03/06/2026
ปู่ย่าตายายเลี้ยงหลาน
ด้วยวิถีชีวิตผู้คนปัจจุบัน ทำให้ปู่ย่าตายายเข้ามามีบทบาทมากขึ้นทั่วโลกในการช่วยดูแลหลาน เปิดโอกาสให้คนสามรุ่นมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน
- ความแตกต่างของผู้คนในแต่ละรุ่น (Generational differences)
ความแตกต่างของค่านิยมและธรรมเนียมปฏิบัติของคนแต่ละรุ่น (generations) มีหลายอย่างที่ไม่ก่อให้เป็นปัญหาด้านอารมณ์ความรู้สึก เช่น การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ปู่ย่าตายาย มักมองเทคโนโลยีเป็นการพัฒนา จะมองว่าหลานเก่งมากกว่าจะมองเป็นปัญหา ในทางตรงข้าม อาจตามไม่ทัน และไม่สามารถแนะนำการใช้อย่างปลอดภัยให้ ในอีกด้านความแตกต่างบางเรื่องอาจก่อให้เกิดปัญหาต่ออารมณ์ความรู้สึก เช่น วิถีการดำเนินชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ศาสนา การเมือง ซึ่งผู้สูงวัยอาจแตกต่างจากลูกหลาน และถ้าไม่สามารถยอมรับความแตกต่างนั้นๆ ได้ จะส่งผลถึงความสัมพันธ์ ตลอดจนผลกระทบต่อการดูแล การสอน และการเป็นแบบอย่าง อีกประเด็นสำคัญคือ การยอมรับกลุ่มเพศวิถีหรือเพศทางเลือก อาจเป็นปัญหา เมื่อปู่ย่าตายายไม่ยอมรับหลานที่เป็นกลุ่มเพศทางเลือก
-เคารพขอบเขต (Boundaries)
ปู่ย่าตายาย เคยเป็นพ่อแม่ที่ดูแลปกป้องเมื่อลูกยังเล็ก เป็นผู้ตัดสินใจ เป็นผู้สอน ให้คำแนะนำ เมื่อเวลาผ่านไปเมื่อลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มีลูกของตนเอง ปู่ย่าตายายบางท่านอาจยังคงคุ้นชินการเป็นหลักของครอบครัว ที่ตัดสินใจในเรื่องต่างๆ และไม่สามารถ “ปล่อยวาง” จนอาจทำให้เกิดความขัดแย้งในครอบครัวได้ ในทางตรงข้ามปู่ย่าตายายที่เข้าใจ ลดบทบาทของตนเอง ให้ความสำคัญกับขอบเขต (boundaries) และไว้วางใจให้พ่อแม่ของหลานตัดสินใจเรื่องต่างๆ เอง จะช่วยในการอยู่ร่วมกัน
-ควบคุมตัวเองตามวัย (Discipline)
เพื่อให้เด็กมีวินัย มีความปลอดภัย และป้องกันไม่ให้ติดพฤติกรรมที่อาจเป็นผลเสีย ในครอบครัวควรมีกติกา หรือกฎเกณฑ์ที่ปฏิบัติร่วมกันในบ้าน ดังนั้น ถ้าผู้ใหญ่เห็นตรงกัน ปฏิบัติเหมือนกัน ช่วยกันเป็นตัวอย่างที่ดี ทำให้ดูอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เด็กปฏิบัติตามได้ง่ายขึ้น ตัวอย่าง เช่น วินัยเรื่องการเข้านอน การกินอาหาร การจำกัดเวลาเล่นเกม การไม่เล่นมือถือขณะข้ามถนน เป็นต้น
การตกลงระหว่างผู้ใหญ่ 2 คน เช่น พ่อกับแม่ ปู่กับย่า หรือตากับยาย ทำได้ง่ายกว่า การตกลงร่วมกับหลายคน และมีความแตกต่างของรุ่น (generation) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น พ่อแม่กับปู่ย่า หรือพ่อแม่กับตายาย โดยทั่วไปปู่ย่าตายายมีแนวโน้มที่จะตามใจเด็กมากกว่าพ่อแม่ รวมถึงไม่สามารถห้าม หรือปฏิเสธความต้องการของเด็ก (spoil) อาจทำให้กติกาที่ตั้งไว้ ไม่ได้ผล
-สร้างความผูกพัน (Attachment)
ความผูกพัน เกิดจากผู้เลี้ยงดู มีความสัมพันธ์ ตอบสนองเด็ก ด้วยใจ ด้วยวาจา ด้วยกายสัมผัสอย่างต่อเนื่อง เกิดการเชื่อมโยงแน่นแฟ้น คงเส้นคงวา ทารกจะค่อยๆ เกิดความรู้สึกมั่นคง รับรู้ถึงความรัก เป็นการสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้เด็กรู้สึกถึงความมั่นคง ปลอดภัย ได้รับการคุ้มครอง ปกป้องจากอันตรายต่างๆ ช่วยให้เด็กมีความพร้อมที่จะจัดการกับสิ่งต่างๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตในเวลาต่อมา ช่วยให้เด็กมีความมั่นใจ รักตัวเอง รับรู้คุณค่าของตนเอง และเมื่อเด็กเติบโตขึ้น และต้องอยู่ห่างจากครอบครัว เช่น ไปโรงเรียน เด็กยังคงรับรู้ว่ามีคนรัก เป็นห่วง และพร้อมที่จะเป็นที่พึ่งให้พวกเขาเสมอ
เมื่ออยู่ร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์กันในทางบวก จะช่วยสร้างความผูกพัน สิ่งหนึ่งที่ปู่ย่าตายาย อาจจะทำได้ดีกว่าพ่อแม่คือ การดึงให้เด็กเข้าร่วมกิจกรรมที่ทำร่วมกันในบ้าน รวมถึง เล่นกับเด็ก ทำงานบ้านด้วยกัน มีปฏิสัมพันธ์กันในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ การพูดคุย ร้องเพลง กายสัมผัส โอบกอด ขณะเล่นหรือทำกิจกรรมอื่น สังเกตการตอบสนอง อารมณ์ ความสนใจของเด็ก เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วม เช่น เมื่ออ่านหนังสือกับเด็ก อาจให้เด็กช่วยจับหนังสือ ช่วยเปลี่ยนหน้าหนังสือ ช่วยเล่าเรื่อง หรืออาจให้เด็กช่วยแต่งเรื่องใหม่ เปลี่ยนเรื่องราวให้ต่างออกไป
- สื่อสารสองทาง (Listening – talking)
การพูดคุยสื่อสารกับเด็กทารกและเด็กเล็ก ตั้งแต่เด็กยังไม่สามารถเข้าใจภาษา ช่วยให้เด็กเล็กพัฒนาด้านภาษา ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาด้านต่างๆ ต่อไป การพูดคุยกับเด็กยังได้ผลทางด้านความผูกพันซึ่งกันและกัน เมื่อผู้ใหญ่พูดกับเด็กทารก จะช่วยดึงความสนใจและช่วยกระตุ้นเด็กทารก แนะนำให้พูดไปด้วยในขณะดูแลทารก ด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นและสนุกสนาน เช่น แทนที่จะเปลี่ยนผ้าอ้อมเงียบๆ ก็ให้คุยเรื่องการเปลี่ยนผ้าอ้อมไปด้วย อาจพูดถึงขนาด สี วิธีใส่ เป็นต้น สังเกตปฏิกิริยาที่เด็กตอบสนอง ปฏิสัมพันธ์ที่มีต่อกัน จะสร้างความผูกพันให้เกิดขึ้นทั้งสองทาง
อ่านหนังสือหรือนิทานให้เด็กฟังก็เป็นวิธีที่ดี สามารถทำได้ตั้งแต่ยังเป็นทารก เด็กที่โตพอที่จะสื่อสารได้ ควรเน้นการสื่อสารสองทาง คุยกัน ตั้งคำถาม ถามความเห็น เป็นต้น ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ ไม่ใช่เฉพาะปู่ยาตายาย แต่รวมถึงพ่อแม่ด้วย มักถนัด “ดู” เด็ก แต่ไม่ค่อยถนัด “ฟัง” เด็ก สิ่งหนึ่งที่สำคัญในการดูแลเด็ก คือการให้โอกาสเด็ก “พูด” แสดงความคิดเห็น และต้องเป็นการพูดที่ “ได้รับการฟัง” โดยไม่ตัดสิน อย่าเพิ่งรีบบอกเด็กว่าควรพูดอะไร ไม่ควรพูดอะไร หรือให้ความสำคัญกับคำตอบที่ผู้ใหญ่คิดว่า “ถูก” เท่านั้น การที่เด็กได้รับฟัง จะทำให้เด็กรู้จัก “ฟัง” ผู้อื่น เป็นการสอนให้เด็กยอมรับความเห็นต่าง ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคม
- เปิดโอกาสให้ได้ทำ (Opportunity to do)
เด็กๆ ควรได้รับการดูแลแบบสนับสนุนให้ได้ทำ ได้มีประสบการณ์ ได้ลองผิดลองถูก ตามวัยตามศักยภาพ ผู้เลี้ยงดูที่ระแวดระวัง ปกป้องมากไป (overprotection) หรือชอบตัดสินผิดถูก ควรไม่ควร ตำหนิ เปรียบเทียบ หรือแม้แต่การขบขัน ล้อเลียน ทำให้เด็กเกิดความไม่มั่นใจ และอาจจะลดทอนศักยภาพของเด็ก
- ควบคุมการใช้จอและสื่อ (Media)
สมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอมริกา (the American Academy of Pediatrics) แนะนำไม่ให้เปิดจอทุกชนิดให้เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปีดู ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ แทบเล็ท สมาร์ทโฟน ส่วนเด็กมากกว่า 2 ปีทุกคน ต้องมีการกำหนดระยะเวลาการอยู่หน้าจอ
-ข้อควรคำนึงถึงอื่นๆ
ไม่ควรเลี้ยงดูแบบกังวลหรือพยายามมองหาความผิดปกติของเด็ก เช่น ปัญหาพัฒนาการที่ล่าช้า เพราะความกังวลจะมีผลต่อคุณภาพการเลี้ยงดู อีกทั้งการเลี้ยงดูใกล้ชิด เป็นธรรมชาติ จะช่วยให้มองเห็นความผิดปกติได้เร็วอยู่แล้ว ถ้าสงสัย ควรหาข้อมูลเพิ่มเติมหรือสอบถามผู้เชี่ยวชาญ เช่น สอบถามจากบุคลากรทางการแพทย์เมื่อพาไปรับวัคซีน
เมื่อปู่ย่าตายายเลี้ยงหลาน ไม่ใช่แค่หลานที่ควรได้รับการดูแล ควรดูแลให้ปู่ย่าตายาย มีความสุข และมีคุณภาพชีวิตด้วย ทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต อารมณ์ ความต้องการด้านสังคม เศรษฐ์ฐานะ รวมถึงอาจมอบเงินให้เพื่อให้ปู่ย่าตายาย มีไว้จับจ่ายใช้สอย ตามสมควร ทั้งนี้ขึ้นกับสถานะการเงินของครอบครัว
รศ.พญ.วนิดา เปาอินทร์