24/12/2025
จากคนกังวลตลอด
เพราะ เทรดหุ้น
เหมือนไม่มีเวลาพัก
เลยใช้ความรู้มาทำธุรกิจ
สู่การทำเงินปีละ 3,500 ลบ.
หลายคนมักถูกความกลัวและความไม่มั่นใจฉุดรั้งไว้ จนไม่กล้าที่จะก้าวออกจาก Comfort Zone ของตัวเอง แม้จะรู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่ใช่สิ่งที่ใช่
Charles Coristine อดีตเทรดเดอร์จากวอลสตรีท เคยเผชิญกับความท้าทายนี้ ชีวิตของเขาเริ่มต้นตั้งแต่ 7 โมงเช้า เพื่อเทรดหุ้น ทำงานจนถึง 5 โมงเย็น กลับบ้านทานข้าว แล้วต้องกลับมาเทรดต่อในตลาดโตเกียว บางครั้งต้องตื่นมาเทรดกลางดึกในตลาดลอนดอน จนในที่สุดเขาเริ่มมีอาการวิตกกังวล รู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่ในร่างของตัวเอง จนต้องตัดสินใจหยุดพัก
เขาเริ่มปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต หันมาทำสมาธิ ทานอาหารคลีน และเป็นมังสวิรัติ จนวันหนึ่งมีโอกาสได้รู้จักกับแบรนด์ Lesserevil แบรนด์ขนมที่มุ่งเน้นการผลิตขนมที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าขนมทั่วไปในท้องตลาด
เริ่มต้นจากการผลิตป๊อปคอร์นออร์แกนิกที่ใช้น้ำมันมะพร้าวในการผลิต ซึ่งให้กลิ่นหอมและรสชาติคล้ายเนย โดยใช้วิธีคั่วแบบช้าๆ ที่อุณหภูมิต่ำ เพื่อให้ได้ป๊อปคอร์นที่มีปีกผีเสื้อสวยงามและรสชาติดีกว่า จึงได้ตัดสินใจซื้อแบรนด์นี้ต่อมาในราคา 8.5 ล้านบาท
จาก Business Insider รายงานว่า Lesserevil Snacks สามารถพลิกโฉมจากแบรนด์ขนมที่แทบจะล้มละลาย มาเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ถึง 3,500 ล้านบาท ต่อปีในปี 2023 และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง คาดว่าจะทำรายได้ถึง 5,600 ล้านบาทในปีถัดไป
โดยแบรนด์ประสบความสำเร็จอย่างมากในแถบชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐ อย่างนิวยอร์ก นิวแฮมป์เชียร์ แมสซาชูเซตส์ และคอนเนตทิคัต รวมถึงพอร์ตแลนด์ โอเรกอน แคลิฟอร์เนีย และแอริโซนา
เส้นทางความสำเร็จของเขาเริ่มต้นจากความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง แม้จะไม่มีความรู้ในธุรกิจอาหารเลย แต่เขาก็พร้อมที่จะเรียนรู้และลงมือทำ มาดูกันว่าเขาทำอย่างไร
1. อย่าปล่อยให้ความกลัวมาหยุดคุณ
เมื่อถึงจุดที่ต้องตัดสินใจ ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง แค่เริ่มต้นทำ
Charles เล่าให้ฟังว่า "ผมไม่รู้จักใครในวงการอาหารเลย ไม่มีใครให้ถามได้ด้วยซ้ำว่าผมบ้าหรือเปล่า แต่นั่นอาจเป็นเรื่องดี เพราะถ้าผมศึกษาและค้นคว้ามากเกินไป คงได้เห็นว่าโอกาสประสบความสำเร็จน้อยมาก และคงเลือกที่จะอยู่กับที่ แม้จะทุกข์ทรมานแค่ไหนก็ตาม" บางครั้งการไม่รู้อะไรเลยกลับเป็นข้อดี ที่ทำให้เรากล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ
2. มองหาจุดที่แตกต่าง
เปลี่ยนข้อเสียให้เป็นข้อได้เปรียบ
ในช่วงแรก Lesserevil ต้องพึ่งโรงงานรับจ้างผลิต (Co-packer) ซึ่งกินมาร์จิ้นไปถึง 20% ทำให้บริษัทแทบไม่เหลือกำไรพอจะจ่ายเงินเดือนพนักงานและค่าออฟฟิศ Charles และ Andrew จึงตัดสินใจลงทุนทำโรงงานเอง
แม้จะต้องประหยัดทุกบาททุกสตางค์ ต้องซื้อเครื่องจักรมือสองจากการประมูลและซ่อมแซมเอง โชคดีที่ Andrew เป็นวิศวกร จึงช่วยซ่อมและดัดแปลงเครื่องจักรได้ การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้พวกเขาควบคุมคุณภาพได้ดีขึ้น และสามารถนำกำไรที่เหลือมาพัฒนาธุรกิจต่อได้
3. คุณภาพต้องมาก่อน
ยอมเสียเวลาเพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่า
Lesserevil ใช้วิธีคั่วป๊อปคอร์นแบบช้าๆ ที่อุณหภูมิต่ำ แม้จะไม่มีประสิทธิภาพในแง่เวลา แต่ทำให้ได้ป๊อปคอร์นที่มีปีกผีเสื้อสวยงาม และรสชาติดีกว่า ต่างจากการทำแบบเร่งด่วนที่จะได้ป๊อปคอร์นที่ดูเหมือนปลาหมึก พวกเขายังใช้น้ำมันมะพร้าวในการผลิต ซึ่งให้กลิ่นหอมและรสชาติคล้ายเนย นี่คือตัวอย่างของการให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ
4. ปรับตัวตามตลาด
รับฟังเสียงผู้บริโภค พร้อมเปลี่ยนแปลง
ในช่วงแรก แพ็กเกจจิ้งของ Kettle Corn มีภาพหัวปีศาจและภาพสวรรค์ ส่วน Crinkle Sticks มีภาพมันฝรั่งทอด เป็นการแบรนด์ดิ้งแบบครึ่งๆ กลางๆ ที่ไม่โดดเด่น เมื่อเห็นว่าไม่ได้ผล Charles จึงตัดสินใจเปลี่ยนในปี 2014 ให้ภาพสอดคล้องกับแนวคิดของแบรนด์ที่ต้องการสร้างความเป็นบวกให้กับอาหารและชีวิต การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้รับการตอบรับที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน
และนี่คือเส้นทางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากนักการเงินในวอลสตรีท สู่ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ ด้วยการกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงและไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค Charles เชื่อว่า Lesserevil จะยังเติบโตได้อีก 40-50% ต่อปีในอนาคต และจะเป็นแบรนด์ที่อยู่คู่ตลาดไปอีกนาน
เขียนและเรียบเรียงโดย 100WEALTH
———
100WEALTH l ไปให้ถึง100ล้าน
#ไปให้ถึง100ล้าน
อ้างอิง
https://bit .ly/4iS416a