับรองยินยอมของ บิดา มารดา หรือ ผู้ปกครอง (เมื่อได้รับคัดเลือกแล้ว)
๓. เกณฑ์การทดสอบ
๓.๑ ทดสอบร่างกาย
๓.๑.๑ ดึงข้อ
๓.๑.๒ ลุกนั่งจับเวลา
๓.๑.๓ ยึดพื้นจับเวลา
๓.๑.๔ วิ่งจับเวลา
๓.๒ การทดสอบความรู้ทั่วไป สอบข้อเขียน
๔. การรายงานตัวของผู้สมัคร ผู้สมัครต้องมารายงานตัว ในวันที่ 23 มีนาคม นี้เวลา ๐๘๐๐ เพื่อฟังคำชี้แจงและรายละเอียดการปฏิบัติจากคณะกรรมการ
๕. รายละเอียดสอบถามได้ที่ หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานนาวิกโยธิน ค่ายเทวาพิทักษ์ อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โทร. ๐ - ๒๔๖๖ - ๑๑๘๐ - ๙ ต่อ ๓๗๔๒๐ หรือ ๐ - ๓๙๓๒ - ๖๒๙๒ หรือ WWW.TP–MARINES.NET

12/10/2013

หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานนาวิกโยธิน)
เปิดรับสมัครบุคคลพลเรือนและกองหนุน เข้าเป็น อาสาสมัครทหารพรานนาวิกโยธิน
ในส่วนของกองทัพเรือ เปิดวันที่ 23 พ.ย.56 สมัครวันเดียวสอบวันเดียวรู้ผลตอนเย็น ใครสนใจสมัครก็มากันได้นะ

03/06/2013

ท่านที่จะสมัครควรรู้!!!
- เกณฑ์การทดสอบร่างกาย ชาย
ดึงข้อ 18 ครั้ง 100 คะแนน ,
ลุกนั่ง เวลา 2 นาที 78 ครั้ง 100 คะแนน ,
ยึดพื้น 52 ครั้ง 100 คะแนน,
วิ่ง 800 เมตร 2 นาที 30 วินาที 100 คะแนน
สอบข้อเขียน ความรู้ทั่วไป และความสามารถพิเศษ
เปงกำลังใจให้นะ ทุกคน -///-

03/06/2013

ขอโทษทีนานไปนานนะจร๊ -////-
การรับสมัครทหารพรานนาวิกโยธินจะมีการรับสมัครกันเร็วๆนี้
ท่านใดที่สนใจก็เตรียมตัวเตรียมใจกันไว้ให้ดี
การที่มีข่าวว่าทหารพรานนาวิก ฯ เรานั้นจะลงใต้
นั้นเปงเรื่องจริงแต่ไม่อาจบอกได้ว่าเมื่อไหร่
เร็วๆนี้ ไว้พบกัน *-*

วันปิดหลักสูตรฟื้นฟู ฯ
17/05/2013

วันปิดหลักสูตรฟื้นฟู ฯ

17/05/2013

ประวัติศาตร์ของไทยที่น่ารู้ มากๆเยอะไปหน่อยนะ ^^
การปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ภาคใต้
สาเหตุ ของ การจัดทหาร นาวิกโยธิน ปราบปราม การก่อการร้าย คอมมิวนิสต์ (ผกค.) ในเขต จังหวัด ภาคใต้ สืบเนื่องจาก ค่ายกรุงชิง ซึ่งเป็น ค่าย ผกค. อยู่ใน เขตพื้นที่ จังหวัด นครศรี ธรรมราช ซึ่งเป็น พื้นที่ รับผิดชอบ ของ กองทัพ ภาคที่ ๔ ของ กองทัพบก และ กองทัพ ภาคที่ ๔ ได้ส่ง กำลัง เข้าปราบปราม ผกค. ณ ที่แห่งนี้ หลายครั้ง แต่ ผกค. ในพื้นที่ ส่วนนี้ ก็ยัง คงมี การเคลื่อนไหว ไม่หมดสิ้น เนื่องจาก ขาดแคลน กำลังพล กองทัพ ภาคที่ ๔ กองทัพบก จึงได้ขอ กำลังทหาร นาวิกโยธิน จำนวน ๑ กองพัน ทหารราบ เพิ่มเติม กำลัง สนับสนุน ในการ ปราบปราม ผกค.กลุ่มนี้ และ ในที่สุด กองบัญชาการ ทหารสูงสุด ก็ได้ อนุมัติ ตาม ข้อเสนอ ของ กองทัพบก และ ได้เข้า ปฏิบัติการ ในพื้นที่ จังหวัด นครศรี ธรรมราช ใน พ.ศ. ๒๕๒๐ โดยประกอบ กำลัง เป็น หน่วยเฉพาะกิจ นาวิกโยธิน ที่ ๒๐๑ (ฉก.นย.๒๐๑) จัดกำลัง จาก พัน.ร.๘ ผส.นย. สมทบ ด้วย ตชด. ๑ มว. จำนวน ๒๕ นาย และ ทบ. ๑ มว. มี น.ท.ศุภนิตย์ จูฑะพุทธิ ผบ.พัน.ร.๘ ผส.นย. เป็น ผบ.ฉก. ขึ้นควบคุม ทางยุทธการ กับ ทภ.๔ ตั้งแต่ วันที่ ๒๓ ก.พ. ๒๕๒๐ ถึง วันที่ ๒๐ ต.ค. ๒๕๒๐ การปฏิบัติ ที่สำคัญ คือ การนำ กำลัง เข้าปราบปราม ผกค. ที่ ค่ายกรุงชิง ต.นพพิตำ อ.ท่าศาลา จว.นครศรี ธรรมราช ได้ยึด และ ทำลายค่าย กรุงชิง สำเร็จ เมื่อ วันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๒๐
ปี ๒๕๒๐ กองทัพบก พิจารณา เห็นว่า "ทหารนาวิกโยธิน" มีความรู้ ความสามารถ ในการ ปฏิบัติการ ด้านการรบ บนบก ได้ดี เช่นเดียวกับ ทหารบก จึงได้ ร้องขอ ไปยัง กองทัพเรือ ให้พิจารณา จัด ทหารนาวิกโยธิน ไปช่วย ปฏิบัติ ราชการ ในการ ปราบปราม ผู้ก่อการร้าย คอมมิวนิสต์ ใน พื้นที่ รับผิดชอบ ของ กองทัพ ภาคที่ ๔ ดังนั้น กองทัพเรือ จึงได้ มอบหมาย ให้ กองพัน ทหารราบที่ ๘ กรมผสม นาวิกโยธิน ออกไป ปฏิบัติราชการ ปราบปราม ผู้ก่อการร้าย คอมมิวนิสต์ ตามแผน ยุทธการ ที่ ๑ ของ ศูนย์ปฏิบัติการ กองทัพบก ใน ท้องที่ อ.ท่าศาลา จว. นครศรี ธรรมราช ตั้งแต่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐ ถึง ๑๖ ตุลาคม ๒๕๒๐ ในนาม "หน่วยเฉพาะกิจ นาวิกโยธิน ที่ ๒๐๑ หรือ หน่วยเฉพาะกิจ ทักษิณ"

กรุงชิง ฉก.นย.๒๐๑
"กรุงชิง" เป็นชื่อ เรียกขาน ของ ชาวบ้าน มาช้านาน อยู่ใน เขตบ้าน นพพิตำ ต.โรงเหล็ก อ.ท่าศาลา จว.นครศรี ธรรมราช ลักษณะ พื้นที่ ภูมิประเทศ เป็น ก้นกะทะ ป่ารกทึบ มีเขาหลวง , เขาปรายกะทูน , เขาเคี่ยม , เขากลม และ เขาหลวง ล้อมรอบ มี คลองกรุงชิง ไหลผ่าน ออกสู่ คลองกลาย และ ออกสู่ ทะเล จาก สถานการณ์ ปี พ.ศ.๒๕๑๔ - ๒๕๑๙ ผกค. ในเขต อ.ฉวาง กิ่ง อ.พิปูน และ อ.ท่าศาลา จว.นครศรีธรรมราช เริ่มออก เคลื่อนไหว ปลุกระดม มวลชน โฆษณา ชวนเชื่อ ตลอดจน รวบรวม สมัครพรรคพวก ไว้เป็น จำนวนมาก ทำให้ ผู้ก่อการร้าย คอมมิวนิสต์ มีอิทธิพล สูงขึ้น สามารถ รวบรวม อาวุธ ซึ่งได้ จากการ โจมตี เจ้าหน้าที่ รวมทั้ง ยึดเครื่องมือ สื่อสาร ได้เป็น จำนวนมาก ทำให้ ผู้ก่อการร้าย คอมมิวนิสต์ รวมตัว จัดตั้ง เป็น "กองทัพ ปลดแอก ประชาชน แห่งประเทศไทย" ในเขต นครศรี ธรรมราช เพิ่มความ รุนแรง ในการ ปฏิบัติการ ต่อต้าน โจมตี เจ้าหน้าที่ ของ รัฐบาล มากขึ้น และยัง สามารถ ขยายเขตงาน ออกเป็น ๔ เขต ดังนี้
๑. เขตงาน ๓๑ ตั้งอยู่ บริเวณ อ่าวกรุงชิง บ้านนพพิตำ ต.โรงเหล็ก อ.ท่าศาลา จว. นครศรี ธรรมราช มี นายจิตร จงจิตร เป็น หัวหน้า
๒. เขตงาน ๓๒ ตั้งอยู่ บริเวณ เหนือคลองใหญ่ กิ่ง อ.พิปูน จว. นครศรี ธรรมราช
๓. เขตงาน ๓๓ ตั้งอยู่ บริเวณ ต.เขาแก้ว อ.ลานสกา จว.นครศรี ธรรมราช
๔. เขตงาน ๓๔ ตั้งอยู่ บริเวณ อ่าวศรีเมือง ต.สามตำบล อ.ร่อนพิบูลย์ จว. นครศรี ธรรมราช
เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๒๐ พัน.ร.๘ ผส.นย. ได้รับ คำสั่ง จาก หน่วยเหนือ ให้เตรียม กำลัง เป็น "ฉก.นย.๒๐๑" เพื่อปราบปราม ผกค. ใน พื้นที่ จว.นครศรี ธรรมราช โดย พัน.ร.๘ ผส.นย. เป็น กำลังหลัก ในการ จัดกำลัง ๒ กองร้อย ปืนเล็ก และ พัน.ร.๓ ผส.นย. ๑ กองร้อยปืนเล็ก กำลังพล ที่มา สมทบ จัดมาจาก ผส.นย. ๑ กองร้อย ปืนใหญ่ , มว.สื่อสาร , มว.ลว. , มว.ช. และ มว.พ. ทำการ สนธิกำลัง ที่ พัน.ร.๘ ผส.นย. และได้ ดำเนินการ ฝึกเตรียม ที่ บริเวณ บ.วังพา ต.ทุ่งตำเสา , บ.เขารูปช้าง , บ.สวนตูล และ บ.เก้าเส้ง อ.เมือง จว.สงขลา จนกระทั่ง วันที่ ๒๓ ก.พ. ๒๕๒๐ เวลา ๐๖๐๐ กำลัง ฉก.นย.๒๐๑ ได้เคลื่อนย้าย ด้วยขบวน รถยนต์ เข้าพื้นที่ ปฏิบัติการ ณ อ.ท่าศาลา จว.นครศรี ธรรมราช โดย ร้อย.ปล.ที่ ๑ เข้าปฏิบัติการ บริเวณ บ้านวังเลา อ.ท่าศาลา จว.นครศรี ธรรมราช ร้อย.ปล.ที่ ๒ และ ร้อย.ป. เข้าตั้งฐาน บริเวณ บ้านโรงเหล็ก อ.ท่าศาลา จว.นครศรี ธรรมราช ร้อย.ปล. ที่ ๓ ฯ เข้าตั้งฐาน ปฏิบัติการ บริเวณ บ้านวังเลา อ.ท่าศาลา จว.นครศรี ธรรมราช และ ทก.ฉก.นย.๒๐๑ มว.ส. , มว.ช. , มว.ลว. และ มว.พ. เข้าตั้งฐาน ปฏิบัติการ บริเวณ บ้านในถุ้ง อ.ท่าศาลา จว.นครศรี ธรรมราช ทุกหน่วย เข้าพื้นที่ เรียบร้อย เมื่อ ๒๓ ก.พ.๒๐ เวลา ๑๕๐๐ ภารกิจ ใน ขั้นต้น ฉก.นย. ๒๐๑ ได้ทำการ ด้านการข่าว โดยออก พบปะ ประชาชน รอบ ๆ ฐานปฏิบัติการ พร้อมกับ ทำการ ลาดตระเวน ใน พื้นที่
ยุทธการ ครั้งสำคัญ ของ "ทหารนาวิกโยธิน" ได้ถูก กำหนด ให้ วันที่ ๒๒ มี.ค.๒๐ เป็น เวลา - น. วัน-ว. ร้อย.๑ , ๒ และ ๓ เคลื่อนกำลัง เข้าสู่ เป้าหมาย โดยกำหนด เขตงาน ๓๑ หรือ ค่ายกรุงชิง เป็นเป้าหมาย โดย
ร้อย.ปล.ที่ ๑ ฯ ร.อ.ธีรพันธ์ ทิมประเสริฐ เป็น ผบ.ร้อย.ฯ เข้าตีทาง ปีกขวา (เป็นค้อน)
ร้อย.ปล.ที่ ๓ ฯ ร.อ.เบญจะ อินทรประชา เป็น ผบ.ร้อย.ฯ เข้าตีทาง ปีกซ้าย (เป็นค้อน)
ร้อย.ปล.ที่ ๒ ฯ ร.อ.ต่อบุญ ไกรฤกษ์ เป็น ผบ.ร้อย.ฯ เข้ายึดที่หมาย บ้านนพพิตำ อ.ท่าศาลา จว.นครศรีธรรมราช (เป็นทั่ง)
ผลการปฏิบัติ
- ปะทะกับ ผกค. ๓๒ ครั้ง
- ถูกกับระเบิดของ ผกค. ๒๕ ครั้ง
- ถูก ผกค.ซุ่มโจมตี ๒๕ ครั้ง
- ถูก ผกค.ยิงรบวนฐานปฏิบัติการ ๒๕ ครั้ง
- ยึดค่ายพักของ ผกค.ได้ ๘๑ หลัง
- ยึดยุ้งฉางเก็บข้าวเปลือกได้ ๔ หลัง
- ยึดโรงยาสูบของ ผกค.ได้ ๒ หลัง
- ยึดโรงเลื่อยของ ผกค.ได้ ๒ หลัง
- ยึดไร่ผักขนาดใหญ่ได้ ๒ แห่ง
สรุปการสูญเสีย
๑. ฝ่ายเรา
- เสียชีวิต ๘ นาย
- บาดเจ็บ สาหัส ๓๙ นาย (ใน จำนวนนี้ มี ตชด. ๖ นาย และ ทบ. ๒ นาย)
- บาดเจ็บเล็กน้อย ๒๗ นาย
๒. ฝ่าย ผกค.
- เสียชีวิต ๕ คน
- มอบตัว ๕๒ คน
- แนวร่วมถูกจับกุม ๑๒๔ คน
รายชื่อผู้เสียชีวิตฝ่ายเรา
๑. ร.อ.สมทบ กุลศิลารัตน
๒. จ.อ.สำราญ เล็กวิลาศ
๓. จ.อ.ธีระพล ไผ่พันโฉม
๔. จ.อ.ชาญศักดิ์ ศรีนิ่ม
๕. จ.อ.ไพบูลย์ โชติสาร
๖. จ.อ.วีระ รัตนโชติ
๗. จ.อ.จรินทร์ เทียนพจน์
๘. พลฯ ประดิษฐ์ ปานเมือง
เมื่อใกล้ จะสิ้นสุด ปีงบประมาณ ๒๕๒๐ ใน วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๒๐ กองทัพเรือ ได้เชิญ หน่วยต่าง ๆ ของ ทร. ที่เกี่ยวข้อง ไปประชุม ร่วมกัน พิจารณา ว่า การที่ จัดทหาร นาวิกโยธิน สนับสนุน ทภ.๔/กอ.รส.ต. ในปี งบประมาณ ๒๕๒๐ อยู่ถึง ๒ กองพัน คือ พัน.ร.๗ ผส.นย. จัดกำลัง เป็น ฉก.นย.๑๙๒ ปราบปราม ขจก. และ จคม. ใน พื้นที่ ๓ จังหวัด ภาคใต้ และ พัน.ร.๘ ผส.นย. สนธิ กำลัง กับ พัน.ร.๓ ผส.นย. จัดกำลัง เป็น ฉก.นย.๒๐๑ ปราบปราม ผกค. อยู่บริเวณ ค่ายกรุงชิง จว.นครศรี ธรรมราช นั้น ในปี งบประมาณ ๒๕๒๑ ที่จะ มาถึง ใน วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๑ นี้ หากจะ ให้จัด กำลัง กองพัน ทหารราบ นาวิกโยธิน ไป ผลัดเปลี่ยน ๒ กองพัน คือ ผลัดเปลี่ยน ฉก.นย.๑๙๒ และ ฉก.นย.๒๐๑ พร้อมกันแล้ว นย. ขาดแคลน หน่วยที่จะ จัดกำลัง ไป ผลัดเปลี่ยน เช่นนั้น ได้ ด้วยเหตุผล ดังนี้.-
๑. หากจะ จัดไป ผลัดเปลี่ยน ๒ กองพัน ก็จะมี บางกองพัน ต้องใช้ ชุดเดิม ซ้ำกัน เพราะขณะนั้น นย. มีอยู่ เพียง ๕ กองพัน คือ พัน.ร.๑ , ๒ , ๓ , ๗ , ๘ สำหรับ พัน.ร.๒ ผส.นย. นั้น ต้องรับ ภาระ ป้องกัน ชายแดน ด้าน จันทบุรี และ ตราด อยู่แล้ว ไม่สามารถ จัดเป็น กองพัน ไป ผลัดเปลี่ยน ได้
๒. ขณะนั้น นย. ต้องจัด กำลัง จาก พัน.ร. ที่เหลือ อีก ๔ กองพัน ไปเป็น ร้อย.นย.นปข. อีกด้วย ทำให้ กองพัน ที่เหลือ อยู่มี ไม่ถึง ๒ กองพัน
๓. ขณะนั้น สถานการณ์ ชายแดน ด้าน จันทบุรี และ ตราด เริ่มรุนแรง ขึ้น นย. จำเป็น จะต้อง มี กองพันหนุน เตรียมไว้ รับสถานการณ์ ด้านนี้ จึงไม่ควร จัดกำลัง ไป ปฏิบัติการ ใน ภาคใต้ จนหมดหน่วย
๔. นย. มีภารกิจ ต้องจัด กำลัง ไว้ ๒ พัน.ร. เป็น กองหนุน ทั่วไป ของ ทร. เพื่อใช้ ในการ ปราบปราม การก่อความ ไม่สงบ และ การจลาจล ที่จะ เกิดขึ้น ใน กทม.
ที่ประชุม ของ กองทัพเรือ จึงมี ความเห็น เป็นข้อยุติ ของการ ประชุม ว่า ควรจะ ส่งกำลัง นย. ไป ผลัดเปลี่ยน ฉก.นย.๑๙๒ เพียง กองพันเดียว ส่วน ฉก.นย.๒๐๑ ที่ จว.นครศรี ธรรมราช นั้น ได้ กวาดล้าง ผกค. และ ทำลาย ค่ายพัก ผกค. จนหมด สิ้นแล้ว และ สถานการณ์ ก็ดีขึ้น จนเป็น ที่น่า พอใจแล้ว ควรถอน กำลัง ฉก.นย.๒๐๑ กลับได้ เช่นเดียว กับที่ ทบ. ถอนกำลัง ของ ตน ๑ พัน.ร. ที่ จว.สุราษฎร์ธานี กลับไป ก่อนแล้ว
อย่างไร ก็ตาม เนื่องจาก ผบ.ทหารสูงสุด / รมว.กห. พิจารณา เห็นว่า สถานการณ์ ของ ผกค. ที่ จว.นครศรี ธรรมราช ยังไม่ เป็นที่ น่าไว้วางใจ จึงต้องการ ให้จัด กำลัง นย. อีก ๑ กองพัน ไป ผลัดเปลี่ยน ฉก.นย.๒๐๑ ที่ จว.นครศรี ธรรมราช ด้วย สรุปว่า ในปี งป.๒๑ นี้ นย. ต้องหา หนทาง จัดกำลัง ๒ กองพัน ไป ผลัดเปลี่ยน กำลัง ฉก.นย.๑๙๒ และ ฉก.นย.๒๐๑ พร้อมกัน
การแก้ปัญหาของ นย.
นย. จึงต้อง หาทาง แก้ปัญหา เพื่อจัด กำลัง ไป ผลัดเปลี่ยน ๒ กองพัน พร้อมกัน ที่ ภาคใต้ และ จะต้อง จัดอีก ๑ กองร้อย. นย.นปข. ไป ผลัดเปลี่ยน ที่ นปข. ให้ได้ และ นย. ได้แก้ ปัญหา ดังนี้.-
๑. ให้กำลังพล ๑๘๐ นาย จาก ฉก.นย.๑๙๒ (พัน.ร.๗ ผส.นย.) ออกเดินทาง กลับจาก จว.นราธิวาส ก่อนกำลัง ส่วนใหญ่ ประมาณ ๒ เดือน คือ เดินทาง กลับ พัน.ร.๗ ผส.นย. (ระยอง) ใน วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๒๐ เพื่อให้ พักผ่อน ประมาณ ๒๐ วัน แล้วจัด กำลัง ส่วนนี้ เป็น ร้อย.นย.นปข. ผลัดที่ ๓ เดินทาง ไป ผลัดเปลี่ยน ร้อย.นย. นปข. ผลัดที่ ๒ ที่ จว.นครพนม ใน วันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๒๐
๒. ให้กำลัง ๑ ร้อย.ปล. ของ พัน.ร.๓ ผส.นย. ซึ่ง สนธิ กำลัง อยู่กับ ฉก.นย.๒๐๑ อยู่ที่ จว.นครศรีธรรมราช เดินทางกลับ พัน.ร.๓ ผส.นย. ที่ สัตหีบ ก่อนกำลัง ส่วนใหญ่ เพื่อพักผ่อน ประมาณ ๕๐ วัน แล้วสนธิ กำลัง ส่วนนี้ ร่วมเป็น ฉก.นย.๒๐๓ ไป ผลัดเปลี่ยน ฉก.นย.๑๙๒ ที่ จว.นราธิวาส
๓. ร้อย.นย.นปข. ผลัดที่ ๒ ซึ่งเป็น กำลังพล ของ พัน.ร.๓ ผส.นย. เมื่อเดินทาง จาก จังหวัด นครพนม กลับ สัตหีบแล้ว ให้มี เวลา พักผ่อน ประมาณ ๓๐ วัน แล้ว สนธิ กำลัง ร่วมเป็น ฉก.นย.๒๐๓ ไป ผลัดเปลี่ยน ฉก.นย.๑๙๒ ที่ จว.นราธิวาส
สรุปว่า ด้วยการ แก้ปัญหา ของ นย. ดังกล่าว จึงสามารถ ให้ พัน.ร.๑ ผส.นย. จัดกำลัง เป็น ฉก.นย.๒๐๒ ไป ผลัดเปลี่ยน ฉก.นย.๒๐๑ ที่ จังหวัด นครศรี ธรรมราช และ ให้ พัน.ร.๓ ผส.นย. จัดกำลัง เป็น ฉก.นย.๒๐๓ ไป ผลัดเปลี่ยน ฉก.นย.๑๙๒ ที่ จังหวัด นราธิวาส กับให้ พัน.ร.๗ ผส.นย. จัดกำลัง ร้อย.นย.นปข. ผลัดที่ ๓ ไป ผลัดเปลี่ยน ผลัดที่ ๒ ที่ จังหวัด นครพนม สำเร็จ ลุล่วง ไปได้
จะเห็น ได้ว่า ด้วยการ แก้ปัญหา อย่างนี้ ทำให้ ๒ กองร้อย ปืนเล็ก ของ พัน.ร.๓ ผส.นย. และ ๑ กองร้อย ปืนเล็ก ของ พัน.ร.๗ ผส.นย. ต้องปฏิบัติ ราชการ ชายแดนนี้ ซ้ำกัน ถึง ๒ ปี
พัน.ร.๑ ผส.นย. เป็น หน่วยหลัก ในการ จัดกำลัง ฉก.นย.๒๐๒ ประกอบด้วย บก.ฉก.นย.๒๐๒ , ร้อย.บก. และ บริการ , ๓ กองร้อย ปืนเล็ก , ๑ กองร้อยปืนใหญ่ ๑๐๕ มม. และ ๑ หมวดบินทหารเรือ กำลังพล ๗๔๕ นาย มี น.ท.บุญเชิด จูภาวัง ผบ.พัน.ร.๑ ผส.นย. เป็น ผบ.ฉก.นย.๒๐๒
ฉก.นย.๒๐๒ สนธิ กำลัง ที่ สัตหีบ เมื่อ วันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๒๐ ออกเดินทาง โดยทางเรือ จาก สัตหีบ วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๒๐ ขึ้นบก ที่ สน.สข. วันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๒๐ แล้วเคลื่อนย้าย โดย ยานยนต์ ไปเข้าที่ รวมพล ขั้นต้น ที่ อำเภอท่าศาลา จังหวัด นครศรี ธรรมราช
ฉก.นย.๒๐๒ รายงาน ขึ้นการ ควบคุม ทางยุทธการ กับ ทภ.๔ / กอ.รส.ต. ตั้งแต่ วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๒๐ จนถึง วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๒๑ หลังจาก จบภารกิจ แล้ว ได้เดินทาง กลับโดย ทางรถไฟ จาก นครศรี ธรรมราช - กรุงเทพฯ และ เดินทาง ต่อด้วย ยานยนต์ กลับที่ตั้ง ปกติ ที่ พัน.ร.๑ ผส.นย. ค่ายแสมสาร เมื่อ วันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๒๑
๑. พล.ร.ต.มานิตย์ ดีมาก รอง ผู้บัญชาการ หน่วยบัญชาการ นาวิกโยธิน ผู้บันทึก เหตุการณ์ เมื่อครั้ง ทำหน้าที่ ผบ.ฉก.นย.๒๒๗๑
ขณะนั้น กรมนาวิก โยธิน ได้รับ การปรับ กำลังใหม่ โดยยุบเลิก การจัด ผส.นย. และ จัดตั้ง ขึ้นเป็น ๒ กรมทหารราบ ฉะนั้น เมื่อเลิก การสนธิ กำลัง ฉก.นย. ๒๐๒ แล้ว จึงกลับ ที่ตั้ง ปกติ ที่ พัน.ร.๑ กรม ร.๑ นย. เรือเอก วทินนา พึ่งพระเกียรติ ได้รับ พระราชทาน เหรียญ "รามาธิบดี"
จากผลงาน อันดีเด่น ของ ฉก.นย.๒๐๒ ดังกล่าว มาเป็น ผลให้ เรือเอก วทินนา พึ่งพระเกียรติ เมื่อครั้ง ปฏิบัติหน้าที่ เป็น ผู้บังคับ กองร้อย ปืนเล็ก ที่ ๒ ฉก.นย. ๒๐๒ ได้รับ พระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ อันมีศักดิ์ รามาธิบดี ชั้น เหรียญรามมาลา ณ พระที่นั่ง ดุสิต มหาประสาท ใน พระบรม มหาราชวัง เมื่อ วันเสาร์ ที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๒๒ เวลา ๑๒๐๐
นอกจาก เป็นเกียรติ ประวัติ แก่ วงศ์ตระกูล ของ เรือเอก วทินนา พึ่งพระเกียรติ แล้ว ยังนำ ชื่อเสียง มาสู่ กรมนาวิกโยธิน และ ทหารนาวิกโยธิน ทุกคนด้วย
แม้ว่า จะได้ ส่งกำลัง ทหารนาวิกโยธิน ฉก.นย. ๒๐๑ และ ฉก.นย.๒๐๒ ปราบปราม ผกค. ใน พื้นที่ จังหวัด นครศรี ธรรมราช ต่อเนื่อง กันมา ๒ ปี แล้วก็ตาม ผกค. ก็ยัง ไม่ถูก ปราบปราม ให้หมดสิ้นไป จึงได้ ส่ง ฉก.นย.๒๑๘๑ ไปผลัดเปลี่ยน กำลัง ของ ฉก.นย.๒๐๒
ฉก.นย.๒๑๘๑
ฉก.นย.๒๑๘๑ สนธิ กำลัง จาก พัน.ร.๘ กรม ร.๓ นย. ประกอบด้วย บก.ฉก.นย. ๒๑๘๑ , ร้อย.บก. และ บริการ, ๓ กองร้อย ปืนเล็ก , ๑ กองร้อย ปืนใหญ่ ๑๐๕ มม. , ๑ หมวดบิน ทหารเรือ มี นาวาโท ชุมพร โชติโยธิน ผบ.พัน.ร.๘ กรม ร.๓ นย. เป็น ผบ.ฉก.นย. ๒๑๘๑ ขึ้นการ ควบคุม ทางยุทธการ กับ ทภ.๔ / กอ.รส.ต. ปฏิบัติ ภารกิจ จนครบ ๑ ปี ต่อมา เมื่อ ปี งป. ๒๓ พัน.ร.๗ กรม ร.๓ นย. (น.ท.มานิตย์ ดีมาก เป็น ผบ.พัน. ฯ) ได้รับมอบ ภารกิจ ในการ ป้องกัน และ ปราบปราม ผกค. ใน พื้นที่ จว.นครศรี ธรรมราช หลายอำเภอ ได้แก่ อ.ท่าศาลา อ.สิชล อ.ขนอม อ.พรหมคีรี อ.ลานสกา และ อ.เมือง ฯ บางส่วน ได้เริ่มต้น ปฏิบัติ ภารกิจ ตั้งแต่ วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๒๒ ถึง ๑ ตุลาคม ๒๕๒๓ ดังนั้น ในปี งป.๒๒ ก่อนออก ปฏิบัติการ จริง จึงเป็น การฝึก เตรียมหน่วย และ เตรียมการ ในเรื่อง อาวุธ ยุทโธปกรณ์ (ในปีนั้น มีการ ฝึกร่วม กับ นย.สหรัฐ อเมริกา จริง จึงเป็น การฝึก เตรียมหน่วย และ เตรียมการ ในเรื่อง อาวุธ ยุทโธปกรณ์ (ในปีนั้น มีการ ฝึกร่วม กับ นย.สหรัฐ อเมริกา แทรกมา ๑ ครั้ง เป็นการ ฝึกยกพล ขึ้นบก ระดับ BLT) หน่วยเฉพาะกิจ ที่จัดตั้ง ในครั้งนั้น มีชื่อว่า หน่วยเฉพาะกิจ นาวิกโยธิน ๒๒๗๑ (ฉก.นย.๒๒๗๑) เตรียมไป รับมอบ หน้าที่ ต่อจาก ฉก.นย.๒๑๘๑ ที่ พัน.ร.๘ กรม ร.๓ นย. (น.ท.ชุมพร โชติโยธิน เป็น ผบ.พัน.ฯ) เป็นหลัก ในการ จัดกำลัง และ เมื่อ ฉก.นย.๒๒๗๑ ปฏิบัติ หน้าที่ เสร็จสิ้น แล้วจะ ส่งหน้าที่ ต่อให้ ฉก.นย.๒๓๙๓ ที่ พัน.ร.๙ กรม ร.๓ นย. (น.ท.ถาวร วัฒนารมย์ เป็น ผบ.พัน.ฯ) เป็นหน่วยหลัก ในการ จัดกำลัง
ฉก.นย.๒๒๗๑
ฉก.นย.๒๒๗๑ สนธิ กำลัง ที่ ค่ายมหาสุรสิงหนาท จว.ระยอง เมื่อ วันอังคาร ที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๒๒ ก่อนการ เดินทาง ไป ปฏิบัติ ภารกิจ ได้มีการ สร้างขวัญ และ กำลังใจ ให้กำลังพล มากพอสมควร เช่น จัดให้มี งานรื่นเริง พบปะ สังสรรค์ ใน ครอบครัว ของ พวกเรา นิมนต์ ท่านอาจารย์ กัสปมุนี วัดปิปผลิวนาราม อ.บ้านค่าย มาประพรม น้ำพระพุทธมนต์ เสร็จแล้ว แถวไป กราบทูลลา พระบวร ราชา นุสาวรีย์ สมเด็จ กรมพระราชวัง บวรมหาสุรสิงหนาท ออกเดินทาง จากค่าย มหาสุรสิงหนาท ใน วันศุกร์ ที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๒๒ ลงเรือ ที่ ฐานทัพเรือ สัตหีบ และ ออกเดินทาง ไป จว.สงขลา ในคืน วันนั้น เวลา ๒๐๓๐ โดย ร.ล.ลันตา ร.ล.พระทอง และ ร.ล.ไผ่ กำลัง ส่วนใหญ่ ไปถึง จว.สงขลา ใน วันอาทิตย์ ที่ ๓๐ กันยายน เวลา ๐๖๓๐ ร.ล.ไผ่ ขัดข้อง หลังจาก ออกเดินทาง ได้ ประมาณ ๒ ชั่วโมง ต้องกลับ ไปซ่อม ที่ ฐานทัพเรือ สัตหีบ การแก้ไข ไม่สำเร็จ กองทัพเรือ จึงจัด ร.ล.ช้าง ไปเปลี่ยน แทน กำลังพล ส่วนนี้ เดินทาง ไปถึง จว.สงขลา วันพุธ ที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๒๒ หน่วยที่ เดินทาง ไปกับ ร.ล.ช้าง คือ ร้อย.ปล.ที่ ๒ ฯ มี ร.อ.จำรัส เผือกประพันธ์ เป็น ผบ.ร้อย.ฯ เข้ารับผิดชอบ พื้นที่ ที่ บ้านพิตำ ทำให้ การผลัดเปลี่ยน กำลังพล ล่าช้าไป ๑ จุด
หลังจาก รับหน้าที่ ได้ ๔ วัน ผกค. ก็ต้อนรับ พวกเรา ด้วยการ โจมตี และ เผา ที่ว่าการ อำเภอ ขนอม ใน วันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๒๒ เวลา ประมาณ ๐๑๐๐ โดยที่ พวกเรา ไม่มี โอกาสทราบ และ ส่งกำลัง ไปช่วยเหลือ ได้เลย เพราะกำลัง หน่วยที่ อยู่ใกล้ ที่สุด อยู่ที่ อ.สิชล ซึ่งก็ นับว่า ไกลพอสมควร ที่สำคัญ คือ ไม่ได้รับ การแจ้ง ข่าวสาร ใด ๆ จากหน่วย ใดทั้งสิ้น เหตุการณ์ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ตลอดพื้นที่ รับผิดชอบ มีปะทะ กันบ้าง เราซุ่ม โจมตี ผกค. บ้าง ผกค. ซุ่มโจมตี เราบ้าง เหตุการณ์ ที่สำคัญ ครั้งหนึ่ง เมื่อคืน วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๒๒ เวลา ประมาณ ๐๓๐๐ ร้อย.ปล. ที่ ๓ ฯ มี ร.ท.ประชา ศิลป์ศรีกุล เป็น ผบ.ร้อย.ฯ จัดกำลัง ไปซุ่ม โจมตี ผกค. ที่ บ้านปากลง (ใกล้พื้นที่ อ.บ้านสาร และ อ.กาญจนดิษฐ์) ซึ่งห่าง จากบ้าน ห้วยพาน ที่ตั้ง ทก.ร้อย. ไปทาง ตะวันตก เฉียงเหนือ ประมาณ ๖ กม. และ สังหาร ผกค.ได้ ๑ ศพ จาก เหตุการณ์ ครั้งนี้ ผกค. คงจะ โกรธแค้น จึงหา โอกาส เล่นงาน ฝ่ายเรา ตลอดเวลา ผมแจ้งเตือน หน่วยให้ เพิ่มความ ระมัดระวัง ที่ว่าการ อำเภอ ต่าง ๆ เคยถูก โจมตี และ ถูกเผา ไปหลายแห่ง ยังเหลือ ที่ว่าการ อำเภอ ท่าศาลา ซึ่งใกล้ บ้านในถุ้ง ที่ตั้ง ทก.ฉก.นย.๒๒๗๑ ผมมีแผน ตอบโต้ ผกค. โดยประสาน กับ ทางอำเภอ ในการ ปฏิบัติ ต่าง ๆ เป็นขั้น เป็นตอน ที่สำคัญ ก็คือ เมื่อเกิด เหตุการณ์ เราจะ ยกกำลัง ไปทาง ชายทะเล มีการ ข้ามลำน้ำ โดยใช้ แพยาง ถ้าเข้า ไปทางถนน คงถูก ผกค. ซุ่มโจมตีแน่ เคยมีการ ซักซ้อม แผนการ ปฏิบัติ ๒ - ๓ ครั้ง โชคคี ที่ไม่มี เหตุการณ์ร้าย เกิดขึ้น เรากลัว เสียหน้า หาก ผกค. ปฏิบัติการ ได้สำเร็จ
เหตุการณ์ สำคัญ อีกเหตุการณ์ หนึ่ง ที่เป็น บทเรียน ในเรื่อง ความลับ รั่วไหล โดยที่ ไม่ได้ เกิดจาก ความตั้งใจ ของ ทหาร หรือจะ เรียกว่า เกิดโดย รู้เท่า ไม่ถึงการณ์ ของทหาร ก็ได้ เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้น ใน วันที่ ๑๔ - ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๒ เย็น วันที่ ๑๔ ขณะที่ ผมนั่ง อยู่ที่ ศาลา ซึ่งเป็น ที่พักผ่อน และ รับประทาน อาหาร ของ นายทหาร จนท.สื่อสาร มารายงาน ว่า ผบ.ร้อย.ปล.ที่ ๒ ฯ และ ผบ.ร้อย.ปล.ที่ ๓ ฯ ขออนุญาต ลงมา รับเบี้ยเลี้ยง ใน วันรุ่งขึ้น ผมตอบ ทันทีว่า ไม่อนุญาต เพราะผม ตั้งใจว่า วันที่ ๑๕ ซึ่งจะต้อง ขึ้นไป ส่งเสบียง ผมจะ ขึ้นไป เยี่ยม ร้อย.ปล.ที่ ๓ ฯ ที่ บ้านห้วยพาน และ ร้อย.ปล.ที่ ๒ ฯ ที่ บ้านพิตำ รวมทั้ง ร้อย.ป. ฯ ด้วย แต่ไม่เคย ปริปาก บอกใครเลย ผมจะ ไปเยี่ยม ผู้ใต้ บังคับ บัญชา หรือ เข้าพื้นที่ ไปตรวจหน่วย จะมี ผมคนเดียว ที่รู้ คนอื่น ๆ จะรู้ เมื่อถึง เวลา พลขับ ส่วนใหญ่ จะรู้แค่ เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เท่านั้น นอกจาก ความตั้งใจ ไปเยี่ยม ผู้ใต้ บังคับ บัญชา แล้ว เห็นว่า หากปล่อย ให้ ผบ.ร้อย.ปล.ฯ ทั้งสอง ลงมา ก็อันตราย เพราะที่ ร้อย.ปล.ที่ ๒ ฯ มีรถ ๓/๔ ตัน อยู่เพียง ๑ คัน ถ้าจะ เดินทาง ลงมา ที่ ฉก.นย.๒๒๗๑ ผบ.ร้อย.ปล.ที่ ๒ ฯ จะต้อง เดินทาง ไปเพียง ลำพัง คันเดียว ขึ้นไป ทางเหนือ ประมาณ ๑๐ กม. เพื่อรับ ผบ.ร้อย.ปล. ที่ ๓ ฯ ที่ บ้านห้วยพาน แล้วจึงจะ เดินทาง ต่อไป อีกหลายสิบ กม. เส้นทาง ก็ทุร กันดารมาก ซ้ำยังเป็น หน้าฝน อีกด้วย หาก ผกค. ดักซุ่ม โจมตี จะไม่มี โอกาสรอด สูญเสีย ทั้งชีวิต และ อาวุธ ยุทโธปกรณ์ เรื่องนี้ เคยมี บทเรียน มาแล้ว จาก ฉก.นย. ที่ผ่าน ๆ มา
เช้า วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๒ ขบวนส่งเสบียง เริ่มออก เดินทาง เวลา ๐๙๐๐ มีรถ ๒ ๑/๒ ตัน ๔ คัน รถที่ ผมนั่ง เป็น รถวิทยุ ๑/๔ ตัน อยู่คันที่ ๓ มีรถ ๒ ๑/๒ ตัน อยู่ ข้างหน้า ๒ คัน ข้างหลัง ๒ คัน แต่เมื่อ ถึง บ้านโรงเหล็ก ร้อย.ป.ฯ ส่งรถ ๒ ๑/๒ ตัน ๑ คัน เข้ามา แทรกขบวน เป็น คันที่ ๒ รถวิทยุ ของผม จึงอยู่ ในตำแหน่ง คันที่ ๔ หลังจาก ออกเดินทาง ต่อไป ได้สักพัก ผมมี ความรู้สึก ผิดปกติ ขึ้นมาเอง ถอดแว่นตา กันแดดเก็บ และ เตรียม ปลย.M.16 ประจำกาย ให้พร้อมใช้ ในการ ส่งเสบียง แต่ละครั้ง ถือว่า การระวัง ป้องกัน ของเรา อยู่ใน ขั้นที่ดี ไม่มี ความประมาท ฝ่ายตรงข้ามเลย ได้สั่งการ ให้หน่วย ใน พื้นที่ วางกำลัง คุ้มครอง เส้นทาง มี บ. จาก มว.บ.ฉก.นย. ๒๒๗๑ บิน ลว. และ ให้การ คุ้มครอง ขบวนรถ ส่งเสบียง ป.๑๐๕ มม. จาก ร้อย.ป.ฯ เตรียมพร้อม ให้การ สนับสนุน เมื่อร้องขอ เวลา ประมาณ ๑๐๓๐ ขณะที่ เดินทาง มาถึง บ้านนบ (๒) พิกัด NK.๗๔๖๗๒๔ ได้ถูก ผกค. ประมาณ ๓๐ คน ดักซุ่ม โจมตี กว่าเหตุการณ์ จะสงบ เรียบร้อย ลงได้นาน ประมาณ ๓๐ นาที รถ ๒ ๑/๒ ตัน คันที่ ๓ ซึ่งเป็น รถบรรทุก ข้าวสาร อยู่หน้า รถผม ถูกกับ ระเบิด เสียหาย ใช้การ ไม่ได้เลย จุดที่ ระเบิดนั้น เป็นทาง โค้งมาก รถวิทยุ ของผม ยังไม่ทัน เลี้ยวมาถึง มิฉะนั้น ผมคงจะ เป็นเหยื่อ ไปด้วย ข้าวสาร ที่บรรทุก ไปนั้น เป็นข้าวสาร ที่ทาง อำเภอ ท่าศาลา ฝากขึ้นไป จำนวน ประมาณ ๔๐ กระสอบ เพื่อช่วยเหลือ ราษฎร พื้นที่ หมู่ที ่ ๓ บ้านห้วยพาน หมู่ที่ ๔ บ้านสวนปราง และ หมู่ที่ ๕ บ้านพิตำ ตำบลนบพิตำ เนื่องจาก เส้นทาง ชำรุด ฝนตกหนัก ทางอำเภอ ไม่สามารถ ส่งขึ้น ไปได้ ในขณะที่ เกิดเหตุ ผมรีบวิทยุ ติดต่อ ร้อย.ปล. ที่ ๒ ฯ และ ร้อย.ปล. ที่ ๓ ฯ ให้เตรียม กำลังพร้อม สนับสนุน ติดต่อ ทก.ฉก.นย.๒๒๗๑ ให้ขอ ฮ. จาก ทภ.๔ และ เรียกชุด ระวัง ป้องกัน ซึ่งอยู่ ข้างหลังผม ให้รีบ ขึ้นไป ช่วยข้างหน้า ขณะที่ กำลัง ขึ้นมา นั้น ปรากฏว่า จ.ท.สนัย ฐิตะกสิกร ผบ.หมู่ป้องกัน ฯ ซึ่งรู้ หน้าที่ดี นำพลทหาร ๒ - ๓ คน ขึ้นมา ถึงพอดี จ.ท.สุนัย ฯ ได้ปะทะ กับ ผกค. จำนวนหนึ่ง ที่กำลัง เคลื่อนไหว อยู่ ทก.ฉก.นย.๒๒๗๑ ส่วนหลัง พยายาม ติดต่อ สอบถาม หลายครั้ง ถึงชื่อ จำนวน ผู้บาดเจ็บ และ เสียชีวิต เนื่องจาก ทภ.๔ ต้องการ ทราบด่วน ส่วนที่ ถูกดักซุ่ม โจมตี ก็ยังให้ คำตอบ ไม่ได้ เพราะยังไม่ สามารถ ตรวจสอบได้ จากสภาพ เหตุการณ์ มีผู้ เข้าใจว่า ผบ.ฉก.นย.๒๒๗๑ คงได้รับ บาดเจ็บ หรืออาจจะ เสียชีวิต จึงยัง ไม่รายงาน เมื่อ ร้อย.ปล.ที่ ๓ ฯ ส่งกำลัง คุ้มครอง เส้นทาง จุดที่ อยู่ใกล้ และ กำลัง บางส่วน จาก กองร้อย ซึ่งอยู่ ในความ ควบคุม ของ พ.จ.อ.เฉลิม ชันแสง มาสนับสนุน เหตุการณ์ จึงสงบ เรียบร้อย และเริ่ม สำรวจ ความสูญเสีย เร่งส่ง ผู้บาดเจ็บมาก เดินทาง ต่อไป ที่ ร้อย.ปล.ที่ ๓ ฯ บ้านห้วยพาน ซึ่งอยู่ ห่างไป ทางตะวันตก ประมาณ ๔ กม. เมื่อไปถึง ปรากฏว่า ฮ. ๔ ลำ ของ ทภ.๔ มารอรับ อยู่แล้ว เป็น ฮ.ลำเลียง ๒ ลำ และ คุ้มกัน ๒ ลำ จากเหตุการณ์ ครั้งนั้น มีผู้ เสียชีวิต ๓ นาย และ บาดเจ็บ ๑๔ นาย ผู้เสียชีวิต และ บาดเจ็บ ทั้งหมด เว้นผู้ บาดเจ็บ เล็กน้อย ถูกลำเลียง โดย ฮ. จาก ร้อย.ปล.ที่ ๓ ฯ นำส่ง ไปยัง รพ.ค่าย วชิราวุธ ทภ.๔ ได้มี พิธี รดน้ำศพ ผู้เสียชีวิต ที่ ค่ายวชิราวุธ ในตอนเย็น วันนั้น เมื่อผม เดินทาง กลับไป ถึงแล้ว ศพทหาร ทั้ง ๓ นาย ลำเลียงกลับ ต้นสังกัด โดย บ.ทร. ใน วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๒ เพื่อกระทำ พิธี ทางศาสนา ต่อไป ผู้บาดเจ็บ ได้รับการ รักษา พยาบาล และ ปลอดภัย หมดทุกคน ผมยัง จำได้ว่า ขณะที่ กำลัง ลำเลียง ผู้เสียชีวิต และ บาดเจ็บ มาขึ้น ฮ. จาก ร้อย.ปล.ที่ ๓ ฯ นั้น ผบ.ร้อย. ฯ มาบอกผม ด้วยความ หวังดี ตอนหนึ่งว่า "ขอให้ ผู้พัน กลับ ฮ. ดีกว่า เพื่อความ ปลอดภัย" ผมตอบ ไปว่า "ถ้าผม ทำอย่างนั้น ผมก็ . . . ดี ๆ นี่เอง" ( . . . หมายถึง สัตว์เลี้ยง ชนิดหนึ่ง) ผมใช้ คำพูด อย่างนั้น จริง ๆ และ ยืนยัน ต่อว่า "ถ้าจะตาย ก็ขอ ให้ตาย กับลูกน้อง ก็แล้วกัน" พ.จ.อ.เฉลิม ชัยแสง ซึ่งเป็น คนนำ กำลัง ไปช่วย ยืนอยู่ด้วย บอกว่า "คงไม่มี เหตุการณ์ อีกแล้ว เพราะเมื่อ ผกค. ถอนตัว จากการ ซุ่มโจมตี แล้วก็ จะไม่ หวนกลับ มาอีก" ผมยังถาม ต่อไปว่า "เอาบทเรียน นี้มา จากไหน ถ้านึก อย่างนี้ ก็ถือว่า ประมาท" หลังจาก ที่ผม นำขบวน เดินทางกลับ ยังแวะดู ชาวบ้าน ๒ คน ที่เสียชีวิต เนื่องจาก ซ้อนรถ จักรยานยนต์ เข้ามา ใน พื้นที่ การปะทะ และถูก กระสุนปืน ของ ผกค. จนเสีย ชีวิต ได้สั่งการ ให้ช่วยเหลือ นำศพ กลับ และช่วยเหลือ ด้านมนุษยธรรม ต่อไป เมื่อเดินทาง ออกจาก จุดเกิดเหตุได้ เล็กน้อย ก็ได้รับ รายงาน ว่า บริเวณ ที่เกิดเหตุ กำลัง มีการ ปะทะ กันอยู่ นับว่า เป็นการ ยืนยัน คำพูด ของผม ที่ คัดค้าน พ.จ.อ.เฉลิม ชันแสง อย่างชัดเจน ปรากฏว่า เมื่อฝ่ายเรา เข้าตรวจสอบ พื้นที่ อย่างละเอียด อีกครั้งหนึ่ง จึงพบ ศพ ผกค.๑ ศพ และ ร่องรอย ของ ผู้ที่ ได้รับ บาดเจ็บ อีกจำนวนหนึ่ง การปะทะ ในครั้ง ที่สองนี้ เชื่อได้ว่า ผกค. คงจะ มาตามศพ และ ผู้บาดเจ็บ ฝ่ายเรา นำศพ ผกค. ไปเผา และ ทำบุญ อุทิศ ส่วนกุศล ให้ที่ บริเวณ บ้านห้วยพาน ยึดสิ่งของ ต่าง ๆ ได้หลาย รายการ ดังนี้
๑. เครื่องมือ แพทย์ และ ยารักษา โรค จำนวนหนึ่ง
๒. เครื่องจุดระเบิดชนิดไฟฟ้า ๑ ชุด
๓. เข็มขัด US ๑ เส้น
๔. ซองบรรจุกระสุน ปลย.M.16 ชนิดบรรจุ ๓๐ นัด ๑ ซอง
๕. กระเป๋าใส่ซองบรรจุกระสุน จำนวน ๔ ซอง
๖. กระสุน ปลย.M.16 จำนวน ๑๐๖ นัด
การซุ่มโจมตี ของ ผกค. ใน ครั้งนี้ มีบทเรียน บางประการ ที่ควรจะ จดจำ เป็น อุทาหรณ์ ที่สำคัญ คือ
๑. เกี่ยวกับ เรื่องการ รักษา ความลับ จากการ ที่ ผบ.ร้อย.ปล.ที่ ๒ ฯ ประสาน กับ ผบ.ร้อย.ปล.ที่ ๓ ฯ ใน วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๒๒ เพื่อขอ อนุญาต ผบ.ฉก.นย. ๒๒๗๑ ลงไป รับเบี้ยเลี้ยง ใน ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๒ นั้น มี พลทหาร ที่ สังกัด ทก.ร้อย.ปล.ที่ ๓ ฯ ทราบเรื่อง เขาคงจะ ดีใจว่า วันรุ่งขึ้น จะได้รับ เบี้ยเลี้ยง แล้ว จึงลงไป ร้านค้า หน้าฐาน ของ กองร้อย แล้วซื้อขนม ซื้อบุหรี่ เป็น เงินเชื่อ พร้อมกับ บอกแม่ค้า ด้วยว่า ขอเชื่อ ไว้ก่อน ๑ วัน ใน วันรุ่นขึ้น ผบ.ร้อย.ฯ จะลง ไปรับ เบี้ยเลี้ยง มาจ่าย ปรากฏว่า ผกค. หรือ สายของ ผกค. ซึ่งเป็น ญาติของ เจ้าของร้าน และ นั้งอยู่ ในห้อง หลังร้าน ทราบความลับนี้ จึงมี แผนงาน ซุ่มโจมตี เกิดขึ้น ประกอบกับ เวลา กลางคืน มีฝน ตกตลอด จึงง่าย ต่อการ ดำเนินงาน และ วางกับระเบิด แต่เป็น การซุ่ม โจมตี ผิดขบวน มิฉะนั้น ฝ่ายเรา จะสูญเสีย มากกว่านี้
๒. ความไม่รอบคอบ ของ ฝ่ายเรา ผมไม่อยาก เรียกว่า เป็นความ บกพร่อง เพราะแม้แต่ ผมเอง หรือ อีกหลาย ๆ คน เมื่อไป ปฏิบัติงาน ก็มีสิทธิ์ ที่จะ ไม่รอบคอบ เพราะความ ที่นึก ไม่ถึง นั่นเอง จุดที่ ผกค. ซุ่มโจมตี เรานั้น เป็นจุด ที่ไม่ เหมาะสม ในการ วางกำลังเลย จุดที่เป็น ทางโค้ง ก่อนถึง จุดซุ่มนี้ มีเนินสวย ที่กำบังดี ผกค. กลับไม่ใช้ จุดที่ วางกำลัง ซุ่มโจมตี นี้เป็น ไหล่ถนน ซึ่งเป็น หลุมลึก และชัน มีลำน้ำ อยู่ใกล้ ๆ การถอนตัว จะลำบาก แต่ดีอยู่บ้าง เป็น ป่าปกคลุม เหมาะสำหรับ การซ่อนพราง เท่านั้น ช่วงเวลาเช้า กำลัง ของ ร้อย.ปล.ที่ ๓ ฯ ที่มา ลาดตระเวน เพื่อวาง กำลัง คุ้มครอง คงจะ ผ่านจุดนี้ไป เพราะไม่น่า สนใจ จึงทำให้ การปฏิบัติการ ของ ผกค. มีขึ้น แต่ก็ ไม่ได้ ผลตามแผน ที่วางไว้
๓. ความไม่ เฉลียวใจ เมื่อมี สิ่งบอกเหตุ เล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้น เมื่อใกล้ จะถึง ที่ เกิดเหตุ ประมาณ ๒ กม. รถคันที่ ๑ และ ๒ ได้สังเกตุ เห็นรถ จักรยานยนต์ คันหนึ่ง ขับออก มาจากบ้าน ซึ่งอยู่ ข้างทาง และ พยายาม แซงขบวน ของ พวกเรา ไปอย่างเร็ว ซึ่งปกติแล้ว จะไม่มี ชาวบ้าน คนไหน พยายาม แซงขบวน ของเรา ในลักษณะ นี้เลย เพราะทางแคบ ลื่น เป็นหลุม เป็นบ่อ เมื่อเกิด เหตุการณ์ ขึ้นแล้ว คนที่ เห็นรถ จักรยานยนต์ คันนั้น พร้อมกับ นึกถึง คำถาม หรือ ข้อสงสัย จึงได้ คำตอบว่า นั่นคืออะไร
เรื่องนี้ เกิดขึ้น เกือบ ๒๐ ปี มาแล้ว ผู้ร่วม เหตุการณ์ บางคน เกษียณไป แล้วหลาย ๆ คน ใกล้จะ เกษียณ หรือ เหลือเวลา รับราชการ อีกไม่นานนัก อาจจะ กล่าวถึงได้ ไม่ละเอียดพอ เพราะลืมเลือน ไปบ้าง บทเรียน ต่าง ๆ จากการรบ พอจะ มีให้เห็น เป็นการ เตือนสติ แต่สิ่งหนึ่ง ที่เป็น หลักปฏิบัติ ของผม เมื่อจะ เดินทาง เข้าพื้นที่ หรือ ไปปฏิบัติงาน ก็คือ มื้อเช้า ต้องรับประทาน อาหาร ให้อิ่ม เต็มที่ ข้างหน้า เราไม่รู้ ไม่ใช่ อาหารเช้า มีเพียง กาแฟถ้วย และกล้วย เพียงลูกเดียว แล้วมาพบ อาหาร อีกครั้งหนึ่ง เมื่อ ประมาณ ๑๙๐๐ เช่นเดียว กับ วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๒ ที่ผ่านมา
การนำ กำลัง ไป ปราบปราม ผกค. ในปี งบประมาณ ๒๕๒๔ ครั้งนี้ นับว่า เป็นภารกิจ ครั้งสุดท้าย ที่ จังหวัด นครศรีธรรมราช ของ ทหารนาวิกโยธิน รวมเป็น เวลา ๔ ปี ๗ เดือน ในการ ปราบปราม ผกค. บริเวณนี้ โดยเริ่ม ตั้งแต่ การปฏิบัติ ของ ฉก.นย.๒๐๑ เมื่อ วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐ เป็นต้นมา
ฉก.นย.๒๓๙๓
ฉก.นย.๒๓๙๓ สนธิ กำลัง จาก พัน.ร.๙ รอ. กรม ร.๓ นย. ( นราธิวาส) กับ ๑ กองร้อย ปืนใหญ่ ๑๐๕ มม. และ ๑ หมวดบิน ทหารเรือ มี นาวาโท ถาวร วัฒนารมย์ ผบ.พัน.ร.๙ รอ.กรม ร.๓ นย. เป็น ผบ. ฉก.นย.๒๓๙๓ กำลัง ของ ฉก.นย.๒๓๙๓ เข้าทำการ ป้องกัน และ ปราบปราม ผกค. ใน เขต อ.ท่าศิลา อ.สิชล อ.ขนอม และ อ.เมือง (บางส่วน) ของ จว.นครศรีธรรมราช จนถึง สิ้นปี งบประมาณ ๒๕๒๔
ตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๒๑-๒๕๒๔
ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๐ เป็นต้นมา ทหารนาวิกโยธิน สามารถปราบปราม ผกค.ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เป็นผลสำเร็จ หลังจากยึดค่ายกรุงชิงได้แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู้หัว ได้เสด็จ ฯ ไปทอดพระเนตร และได้ทรงทราบว่าพื้นที่ดังกล่าว มีความอุดมสมบูรณ์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ จัดตั้งเป็นโครงการพระราชดำริขึ้นทรงให้สร้างทางเข้าไปในพื้นที่ และทำโครงการ ชลประทานเพื่อให้ราษฎรได้เข้าไปอยู่อาศัย ทหารนาวิกโยธิน จึงต้องอยู่รักษาพื้นที่ให้ประชาชนไ

ที่อยู่

หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธิน
Pong Nam Ron
22140

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานนาวิกโยธินผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์