สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพื้นที่ภาคใต้

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพื้นที่ภาคใต้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพื้นที่ภาคใต้

10/04/2026
27/03/2026

กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ครั้งที่ 11/2569
วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569 ณ ห้องเสวนา ชั้น 6 สำนักงาน กสม. เวลา 14.00 น.
1. กสม. ชงข้อเสนอแนะการตรวจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอในกระบวนการยุติธรรมโดยเคารพสิทธิฯ หลังพบกรณีละเมิดสิทธิและเสรีภาพประชาชนจากการบังคับตรวจและใช้อำนาจเกินขอบเขตกฎหมาย

2. กสม. ชี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงพื้นที่ชุมชนประชาสงเคราะห์ เขตดินแดง จ่ายค่าทดแทนเวนคืนที่ดินอย่างไม่เป็นธรรม และจำกัดสิทธิผู้ได้รับผลกระทบในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

3. กสม. เผยการประกอบกิจการเหมืองแร่โพแทชใน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เสี่ยงละเมิดสิทธิฯ แนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแก้ไข

ผู้แถลงข่าว: นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

20/03/2026

กสม. แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ครั้งที่ 10/2569
1. กสม. เผยกรณีตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านผู้ประกาศข่าวหญิงช่อง The Critics ในคดีหมิ่นประมาทบนสื่อสังคมออนไลน์ เป็นการดำเนินการที่เกินสมควรแก่เหตุ

2. กสม. แนะกรมชลฯ ทบทวนโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี ระบุเสี่ยงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชน

3. กสม. ตรวจสอบกรณีผู้ต้องขังเรือนจำกลางเขาบินร้องเรียนว่าไม่ได้รับยารักษาโรคและถูกข่มขู่ให้ถอนเรื่องร้องเรียน ระบุการดูแลผู้ต้องขังเป็นไปตามมาตรฐาน ไม่พบการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ผู้แถลงข่าว: นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

27/02/2026

โครงการสัมมนาเครือข่ายเนื่องในโอกาสพิธีเปิดสำนักงาน กสม.พื้นที่ภาคเหนือ”
วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569
ณ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพื้นที่ภาคเหนือ
ตำบลฟ้าฮ่าม อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

20/02/2026

กสม. ร่วมกองทัพบกและกองทัพเรือ ยกระดับมาตรฐานการฝึกทหารใหม่ จัดทำร่างแนวปฏิบัติ DO’s & DON’Ts เน้นการฝึกที่ปลอดภัยและเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการใช้บังคับพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 รวมทั้งอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (CAT) และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (International Convention for the Protection of all Persons from Enforced Disappearance: ICPPED) โดยเห็นว่าหน่วยงานฝ่ายความมั่นคง เช่น กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว ที่ผ่านมา กสม. จึงได้ประสานความร่วมมือกับทุกเหล่าทัพเพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจและแนวปฏิบัติที่ดีตามหลักการสิทธิมนุษยชนและการป้องกันการทรมานและการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การตรวจเยี่ยมเชิงป้องกันที่ศูนย์/หน่วยฝึกทหารใหม่ในหลายพื้นที่ของทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ การจัดอบรมด้านสิทธิมนุษยชนแก่ครูฝึกทหารใหม่ของกองทัพบก และกองทัพเรือ และการตรวจเยี่ยมเรือนจำทหารของกองทัพบก ซึ่งได้รับความร่วมมือด้วยดี
ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) ได้ร่วมกับกองทัพบกและกองทัพเรือจัดทำร่างแนวปฏิบัติในการฝึกทหารใหม่และทหารกองประจำการ “Do’s & Don’ts” เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของกองทัพ ป้องกันการทรมานและการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมภายในหน่วยฝึก และยกระดับมาตรฐานการฝึกทหารให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน หลักการห้ามทรมานโดยเด็ดขาด ซึ่งมุ่งเน้นมาตรฐานการฝึกที่ปลอดภัยควบคู่ไปกับการเสริมสร้างวินัยและความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ทางทหาร โดยร่างแนวปฏิบัติ “Do’s & Don’ts” มีประเด็นสำคัญในเบื้องต้น สรุปได้ดังนี้

สิ่งที่ควรทำ (Do’s) 4 ประการ ได้แก่ (1) เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ปฏิบัติต่อผู้รับการฝึกอย่างเท่าเทียม ให้เกียรติ และไม่เลือกปฏิบัติ ให้สอดคล้องตามกฎหมายสำคัญ อาทิ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พุทธศักราช 2476 (2) สร้างพื้นที่ปลอดภัยปราศจากการใช้ความรุนแรง โดยเน้นการฝึกเชิงพัฒนาที่เสริมสร้างความแข็งแรงและความอดทนของร่างกายตามหลักวิชาการและความปลอดภัย พร้อมจัดให้มีช่องทางร้องเรียนที่เป็นธรรมและไม่เปิดเผยตัวตน (3) ลงโทษ/ลงทัณฑ์ตามการกระทำผิดวินัยอย่างเหมาะสม โดยยึดถือท่าลงโทษมาตรฐานตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนดไว้เท่านั้น และผู้สั่งลงโทษต้องควบคุมดูแลตลอดเวลาการลงโทษ รวมทั้งมีการประเมินสภาพร่างกายและจิตใจหลังการลงโทษทุกครั้ง และ (4) มีมาตรการดูแลด้านสภาพจิตใจ โดยจัดระบบให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาที่เป็นความลับ และอนุญาตให้ติดต่อญาติได้ตามเวลาที่เหมาะสมโดยไม่กีดกันการสื่อสาร
สิ่งที่ไม่ควรทำโดยเด็ดขาด (Don’ts) 6 ประการ ได้แก่ (1) ห้ามใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ เช่น ห้ามตี เตะ ต่อย ทุบตี หรือบังคับให้เปลือยในทุกกรณี รวมถึงห้ามใช้คำพูดดูหมิ่นลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (2) ห้ามใช้ความรุนแรงเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบการฝึก โดยห้ามปลูกฝังหรือทำให้การใช้ความรุนแรงเป็นเรื่องปกติในกระบวนการสอนหรือการสร้างวินัยทหาร และห้ามจัดกิจกรรมใด ๆ ที่เข้าข่ายเป็นการละเมิดสิทธิหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้เข้ารับการฝึก (3) ห้ามกักขังในที่ลับหรือแยกเดี่ยวโดยไม่มีเหตุจำเป็น โดยไม่ให้ควบคุมตัวหรือลงโทษในบริเวณที่ลับสายตา ไม่มีกล้องวงจรปิด หรือไม่สามารถตรวจสอบเหตุการณ์ภายหลังได้ (4) ห้ามใช้ระบบอาวุโสในการบังคับบัญชาโดยมิชอบหรือข่มเหง โดยผู้ฝึกเก่า รุ่นพี่ หรือผู้ช่วยครูฝึก ห้ามใช้อำนาจเหนือผู้เข้ารับการฝึกในการลงโทษ ควบคุม หรือบังคับใด ๆ เว้นแต่ได้รับมอบอำนาจตามระเบียบอย่างชัดเจน (5) ห้ามปิดกั้นการติดต่อกับญาติหรือช่องทางร้องเรียน และ (6) ห้ามบังคับให้ทำสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับการฝึกโดยไม่มีเหตุสมควร เช่น ห้ามใช้แรงงานของผู้เข้ารับการฝึกเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้บังคับบัญชาหรือสั่งใช้งานเกินสมรรถภาพจนเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจหรือการฝึกตามหน้าที่
“ร่างแนวปฏิบัติ Do’s & Don’ts นี้ เป็นข้อเสนอแนะสิ่งที่ควรทำและสิ่งที่ไม่ควรทำโดยเด็ดขาดในการฝึกทหาร โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากกองทัพบกและกองทัพเรือในการร่วมจัดทำและให้ข้อคิดเห็นเพื่อยกระดับมาตรฐานการฝึกทหารให้เป็นไปอย่างปลอดภัยและเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยครูฝึกและผู้บังคับบัญชาหน่วยมีส่วนร่วมพัฒนาร่างแนวปฏิบัติดังกล่าวเพื่อให้เป็นกรอบมาตรฐานกลางสำหรับครูฝึกและหน่วยฝึกทั่วประเทศ ทั้งนี้ กสม. ยืนยันว่า หลักสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะหลักการห้ามทรมานสามารถดำเนินควบคู่ไปได้กับภารกิจด้านความมั่นคง และมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำมาปรับใช้เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ รวมทั้งเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนในภารกิจดังกล่าว” นายวสันต์ กล่าว

17/02/2026

แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
เรื่อง การเร่งตรวจสอบและเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2569
(English translation below)
ตามที่ได้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้ประชาชนได้ใช้สิทธิแสดงเจตจำนงอย่างเสรีและเสมอภาค ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ให้การรับรองไว้
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ติดตามสถานการณ์การเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยความห่วงกังวลยิ่งต่อกรณีความผิดพลาดและความแตกต่างของผลคะแนนที่นำไปสู่การตั้งคำถามถึงการเลือกตั้งว่าเป็นไปตามข้อกำหนดตามกฎหมาย และโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่ รวมถึงบัตรเสียที่มีจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีประชาชนกลุ่มต่าง ๆ นิสิตนักศึกษา และนักวิชาการ เรียกร้องให้มีการตรวจสอบและนับคะแนนใหม่ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงวิกฤตความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้งที่มีผลโดยตรงต่อสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของประชาชน รวมทั้งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในสายตานานาชาติ อันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนจากต่างประเทศได้ด้วย
กสม. ขอเน้นย้ำว่า การเลือกตั้งโดยเสรี สุจริต เป็นธรรม ปราศจากการข่มขู่ คุกคาม หรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ เป็นองค์ประกอบสำคัญของการเคารพสิทธิมนุษยชน จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่มีอำนาจและหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาและตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างโปร่งใส รวดเร็ว โดยคำนึงถึงหลักนิติธรรม และเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก รวมทั้งชี้แจงต่อสาธารณะอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน และเพื่อให้การเลือกตั้งนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่อยู่บนพื้นฐานของการเคารพหลักสิทธิมนุษยชนและหลักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
17 กุมภาพันธ์ 2569

______________________________________________________
Statement of the National Human Rights Commission of Thailand (NHRCT)
On Expediting Investigation and Disclosure of Facts Concerning
the 2026 General Election and Referendum
The general election and the referendum held on 8 February 2026 are crucial processes within a democratic system, through which citizens were able to exercise their rights to express their will freely and equally, as guaranteed in the Constitution of the Kingdom of Thailand and the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR).
The NHRCT has been monitoring the election with grave concern over reports of discrepancies in vote tabulation and the number of invalid ballots, which have led to public questions as to whether the election was conducted in compliance with the law and in a free and fair manner. In addition, various groups of citizens, students, and academics have called for verification of results and recounts in many areas across the country. These concerns reflect a crisis of confidence in the electoral process, which directly impacts the civil and political rights of the people. This situation may also affect international confidence, potentially undermining the country’s economy and foreign investment climate.
The NHRCT reiterates that elections conducted in a free, fair, and transparent manner, without intimidation, threats, or abuse of power, are essential components of respect for human rights. The Commission calls upon the competent authorities to urgently address the issues and conduct a swift and transparent investigation into the electoral facts in accordance with the rule of law. Relevant information should be made easily accessible to the public, accompanied by clear explanations to restore public confidence. Such measures are essential to ensure that the electoral process leads to a political transition grounded in genuine respect for human rights and democratic principles.
National Human Rights Commission of Thailand
17 February 2026

14/02/2026

กสม. ชี้กรณีสำนักงานศาลยุติธรรมไม่ให้ผู้พิการทางการเคลื่อนไหวเข้าสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาเป็นการละเมิดสิทธิ แนะใช้เทคโนโลยีช่วยเหลือผู้พิการให้เข้าถึงโอกาส

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้มีมติหยิบยกกรณีนายศุภวิชญ์ จันทร์เสถียร ผู้พิการทางการเคลื่อนไหว ถูกปฏิเสธไม่ให้เป็นผู้มีสิทธิสอบเป็นข้าราชการตุลาการตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา ขึ้นตรวจสอบ เนื่องจากเห็นว่าอาจมีการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน นั้น
จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2567 นายศุภวิชญ์ซึ่งพิการกล้ามเนื้ออ่อนแรงตั้งแต่กำเนิดได้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการ ตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา โดยขอให้มีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานศาลยุติธรรมช่วยเหลือเขียนคำตอบตามคำบอก เนื่องจากนายศุภวิชญ์เขียนหนังสือช้าและไม่สามารถเขียนหนังสือติดต่อกันได้เป็นเวลานาน แต่ที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) มีมติไม่ให้นายศุภวิชญ์เป็นผู้มีสิทธิสอบโดยพิจารณาจากรายงานความเห็นของคณะกรรมการแพทย์ซึ่งเห็นว่า นายศุภวิชญ์ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงขั้นรุนแรงด้านการเคลื่อนไหวไม่อาจทำกิจกรรมใด ๆ ที่ต้องใช้กำลังกล้ามเนื้อทุกส่วนจนสำเร็จโดยไม่พึ่งพิงบุคคลอื่นและปราศจากการช่วยเหลือได้ อีกทั้งระบุว่าการเขียนคำตอบจะต้องใช้การบรรยายโดยลำพัง การให้ผู้ช่วยเหลือเขียนคำตอบ จะทำให้คำตอบปะปนกับความเข้าใจของผู้เขียนคำตอบให้ ซึ่งจะได้เปรียบผู้สมัครอื่นอย่างชัดเจน จึงไม่ควรให้สิทธิในการเข้าสอบ
ต่อมา เมื่อปี 2568 นายศุภวิชญ์ได้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาอีกครั้ง โดยประสงค์จะเขียนข้อสอบด้วยตนเอง แต่ ก.ต. ในการประชุม ครั้งที่ 14/2568 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2568 ก็มีมติตัดสิทธิไม่ให้นายศุภวิชญ์เข้าสอบเช่นเดิม โดยพิจารณาจากรายงานของคณะกรรมการแพทย์และลักษณะงานหลักของผู้พิพากษาที่ต้องใช้การเขียนหนังสือหรือพิมพ์ข้อความ ตลอดจนการนั่งพิจารณาคดีเป็นเวลานาน จึงมีมติเห็นว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติไม่สอดคล้องตามความในมาตรา 26 (11) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543
กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า คนพิการย่อมมีสิทธิเช่นเดียวกับบุคคลโดยทั่วไป โดยที่ความพิการนั้นเกิดขึ้นได้ตั้งแต่แรกเกิดและภายหลังจากที่เกิดมาแล้วโดยเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ความพิการจึงเป็นเรื่องของมนุษยชาติที่ไม่ควรมีการแบ่งแยกด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง ฐานะ ชาติกำเนิด หรือสถานะอื่นใด และควรสนับสนุนให้มีกลไกหรือมาตรการเพื่อสร้างความเท่าเทียมให้กับคนพิการให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเองอย่างมีคุณภาพ ทั้งนี้ทุกฝ่ายในสังคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายรัฐจะต้องมีความเข้าใจอย่างแท้จริงและให้โอกาสแก่คนพิการที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับคนอื่น ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 27 และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ (CRPD) ได้วางหลักการคุ้มครองไว้
การที่ ก.ต. ตัดสิทธินายศุภวิชญ์ไม่ให้เข้ารับการสอบคัดเลือกในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาเมื่อปี 2567 และเมื่อปี 2568 ที่แม้ว่านายศุภวิชญ์ประสงค์จะเขียนข้อสอบด้วยตนเอง แต่ก็ถูกตัดสิทธิเช่นเดิมโดยอาศัยเหตุผลในด้านความพิการ โดย ก.ต. ไม่ได้พิจารณาถึงแนวทางหรือมาตรการเพื่อให้ความช่วยเหลือหรือปรับสิ่งต่าง ๆ ให้เหมาะสมในการสอบเพื่อเปิดโอกาสให้การสอบเข้ารับราชการเกิดความเท่าเทียมแก่คนพิการ จึงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า การที่ ก.ต. ตัดสิทธิไม่ให้นายศุภวิชญ์เข้ารับการสอบคัดเลือกไม่สอดคล้องกับหลักการห้ามการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความพิการในทุกด้านที่เกี่ยวกับการจ้างงาน และการคัดเลือกบุคคล
อย่างไรก็ดี มีประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปว่า การปฏิบัติที่แตกต่างในกรณีนี้ ก.ต. ได้กระทำโดยมีเหตุผลอันสมควรหรือไม่ เห็นว่า นอกจากเหตุผลเรื่องความพิการแล้ว ในการรับสมัครสอบปี 2567 ก.ต. ยังให้เหตุผลว่า นายศุภวิชญ์ร้องขอวิธีการสอบคัดเลือกที่แตกต่างจากบุคคลที่สมัครสอบคนอื่น ๆ และอาจเกิดการปะปนกันของคำตอบจากผู้ที่ช่วยเหลือในการเขียนคำตอบให้ ซึ่งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับกระบวนการสอบของนายศุภวิชญ์ที่เคยไปสอบกับสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และสภาทนายความซึ่งสามารถจัดให้นายศุภวิชญ์เข้าสอบได้โดยมีผู้ช่วยเหลือในการเขียนคำตอบและไม่พบว่ามีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการปะปนกันของคำตอบ ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ก.ต. สามารถที่จะใช้วิธีการเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันไปปรับใช้กับการสอบของนายศุภวิชญ์ได้เพื่อลดข้อขัดข้องตามที่ ก.ต. กังวล ส่วนการสมัครสอบปี 2568 แม้นายศุภวิชญ์ประสงค์จะเขียนคำตอบด้วยตนเอง แต่ ก.ต. ก็มิได้พิจารณาเงื่อนไขนี้
กสม. เห็นว่า การปฏิบัติงานในปัจจุบันมีเทคโนโลยีหลายอย่างช่วยอำนวยความสะดวก เช่น การแปลงการพูดเป็นตัวอักษรซึ่งสามารถตรวจสอบได้ อีกทั้งศาลก็มีระบบการบันทึกถ้อยคำและให้ตรวจสอบก่อนลงลายมือชื่อรับรอง การให้เจ้าหน้าที่เสมียนหน้าบัลลังก์ช่วยพิมพ์หรือการอ่านซ้ำต่อหน้าคู่ความ ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานในปัจจุบัน การสอบข้อเขียนในกรณีที่ผู้สมัครสอบเป็นคนพิการจึงควรนำเทคโนโลยีมาปรับใช้หรือปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมเพื่อเปิดโอกาสให้คนพิการได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ ลักษณะงานของผู้พิพากษาเป็นงานที่ใช้ความรู้ความสามารถทางกฎหมายเป็นสาระสำคัญมากกว่าความสามารถในเชิงกายภาพของร่างกาย แม้นายศุภวิชญ์จะเป็นคนพิการทางการเคลื่อนไหว แต่ก็ประกอบวิชาชีพเป็นทนายความซึ่งเป็นวิชาชีพทางกฎหมายเช่นเดียวกับผู้พิพากษามาหลายปี นอกจากนี้ภารกิจหลักตามอำนาจหน้าที่ของผู้พิพากษาศาลยุติธรรม คือ การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีและต้องนั่งพิจารณาให้ครบองค์คณะ ความพิการจึงมิได้เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ที่จะเป็นข้าราชการตุลาการ ขณะที่ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้มีผู้พิพากษาที่เป็นคนพิการหลากหลายประเภท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงระบบที่เปิดโอกาสและมีการออกแบบการสอบและการแต่งตั้งที่อิงอยู่บนหลักความสามารถไม่ใช่รูปลักษณ์ทางกายภาพ ดังนั้น การที่ ก.ต. ปฏิบัติต่อนายศุภวิชญ์ให้แตกต่างจากผู้สมัครรายอื่นที่มีสภาพร่างกายปกติจึงเป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อนายศุภวิชญ์
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังสำนักงานศาลยุติธรรม ให้นำความเห็นตามรายงานนี้เสนอต่อ ก.ต. เพื่อพิจารณาทบทวนมติเพื่อให้คนพิการที่มีลักษณะเช่นเดียวกับนายศุภวิชญ์ สามารถเข้ารับการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาได้ พร้อมให้กำหนดมาตรการหรือแนวทางการช่วยเหลือที่สมเหตุสมผลในระบบการสอบคัดเลือกให้แก่ผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษาที่เป็นคนพิการลักษณะเดียวกับนายศุภวิชญ์ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเสมอภาคอย่างแท้จริงในการเข้าถึงโอกาสทางการประกอบอาชีพของคนพิการตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ (CRPD) ได้รับรองไว้

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นาวสาวอณิชภัทร สิทธิดำรงค์ หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมและเฝ้าระวังสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ร่วมเ...
12/02/2026

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นาวสาวอณิชภัทร สิทธิดำรงค์ หัวหน้ากลุ่มงานส่งเสริมและเฝ้าระวังสถานการณ์สิทธิมนุษยชน

ร่วมเป็นวิทยากรให้แก่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)
ในโครงการอบรมส่งเสริมความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ในกระบวนการการพิจารณาคดี

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อกำหนดขั้นตอนและแบบแผนในการรับตัวผู้ต้องหาเข้าสู่ห้องควบคุมให้มีมาตรฐาน สอดคล้องกับพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและทัศนคติที่ดี แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจในการปฏิบัติต่อผู้ต้องหาที่มีความหลากหลายทางเพศตามหลักสิทธิมนุษยชน และพระราชบัญญัติความเท่าเทียมทางเพศ พ.ศ. 2558 และเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และตรวจสอบได้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ

ซึ่งผู้แทนสำนักงาน กสม. ได้ให้ความรู้ในหัวข้อ “สิทธิมนุษยชน และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565” โดยได้กล่าวถึง การดำเนินการของ กสม.ในด้านการป้องกันการทรมาน การคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และการเฝ้าระวังสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ซึ่งการส่งเสริมความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนไปสู่การปฏิบัติเป็นภารกิจหนึ่งที่สำนักงาน กสม. ดำเนินการเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน

ที่อยู่

192/1-192/2
Hat Yai
90110

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติพื้นที่ภาคใต้ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์