27/05/2026
Lund Innovation District: และทำไมมันถึงเกี่ยวกับเชียงใหม่
ปี 1996 ผมเกือบได้ไปเรียนโทที่ RPI หรือ Research Policy Institute ของ Lund University สถาบันด้านนโยบายและระบบนวัตกรรมชั้นนำของสวีเดน แต่สุดท้ายเลือกไปเรียนที่ Sussex University แทน Lund เลยได้แค่อยู่ในหัว
จนกระทั่งเริ่มทำงานด้าน Innovation District จริงๆ ก็เริ่มกลับมาคิดถึงมันบ่อยขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่กำลังคิดเรื่องย่านนวัตกรรมรอบมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และแม่โจ้ เพราะรูปแบบของ Lund มีความคล้ายกับสิ่งที่ University of Washington กำลังทำอยู่ใน Seattle หรือที่ YMID ทำอยู่กับโรงพยาบาลรามาธิบดีในกรุงเทพฯ
ผมอยากเล่าให้ฟังว่า Lund ID คืออะไร และต่างจาก Science Park ทั่วไปอย่างไร เพราะคิดว่ามันเป็นบริบทที่น่าเอามาคิดต่อสำหรับบ้านเรา บอกตรง ๆ ว่าตอนแรกที่เริ่มนำเอาแนวคิด "ย่านนวัตกรรม" หรือ "Innovation District" มาทำในประเทศไทย ก็เจอคำถาม และแรงต้านจากคนที่ "อุทยานวิทยาศาสตร์" มาพอสมควร หลัก ๆ คือ ความไม่่คุ้นครับ และในยุคแรก ๆ แนวคิดในไทย คือไปหาที่กว้าง ๆ เยอะ ๆ มาทำ อุทยานวิทยาศาสตร์แนว นิคมอุตสาหกรรม อธิบายแบบนี้น่าจะเห็น ภาพ ยุคหลัง ๆ มหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่ม ใช้ที่ดินตัวเอง ของบ วท จนมาเป็น อว ทำอาคารครับ แต่ว่า แนวคิด ย่านนวัตกรรมนี่คือการพัฒนาเนื้อเมืองให้เป้นสถานที่รังสรรค์นวัตกรรม ทีนี้ มหาวิทยาลัยที่เอาคอนเซ้ปนี้มาทำเป็นอย่างไร เราลองมาดู
1) Innovation District ต่างจาก Science Park อย่างไร
อุทยานวิทยาศาสตร์ หรือ Science Park แบบดั้งเดิมคือพื้นที่ที่รัฐหรือมหาวิทยาลัยพัฒนาขึ้นเพื่อดึงบริษัทเทคโนโลยีมาเช่าพื้นที่ เน้นการแยกออกจากเมือง มีรั้ว มีระบบเฉพาะ เป้าหมายหลักคือถ่ายทอดเทคโนโลยีจากห้องแล็บสู่เชิงพาณิชย์
ย่านนวัตกรรม หรือ Innovation District คิดต่างออกไป มันไม่ได้แยกออกจากเมือง แต่ฝังตัวอยู่ในเมือง ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อบริษัทเท่านั้น แต่ออกแบบมาเพื่อคน ทั้งนักวิจัย ผู้ประกอบการ นักศึกษา คนทำงาน และชุมชนรอบข้าง เป้าหมายไม่ใช่แค่ถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่คือสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนจากหลายสาขาได้เจอกัน คิดด้วยกัน และสร้างสิ่งใหม่ร่วมกัน
พูดง่ายๆ Science Park คือพื้นที่ที่คุณไปทำงาน Innovation District คือพื้นที่ที่คุณอยากอยู่
2) Øresund และ Medicon Valley
ก่อนจะพูดถึง Lund ต้องเล่าถึงพื้นที่ก่อน เพราะภูมิศาสตร์มีส่วนสำคัญมาก
พื้นที่แถบนี้เรียกว่า Øresund Region ครอบคลุมสวีเดนตอนใต้และโคเปนเฮเกนของเดนมาร์ก เชื่อมกันด้วยสะพาน Øresund ที่ข้ามได้ใน 20 นาที ภายใน Region นี้มีสิ่งที่โลกรู้จักในชื่อ Medicon Valley หนึ่งในคลัสเตอร์นวัตกรรมการแพทย์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีบริษัท Life Science กว่า 400 แห่ง นักวิจัยหลายหมื่นคน และมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งสองฝั่งของช่องแคบ
Lund ไม่ได้ยืนอยู่คนเดียว มันเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ใหญ่กว่า และนั่นคือเรื่องที่น่าเรียนรู้มากในตัวมันเอง
3) ตัวเมืองนั้นเล็ก แต่ข้างในนั้นใหญ่มาก
ตัวเมือง Lund เล็กมาก เดินได้ทั่วในครึ่งวัน แต่มหาวิทยาลัย Lund ก่อตั้งปี 1666 เก่ากว่าสวีเดนสมัยใหม่ด้วยซ้ำ มีนักศึกษากว่า 46,000 คน บุคลากร 8,600 คน และนักวิจัยกว่า 4,500 คนจาก 150 ประเทศ มหาวิทยาลัยสอนและวิจัยครอบคลุมแทบทุกสาขา ตั้งแต่วิศวกรรม แพทยศาสตร์ นิติศาสตร์ ไปจนถึงศิลปะและดนตรี ซึ่งเป็นฐานที่ทำให้การ cross-collaboration ข้ามสาขาเกิดได้จริง
รวมแล้วในพื้นที่ District นี้มีคนทำงานด้านนวัตกรรมกว่า 30,000 คน ใน 1,400 บริษัท มีบริษัทที่เจ้าของเป็นต่างชาติถึง 300 แห่ง และในปี 2023 เกิด startup ใหม่ถึง 400 บริษัท
4) ระบบนิเวศชั้นในชั้นนอก
สิ่งที่ทำให้ Lund ID ไม่ใช่แค่ชื่อบนกระดาษคือความหนาแน่นของ layers ที่ซ้อนกันอยู่ในพื้นที่เดียว
ชั้นแรกคือโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์ที่ไม่มีใครลอกได้ MAX IV Laboratory ผลิต X-ray beam สว่างที่สุดในโลกสำหรับงานวิจัยวัสดุและชีววิทยาโมเลกุล และ European Spallation Source หรือ ESS โครงการร่วมยุโรปที่สร้างแหล่งกำเนิดนิวตรอนทรงพลังที่สุดในโลก ดึงนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำจากทั่วยุโรปให้ต้องมาอยู่ที่ Lund สองสิ่งนี้คือเหตุผลที่คนต้องมา ไม่ใช่แค่เพราะบรรยากาศดี
ชั้นที่สองคือ Science Park สามแห่งที่โปรไฟล์ไม่ซ้ำกัน Ideon Science Park เปิดปี 1983 เป็น Science Park แห่งแรกของสวีเดน ปัจจุบันมีกว่า 400 บริษัทและพนักงาน 10,000 คน เน้น Deep Tech และ Tech เป็นหลัก Medicon Village เน้น Life Science และเชื่อมกับ Medicon Valley โดยตรง และ Science Village เป็นพื้นที่ขยายใหม่สำหรับงานวิจัยและความร่วมมือข้ามสถาบัน
ชั้นที่สามคือบริษัทขนาดใหญ่ที่เลือก Lund เป็นที่ตั้งศูนย์ R&D ทั้ง Tetra Pak, Alfa Laval, Ericsson, Saab, Siemens, Volvo, Sony Nordic, Oatly และ Axis Communications ซึ่งเป็นเจ้าตลาด Network Camera ระดับโลก การมีบริษัทเหล่านี้อยู่ในพื้นที่ไม่ได้แค่สร้างงาน แต่สร้าง demand ให้กับ startups และนักวิจัยในระบบ
ชั้นที่สี่คือ incubators สี่แห่งที่แต่ละแห่งมีโฟกัสต่างกัน Ideon Innovation ดูแล Deep Tech startups SMILE Venture Hub เชี่ยวชาญ Life Science ตั้งแต่ concept จนถึง commercialization VentureLab ดูแล student startups และ xPlot ทำงานกับ startups ในกลุ่ม creative sector
ชั้นที่ห้าคือ labs ที่เปิดให้ใช้ได้จริง ภายใต้แนวคิด LTH Open Door มหาวิทยาลัย Lund เปิดห้องปฏิบัติการกว่า 15 แห่งให้คนนอกมาใช้ได้ ตั้งแต่ 3D Printing Lab, Food Lab, Energy Lab, Nano Lab, Virtual Reality Lab ไปจนถึง Dark Lab ที่ฟังชื่อแล้วน่าสงสัยว่าทำอะไร การมี lab เปิดแบบนี้สำคัญมาก เพราะมันลดต้นทุนในการทดสอบไอเดียของ startup หน้าใหม่ลงอย่างมาก
5) โครงสร้างที่ไม่มีใคร Top Down ได้
Steering Group ของ Lund ID ประกอบด้วยสามเสียงหลัก เสียงจากการเมืองท้องถิ่น คือ นายกเทศมนตรีเมือง เสียงจากวงวิชาการ คือ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัย และตัวแทนจาก European Spallation Source หรือ ESS ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัยระดับโลก (big science infrastructure) สำหรับการใช้ neutron scattering เพื่อศึกษาวัสดุในระดับอะตอมและโมเลกุล แล้วมอบให้ Future by Lund ทำหน้าที่นำการ co-create ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ทุกฝ่ายร่วมสร้าง
ดูเหมือนเรื่องเล็กแต่จริงๆ มันคือหัวใจของทั้งหมด "ย่าน" หรือ District ที่มีผู้เล่นคนใดคนหนึ่งพยายามถือไว้คนเดียว ไม่ว่าจะเป็นรัฐ มหาวิทยาลัย หรือเอกชน มักจะพบว่าคนอื่นไม่รู้สึกว่ามันเป็นบ้านของตัวเอง และก็ไม่ลงทุนกับมันจริงๆ
6) แล้วมันเกี่ยวกับเชียงใหม่ยังไง
ต้นปี 2024 University of Washington ใน Seattle ประกาศเริ่มพัฒนา Portage Bay Crossing โครงการ Innovation District ขนาด 69 เอเคอร์บนพื้นที่มหาวิทยาลัยที่เก่าและไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่ เป้าหมายคือสร้าง "walkable urban hub" ที่รวมงานวิจัย บริษัท startup ที่อยู่อาศัย และร้านค้าไว้ในพื้นที่เดียวกัน ทำร่วมกับ Wexford Science + Technology บริษัทที่เชี่ยวชาญพัฒนา knowledge community ร่วมกับมหาวิทยาลัยมาแล้ว 17 แห่งทั่วสหรัฐฯ
รองประธานฝ่ายกิจการภายนอกของ UW บอกชัดว่า "เราเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ไม่ใช่บริษัทเอกชน เรามีพันธะต้องร่วมมือกับหลายฝ่ายที่หลากหลาย" ซึ่งต่างจากย่านเชิงพาณิชย์อย่าง South Lake Union ที่ Amazon ครองอยู่อีกฝั่งของทะเลสาบ
ที่กรุงเทพฯ YMID หรือ Yothi Medical Innovation District: ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี เดินในแนวทางคล้ายกัน โดยมีโรงพยาบาลรามาธิบดีรับเป็นเจ้าภาพหลัก ดึงระบบนิเวศด้านนวัตกรรมการแพทย์มาไว้ในพื้นที่เดียวกับโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และชุมชน ตอนนี้ จะมี กทม เชิ่อม กลุ่มโครงข่ายโรงพยาบาลทั้งแถบรอบ ย่านอนุสาวรีย์ชัย เข้ากับ BTS แล้ว และก่อนหน้าก็เชื่อมระบบ Refer เคส ต่าง ๆ แล้วระดับหนึ่งระหว่างโรงพยาบาลในย่าน อาคารใหม่ ที่จะมีที่ทำการ "ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี" ก็กำลังจะเสร็จแล้ว ส่วนตัวผมดีใจมากครับ ที่ เครือข่ายคนทำนวัตกรรมค่อย ๆ ทำให้มันเกิดขึ้นจริง ๆ หลังจากนี้คงต้องมาลุ้นกันต่อว่าจะ Spin Out Deep tech สาย Med tech เกิดขึ้นมากใน Yothi Medical Innovation District: ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี
สามกรณีนี้ Lund, UW Seattle, และ YMID มีจุดร่วมอยู่อย่างหนึ่ง คือมหาวิทยาลัยเลือกที่จะไม่แยกตัวเองออกจากเมือง แต่เลือกเปิดพื้นที่และดึงระบบนิเวศเข้ามาอยู่ด้วยกัน
สำหรับเชียงใหม่ มช. และแม่โจ้มีทั้งที่ดิน มีนักวิจัย มีนักศึกษา และมีชุมชนรอบข้างที่มีศักยภาพ คำถามที่น่าคิดคือ จะเชื่อมสิ่งที่มีอยู่แล้วเหล่านั้นให้ทำงานร่วมกันได้อย่างไร และใครจะเป็นคนทำหน้าที่ "เชื่อม" นั้น
Lund ใช้เวลา 40 กว่าปีในการสร้างสิ่งที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ เขาไม่ได้เริ่มจากการมีทุกอย่าง แต่เริ่มจากการรู้ว่ามีอะไรอยู่แล้ว แล้วจะเชื่อมมันอย่างไร
มช ได้เริ่มทำ ย่านนวัตกรรมการแพทย์ SMID: ย่านนวัตกรรมการแพทย์ SMID: Suandok Medical Innovation District มาสักพักแล้ว เน้นไปที่ ธุรกิจสตาร์ทอัพ อาจต้องมาดู Master plan แบบนี้ เชื่อมกับ โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของ มช ที่มีอยู่ขนานคลองชลประทาน
ในขณะที่ MAID ย่านนวัตกรรมการเกษตรแม่โจ้ กำเนิดต่างจาก ของ มช คล้าย Lund ID และ Washington university มากกว่า มหาวิทยาลัยบรรจุ แนวทางนี้ไปในแผนครบ 100 ปีของมหาวิทยาลัย เริ่มมองโครงสร้างพื้นฐานทาง นวัตกรรม Agtech และ Foodtech เริ่มมีการทำงานกับเทศบาลเมืองแม่โจ้ เหลือแต่ เปลี่ยนย่านสันทรายไล่ไปถึงแม่แตงให้กลายเป็น Agtech และ Food tech hub ของเชียงใหม่ได้อย่างเป็นรูปร่าง มหาวิทยาลัย host สมาคม Agtech ตอนนี้น่าจะมี startup ด้านนี้อยุ่พอสมควรแล้ว
Lund Innovation District — lundid.com
UW Portage Bay Crossing — GeekWire, January 2024