12/06/2026
SOCIETY: ‘การทรงกรม’ และ ‘พระที่นั่งพิมานรัตยา’
รู้จักเบื้องหลังสองธรรมเนียมการถวายพระเกียรติยศ
เมื่อครั้งดำรงพระชนม์ชีพ และคราวสิ้นพระชนม์
แด่กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
ในช่วงเช้าของวันนี้ (12 มิถุนายน 2569) สำนักพระราชวังได้ออกประกาศแจ้งว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี สิ้นพระชนม์ สิริพระชันษาปีที่ 47 หลังจากทรงพระประชวรจากพระอาการทางพระหทัยและหมดพระสติ จนต้องเข้ารับการรักษาพระองค์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2565 เป็นต้นมา โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาและติดตามพระอาการอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม พระอาการได้ทรุดลงตามลำดับ ก่อนสิ้นพระชนม์อย่างสงบเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 19.48 น. ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สำนักพระราชวังดำเนินการพระศพตามราชประเพณีและถวายพระเกียรติยศสูงสุด โดยประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ภายในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งนับเป็นการประดิษฐานพระศพเจ้านายฝ่ายใน ‘ครั้งแรก’ ด้วย
ภายหลังการประกาศดังกล่าว ชื่อของ ‘กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา’ และ ‘พระที่นั่งพิมานรัตยา’ กลับมาเป็นที่สนใจของสาธารณชนอีกครั้ง ทั้งในฐานะพระนามกรมที่มีความพิเศษในประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ และในฐานะสถานที่สำคัญของราชประเพณีเกี่ยวกับพระศพที่สืบทอดต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน
หากพูดถึงพระอิสริยยศของพระบรมวงศานุวงศ์ไทย หลายคนอาจคุ้นเคยกับพระนามที่มีคำว่า ‘กรมหลวง’ ต่อท้าย แต่ในความเป็นจริงแล้ว การได้รับพระอิสริยยศชั้นกรมหลวงตั้งแต่แรกนั้นหาใช่เรื่องปกติ
ตามธรรมเนียมแห่งราชสำนักไทย การทรงกรมของพระราชโอรสและพระราชธิดาจะเป็นไปตามพระบรมราชวินิจฉัย โดยเจ้านายชั้น ‘พระองค์เจ้า’ มักเริ่มต้นที่ชั้น ‘กรมหมื่น’ หรือในบางกรณีอาจได้รับพระอิสริยยศสูงขึ้นเป็น ‘กรมขุน’ ขณะที่เจ้านายชั้น ‘สมเด็จเจ้าฟ้า’ โดยปกติจะเริ่มทรงกรมในชั้น ‘กรมขุน’
คำว่า ‘ทรงกรม’ คือการที่พระมหากษัตริย์พระราชทานพระอิสริยยศพร้อมพระนามกรมแก่พระบรมวงศานุวงศ์ เป็นธรรมเนียมที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เดิมทีเกี่ยวข้องกับการมอบหมายให้กำกับดูแล ‘กรม’ หรือหน่วยงานราชการบางส่วน แต่ต่อมาความหมายด้านการบริหารค่อยๆ ลดลง เหลือเพียงการพระราชทานพระเกียรติยศและฐานันดรศักดิ์แก่พระราชโอรส พระราชธิดา และพระบรมวงศานุวงศ์ตามพระบรมราชวินิจฉัย ทั้งยังสะท้อนพระเกียรติยศและลำดับชั้นในราชสกุลผ่านพระนามกรมที่ได้รับ เช่น กรมหมื่น กรมขุน หรือกรมหลวง
อย่างไรก็ตาม ในบางโอกาสที่ถือเป็นกรณีพิเศษ สมเด็จเจ้าฟ้าบางพระองค์ก็ได้รับพระอิสริยยศสูงกว่าธรรมเนียมทั่วไป คือ ‘กรมหลวง’ ตั้งแต่แรกที่ทรงกรม
ตลอดระยะเวลากว่า 240 ปีของกรุงรัตนโกสินทร์ ‘พระราชธิดาชั้นเจ้าฟ้า’ ที่ได้รับพระอิสริยยศ ‘กรมหลวง’ ตั้งแต่แรก ปรากฏเพียง 4 พระองค์เท่านั้น ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าแจ่ม กรมหลวงศรีสุนทรเทพ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าประไพวดี กรมหลวงเทพยวดี ในสมัยรัชกาลที่ 1, สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสุทธาทิพยรัตน์ สุขุมขัตติยกัลยาวดี กรมหลวงศรีรัตนโกสินทร ในสมัยรัชกาลที่ 5 และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในรัชกาลปัจจุบัน
จึงสะท้อนให้เห็นว่า การได้รับพระอิสริยยศ ‘กรมหลวง’ ตั้งแต่แรกสำหรับพระราชธิดาชั้นเจ้าฟ้า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในประวัติศาสตร์ราชสำนักไทย และนับเป็นเกียรติยศที่อยู่เหนือธรรมเนียมปกติของการทรงกรมในแต่ละยุคสมัย
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี ขึ้นเป็น ‘เจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน’ ทรงพระนามว่า ‘กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา’ โดยในประกาศสถาปนาระบุถึงพระกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งงานแทนพระองค์ งานด้านกฎหมาย งานสาธารณกุศล ตลอดจนการทรงรับภารกิจส่วนพระองค์ต่างๆ จนเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย และทรงสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนเป็นอเนกประการ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระเกียรติยศให้สูงขึ้นตามโบราณราชประเพณี
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ พระนามกรมของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี ไม่ได้ใช้ชื่อเมืองหรือหัวเมืองสำคัญเช่นที่พบในพระนามกรมของพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ในอดีต หากแต่เป็นพระนามที่มีลักษณะเชิงเฉลิมพระเกียรติ
โดยคำว่า ‘ราชสาริณี’ มีความหมายเกี่ยวเนื่องกับผู้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจและเกื้อกูลราชการแผ่นดิน ขณะที่คำว่า ‘สิริพัชร’ เชื่อมโยงกับพระนาม ‘พัชรกิติยาภา’ และ ‘มหาวัชรราชธิดา’ หมายถึงพระราชธิดาแห่งพระมหาวชิราลงกรณ
ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งชื่อที่ปรากฏในประกาศสำนักพระราชวังคือ ‘พระที่นั่งพิมานรัตยา’ สถานที่ประดิษฐานพระศพและสถานที่ประกอบพระราชพิธีสรงน้ำพระศพตามกำหนดการที่ประกาศออกมา
น่าสนใจว่า ธรรมเนียมการสรงน้ำพระบรมศพมีประวัติความเป็นมายาวนาน โดยปรากฏหลักฐานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาใน ‘คำให้การชาวกรุงเก่า’ ซึ่งบันทึกถึงขั้นตอนการจัดการพระบรมศพตามโบราณราชประเพณี เริ่มจากการสรงน้ำชำระพระบรมศพให้สะอาด ก่อนถวายเครื่องพระสุคนธ์หรือเครื่องหอม และทรงเครื่องตามพระอิสริยยศ ทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่า ‘การสรงน้ำ’ และ ‘การถวายเครื่องพระสุคนธ์’ เป็นคนละขั้นตอนกัน
ในอดีต สถานที่ประกอบพระราชพิธีสรงน้ำพระบรมศพไม่ได้มีกำหนดตายตัว หากแต่ขึ้นอยู่กับพระเกียรติยศและความเหมาะสมในแต่ละรัชสมัย ก่อนที่ในเวลาต่อมา พระที่นั่งพิมานรัตยาจะกลายเป็นสถานที่สำคัญสำหรับประกอบพระราชพิธีสรงน้ำพระบรมศพและพระศพตามราชประเพณี
พระที่นั่งพิมานรัตยาตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เดิมใช้เป็นพระมณเฑียรบรรทมของพระมหากษัตริย์เมื่อเสด็จมาประทับ ณ หมู่พระมหาปราสาท ก่อนจะได้รับบทบาทสำคัญในพระราชพิธีเกี่ยวกับพระบรมศพและพระศพในเวลาต่อมา
ภายหลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 ได้มีการประกอบพระราชพิธีสรงพระบรมศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา และนับแต่นั้นเป็นต้นมา พระที่นั่งแห่งนี้ก็มีบทบาทสำคัญในพระราชพิธีสรงพระบรมศพและพระศพของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม แม้พระที่นั่งพิมานรัตยาจะเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีสรงพระบรมศพและพระศพมาอย่างยาวนาน แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการใช้เป็นสถานที่ประดิษฐานพระศพของพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดมาก่อน
กระทั่งในการประกอบพระราชพิธีเกี่ยวกับพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้มีการประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ภายหลังพระราชพิธีสรงพระศพ นับเป็นครั้งแรกที่พระที่นั่งแห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่ประดิษฐานพระศพของเจ้านาย
ในแง่หนึ่ง หากการได้รับพระอิสริยยศ ‘กรมหลวง’ ตั้งแต่แรก ทำให้พระองค์ทรงเป็นพระราชธิดาชั้นเจ้าฟ้าเพียงพระองค์ที่ 4 ในสมัยรัตนโกสินทร์ที่ได้รับพระเกียรติยศดังกล่าว อีกแง่หนึ่ง การประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยาก็เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้พระนามของ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของราชประเพณีไทย ผ่านธรรมเนียมการถวายพระเกียรติยศทั้งเมื่อครั้งทรงพระชนม์ชีพ และคราวสิ้นพระชนม์
ในอีกด้านหนึ่ง หากพระนาม ‘กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา’ สะท้อนพระเกียรติยศที่ได้รับจากการสถาปนาพระอิสริยยศในระหว่างทรงมีพระชนม์ชีพ ‘พระที่นั่งพิมานรัตยา’ ก็สะท้อนการสืบทอดราชประเพณีในการถวายพระเกียรติยศภายหลังการสิ้นพระชนม์ ทั้งสองสิ่งจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวเดียวกันที่ทำให้สังคมไทยได้ทำความเข้าใจธรรมเนียมและประวัติศาสตร์ของราชสำนักไทยอีกครั้ง ผ่านเหตุการณ์สำคัญครั้งนี้