Rare Books Collection

Rare Books Collection ห้องหนังสือหายาก สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

'กลิ่นกระเทียม พริกแดง หอมแดง และใบกะเพรา' กลิ่นแรกๆ ที่ทักทายผู้มาเยือนทันทีเมื่อเดินเข้าใกล้ครัวสยามห้องหนังสือหายาก ช...
01/09/2026

'กลิ่นกระเทียม พริกแดง หอมแดง และใบกะเพรา' กลิ่นแรกๆ ที่ทักทายผู้มาเยือนทันทีเมื่อเดินเข้าใกล้ครัวสยาม
ห้องหนังสือหายาก ชวนสำรวจครัวและอาหาร ว่าชาวสยามปรุงอาหาร และกินอาหารอะไรบ้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ผ่านบันทึกของกลุ่มมิชชันนารีอเมริกัน จากหนังสือ Siam and the Siamese : as described by American missionaries ปีพิมพ์พ.ศ. 2429
บันทึกได้กล่าวถึงห้องครัวในสยามว่า ค่อนข้างเรียบง่าย มีเพียงกล่องไม้ใส่ดินและก้อนหินสามก้อนตั้งเป็นเตาเส้าก็เสร็จสมบูรณ์ ไม่มีปล่องระบายควัน เขม่าไฟจึงลอยฟุ้งจับผนังไม้ไผ่จนดำทะมึน มีเพียงม้านั่งเตี้ยๆ ตัวเดียวสำหรับแม่ครัวนั่งหั่นผักหั่นเนื้อ ตุ่มน้ำใหญ่ที่ตักจากแม่น้ำลำคลอง และถ้วยชามดินเผาไม่กี่ใบเท่านั้น

จากเตาไฟง่ายๆ เช่นนี้เอง ที่ปรุงอาหารหลักของชาวสยามอย่างข้าว แกง และปลา ด้วยเครื่องเทศกลิ่นแรงจากกระเทียม พริก หอมแดง และใบกะเพรา นอกจากนี้ยังมีกะปิและทุเรียนเป็นของขึ้นชื่อที่มีกลิ่นรุนแรงเป็นเอกลักษณ์ และยังพบว่ามีการนำสัตว์อย่างหนู ค้างคาว หรือกบ มาปรุงเป็นแกงเผ็ดด้วยเช่นกัน

ทว่าไม่ใช่ทุกบ้านที่จะได้เข้าครัวปรุงเองทุกมื้อ สำรับกับข้าวของแต่ละบ้านต่างกันไปตามฐานะ หากครอบครัวยากจนมากอาจมีเพียงข้าวสวยโรยเกลือ หรือปลาเค็มชิ้นเล็กๆ เพียงชิ้นเดียวก็ถือว่าอิ่มท้องพอสำหรับหนึ่งมื้อ ขณะที่ครอบครัวมีฐานะจะมีสำรับประณีตพรั่งพร้อมและคนรับใช้คอยจัดเตรียม ส่วนหญิงชาวบ้านทั่วไปซึ่งต้องออกไปตรากตรำค้าขายและทำไร่ไถนาหาเลี้ยงชีพ มักไม่มีเวลาเข้าครัวทุกมื้อ จึงพึ่งพา "อาหารสำเร็จรูป" อย่างแกงรสจัด ปลาย่าง มันเผา หรือผักดอง ที่พายเรือเร่มาขายหรือวางขายตามตลาดริมทาง

และหากมองอาหารที่เด็กสยามบริโภคนั้น แตกต่างจากเด็กตะวันตกอย่างสิ้นเชิง มิชชันนารีหญิงท่านหนึ่ง (Mrs. McFarland) บันทึกไว้ว่า "เด็กชายและเด็กหญิงในสยามไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาจาก น้ำตาล เครื่องเทศ และสิ่งดีๆ ทั้งหลาย ตามแบบเด็กตะวันตก แต่ร่างกายของพวกเขาถูกสร้างขึ้นมาจากปลา สัตว์ปีก แกง ข้าว หอมแดง และกระเทียม และสิ่งดีๆ ทุกอย่าง และดูเหมือนจะเป็นวัตถุดิบที่ดีมากในการสร้างเด็กขึ้นมาเช่นกัน เพราะพวกเขามักจะฉลาดและหัวไวมาก"

🍽 ชาวสยามก็กินตามลำดับ.....🍽
เมื่อถึงเวลารับประทาน ในครอบครัวชนชั้นสูงยังมีธรรมเนียมให้ผู้ชายซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวรับประทานก่อน ตามด้วยผู้หญิงและเด็กตามลำดับ ก่อนทุกคนจะนั่งล้อมวงใช้มือเปิบข้าวกับแกงอย่างคล่องแคล่ว และต้องล้างเท้าให้สะอาดที่บันไดบ้านเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ

เรื่องราวบนสำรับกับข้าวเหล่านี้เป็นเพียงหนึ่งในรายละเอียดชีวิตประจำวันที่มิชชันนารีกลุ่มนี้บันทึกไว้ใน Siam and the Siamese : as described by American missionaries เขียนขึ้นโดยกลุ่มมิชชันนารีชาวอเมริกันที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาและทำงานในสยามสมัยรัชกาลที่ 5 รวมถึงมิชชันนารีที่เป็นผู้หญิงได้มีโอกาสเข้าไปสอนภาษาอังกฤษในฝ่ายในของวังหลวง เนื้อหาภายในเล่มยังครอบคลุมหัวข้อที่หลากหลาย เช่น สภาพภูมิอากาศ พรรณไม้ และวิถีชีวิตของสัตว์ในภูมิภาคอินโดจีน ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวสยาม การทำงานของคณะเผยแผ่ศาสนา บรรยากาศภายในวังหลวง และภาพประกอบที่แสดงถึงการแต่งกายของคนในสมัยนั้น สะท้อนมุมมองของชาวตะวันตกที่มีต่อสังคมและวัฒนธรรมไทยในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้อย่างชัดเจน

Siam and the Siamese : as described by American missionaries
Thailand and ASEAN Information Center (6th Floor) : Rare Book Collection
Call No: [RA] 915.93 Sd563
https://library.car.chula.ac.th/record=b1083651
————————————————————-
Explore and delve deeper into historical archives, Cold War era documents, and rare books at https://digiverse.chula.ac.th/
#หนังสือหายาก #จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย #หอสมุดกลาง

25/08/2026
🎁📖 หนังสือหายาก: ความทรงจำที่มีชีวิต🎁📖หนังสือทุกเล่มมีคุณค่าในตัวเอง โดยเฉพาะเล่มที่เป็นของขวัญจากคนสำคัญหรือที่ตั้งใจเล...
24/08/2026

🎁📖 หนังสือหายาก: ความทรงจำที่มีชีวิต🎁📖

หนังสือทุกเล่มมีคุณค่าในตัวเอง โดยเฉพาะเล่มที่เป็นของขวัญจากคนสำคัญหรือที่ตั้งใจเลือกซื้อด้วยตนเอง ต่อให้เป็นหนังสือที่ตีพิมพ์จำนวนมาก แต่ความรู้สึกและความทรงจำของเจ้าของก็ทำให้หนังสือเล่มนั้นกลายเป็น "เล่มเดียวในโลก" เสมอ

ร่องรอยเหล่านี้ ทั้งลายเซ็น ข้อความ ลายมือผู้เขียน หรือตราบรรณสิทธิ์ (Bookplate) ล้วนเป็นหลักฐานแสดงประวัติการครอบครอง (Provenance) ซึ่งเป็นเสน่ห์สำคัญของ หนังสือหายาก สิ่งเล็ก ๆ ที่ถูกบันทึกไว้ไม่ได้เป็นเพียงร่องรอยบนหน้ากระดาษ แต่คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนความสัมพันธ์ ความรู้สึก และความทรงจำระหว่างผู้ให้กับผู้รับ ทำให้หนังสือแต่ละเล่มทรงคุณค่าและมีชีวิตชีวาอย่างไม่เสื่อมคลาย

[ ] พระราชหัตถเลขา คราวเสด็จมณฑลฝ่ายเหนือในรัชกาลที่ 5 นับในหนังสือเรื่องเที่ยวที่ต่าง ๆ เปนภาคที่ 5 (พิมพ์ พ.ศ. 2465)หน...
17/08/2026

[ ] พระราชหัตถเลขา คราวเสด็จมณฑลฝ่ายเหนือในรัชกาลที่ 5 นับในหนังสือเรื่องเที่ยวที่ต่าง ๆ เปนภาคที่ 5 (พิมพ์ พ.ศ. 2465)

หนังสือเรื่อง “พระราชหัตถเลขา คราวเสด็จมณฑลฝ่ายเหนือในรัชกาลที่ 5 นับในหนังสือเรื่องเที่ยวที่ต่าง ๆ เปนภาคที่ 5” ซึ่งเจ้าจอมมารดาโหมด ป.จ. รัชกาลที่ 5 พิมพ์ในงานฉลองอายุครบ 60 ทัศ เมื่อปีจอ พ.ศ. 2465 เล่มนี้ เป็นพระราชหัตถเลขาที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ครั้งเสด็จเลียบหัวเมืองมณฑลฝ่ายเหนือเมื่อ พ.ศ. 2444 มีทั้งหมดรวม 26 ฉบับ และมีรูปถ่ายที่ช่างผู้ตามเสด็จไปในครั้งนั้นฉายไว้จำนวนมาก ก่อนเริ่มพระราชหัตถเลขาเป็นคำอธิบายว่าด้วยการเสด็จเมืองเหนือ กล่าวถึง “เมืองเหนือ” “เมืองใต้” และการเสด็จเมืองเหนือของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ส่วนพระราชหัตถเลขาพระราชนิพนธ์นั้น เป็นเรื่องของการเสด็จพระราชดำเนินเมืองเหนือครั้งแรก ซึ่งเสด็จโดยรถไฟไปยังพระราชวังบางปะอิน จากนั้นทรงเรือพระที่นั่งเก๋งที่มีเรือกลไฟจูงขึ้นไปตามลำแม่น้ำจนถึงเมืองฝางข้างเหนือของอุตรดิตถ์ โดยพระราชหัตถเลขานั้น ทรงมีถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ เนื้อหาเริ่มตั้งแต่เสด็จไปบางปะอิน ตามด้วยอ่างทอง สิงหบุรี ชัยนาท อุทัยธานี นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก และอุตรดิตถ์ แล้วกลับมาจนถึงพระราชวังบางปะอิน โดยทรงเล่าเรื่องต่าง ๆ ในการเสด็จประพาสซึ่งมีทั้งการเดินทาง บ้านเมือง วัดวาอาราม ความเป็นอยู่ การทำมาหากิน น้ำ ลำน้ำ และพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ที่ทรงกระทำระหว่างการเสด็จในครั้งนั้น

อ่าน E-book: https://digiverse.chula.ac.th/Info/item/dc:87887
————————————————————-
Explore and delve deeper into historical archives, Cold War era documents, and rare books at https://digiverse.chula.ac.th/
#หนังสือหายาก #จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย #หอสมุดกลาง

14/08/2026

เปิดหน้าชีวิต ผ่าน ‘Human Book’ เล่มพิเศษ
‘50 ปี แสนสนุก สุขใจ ในจุฬาฯ กับ รศ.ดร.อมร เพชรสม’
เคยสงสัยไหมว่า หากเราสามารถหยิบ ‘ชีวิต’ ของใครสักคนมาเปิดอ่านได้เหมือนอ่านหนังสือสักเล่ม
หน้ากระดาษเหล่านั้นจะบอกเล่าเรื่องราวแบบไหน?
ในโลกแห่งการเรียนรู้ยุคใหม่ Human Library หรือ ห้องสมุดมนุษย์ พลิกนิยามการอ่านจากการกวาดสายตาผ่านตัวอักษรบนหน้ากระดาษหรือหน้าจอ สู่การอ่านผ่านการพูดคุยกับ ‘Human Book’ หรือ ‘หนังสือมนุษย์’ คนคนหนึ่งที่พร้อมเปิดใจถ่ายทอดประสบการณ์ วิธีคิด มุมมอง หรือบทเรียนชีวิตที่หล่อหลอมตัวตนของพวกเขาอย่างจริงใจ
จุดแรกเริ่มของ Human Library เกิดขึ้นเพื่อทลายอคติทางความคิด สร้างพื้นที่ปลอดภัย และส่งเสริมความเข้าใจในความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์ ซึ่งปัจจุบัน แนวคิดนี้ได้ขยายขอบเขตไปสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเชิงวิชาชีพและการบริหารจัดการ เพื่อให้เราได้ถอดรหัสเบื้องหลังความสำเร็จในการทำงาน
สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยากชวนมาร่วม ‘เปิดอ่าน’ เรื่องราวของ รศ.ดร.อมร เพชรสม อดีตผู้อำนวยการสำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาฯ บุคคลสำคัญผู้สร้างแรงขับเคลื่อนและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับหอสมุดกลางแห่งนี้
‘บทใหม่ของชีวิต ในวัย 61 ปี’
คนส่วนใหญ่อาจเชื่อว่า การเริ่มต้นนับหนึ่งในสายงานใหม่ ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งได้เปรียบ เพราะมีเวลาให้ลองผิดลองถูก แต่สำหรับ รศ.ดร.อมร เพชรสม บทบาทการเป็นผู้บริหารห้องสมุดกลับเริ่มต้นขึ้นในวัย 61 ปี หลังจากเกษียณอายุราชการจากตำแหน่งคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยได้เพียง 8 เดือน
จากอาจารย์สอนวิชาเคมี และคนทำงานสายบริหาร ผู้ไม่เคยมีพื้นฐานด้านบรรณารักษศาสตร์มาก่อนเลย โจทย์แรกที่ได้รับมอบหมายกลับมีเพียงสั้นๆ สองข้อ คือ “ทำให้ห้องสมุดดีกว่าเดิม” และ “ปรับโครงสร้างหอกลาง” โดยไม่มีรายละเอียดหรือคู่มือใดๆ แนบมาด้วย
“ให้มาพัฒนา... พัฒนาเป็นอะไรก็ไม่รู้ อันนี้คือโจทย์”
สิ่งที่อาจารย์ทำในช่วงแรกของการรับตำแหน่ง ไม่ใช่การเรียกประชุมหรือนั่งอ่านรายงานประจำปี แต่คือการเดินสำรวจห้องสมุดด้วยตัวเองทุกเช้า ขึ้นบันไดตั้งแต่ชั้น 1 ถึงชั้น 7 เฝ้ามองทุกโซน ทุกมุมบริการ และสังเกตไปถึงรายละเอียดที่หลายคนอาจมองข้าม อย่างเรื่อง ‘กระดาษชำระในห้องน้ำ’ ที่ในยุคนั้นผู้ใช้บริการต้องพกมาเอง
หลังจากนั้น ห้องน้ำทุกห้องในหอสมุดกลางก็ถูกปรับปรุงให้มีกระดาษชำระม้วนใหญ่และสบู่ล้างมือพร้อมใช้งานทันที เพราะอาจารย์เชื่อว่า “ห้องน้ำคือสิ่งจำเป็นพื้นฐานที่สุดสำหรับประชาคมขนาดใหญ่”
‘จุดเริ่มต้นเล็กๆ สู่การขับเคลื่อนองค์กรตลอด 11 ปี’
ปรัชญาการทำงานที่เริ่มจากมองตนเองเป็นผู้ใช้บริการคนหนึ่ง ขยายผลไปสู่การพลิกโฉมบริการด้านสารสนเทศของหอสมุดกลางครั้งใหญ่ตลอดระยะเวลา 11 ปีในการดำรงตำแหน่ง
‘เมื่อ ‘งานห้องสมุด’ ไม่ใช่แค่การหยิบหรือจัดเก็บหนังสืออีกต่อไป’
ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สิ่งที่อาจารย์อมรตั้งเป้าหมายและฝันอยากเห็นหอสมุดกลางเป็นมาโดยตลอด คือการเป็น “Integrated Innovative Library For All”
ห้องสมุดในฐานะพื้นที่เรียนรู้ที่หลอมรวมทั้งหนังสือ #สารสนเทศดิจิทัล #เทคโนโลยี และพื้นที่สร้างสรรค์เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน และเปิดรับทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นนิสิต บุคลากร หรือประชาชนทั่วไป
การเปิดบริการ 24 ชั่วโมงในช่วงสอบ การสร้างห้องสมุดไร้บรรณารักษ์ (Unmanned Library) ตลอดจนการเปิดระบบ Open Access ให้เข้าถึงวิทยานิพนธ์ได้จากทุกมุมโลก จึงไม่ใช่เพียงแค่การปรับตัวตามยุคสมัย แต่คือการลงมือทำให้คำว่า ‘Library For All’ เกิดขึ้นจริง เพื่อให้ห้องสมุดยังคงเป็นหัวใจของการเรียนรู้ที่ไม่เคยหยุดหมุน ไม่ว่าโลกภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วเพียงใด
และสำหรับอาจารย์อมร หัวใจสำคัญของการพาห้องสมุดก้าวข้ามความเปลี่ยนแปลง และพิสูจน์คุณค่าของคนทำงาน ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยี หรือโครงสร้างองค์กร แต่อยู่ที่การพัฒนา ‘คน’ ในสายงานนี้
“ต่อให้เรามีเทคโนโลยีทันสมัยแค่ไหน ถ้าคนในองค์กรยังไม่พร้อมเดินไปด้วยกัน ทุกอย่างก็ไปต่อไม่ได้”
นั่นจึงเป็นเหตุผลให้อาจารย์อมรทุ่มเทกับการพัฒนาบุคลากรอย่างจริงจัง ทั้งการสนับสนุนทุนการศึกษา ส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ไปนำเสนอผลงานในเวทีระดับนานาชาติ และพาไปดูงานต่างประเทศเพื่อเปิดหูเปิดตาให้เห็นโลกทัศน์การทำงานที่กว้างไกลกว่าเดิม
ในวันที่ภาครัฐมีแนวคิดจะปรับลดหรือยุบตำแหน่ง ‘ #บรรณารักษ์’ เพราะมองว่าเป็นงานที่เทคโนโลยีทดแทนได้ จนเกิดกระแสคัดค้านที่ชี้ให้เห็นว่า นี่คือ ‘ #วิชาชีพเฉพาะ’ ที่มีความสำคัญต่อสังคมอย่างมาก
เพราะงานห้องสมุดในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เพียงแค่การเดินหยิบ จัดเรียง หรือเฝ้าเคาน์เตอร์หนังสือ แต่คือ #การจัดการสารสนเทศ คัดกรอง #องค์ความรู้ และสร้าง #พื้นที่เรียนรู้ ที่ตอบโจทย์ผู้คน
แล้วอะไรคือคำตอบของการพาห้องสมุดก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลง และทำให้ ‘คนทำงาน’ ยังคงทรงคุณค่าในยุคแห่งการดิสรัปชัน (Disruption) ?
ลองมาเปิดอ่าน ‘Human Book’ เล่มพิเศษกับ รศ.ดร.อมร เพชรสม ถอดรหัสวิธีคิด บทเรียนการบริหาร ตลอด 50 ปีในจุฬาฯ และ 11 ปีในหอสมุดกลาง ที่จะพาเราไปหาคำตอบร่วมกันผ่านบทสนทนาในคลิปวิดีโอนี้
กำกับดูแลและพัฒนาเนื้อหา: ศูนย์สารสนเทศประเทศไทยและประชาคมอาเซียน
ถ่ายทำและตัดต่อ: ฝ่ายบริการข้อมูลสารสนเทศ
#อมรเพชรสม #หอกลาง ังสือชีวิต #ห้องสมุด

13/08/2026
“อุ๊ย พวกชาวสยามช่างมีผิวเหลืองอะไรเช่นนี้นะเธอ”“คงจะเป็นพยาธิกระมัง”เสียงซุบซิบจากฝูงชนชาวมาดริดเมื่อ พ.ศ. 2440 ที่ถูกบ...
13/08/2026

“อุ๊ย พวกชาวสยามช่างมีผิวเหลืองอะไรเช่นนี้นะเธอ”
“คงจะเป็นพยาธิกระมัง”
เสียงซุบซิบจากฝูงชนชาวมาดริดเมื่อ พ.ศ. 2440 ที่ถูกบันทึกไว้ในวารสาร Blanco y Negro ของสเปน ในวันที่ผู้คนออกมารอชมขบวนเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
แม้ฟังดูเสียดสีในสายตาคนยุคนี้ แต่ในบริบทปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 นั่นคือภาพสะท้อนที่ชาวยุโรปมีต่อ ‘สยาม’ ดินแดนไกลโพ้นที่พวกเขารู้จักเพียงผ่านข่าวลือและจินตนาการ
กว่า 60 ปีต่อมา ภาพของไทยในสายตาชาวสเปนได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“...กษัตริย์ภูมิพลและพระราชินีสิริกิติ์ ผู้ทรงพระสิริโฉม ทรงเป็นอาคันตุกะของกรุงมาดริด... ทั้งสองพระองค์ทรงนำมาซึ่งความยินดีปรีดาของผู้คนบนท้องถนน... เรากล่าวได้ว่า ทั้งสองพระองค์ทรงเป็นทูตซึ่งแสนวิเศษในต่างประเทศ”
ถ้อยคำจากหนังสือพิมพ์สเปนในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินเยือนสเปนอย่างเป็นทางการ สะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้ก้าวไปไกลกว่าความแปลกใหม่ในสายตาชาวยุโรป หากกลายเป็นมิตรภาพระหว่างสองราชอาณาจักร
หากการเสด็จประพาสยุโรปของรัชกาลที่ 5 คือการแนะนำสยามต่อสายตานานาชาติและประกาศความศิวิไลซ์เพื่อธำรงเอกราช การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสเปนของรัชกาลที่ 9 ก็เกิดขึ้นท่ามกลางฉากทัศน์ใหม่ของยุคสงครามเย็นที่โลกแบ่งขั้วอำนาจ และการทูตเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การต่างประเทศแบบขบวนแห่ เพื่อรักษาผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติ
จากการค้าและการเผยแผ่ศาสนาในสมัยอยุธยา สู่ราชไมตรีระหว่างราชสำนัก และบทบาทการต่างประเทศของไทย

อ่านเรื่องราวพัฒนาการสายสัมพันธ์ไทย–สเปน ตลอดกว่า 400 ปี พร้อมรายการทรัพยากรสารสนเทศสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อ ได้ที่นี่
https://digiverse.chula.ac.th/Highlight/detail/105

————————————————————-
Explore and delve deeper into historical archives, Cold War era documents, and rare books at https://digiverse.chula.ac.th/
#หนังสือหายาก #จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย #หอสมุดกลาง #ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ #ไทยสเปน

“...ก่อนจะเป็นนายคน ต้องทำงานเป็น”หม่อมหลวงบัว กิติยากร (ราชสกุลเดิม สนิทวงศ์) พระราชชนนีในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระ...
12/08/2026

“...ก่อนจะเป็นนายคน ต้องทำงานเป็น”
หม่อมหลวงบัว กิติยากร (ราชสกุลเดิม สนิทวงศ์) พระราชชนนีในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เคยเล่าถึงวิธีการเลี้ยงดูลูกๆ ไว้ว่าเป็นไปอย่างเรียบง่าย ลูกทุกคนต้องฝึกทำความสะอาดห้องนอน ห้องน้ำ และกางมุ้งด้วยตนเอง
ท่านกล่าวถึงสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้เป็นธิดาคนโตด้วยความภาคภูมิใจว่า
“ลูกผู้หญิงต้องรู้งานบ้านงานเรือน... ก่อนจะเป็นนายคน ต้องทำงานเป็น... สมเด็จฯ ท่านทำได้เรียบร้อย พระนิสัยเป็นคนละเอียดมาก”
นอกจากนี้ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงยังทรงได้รับการปลูกฝังเรื่องความประหยัดและการรู้คุณค่าของสิ่งของมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ดังที่หม่อมหลวงบัวเล่าไว้ว่า
“ฉันเลี้ยงลูกแบบธรรมดาๆ แต่ให้อยู่ดีกินดี...”
“เสื้อผ้าของลูก เสื้ออยู่กับบ้าน เสื้อไปโรงเรียน ฉันเย็บให้เอง ปักเองด้วย ต้องประหยัดทุกอย่าง เสื้อไปเที่ยวมีคนละชุด และต้องถนอม ให้รู้จักว่าเงินทองหามาได้ยาก...ตุ๊กตาก็ไม่ได้มีเล่นอะไร ตุ๊กตาแพง เล่นหัวลูกตาล เอามาทำจนสวย เขียนหน้าเขียนตา ไม่ได้ฟุ้งเฟ้ออะไรเลย”
ขณะที่พระราชบิดาในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ (หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร) ทรงอบรมบุตรธิดาให้มีวินัย มีความอดทน และความเสียสละ ผ่านสถานการณ์จริงในยามสงคราม แม้ในวันคล้ายวันประสูติของพระโอรสธิดา ก็ยังทรงงดจัดงานเลี้ยง พร้อมทั้งตรัสสอนว่า
"หนูก็มีความสุขกินอิ่มอยู่แล้ว และยามสงครามด้วย จะเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ"
อาจกล่าวได้ว่า รากฐานแห่งความรัก ความมีวินัย และความเรียบง่ายที่ได้รับการปลูกฝังในราชสกุลกิติยากรมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ได้หล่อหลอมให้สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพียบพร้อมด้วยพระอุปนิสัยอันอ่อนโยนทว่ากล้าหาญ มีพระเมตตา และพระจริยวัตรอันงดงามเป็นที่ประจักษ์ เป็นพระราชินีนาถ ผู้ทรงเป็น ‘แม่แห่งแผ่นดิน’ อันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยตลอดมา

นิทรรศการ “กิตติคุณ กิติยากร” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “สิริสรรค์บันดาลใจ” โครงการจัดทำนิทรรศการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จัดทำโดยสำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ที่ชั้น 6 ห้องหนังสือหายาก สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป
เวลาทำการ: วันจันทร์–ศุกร์ เวลา 8.00–19.00 น. และวันเสาร์ เวลา 9.00–18.00 น.
บุคคลภายนอกมีค่าธรรมเนียมเข้าใช้ห้องสมุด 20 บาท
#วันแม่ #12สิงหาคม #หนังสือหายาก #จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย #หอสมุดกลาง #สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง #พระบรมราชินีนาถ #กิตติคุณกิติยากร #สิริสรรค์บันดาลใจ #นิทรรศการ #ศูนย์สารสนเทศประเทศไทยและประชาคมอาเซียน

CHULA LIBRARY OPEN HOUSE 2026 🎪📅 วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569⏰ เวลา 15.00 - 19.00 น.📍 ชั้น G สำนักงานวิทยทรัพยากร (หอสมุด...
11/08/2026

CHULA LIBRARY OPEN HOUSE 2026 🎪
📅 วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569
⏰ เวลา 15.00 - 19.00 น.
📍 ชั้น G สำนักงานวิทยทรัพยากร (หอสมุดกลาง จุฬาฯ)

🎠 CHULA LIBRARY OPEN HOUSE 2026 🎪
✨ PLAY & LEARN - สนามนี้…ยิ่งเล่น ยิ่งรู้จัก Library! ✨
ชวนนิสิตจุฬาฯ มาเปิดประสบการณ์ใหม่กับหอสมุดกลาง
เปลี่ยน “ห้องสมุด” ให้กลายเป็น “สนามแห่งการเรียนรู้”
ที่ทั้งสนุก ได้เล่น และได้รู้จักบริการดี ๆ ที่จะช่วยให้ชีวิตการเรียนง่ายยิ่งขึ้น 💡📚
🎯 มาเล่นเกมสนุก ๆ
🔎 สำรวจและทำความรู้จักบริการต่าง ๆ ของหอสมุดกลาง จุฬาฯ
🎁 พร้อมลุ้นรับของรางวัลมากมาย!
ไม่ว่าจะเป็นสายอ่าน สายเรียน สายกิจกรรม
หรือยังไม่เคยรู้เลยว่า “หอสมุดกลาง” มีอะไรบ้าง
มาเล่นด้วยกัน แล้วจะรู้ว่าหอสมุดกลางมีอะไรให้ค้นพบมากกว่าที่คิด! 🛝✨
📅 วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569
⏰ เวลา 15.00 - 19.00 น.
📍 ชั้น G สำนักงานวิทยทรัพยากร (หอสมุดกลาง จุฬาฯ)
แล้วมา PLAY & LEARN ไปด้วยกัน 💖
สนามเด็กเล่นแห่งการเรียนรู้…รอทุกคนอยู่นะ!
💬 ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Facebook : Chula Library หอสมุดกลาง จุฬาฯ
Instagram : chulalibrary
TikTok : chulalibrary
===================================
🎠 CHULA LIBRARY OPEN HOUSE 2026 🎪
✨ PLAY & LEARN - The More You Play, the More You Discover the Library! ✨
Calling all Chula students! Come experience the Chula Library in a whole new way! 💖
We’re turning the “library” into a “playground for learning” - the place where you can have fun, play, explore and discover useful library services that can make your student life easier. 💡📚
🎯 Enjoy fun games and activities
🔎 Explore and discover the services offered by the Chula Library
🎁 And get a chance to win lots of exciting prizes!
Whether you’re a book lover, a dedicated learner, an activity enthusiast, or someone who has no idea what the Chula Library has to offer - come join the fun!
PLAY with us, and you’ll LEARN that there’s so much more to discover at the Chula Library than you might think! 🛝✨
📅 Friday, August 28, 2026
⏰ 3:00 - 7:00 PM
📍 G Floor, Office of Academic Resources (Chula Library)
Come PLAY & LEARN with us! 💖
Your playground for learning is waiting for you! 🎠✨
💬 For more information
Facebook: Chula Library หอสมุดกลาง จุฬาฯ
Instagram:
TikTok:
#หอสมุดกลางจุฬา

ชวนสำรวจ “เสียง” ของลุ่มน้ำโขง เมื่อ 130 ปีที่ผ่านมา จาก Notes of a Journey on the Upper Mekong, Siam ผ่านแนวคิดด้านภูมิ...
06/08/2026

ชวนสำรวจ “เสียง” ของลุ่มน้ำโขง เมื่อ 130 ปีที่ผ่านมา จาก Notes of a Journey on the Upper Mekong, Siam ผ่านแนวคิดด้านภูมิทัศน์เสียง (Soundscape)
เวลาอ่านหนังสือประวัติศาสตร์หรือบันทึกการเดินทาง เรามักจะใช้ “ตา” ในการมองภาพอดีต มองผ่านแผนที่ รูปวาด หรือตัวอักษร แต่ถ้าลองจินตนาการดูว่า ถ้าลองเปลี่ยน ‘เลนส์’ ในการอ่าน มาเป็นการ ‘ฟัง’ โลกเมื่อร้อยกว่าปีก่อนจะมีเสียงเป็นอย่างไร?

ห้องหนังสือหายากชวนสำรวจ "เสียง" ของลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน ผ่านบันทึกการเดินทาง Notes of a Journey on the Upper Mekong, Siam (พ.ศ. 2438) ของ เฮอร์เบิร์ต วาริงตัน สมิธ (Herbert Warington Smyth) นักธรณีวิทยาชาวอังกฤษผู้รับราชการในกรมราชโลหกิจและภูมิวิทยาของสยาม

เนื้อหาหลักในบันทึกเป็นการบรรยายถึงการเดินทางสำรวจแร่รัตนชาติบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน เส้นทางเริ่มต้นจากกรุงเทพฯ ผ่านชัยนาท อุตรดิตถ์ พิษณุโลก น่าน ขึ้นไปถึงเชียงราย ก่อนข้ามแม่น้ำโขงไปยังหลวงพระบาง และเดินทางกลับกรุงเทพฯ ผ่านหนองคายและโคราช และอธิบายถึงข้อมูลสภาพภูมิศาสตร์และธรณีวิทยา ควบคู่ไปกับวิถีชีวิตของผู้คนท้องถิ่น ความเชื่อ และประเพณีวัฒนธรรม

นอกจากสายตาที่ช่างสังเกตแล้ว สมิธยังมี “หู” ที่ช่างฟัง โดยสมิธได้บรรยายถึง “เสียง” ที่ได้ยินตลอดการเดินทาง ซึ่งนั่นทำให้ตัวเขากลายเป็นสิ่งที่ R. Murray Schafer ผู้ริเริ่มแนวคิดภูมิทัศน์เสียง (Soundscape) เรียกว่า พยานผู้ได้ยินเหตุการณ์ (Earwitness) และหากลองจำแนก 'เสียง' ที่ปรากฏในบันทึกการเดินทางตามแนวคิด Soundscape ของ Schafer จะพบภูมิทัศน์ทางเสียง 3 ประเภทด้วยกัน:
---
🌿 1. เสียงพื้นหลังหลัก (Keynote Sound)
เสียงฉากหลังที่กลืนไปกับบรรยากาศในยุคที่ไร้เครื่องยนต์กลไก เช่น เสียงนกกระปูดร้อง "ปูด ปูด" ดังคลอๆ เป็นเสียงพื้นหลังของป่า หรือคืนอันตรายที่แก่งฟ้าผ่า ที่สมิธได้ยินเสียงเสือหายใจดัง "ปี๊บ ปี๊บ" อยู่ในความมืดรอบแคมป์ แต่กลับไม่เคยเห็นตัวจริงเลยสักครั้ง

🔔 2. เสียงสัญญาณ (Sound Signals)
เสียงที่ตั้งใจส่งข้อความเฉพาะ เช่น เสียงกระดิ่งขบวนวัวต่างที่มีระดับเสียงแตกต่างกันในแต่ละตัว เพื่อให้คนเลี้ยงรู้ตำแหน่งของฝูงสัตว์แม้มองไม่เห็นในป่าทึบ หรือเสียงสวดมนต์ในวัดยามเย็น

🎶 3. เสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ (Soundmark)
เสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของพื้นที่อย่าง “เสียงแคน” เครื่องดนตรีลาวที่สมิธหลงใหลจนจดบันทึกกลไกการเกิดเสียงไว้อย่างละเอียด สมิธสังเกตว่า คืนหนึ่งในหลวงพระบาง เสียงแคนแว่วมาจากทุกทิศทางและแต่ละบ้านก็จะมีแคนเป็นของตัวเอง อีกสิ่งที่น่าสนใจคือ พอสมิธข้ามพรมแดนวัฒนธรรมจากเขตลาวเข้าสู่เมืองน่าน เสียงแคนกลับ “หายวับไป” ทันที แล้วถูกแทนที่ด้วยเสียงขลุ่ยไม้ไผ่ เสียงแคนจึงทำหน้าที่ช่วยจำแนกพรมแดนทางวัฒนธรรมได้อย่างแม่นยำ

และเสียงเหล่านี้ไม่ตายตัว คืนหนึ่งที่หลวงพระบาง เสียงแคนที่ปกติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว กลับกลายเป็นแค่เสียงพื้นหลังธรรมดา เพราะดังอยู่ทุกทิศทางจนกลืนไปกับเมือง ส่วนเสียงนกกระปูดที่ปกติเป็นแค่เสียงขับกล่อมป่า ก็กลายเป็นสัญญาณบอกเวลาที่แม่นยำได้ในอีกบริบทหนึ่ง
อ่านบทความฉบับเต็ม https://digiverse.chula.ac.th/Highlight/detail/104
และอ่าน Notes of a Journey on the Upper Mekong, Siam
E-Book : https://digiverse.chula.ac.th/Info/item/dc:87733
————————————————————-
Explore and delve deeper into historical archives, Cold War era documents, and rare books at https://digiverse.chula.ac.th/

#หนังสือหายาก #จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย #หอสมุดกลาง #ประวัติศาสตร์การฟัง #ลุ่มแม่น้ำโขง

ที่อยู่

Bangkok

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 19:00
อังคาร 08:00 - 19:00
พุธ 08:00 - 19:00
พฤหัสบดี 08:00 - 19:00
ศุกร์ 08:00 - 19:00
เสาร์ 10:00 - 19:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Rare Books Collectionผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท