สำนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น

  • Home
  • สำนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น

สำนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น Contact information, map and directions, contact form, opening hours, services, ratings, photos, videos and announcements from สำนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น, Government Organization, อาคารสำนักงานอัยการภาค 4, .

03/05/2017

ณ.เวลานี้ กระแสของสังคมวันนี้คงหนีไม่พ้นคดีการฆ่าเด็กสาว ที่ตำรวจสามารถจับตัวคนร้ายได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่นี้เรามาดูกันว่า ความผิดของการฆ่าแล้วข่มขืน กับการข่มขืนก่อนแล้วค่อยฆ่า “กฎหมาย” กำหนดหล…

แน่นอนว่าหากจะมีความรักทั้งที ทุกคนต่างก็ต้องการความรักดีๆกันทั้งนั้น แต่หากจะให้หาคนที่สมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่างนั่นเป็น...
14/02/2017

แน่นอนว่าหากจะมีความรักทั้งที ทุกคนต่างก็ต้องการความรักดีๆกันทั้งนั้น แต่หากจะให้หาคนที่สมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่างนั่นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

05/01/2017

"พบกำลังเสพยาเสพติด แต่ไม่พบสารเสพติดในปัสสาวะ"

เจ้าหน้าที่ตำรวจพบนาย จ. และผู้ต้องหากำลังล้อมวงเสพยาบ้าโดยใช้ไฟลนด้านล่างกระดาษซองบุหรี่ที่ห่อพันยาบ้าแล้วดูดเอาควันเข้าร่างกายทางปากและจมูก จึงเข้าจับกุมพบยาบ้า ๑ ใน ๔ เม็ดบรรจุในซองบุหรี่ จำนวน ๑ ชิ้น กระดาษซองนอกบุหรี่สำหรับใช้พันสูบยาบ้า ๑ อัน ไฟแช็ค ๑ อัน จากการตรวจปัสสาวะเบื้องต้นน้ำยาเปลี่ยนสีจากสีเหลืองเป็นสีม่วง มีผลเป็นบวก มีความเป็นไปได้ว่ามีการเสพยาบ้ามาก่อน และมีการส่งปัสสาวะผู้ต้องหาไปตรวจยืนยันอีกครั้ง ผลการตรวจวิเคราะห์หาสารเสพติดในตัวอย่างปัสสาวะนาย จ. ในชั้นยืนยันผลพบสารเมทแอมเฟตตามีน แต่ตรวจไม่พบสารเมทแอมเฟตามีนในชั้นยืนยันผลในตัวอย่างปัสสาวะของผู้ต้องหา แม้จะตรวจไม่พบสารเสพติดในชั้นยืนยันผล แต่เจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ชำนาญการโรงพยาบาลร้อยเอ็ดยืนยันว่า อาจเป็นเพราะปริมาณสารเสพติดเมทแอมเฟตามีนที่เจือปนในน้ำปัสสาวะมีปริมาณน้อยกว่า ๑ ไมโครกรัมหรือเพราะเสพสารเสพติดมายังไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมงแล้วถูกเก็บปัสสาวะมาตรวจก็อาจไม่พบสารเสพติดในชั้นยืนยันผล เนื่องจากร่างกายดูดซึมสารเสพติดได้ยังไม่เต็มที่ จึงทำให้มีปริมาณสารเสพติดในปัสสาวะน้อย จึงตรวจไม่พบก็เป็นได้ ผู้ต้องหารับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวนโดยให้ลายละเอียดถึงวิธีการเสพยาบ้าสอดคล้องคำให้การประจักษ์พยานผู้จับกุม หลักฐานพอฟ้อง ชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหาฐาน เสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ (เมทแอมเฟตามีน)โดยฝ่าฝืนต่อกฏหมาย (ชี้ขาดความเห็นแย้ง ๓๗๕/๒๕๕๒)

ข้อสังเกต :

๑. ตรวจปัสสาวะเบื้องต้นโดยผู้จับกุม น้ำยาเปลี่ยนสีจากสีเหลืองเป็นสีม่วง มีผลเป็นบวก มีความเป็นไปได้ว่า มีการเสพยาเสพติดมาก่อนหน้านี้ ซึ่งต้องส่งปัสสาวะไปตรวจยืนยันอีกครั้ง หากผลเป็นบวกเหมือนเดิมก็ยืนยันได้ว่า เสพยาเสพติดมาแน่นอน

๒. การที่ส่งไปตรวจยืนยันแล้วได้ผลต่างจากครั้งแรกอาจเป็นเพราะ
๒.๑ มีการเปลี่ยนปัสสาวะที่ส่งไปตรวจใหม่ เพื่อช่วยเหลือผู้กระทำผิด
๒.๒ สารเสพติดที่เจือปนในปัสสาวะมีน้อยกว่า ๑ ไมโครกรัม ซึ่งก็คือเสพปริมาณน้อย ยาเสพติดจึงเจือปนในปัสสาวะน้อย
๒.๓ เสพยาเสพติดยังไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมงแล้วถูกเก็บปัสสาวะทันที ร่างกายยังดูดซึ่มสารเสพติดได้ไม่เต็มที่ จึงทำให้ปริมาณสารเสพติดในปัสสาวะน้อย จึงตรวจไม่พบสารเสพติด

๓. แม้ผลการตรวจยืนยันทางห้องวิทยาศาสตร์ไม่พบสารเสพติดในปัสสาวะผู้ต้องหาก็ตาม แต่ผู้จับซึ่งเป็นประจักษ์พยานยืนยันการกระทำผิดของผู้ต้องหาโดยเห็นผู้ต้องหาเสพยาเสพติด จับกุมได้พร้อมอุปกรณ์ในการเสพและยาเสพติดที่เหลือ การตรวจเบื้องต้นน้ำยาเปลี่ยนสีจากเหลืองเป็นสีม่วง แสดงว่ามีความเป็นไปได้ว่าเพิ่งเสพยาเสพติด ผู้ต้องหารับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวนทั้งให้การอธิบายขั้นตอนในการเสพว่าทำอย่างไร หลักฐานพอฟ้องผู้ต้องหาฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ นั่นก็คือเชื่อในประจักษ์พยานประกอบพยานแวดล้อม (คือมีการพบอุปกรณ์ในการเสพและยาเสพติด) มากกว่าเชื่อตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

๔. ทั้งคำรับสารภาพในชั้นจับกุม แม้กฏหมายห้ามไม่ให้รับฟังคำข้อที่ว่า "รับสารภาพ" ก็ตาม แต่กฏหมายไม่ได้ห้ามเชื่อถึงพฤติการณ์อื่นในบันทึกการจับกุม ซึ่งก็คือสามารถรับฟังได้ว่าผู้ต้องหาถูกจับได้พร้อมอุปกรณ์ในการเสพยาเสพติดและพบยาเสพติด ทั้งมีคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนที่รับสารภาพว่าได้เสพยาเสพติดทั้งอธิบายการเสพยาเสพติดด้วย

๕. หากข้อเท็จจริงเปลี่ยนไป ตำรวจเห็นคนมีลักษณะคล้ายคนติดยาเสพตืดจึงเข้าตรวจค้นและตรวจปัสสาวะผลการตรวจน้ำยาเปลี่ยนเป็นสีม่วง แต่ผลการตรวจยืนยันอีกครั้งทางห้องวิทยาศาสตร์ซึ่งมีเครื่องมือละเอียดกว่า ไม่พบสารเสพติดในปัสสาวะ กรณีดังกล่าว พนักงานอัยการต้องสั่งไม่ฟ้อง เพราะผลการตรวจยืนยันไม่พบสารเสพติดในปัสสาวะ ทั้งคดีไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นขณะผู้ต้องหาเสพยาเสพติด แม้การตรวจเบื้องต้นผลตรวจปัสสาวะได้สีม่วงก็อาจเกิดจากการทานยาบางประเภทเข้าไปก็ได้ เมื่อผลการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการยืนยันว่าไม่พบสารเสพติดในปัสสาวะ ดังนี้ เมื่อไม่มีประจักษ์พยานเห็นขณะเสพยาเสพติด พนักงานอัยการต้องสั่งไม่ฟ้อง ผลก็คือ ตำรวจผู้จับกุมอาจโดนดำเนินคดีฐานหน่วงเหนียวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฏหมาย ซึ่งสมัยผมเป็นอัยการจังหวัดในจังหวัดหนึ่งในภาคเหนือตอนล่างได้สั่งไม่ฟ้องในกรณีนี้ ทั้งพนักงานสอบสวนและผู้จับกุมได้มาขอร้องให้ช่วยฟ้องผู้ต้องหาเพราะกลัวถูกฟ้องกลับ ซึ่งผมไม่สามารถทำตามความประสงค์ดังกล่าวได้ เพราะหากอัยการฟ้องไปทั้งที่หลักฐานไม่พอฟ้องอัยการเองก็อาจถูกฟ้องได้เช่นกัน ก็ต้องเป็นเรื่องตำรวจที่จะไปเคลียร์กับผู้ต้องหาเองว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ผู้ต้องหาฟ้อง

(ท่านจิระประวัติ เเบบประเสริฐ)

05/01/2017

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๔๑๗๑/๒๕๕๗

(พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี โจทก์

นายเศกคักดิ์หรือธนกฤตหรือตู่ อินต๊ะอุดม จำเลย)

อาญา เรียกสินบน (ม.๑๔๓)

วิธีพิจารณาความอาญา การสอบสวน (ม.๑๓๑)

การสอบสวน ถามปากคำ (ม.๑๓๓) คำกล่าวโทษ (ม.๒ (๘))
จำเลยเรียกเงินจาก น. กับ ส. โดยแอบอ้างว่าจะนำเงินไปให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนทำความเห็นไม่คัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราวของ น. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นคุณแก่ น. ซึ่งเป็น จำเลยในคดีอาญา แม้จำเลยจะยังไม่ได้รับเงินหรือนำให้อัยการเจ้าของสำนวนตามที่จูงใจก็ตาม การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความ ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๔๓

ส. เป็นผู้ทราบข้อเท็จจริงต่าง ๆ จากจำเลยและอัยการ เจ้าของสำนวนโดยตรง ส. จึงรู้วาจำเลยเรียกร้องเงินโดยแอบอ้างว่าจะนำไปให้อัยการเจ้าของสำนวนช่วยเหลือไม่คัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราวของ น. ส. จึงสามารถกล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนถึง ความผิดที่เกิดขึ้นอันมีลักษณะเป็นคำกล่าวโทษตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๘) แม้ขณะ ส. ให้ปากคำต่อ พนักงานสอบสวนจะมี อ. อัยการเจ้าของสำนวนร่วมฟังรับรู้ด้วยก็ตาม แต่ในการถามปากคำพนักงานสอบสวนก็ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยพยานบุคคลตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๓ วรรคสอง ส่วน อ. จะมาแจ้งคำร้องทุกข์ในภายหลัง พนักงานสอบสวนก็ต้องถามปากคำตามบทกฎหมายเดียวกัน ทังนี้เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ ต่าง ๆ ในอันจะพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๑ เมื่อ ส, กับ อ. ไปให้ถ้อยคำด้วยความเต็มใจการสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๕๒ เวลากลางวัน จำเลยเรียกเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท จากนางโสภิต นิลน้ำเพชร สำหรับตนเองหรือผู้อื่น โดยอ้างว่าจะนำเงินดงกล่าวมามอบให้นายเอนก สร้างเกตุ ขณะดำรงตำแหน่งรองอัยการจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและตามกฎหมายอื่น เพื่อตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจ นายเอนก ซึ่งเป็นวิธีอันทุจริตและผิดกฎหมายเพื่อไม่ให้คัดค้านการขอปล่อยชั่วคราวของนายโนรี นิลนํ้าเพชร จำเลยในคดีอาญาหมายเลข ดำที่ ฝ. ๗๔๓/๒๕๕๒ ของศาลชั้นต้น ซึ่งมีนายอเนกเป็นพนักงาน นายเอนก สร้างเกตุ รองอัยการจังหวัดเพชรบุรีเป็นเจ้าของสำนวน และ วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๒ นายเอนกยึ่นฟ้องนายโนรีเป็นจำเลย โดย ระบุท้ายคำฟ้องว่าหากผู้ต้องหาหรือจำเลยขอปล่อยตัวชั่วคราว โจทก์ ขอคัดด้านเนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายโนรีกับนางโสภิต นิลน้ำเพชร ภริยา มาเบิกความเป็นพยานใน ทำนองว่าเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๒ เมื่อนายโนรีถูกจับกุมตัวมาที่สถานีตำรวจภูธรเมืองเพชรบุรี จำเลยมาติดต่อเป็นทนายความและดำเนิน การเกี่ยวกับการขอปล่อยตัวชั่วคราว จำเลยเรียกเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท อ้างว่าเป็นค่าดำเนินการของเจ้าพนักงานตำรวจในชั้นฝากขัง แต่นายโนรีไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว นางโสภิตเช่าหลักทรัพย์เพื่อใช้เป็นหลักประกันตัวและมอบเงินให้จำเลยอีกหลายครั้งรวม ๑๒๕,๐๐๐ บาท แต่นายโนรีไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวทุกครั้ง โดยครั้งหลังสุด นายโนรีถูกเบิกตัวจากเรือนจำมาฟังคำลังศาลอุทธรณ์ซึ่งศาลอุทธรณ์ มีคำลังไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ระหว่างนายโนรีถูกคุมขังที่ห้องควบคุมของศาลชั้นต้น จำเลยเข้ามาสอบถามเมื่อนายโนรีบอกว่า ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวและบอกต่อว่าอัยการคัดค้านการประกันตัว จำเลยบอกว่าจะไปเจรจากับอัยการให้จากนั้นจำเลย 1 ออกไปประมาณ ๑๕ นาที จำเลยกลับมาบอกว่าอัยการขอเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท เพื่อจะไม่คัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราว นายโนรี บอกจำเลยว่าขอเวลาหาเงิน ๒ วัน ระหว่างนั้นนางโสภิตมาเยี่ยมนายโนรีที่เรือนจำจังหวัดเพชรบุรี นางโสภิตบอกนายโนรีว่าจำเลยขอเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท ไปให้อัยการเพี่อไม่ให้คัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราว นายโนรีบอกให้นางโสภิตไปพบอัยการเจ้าของสำนวนเพี่อขอลดวงเงิน เมื่อนางโสภิตไปพบนายเอนก อัยการเจ้าของสำนวนแล้ว นางโสภิตจึงทราบว่านายเอนกไม่ทราบเรื่องเกี่ยวกับจำเลยแอบอ้างชื่อไปเรียกเงินเพี่อไม่คัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราวของนายโนรีแต่อย่างใด โดยโจทก์มีนายเอนกมาเบิกความสนับสนุนว่าวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกา นางโสภิตกับญาติหลายคนมาขอพบนายเอนกที่สำนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี นางโสภิตบอก ว่ามาขอความช่วยเหลือไม่ให้นายเอนกคัดค้านการขอปล่อยตัว ชั่วคราวของนายโนรีและขอลดจำนวนเงินที่เรียกร้องไปด้วย เมื่อนายอเนกซักถามเรื่องราวจึงทราบว่าจำเลยเรียกร้องเงินจากนายโนรี กับนางโสภิตจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท โดยแอบอ้างว่าจะนำเงินไปให้ อัยการเจ้าของสำนวนเพี่อไม่ให้คัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราวของนายโนรีซึ่งนายเอนกอัยการเจ้าของสำนวนคดีไม่ได้รู้เห็นเป็นใจกับการ กระทำของจำเลย วันดังกล่าวนายเอนกให้นางโสภิตใช้โทรคัพท์เคลื่อนที่พูดกับจำเลยจนทราบแน่ชัดวาจำเลยอ้างต่อนางโสภิตว่าจะนำเงินไปใช้ติดต่อกับอัยการเพี่อไม่ให้คัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราว ของนายโนรีจริง นายเอนกจึงติดต่อให้จำเลยมาพบที่สำนักงาน จำเลยได้ยอมรับต่อนายเอนกว่าเรียกร้องเงินจำนวนตังกล่าวจริงเพียงแต่ยังไม่ได้เงินมาและยังไม่ได้เข้ามาพูดคุยกับอัยการเจ้าของสำนวน

เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามปากเบิกความถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ ละเอียดชัดเจนตั้งแต่นายโนรีถูกจับกุมตัวมาที่สถานีตำรวจภูธรเมืองเพชรบุรี จนถึงนางโสภิต ภริยานายโนรีมาขอพบนายเอนกรองอัยการ จังหวัดเพชรบุรี เจ้าของสำนวนคดีเพื่อขอความสะดวกไม่คัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราวและขอลดจำนวนเงินที่เรียกร้อง ซึ่งตามวิสัยของภริยาที่เห็นสามีถูกจับกุมคุมขังย่อมหาทางช่วยเหลือสามีให้ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างสอบสวนและชั้นพิจารณาเพื่อให้สามีกลับมาอยู่กับครอบครัว การที่นางโสภิตพาครอบครัวไปพบนายเอนกที่สำนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี เป็นเพราะนายโนรีกับนางโสภิตทราบ จากจำเลยว่าเหตุหนึ่งที่นายโนรีไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นเพราะถูกอัยการเจ้าของสำนวนคัดค้าน หากอัยการไม่คัดค้านแล้ว นายโนรีคงได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เมื่อจำเลยอ้างว่าอัยการเจ้าของสำนวนเรียกร้องเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท เพื่อไม่คัดค้าน จึงมีเหตุที่นายโนรีกับนางโสภิตหลงเชื่อจำเสยซึ่งเป็นทนายความ การที่นางโสภิตมาพบนายเอนกเพื่อขอลดเงินประกันจึงเป็นเพราะถูกจำเลยเรียกเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท โดยจำเลยแอบอ้างว่าจะนำไปให้อัยการเจ้าของสำนวนนั่นเอง ข้อนี้นายเอนกยืนยันว่าเมื่อเรียกจำเลยมาชักถามที่สำนักงานอัยการแล้วจำเลยยอมรับว่าแอบอ้างว่าอัยการเจ้าของ สำนวนเรียกเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท จากนายโนรีกับนางโสภิตจริง โดยโจทก์มีนายเอกสิทธิ์ สุขการณ์ มาเบิกความสนับสนุนข้อเท็จจริง ดังกล่าว นายเอกสิทธิ์เป็นรองอัยการ1จังหวัดเพชรบุรี ไม่มีเหตุบาดหมางกับจำเลยมาก่อน คำเบิกความของนายเอกสิทธิ์จึงมีความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ยังได้ความว่า หลังเกิดเหตุจำเลยติดต่อขอขมา ต่อนายเอนกเพื่อไม่ให้ติดใจเอาเรื่องราวที่เกิดขึ้นรวมถึงจำเลยยอมคืน เงินให้นางโสภิตไปแล้วจำนวนหนึ่ง บ่งบอกว่าจำเลยยอมจำนนต่อนายเอนกและนางโสภิตแล้วนั่นเอง พยานโจทก์ที่นำสืบมามีน้ำหนักให้ รับฟังได้ว่าจำเลยเรียกเงินจากนายโนรีกับนางโสภิตจำนวน ๕๐,๐๐๐ บาท โดยแอบอ้างว่าจะนำเงินไปให้พนักงานอัยการเจ้าของสำนวน ทำความเห็นไม่คัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราวของนายโนรีโดยไม่ ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นคุณแก่นายโนรีซึ่งเป็นจำเลยในคดีอาญา แม้จำเลยจะยังไม่ได้รับเงินหรือนำเงินไปให้อัยการเจ้าสำนวนตามที่จูงใจก็ตาม การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดตามฟ้อง ที่จำเลยเบิกความต่อสู้ว่า จำเลยตกลงเป็นทนายความให้นายโนรี เมื่อนายโนรี กับนางโสภิตขอให้จำเลยดำเนินการทำเรื่องขอปล่อยตัวชั่วคราวของนายโนรีด้วย จำเลยเรียกค่าดำเนินการ ๓๐,๐๐๐ บาท เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวของจำเลยกับค่าเช่าหลักทรัพย์จากผู้ประกัน หากนายโนรีได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวก็จะเรียกค่าดำเนินการเพิ่มตามทุนทรัพย์ที่ใช้ประกันจำเลยทำคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของนายโนรีในระหว่างสอบสวน เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์ คำสั่งแต่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องนายโนรีกับนางโสภิตให้ จำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของนายโนรีใหม่ จำเลยก็เรียกค่าดำเนินการเช่นเดิม ต่อมานายโนรีถูกฟ้อง นายโนรีกับนางโสภิต บอกว่าอัยการเจ้าของสำนวนคัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราว ขอให้จำเลยไปช่วยเจรจากับอัยการด้วย จำเลยชี้แจงว่าไม่อาจไปเจรจากับอัยการได้เพราะการคัดค้านเป็นดุลพินิจของอัยการเจ้าของสำนวน ส่วนการอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวเป็นอำนาจของศาล แต่จำเลยรับปากว่าจะไปช่วยเจรจากับอัยการให้ จำเลยพูดกับนายโนรีและ นางโสภิตในลักษณะให้กำลังใจเท่านั้น จำเลยคงเรียกค่าดำเนินการขอปล่อยตัวชั่วคราวของนายโนรีในชันพิจารณาเป็นเงินล่วงหน้า ๓๐,๐๐๐ บาท เช่นเดิมแต่ไม่ได้รับเงิน เมื่อนางโสภิตบอกว่าจะไปขอเจรจากับอัยการเกี่ยวกับการคัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราวด้วย ตนเอง จำเลยตอบว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของนางโสภิตเองจำเลยไม่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ภายหลังนายเอนกโทรคัพท์เรียกจำเลยไปซักถาม จำเลยก็ชี้แจงให้นายเอนกทราบว่าเป็นการเรียกเงินค่าใช้จ่ายของ ทนายความและค่าเช่าหลักทรัพย์จากผู้ประกันมิใช่เรียกเงินเพื่อนำมา จูงใจอัยการไม่ให้คัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราว เห็นว่า เมื่อจำเลยเข้ามอบตัวและทราบข้อกล่าวหาแล้ว จำเลยคงให้การปฏิเสธลอยโดย ไม่ได้ให้การถึงข้อเท็จจริงใด ๆ เพื่อเป็นแนวทางต่อสู้คดีไว้เลย มีลักษณะว่าจำเลยเพิ่งมาคิดหาข้อเท็จจริงเพื่อต่อสู้คดีในภายหลัง คำเบิกความของจำเลยจึงมีนํ้าหนักให้รับฟังได้น้อย เมื่อพิจารณาถึงการกระทำผิดฐานนี้ย่อมเห็นกันเฉพาะผู้เรียกเงิน ผู้ถูกเรียกเงิน และ หรือเจ้าพนักงานผู้ถูกจูงใจเท่านั้น ตามพฤติการณ์ที่นายโนรีบอก นางโสภิตให้ไปพบอัยการเจ้าของสำนวนโดยตรงเพื่อขอลดจำนวนเงิน ที่เรียกร้องและนางโสภิตก็เดินทางมาพบนายเอนกที่สำนักงานอัยการ จังหวัดเพชรบุรีจึงเป็นเพราะจำเลยได้บอกว่าอัยการเจ้าของสำนวนเรียกเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท เพื่อไม่คัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราว หรือ อีกนัยหนึ่งจำเลยมาติดต่อกับอัยการเจ้าของสำนวนจนทราบจำนวน เงินที่เรียกร้องก่อนแล้วนั่นเอง ลักษณะถ้อยคำพูดและการแสดงออกของจำเลยในขณะพูดจะต้องจริงจัง มิใช่เป็นเพียงคำพูดเพื่อให้กำลังใจ ตามที่จำเลยเบิกความต่อสู้ไว้ หากจำเลยเรียกค่าดำเนินการในการทำเรื่องขอปล่อยตัวชั่วคราวตามปกติก็ไม่มีเหตุผลที่นางโสภิตจะต้องมาขอพบนายเอนกอัยการเจ้าของสำนวนเพื่อขอลดจำนวนเงินที่เรียกร้องแต่อย่างใด พยานจำเลยที่นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังหักล้าง พยานโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการต่อไปว่า มีเหตุอันสมควรลดโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยนอกจากทำให้คู่ความเสียหายเดือดร้อนแล้วยังมีผลต่อภาพลักษณ์ ของกระบวนการยุติธรรมโดยตรง สังคมอาจขาดความเชื่อมั่นว่าจะไม่ได้ความเป็นธรรมอย่างแท้จริง การกระทำของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จะได้ความว่าจำเลยประกอบวิชาชีพทนายความมาแล้ว หลายปี ไม่มีประวัติเสื่อมเสีย จำเลยยิ่งต้องระมัดระวังประพฤติตน ให้เป็นแบบอย่างแก่วิชาชีพเดียวกัน แต่จำเลยหาได้กระทำการ เช่นว่านั้นไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาลุงโทษจำคุกจำเลย มีกำหนด ๓ ปี จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการสุดท้ายว่า การสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า นางโสภิตเป็นผู้ทราบ ข้อเท็จจริงต่าง ๆ จากจำเลยและนายเอนกโดยตรง นางโสภิตจึงรู้ว่า จำเลยเรียกร้องเงินโดยแอบอ้างว่าจะนำไปให้อัยการเจ้าของสำนวน ช่วยเหลือไม่คัดค้านการขอปล่อยตัวชั่วคราวของนายโนรี ดังนั้น นางโสภิตจึงสามารถกล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนถึงความผิดที่เกิด ขึ้นอันมีลักษณะเป็นคำกล่าวโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา ๒ (๘) แม้ขณะนางโสภิตให้ปากคำต่อพนักงาน สอบสวนนั้นจะมีนายเอนกร่วมรับฟังรับรู้ด้วยก็ตาม แต่ในการถามปากคำดังกล่าวพนักงานสอบสวนก็ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยพยานบุคคล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา มาตรา ๑๓๓ วรรคสอง ส่วนนายอเนกจะมาแจ้งคำร้องทุกข์ในภายหลัง พนักงานสอบสวนก็ต้องถามปากคำตามบทบัญญัติกฎหมายเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ ในอันจะพิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๑ เมื่อนางโสภิตกับ นายเอนกไปให้ถ้อยคำด้วยความเต็มใจ การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน

(วิจตร วิสุชาติ อนันต์ วงษ์ประภารัตน์ ประพาฬ อนมาน)

ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้มีข้อน่าศึกษาหลายเรื่อง แต่ในบทความนี้จะขอกล่าวถึงเรื่องการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๓ บัญญัติว่า

“ มาตรา ๑๓๓ พนักงานสอบสวนมีอำนาจออกหมายเรียกผู้เสียหายหรือบุคคลใดซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อว่าถ้อยคำของเขาอาจเป็นประโยชน์แก่คดีให้มาตามเวลาและสถานที่ในหมายแล้วให้ถามปากคำบุคคลนั้นไว้

การถามปากคำนั้นพนักงานสอบสวนจะให้ผู้ให้ถ้อยคำสาบานหรือปฏิญาณตัวเสียก่อนก็ได้ และต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยพยานบุคคล

ห้ามมิให้พนักงานสอบสวนตักเตือน พูดให้ท้อใจหรือใช้กลอุบายอื่นเพื่อป้องกันมิให้บุคคลใดให้ถ้อยคำ ซึ่งอยากจะให้ด้วยความเต็มใจ

ในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ การถามปากคำผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิง ให้พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นหญิงเป็นผู้สอบสวน เว้นแต่ผู้เสียหายนั้นยินยอมหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่น และให้บันทึกความยินยอมหรือเหตุจำเป็นนั้นไว้ ทั้งนี้ ผู้เสียหายจะขอให้บุคคลใดอยู่ร่วมในการถามปากคำนั้นด้วยก็ได้

ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องจัดให้ผู้เสียหายหรือพยานยืนยันตัวผู้กระทำความผิดในชั้นจับกุมหรือชี้ตัวผู้ต้องหาในคดีอาญา ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวนจัดให้มีการยืนยันตัวผู้กระทำความผิดหรือชี้ตัวผู้ต้องหาในสถานที่ที่เหมาะสม และสามารถจะป้องกันมิให้ผู้กระทำความผิดหรือผู้ต้องหาเห็นตัวผู้เสียหายหรือพยาน โดยให้คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้เสียหายหรือพยานเท่าที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งกรณี เว้นแต่ผู้เสียหายหรือพยานนั้นยินยอม และให้บันทึกความยินยอมนั้นไว้”

ซึ่งกฎหมายไม่ได้ห้ามเลยว่าจะให้สอบต่อหน้าใครบ้าง อาจเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวนที่จะให้ใครร่วมฟังได้ก็ได้ แต่ในทางปฏิบัตินั้นก็เป็นการสอบสวนต่อหน้าพยานในที่ทำการซึ่งปกติจะเป็นสถานที่เปิดเผยบนสถานีตำรวจอยู่แล้ว

05/01/2017

    คำพิพากษาฎีกาที่  15386/2558 (พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสิทธิชัยหรอโบ๊ท หรือโบ้ท มงคลทอง จำเลย) วิธ,พิจารณาความอาญา พยานบอกเล่า รับฟัง (มาตรา 226/3) หระราชบัญญัติวิธ…

29/11/2016

ระเบียบสำนักงานศาลยุติธรรม ว่าด้วยการให้บริการคัดถ่ายสำเนาคำพิพากษาระหว่างศาลยุติธรรมทั่วประเทศ พ.ศ. 2559

06/11/2016

เจ้าหน้าที่ตำรวจ มีหน้าที่จับกุม ถ้าจับกุมก็ต้องมีของกลาง ตำรวจกับของกลางจะคู่กันเสมอเพราะว่าต้องยึดเป็นพยานหลักฐาน ตัวผู้ต้องหาก็ต้องทำลายพยานหลักฐานที่ตำรวจยึดตามมาตรา 142
“ มาตรา 142 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สินหรือเอกสารใด ๆ อันเจ้าพนักงานได้ยึด รักษาไว้ หรือสั่งให้ส่งเพื่อเป็นพยานหลักฐาน หรือเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่ว่าเจ้าพนักงานจะรักษาทรัพย์หรือเอกสารนั้นไว้เอง หรือสั่งให้ผู้นั้นหรือผู้อื่น ส่งหรือรักษาไว้ก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ”
บางครั้งตำรวจก็อยากได้ของกลางเหมือนกัน เช่น ของกลางเป็นปืนดีที่ไม่มีทะเบียนมีปัญหาว่า จับกุมผู้มีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ยึดปืนและกระสุนปืนเป็นของกลางแต่เอาอาวุธปืนกระบอกอื่นส่งแทน เมื่อจำเลยมีหน้าที่จับกุมย่อมมีหน้าที่รักษาของกลางที่ยึดก่อนส่งสถานีตำรวจ เมื่อสับเปลี่ยนหรือยักยอกของกลางไปก็มีความผิดตามมาตรา 147

ฎีกา 535/2490
ความเป็นเจ้าพนักงาน ข้าราชการมักจะมีการขายของหรือการติดต่อราชการแล้วให้ช่วยซื้อพระหรืออะไรที่เกี่ยวกับการกุศล สลากกาชาด เหรียญที่ระลึก ในการขายก็จำมีคำสั่งให้บุคคลใดรับผิดชอบ กระทรวงมหาดไทยก็จะวางระเบียบให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ปลัดอำเภอ เป็นผู้รับผิดชอบ ปัญหาว่าผู้นั้นก็เป็นเจ้าพนักงาน ถ้าเกิดว่าไปมอบให้เจ้าหน้าที่ เช่น พนักงานพิมพ์ดีดช่วยขายหน่อยเช่นนี้ จะมีความผิดตามมาตรา 147 หรือไม่ ก็คงจะเห็นได้ว่าดูเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องของราชการ ก็ต้องดูในคำสั่งหลัก ถ้าคำสั่งหลักไม่ได้บอกให้ปลัดอำเภอหรือผู้ที่ได้รับคำสั่ง ที่เป็นเจ้าพนักงานมอบหมายได้ ไม่ได้รับคำสั่งให้มอบหมายเป็นเรื่องส่วนตัวได้ ก็ไม่ถือเป็นเจ้าพนักงาน ถ้าเกิดเอาทรัพย์สินนี้ไป หรือเบียดบังเอาทรัพย์สินนี้เป็นของตนเอง ก็จะไม่ผิดตามมาตรา 147 แต่จะผิดในเรื่องของยักยอมธรรมดาตามมาตรา 352
“ มาตรา 352 ผู้ใดครอบครอบทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าทรัพย์นั้นได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำความผิด เพราะผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไปด้วยประการใด หรือเป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้กระทำความผิดเก็บได้ ผู้กระทำต้องระวางโทษแต่เพียงกึ่งหนึ่ง ”

ฎีกา 1112/2507 เอกสารราชการ จะต้องเป็นเอกสารที่เจ้าพนักงานได้ทำขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (8) บันทึกที่จำเลยเขียนขึ้นไว้ทั้งฉบับ และทำขึ้นไว้เป็นส่วนตัวโดยจำเลยมิได้มีหน้าที่ราชการนั้นจึงมิใช่เอกสารราชการ
การที่จำเลยแก้ต้นขั้วใบเสร็จรับเงินที่จำเลยทำขึ้นไว้ เป็นส่วนตัวแสดงทางได้เงินจากการจำหน่ายพระเครื่อง ซึ่งจำเลยจำหน่ายไปโดยจำเลยมิได้ออกใบเสร็จรับเงินให้กับผู้มีชื่อในต้นขั้วด้วยนั้น ไม่เป็นการปลอมเอกสาร แต่ถ้าหากจำเลยออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้ซื้อไปแล้วแก้ต้นขั้วใบเสร็จรับเงินให้น้อยลง การกระทำของจำเลยก็เป็นการแก้ต้นขั้วใบเสร็จรับเงินที่แท้จริงเพื่อแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น ทำให้เกิดเสียหายแก่ผู้ซื้อ จำเลยจึงมีผิดฐานปลอมเอกสารตามมาตรา 264
หากกรณีอัยการสั่งไม่ฟ้องหลายเรื่องเกี่ยวกับเรื่องเทศบาล ถ้าเกิดว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด หาเงินจากตรงไหนก็ได้มาเป็นสวัสดิการ ก็ไม่ใช่เงินของหลวง อาจเป็นการได้รับมอบเงินจากเทศบาลๆก็มอบให้จังหวัดเพื่อใช้ในกิจการใดก็ได้ ผู้ว่าราชการจังหวัด คือหัวหน้าส่วนราชการจังหวัด ก็ใช้เป็นสวัสดิการในการใช้จ่ายเบิกจ่ายวางระเบียบเกี่ยวกับหน้าที่รักษาเงินดังกล่าว มีปัญหาว่าเงินหายแล้วจะผิดอะไรหรือเปล่า เป็นการที่ทำกิจการพิเศษ โดยไม่ต้องอาศัยฐานะอะไรขึ้นมาเลยไม่ใช่เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการตามตำแหน่งหน้าที่ราชการ ก่อนผู้ว่าราชการจังหวัดนำเงินที่ได้มาเป็นสวัสดิการให้ข้าราชการในจังหวัด เพื่อให้ข้าราชการที่มีเงินเดือนน้อยมาทำการกู้ยืม วัตถุประสงค์ไม่ได้ใช้จ่ายในราชการแต่เพื่อช่วยเหลือเป็นส่วนตัว ก็ไม่ผิดตาม มาตรา 147 ปัญหาที่จะยากก็คือ จะทำอย่างไรให้รู้ว่าเป็นเรื่องส่วนตัวในนัย ถ้าเกิดคำถามถามมาตรงๆว่าไม่ใช่เงินราชการเอามาช่วยเหลือส่วนตัวใครๆก็ตอบถูก

ฎีกา 3031/2517 เทศบาลมอบเงินให้แก่จังหวัดเพื่อใช้ในกิจการใด ๆ ก็ได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดให้นำเงินดังกล่าว มาเป็นสวัสดิการข้าราชการในจังหวัด เพื่อให้ข้าราชการผู้มีเงินเดือนน้อยกู้ยืม วัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงินดังกล่าวจึงหาได้มุ่งหมายใช้จ่ายในทางราชการไม่ แต่เป็นการใช้จ่ายช่วยเหลือข้าราชการเป็นการส่วนตัว เป็นกิจการพิเศษซึ่งไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายใดกำหนดไว้ การที่จำเลยได้รับแต่งตั้งให้มีหน้าที่รักษาและรับจ่ายเงินดังกล่าว จึงเป็นกิจการพิเศษ ซึ่งไม่ต้องอาศัยฐานะที่จำเลยเป็นเสมียนตราจังหวัดหรือข้าราชการ การที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวจึงมิใช่เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการตามตำแหน่งหน้าที่ราชการ เมื่อจำเลยเบียดบังยักยอกเงินดังกล่าวไป จึงมีความผิดตาม มาตรา352 เท่านั้น หาเป็นความผิดตามมาตรา 147 ไม่
เป็นการที่แสดงให้เห็นว่าถ้าได้เงินมาแม้ทำในราชการแต่มันไม่ใช่เงินราชการและเป็นเรื่องที่เป็นกิจการส่วนตัว อย่างนี้แม้ทำอยู่ในราชการก็ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 147 ต้องไปมองถึงต้นรากของเงินก่อนว่ามาจากไหน เงินก็ไม่ใช่เงินของราชการ เป็นเงินที่เทศบาลมอบให้ใช้ในกิจการใดๆก็ได้ เงินเทศบาลมีที่จะจัดในกิจการลักษณะแบบนี้ที่ไม่ใช่เป็นเงินของราชการ

31/07/2016

ายการสถานีประชาชน 4-7-59 ช่วงคุยนอกศาล : รถติดไฟแนนซ์หาย ต้องผ่อนต่อหรือไม่ ? หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้ารถยนต์ที่เราผ่อนอยู่กับบริษัทไฟแนนท์เกิดสูญหาย เราต้องผ่อน...

คุยนอกศาล  ...  กับท่าน ปรเมศวร์  อินทรชุมนุม  รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา
31/07/2016

คุยนอกศาล ... กับท่าน ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา

รายการสถานีประชาชน 25-7-59 ช่วงคุยนอกศาล : ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย ทำได้ไหม ? หากมีปัญหาหนี้บัตรเครดิต แต่ เราไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย ทำได้หรือไม่ ? ติดตามคำตอบจาก...

18/05/2016

ในคดีอาญาเมื่อจำเลยตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39(1) ศาลจะสั่งในส่วนคดีอาญาอย่างไรและถ้าเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลต้องดำเนินการอย่างไร และถ้าจำเลยตายในชั้นอัยการพนักงานอัยการจะสั่งอย่างไร และคำสั่งศาลฎีกาที่ 13361/2558 เป็นการวางหลักใหม่หรือไม่
ศึกษาวิเคราะห์จากคำสั่งศาลฎีกาที่ 13361/2558
ป.วิ.อ. มาตรา 40 คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา
ป.วิ.อ. มาตรา 39 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ
ป.วิ.พ. มาตรา 42 คู่ความมรณะ
เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39(1) ศาลฎีกาให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ สำหรับคดีส่วนแพ่งตามคำร้องของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นมารดาผู้ตายที่ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40 หากครบกำหนด 1 ปีนับแต่จำเลยถึงแก่ความตายไม่มีบุคคลใดร้องขอเข้ามาเป็นคู่ความแทนหรือเข้ามาตามหมายเรียกของศาลก็ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ
หมายเหตุ
1. ตามคำสั่งศาลฎีกาที่ 13361/2558 ถือว่าเป็นการวางหลักใหม่เนื่องจากเป็นไปกลับหลักคำพิพากษาฎีกาเดิมหลายเรื่องในประเด็นคดีส่วนแพ่ง
2. ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อจำเลยตายสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39(1) ศาลต้องสั่งจำหน่ายคดีอาญาเสียจากสารบบความ สำหรับคดีส่วนแพ่ง เดิม ถ้าพนักงานอัยการเป็นโจทก์และขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 ในกรณีเช่นนี้แม้ผู้เสียหายจะเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการก็ตาม เมื่อจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำผิดถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมย่อมระงับไป คำขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาย่อมตกไปด้วยศาลต้องจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ให้ศึกษาเพิ่มเติมจากฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 3271/2531
ป.วิ.อ. มาตรา 30, 39 (1), 43
ป.อ. มาตรา 357
ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานรับของโจรและมีคำขอให้จำเลยคืนทรัพย์สินหรือใช้ราคาแทนผู้เสียหายด้วย แม้ผู้เสียหายจะเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการก็ตามเมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมย่อมระงับไป และคำขอให้คืนทรัพย์สินหรือใช้ราคาย่อมตกไปด้วย จึงต้องจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ.
คำพิพากษาฎีกาที่ 1547/2529
ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1), 43, 44
พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยข้อหาวิ่งราวทรัพย์สร้อยข้อมือทองคำหนักสองสลึง 1 เส้น ราคา 2,800 บาท ของผู้เสียหายและมีคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ดังกล่าวแก่ผู้เสียหาย คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) มีผลให้คำพิพากษาของศาลล่างระงับไปในตัว ศาลฎีกามีคำสั่งจำหน่ายคดี
คำพิพากษาฎีกาที่ 268/2536
ป.วิ.อ. มาตรา 43
ป.อ. มาตรา 96, 352
โจทก์ร่วมซื้อบ้าน เลขที่ 308 จากการขายทอดตลาด จำเลยเองก็ทราบ เมื่อจำเลยอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 308 ก็ถือว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองบ้านดังกล่าว การที่จำเลยบอกโจทก์ร่วมว่าบ้านที่จำเลยอาศัยอยู่ไม่ใช่บ้านเลขที่ 308 แต่เป็น บ้านเลขที่ 121 ของส. นั้น เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์ร่วมรื้อถอนบ้านเลขที่ 308 เพื่อที่จำเลยจะได้รับประโยชน์ การกระทำของจำเลยถือได้ว่าเป็นการเบียดบังบ้านเลขที่ 308 เป็นของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานยักยอก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 โจทก์ร่วมจะไปรื้อถอนบ้านครั้งแรกวันที่ 28 เมษายน 2527จึงถือได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตั้งแต่วันนั้น แต่โจทก์ร่วมเพิ่งมาร้องทุกข์เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2530 คดีจึงขาดอายุความ เมื่อคดีขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6) พนักงานอัยการโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนโจทก์ร่วมตาม มาตรา 43
คำพิพากษาฎีกาที่ 6576/2553
ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4), 44/1
ในคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา แม้ผู้เสียหายจะเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการและยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ก็ตาม เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (1) และคำขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนย่อมตกไปด้วย จึงต้องจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ
3. กรณีผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาเองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28(2) เมื่อจำเลยตายสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39(1) แต่หามีผลกระทบต่ออำนาจฟ้องคดีส่วนแพ่งของผู้เสียหายไม่ ศาลคงสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะส่วนอาญาเท่านั้น แต่คดีส่วนแพ่งต้องดำเนินคดีต่อไปตามบทบัญญัติว่าด้วยคู่ความมรณะตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40 ให้ศึกษาจากฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 1238/2493
ป.วิ.พ. มาตรา 42
ป.วิ.อ. มาตรา 39, 40
กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 77
ในคดีอาญาสินไหม ซึ่งโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานยักยอกทรัพย์และให้ใช้ราคาทรัพย์ด้วยนั้น เมื่อจำเลยตายในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ๆ ย่อมสั่งให้คดีส่วนอาญาของโจทก์เป็นอันระงับไปตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา 77 ส่วนคดีส่วนแพ่งให้เลื่อนไปตามมาตรา 42 แห่ง ป.ม.วิ.แพ่ง
คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท. 715/2551
คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาซึ่งมีปัญหาในชั้นฎีกาเฉพาะคำขอในส่วนแพ่ง เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายในระหว่างฎีกา ศาลฎีกาอนุญาตให้ผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทโดยเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 40
4. ในกรณีผู้กระทำผิดหรือผู้ต้องหาตายลงอยู่ระหว่างการพิจารณาสั่งคดีของพนักงานอัยการ พนักงานอัยการต้องสั่งยุติการดำเนินคดี ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญา

02/05/2016

Address

อาคารสำนักงานอัยการภาค 4

40000

Website

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when สำนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Organization

Send a message to สำนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น:

  • Want your organization to be the top-listed Government Service?

Share