สวท.เครือข่ายโทรทัศน์ขอนแก่น กรมประชาสัมพันธ์

สวท.เครือข่ายโทรทัศน์ขอนแก่น กรมประชาสัมพันธ์ ข่าวสาร,หน่วยงานราชการ

สคร.7 ขอนแก่น เตือนผู้ปกครองเฝ้าระวัง “โรคสุกใส” ระบาดในเด็กช่วงต้นปี 2569 ชี้ติดต่อเร็ว เสี่ยงภาวะแทรกซ้อน ย้ำดูแลรักษา...
27/03/2026

สคร.7 ขอนแก่น เตือนผู้ปกครองเฝ้าระวัง “โรคสุกใส” ระบาดในเด็กช่วงต้นปี 2569 ชี้ติดต่อเร็ว เสี่ยงภาวะแทรกซ้อน ย้ำดูแลรักษาถูกวิธี

สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น (สคร.7) แจ้งเตือนผู้ปกครองให้เฝ้าระวังโรคไข้สุกใส หรืออีสุกอีใส หลังสถานการณ์ภาพรวมของประเทศในปี 2569 มีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยเรียน และพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในสถานศึกษา เนื่องจากเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายผ่านการไอ จาม และการสัมผัสตุ่มน้ำของผู้ป่วย
ดร.นพ.หิรัญวุฒิ แพร่คุณธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น (สคร.7) เปิดเผยข้อมูลจาก กรมควบคุมโรค ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีพบผู้ป่วยแล้วหลายราย โดยกลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือ เด็กอายุ 5–14 ปี รองลงมาคือ เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี สำหรับสถานการณ์ระหว่างวันที่ 1 มค.-17 มี.ค.69 ในเขตสุขภาพที่ 7 ซึ่งครอบคลุมจังหวัดร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคาม และกาฬสินธุ์ พบผู้ป่วยแล้วทั้งสิ้น 767 ราย จังหวัดที่พบผู้ป่วยมากที่สุดคือ จังหวัดขอนแก่น 269 ราย รองลงมาคือ จังหวัดร้อยเอ็ด 247 ราย จังหวัดกาฬสินธุ์ 114 ราย และจังหวัดมหาสารคาม 137 ราย กลุ่มอายุที่พบสูงสุดคือกลุ่มอายุ 5-9 ปี อาการสำคัญของโรคสุกใสเริ่มจากมีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ จากนั้นจะมีผื่นแดงขึ้นตามลำตัวและใบหน้า จากนั้นผื่นจะเริ่มมี “ตุ่มน้ำใส” ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรค ตุ่มจะค่อยๆแตกและตกสะเก็ดภายใน 1–2 วัน โดยมักพบผื่นหลายระยะพร้อมกันในร่างกาย และมีอาการคันมาก ตุ่มสามารถขึ้นได้ทั่วร่างกาย รวมถึงหนังศีรษะ ใบหน้า และบางรายอาจพบในช่องปาก แม้โรคสุกใสส่วนใหญ่จะไม่รุนแรง แต่ในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง ปอดอักเสบ สมองอักเสบ ภาวะขาดน้ำ หรือเกิดแผลเป็นถาวร โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้ใหญ่ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ทั้งนี้ หากมีอาการไข้สูง ซึม หายใจลำบาก หรือชัก ควรรีบพบแพทย์ทันที การดูแลรักษาส่วนใหญ่เป็นการดูแลตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ (พาราเซตามอล) และยาบรรเทาอาการคัน โดย ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็ก เนื่องจากเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสในกลุ่มเสี่ยง และให้ยาปฏิชีวนะเฉพาะกรณีมีการติดเชื้อแทรกซ้อน
ดร.นพ.หิรัญวุฒิ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การรับวัคซีนป้องกันโรคสุกใส เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการลดการป่วยรุนแรงและการแพร่ระบาด โดยแนะนำการรับวัคซีนเพื่อใช้ป้องกันโรคสุกใส คือสามารถรับได้เมื่ออายุ 1-12 ปี แนะนำให้ฉีด 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 3 เดือน และสำหรับ อายุ 13 ปีขึ้นไป แนะนำให้ฉีด 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน ประโยชน์ของวัคซีนสามารถป้องกันการป่วยได้ประมาณ 80–90% และหากติดเชื้อหลังฉีด อาการมัก ไม่รุนแรง และหายเร็ว แต่วัคซีนชนิดนี้ยังไม่อยู่ในแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคพื้นฐาน จึงมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม สำหรับผู้ปกครองที่ดูแลเด็กป่วยควรให้เด็กได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ควรดื่มน้ำมากๆ รักษาความสะอาดร่างกาย ตัดเล็บให้สั้น หลีกเลี่ยงการแกะตุ่มน้ำ และแยกเด็กป่วยออกจากผู้อื่นจนกว่าตุ่มจะแห้งตกสะเก็ดทั้งหมด ควรหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกัน ล้างมือบ่อยๆ และขอย้ำมาตรการในสถานศึกษา หรือสถานที่ฝึกสอนพิเศษ ควรมีการคัดกรองเด็กก่อนเข้าเรียน หากมีไข้หรือผื่นควรแยกผู้ป่วยออกจากกลุ่ม ให้หยุดเรียนจนกว่าจะหาย และทำความสะอาดห้องเรียน ของเล่น พื้นผิวที่สัมผัสร่วมกัน ส่งเสริมการล้างมือและสุขอนามัยส่วนบุคคล และขอความร่วมมือผู้ปกครองและสถานศึกษาร่วมกันเฝ้าระวัง ป้องกัน ดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคในวงกว้าง หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสายด่วน กรมควบคุมโรค โทร. 1422 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

แพทย์เตือนแยกไม่ออก เสี่ยงถึงตาย! อันตรายจากไข่แมงดาทะเลที่หลายคนมองข้าม  สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น (...
06/03/2026

แพทย์เตือนแยกไม่ออก เสี่ยงถึงตาย! อันตรายจากไข่แมงดาทะเลที่หลายคนมองข้าม
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น (สคร.7) เตือนประชาชนระวังอันตรายจากการบริโภค “ไข่แมงดาทะเล” โดยเฉพาะในช่วงนี้อาจพบผู้ป่วยได้รับพิษจากการรับประทานเมนูไข่แมงดา โดยเฉพาะในพื้นที่ชายฝั่งทะเล สาเหตุสำคัญเกิดจากการรับประทานไข่ของ แมงดาถ้วย ซึ่งมีพิษออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท แม้ผ่านการ ต้ม นึ่ง หรือย่าง ก็ไม่สามารถทำลายพิษได้ เมื่อได้รับพิษจะมีอาการชาปาก ลิ้น คลื่นไส้ อาเจียน กล้ามเนื้ออ่อนแรง ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจเสียชีวิตได้
ดร.นายแพทย์หิรัญวุฒิ แพร่คุณธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น (สคร.7) กล่าวว่าไข่แมงดาทะเลเป็นอาหารที่หลายคนนิยมรับประทาน แต่มีความเสี่ยงต่อการได้รับ “สารพิษรุนแรง” ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต แมงดาทะเลที่มีพิษคือ แมงดาถ้วย มีลักษณะคล้ายแมงดาทะเลทั่วไปแต่ขนาดเล็กกว่าเล็กน้อย มีพิษในส่วนไข่และเนื้อ หากนำมาบริโภคอาจเกิดอันตรายถึงชีวิต ชาวประมงจึงต้องแยกชนิดของแมงดาทะเลที่กินได้ กับแมงดาทะเลที่มีพิษ ให้ชัดเจนก่อนนำไปขายหรือปรุงเป็นอาหาร เมนูที่พบบ่อยและมีความเสี่ยง ได้แก่ ยำไข่แมงดาทะเล (ใส่ไข่สด/ลวก) ไข่แมงดานึ่ง ไข่แมงดาย่าง/เผา ไข่แมงดาผัด (เช่น ผัดฉ่า/ผัดพริกแกง) แกงส้มไข่แมงดา ลาบ/ก้อยไข่แมงดา (เสี่ยงสูงมาก หากใช้ไข่แมงดาสด) ไข่แมงดาดอง/แช่น้ำปลา โดยพิษจากไข่แมงดาถ้วย เป็นพิษชนิดเดียวกับที่อยู่ในปลาปักเป้า ซึ่งพิษชนิดนี้ทนต่อความร้อน ต่อให้ปรุงสุกแล้วก็ไม่สามารถทำลายพิษได้หมด แถมยังออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทอย่างรวดเร็ว ซึ่งมักเกิดอาการภายใน 10 นาที – 2 ชั่วโมง อาการหลังได้รับพิษ ได้แก่ ชาปาก ลิ้น มือ เท้า คลื่นไส้ อาเจียนเวียนศีรษะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง หายใจลำบาก อาจเสียชีวิตจากภาวะหายใจล้มเหลว กลุ่มเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยงคือ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ ผู้มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โดยสถานการณ์ในแต่ละปีมักพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในช่วงที่มีการนำไข่แมงดาทะเลมาจำหน่ายในตลาด ช่วงเดือนพฤศจิกายน จนถึงเดือนมีนาคม
นายแพทย์หิรัญวุฒิ กล่าวย้ำให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังในการบริโภคเมนูที่มีไข่แมงดาทะเล เช่น ยำไข่แมงดา ไข่แมงดานึ่ง ไข่แมงดาย่าง หรือเมนูพื้นบ้านอื่นๆ พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากพ่อค้า แม่ค้า ตลอดจนผู้ประกอบการร้านอาหาร หลีกเลี่ยงการนำแมงดาถ้วยซึ่งมีพิษรุนแรงมาจำหน่าย หรือปรุงอาหารจำหน่าย และประชาชนควรหลีกเลี่ยงการบริโภคไข่แมงดาทะเลทุกชนิดหากไม่ทราบที่มาที่ชัดเจน กรณีที่สงสัยว่าได้รับพิษจากไข่แมงดาทะเล ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที ไม่ควรรอดูอาการ สำหรับการช่วยเหลือเบื้องต้น หากผู้ป่วยยังรู้สึกตัวดี อาจพิจารณาทำให้อาเจียนภายใต้คำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ และรีบติดต่อสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉินทันที ทั้งนี้หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ..............

ที่มาข้อมูล: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
รายงานเฝ้าระวังเหตุการณ์อาหารเป็นพิษจากไข่แมงดาทะเล ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี
รวบรวมเผยแพร่ : กลุ่มสื่อสารความเสี่ยงฯ สคร.7

แพทย์เตือน ไม่ชำแหละสัตว์ที่ป่วยตายผิดปกติ สัตว์เลี้ยงอาจติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ย้ำโรคนี้พบได้ตลอดปี         กระทรวงสาธา...
23/02/2026

แพทย์เตือน ไม่ชำแหละสัตว์ที่ป่วยตายผิดปกติ สัตว์เลี้ยงอาจติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ย้ำโรคนี้พบได้ตลอดปี

กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยข้อมูลจากสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าในประเทศไทย จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค ปี 2569 พบผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย ที่จังหวัดระยอง และพบเชื้อพิษสุนัขบ้าในสัตว์ตั้งแต่ 1 มกราคม –20 กุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 50 ตัว ของตัวอย่างทั้งหมด 532 ตัว จาก 77 จังหวัด โดยตรวจพบมากที่สุดในสุนัข พร้อมเน้นย้ำว่าโรคพิษสุนัขบ้าสามารถพบได้ตลอดทั้งปี
นายแพทย์หิรัญวุฒิ แพร่คุณธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่าโรคพิษสุนัขบ้ายังเป็นภัยที่ใกล้ตัว เพราะสามารถพบได้ทั้งในสัตว์เลี้ยงและสัตว์จรจัด สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกฤดู สำหรับสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าในเขตสุขภาพที่ 7 (จังหวัดขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และกาฬสินธุ์) ระหว่าง วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 20 กุมภาพันธ์ 2569 พบเชื้อในสัตว์จำนวน 6 ตัวอย่าง ที่พบมากที่สุดคือ ในสุนัข 5 ตัวอย่าง และในวัว 1 ตัวอย่าง โดยพบในพื้นที่เดิมของปี 2568 และระบาดไปยังพื้นที่ใกล้เคียง จึงทำให้มีความเป็นไปได้ว่าสัตว์ที่ติดโรคพิษสุนัขบ้า อาจแพร่เชื้อไปสู่สัตว์เลี้ยงในครัวเรือน หากประชาชนนำ โค-กระบือที่ติดเชื้อและตายโดยไม่ทราบสาเหตุมาชำแหละ หรือนำมารับประทานแบบดิบ ก็จะทำให้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าได้ หากติดเชื้อและแสดงอาการแล้วจะเสียชีวิตทุกราย ซึ่งที่ผ่านมาเคยพบว่า มีผู้ติดโรคพิษสุนัขบ้าจากการกินเนื้อสัตว์ที่ป่วยหรือตายโดยไม่ทราบสาเหตุ จึงขอให้ประชาชนเฝ้าระวังและสังเกตอาการสัตว์เลี้ยงของตนเอง หากพบสัตว์ที่เลี้ยงไว้มีอาการผิดปกติ เช่น ซึม ก้าวร้าว น้ำลายไหล เดินเซ หรือล้มตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์หรือสาธารณสุขในพื้นที่ทันที เพื่อดำเนินการตรวจสอบและควบคุมโรคอย่างเหมาะสม กรณีถูกกัด ถูกข่วน ให้รีบล้างแผลทันทีด้วยน้ำสะอาดและสบู่นาน 15 นาที จากนั้นเช็ดแผลให้แห้ง ใส่ยาฆ่าเชื้อ และรีบไปพบแพทย์ เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคทันที โดยไม่ต้องรอให้สัตว์ตาย
นอกจากนี้นายแพทย์หิรัญวุฒิ ได้กล่าวชื่นชมหน่วยงานระดับท้องถิ่น ที่ขับเคลื่อนมาตรการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่ โดยเฉพาะการจัดหาวัคซีนให้เพียงพอ ทันเวลา และฉีดวัคซีนตามแนวทาง มาตรการอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งกำชับให้จัดเก็บรักษาวัคซีนตามระบบลูกโซ่ความเย็น (Cold Chain) หากควบคุมอุณหภูมิได้อย่างเหมาะสมจะคงประสิทธิภาพของวัคซีน แต่หากเก็บรักษาในที่อุณหภูมิไม่เหมาะสม วัคซีนจะเสื่อมคุณภาพทันที และส่งผลให้ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคลดลง กรณีวัคซีนที่รอการฉีดหรือฉีดไม่หมด ควรเก็บในตู้เย็นสำหรับเก็บวัคซีนเท่านั้น ไม่ควรเก็บวัคซีนในตู้เย็นที่เก็บอาหาร เครื่องดื่ม หรือมีสิ่งอื่นปะปน ทั้งนี้ หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422” ............................


ที่มาของข้อมูล: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
เว็บไซต์: https://ddc.moph.go.th
กลุ่มโรคติดต่อ สคร.7

หมอเตือน เด็ก วัยรุ่น ป่วยคางทูมเพิ่ม แนะฉีดวัคซีน MMR ให้ครบ ลดการระบาดในชุมชน      สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหว...
08/01/2026

หมอเตือน เด็ก วัยรุ่น ป่วยคางทูมเพิ่ม แนะฉีดวัคซีน MMR ให้ครบ ลดการระบาดในชุมชน
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น เปิดเผย สถานการณ์โรคคางทูมในประเทศไทยปี 2568 พบผู้ป่วยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก วัยรุ่น และสถานศึกษาที่มีคนจำนวนมาก มักพบการระบาดมากในช่วงเปิดภาคเรียน หรือช่วงที่มีการรวมกลุ่มของเด็กและวัยรุ่นจำนวนมาก โดยเฉพาะ ช่วงต้นปีถึงกลางปี แม้จะไม่พบผู้เสียชีวิต แต่มีแนวโน้มเกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อน แนะนำประชาชนเฝ้าระวังอาการ ป้องกันตนเอง และเข้ารับวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์ เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโรคในชุมชน
ดร.นพ.หิรัญวุฒิ แพร่คุณธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่นเปิดเผยข้อมูลการเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา ณ วันที่ 15 ตุลาคม 2568 พบผู้ป่วยโรคคางทูมในประเทศไทย จำนวนกว่า 1,646 ราย อัตราป่วยประมาณ 2.5 ต่อประชากรแสนคน แม้ยังไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต แต่มีแนวโน้มเกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในสถานศึกษา และพื้นที่ที่มีการสัมผัสใกล้ชิด ซึ่งโรคคางทูมเกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อผ่านน้ำลายและละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการใช้สิ่งของร่วมกัน ผู้ป่วยมักมีอาการไข้ อ่อนเพลีย และมีลักษณะเด่นคือ ต่อมน้ำลายบริเวณข้างแก้มหรือใต้หูบวม และมีอาการเจ็บ โดยบางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น อัณฑะอักเสบ รังไข่อักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และสมอง/เยื่อหุ้มสมองอักเสบ โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนหรือรับวัคซีนไม่ครบ
นายแพทย์หิรัญวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า การป้องกันที่ได้ผลดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน MMR (หัด–คางทูม–หัดเยอรมัน) ให้ครบตามเกณฑ์ เด็กควรได้รับวัคซีนอย่างน้อย 2 เข็ม โดย
เข็มที่ 1 อายุ 9 เดือน
เข็มที่ 2 อายุ 1 ปี 6 เดือน ตามแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ส่วนวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่ไม่เคยฉีดหรือไม่ทราบประวัติการฉีด แนะนำให้รับวัคซีน 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ แนะนำกลุ่มที่ควรรับวัคซีนคือ นักเรียน นักศึกษา บุคลากรสาธารณสุข ผู้ทำงานหรืออยู่รวมกันเป็นกลุ่ม สามารถเข้ารับวัคซีนที่ โรงพยาบาลของรัฐ โรงพยาบาลเอกชน คลินิกเวชกรรม สถานพยาบาลของรัฐใกล้บ้าน (บางแห่งมีบริการฟรีตามสิทธิ) หลังฉีดอาจมีไข้ต่ำ ๆ ปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีด (หายได้เอง) ข้อควรระวัง สำหรับหญิงตั้งครรภ์ห้ามฉีด (ควรเว้นอย่างน้อย 1 เดือนก่อนตั้งครรภ์) ผู้ที่มีไข้หรือป่วยรุนแรง ควรเลื่อนการฉีดออกไป ประโยชน์ของวัคซีน ป้องกันโรคคางทูมและภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ลดการแพร่เชื้อในโรงเรียน ชุมชน และครอบครัว นอกจากนี้ ขอแนะนำให้ประชาชนดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับผู้อื่น และหากพบว่ามีอาการเข้าข่ายโรคคางทูม ควรรีบพบแพทย์ และแยกตนเองจากผู้อื่นอย่างน้อย 5 วันหลังเริ่มมีอาการบวม เพื่อลดการแพร่เชื้อในครอบครัว โรงเรียน และชุมชน
และขอย้ำว่า โรคคางทูมยังคงพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยในปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น แม้ยังไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต แต่จากการประเมินความเสี่ยงในการระบาดเป็นกลุ่มก้อนโรคคางทูมในประเทศไทย พบความเสี่ยงอยู่ระดับปานกลาง (Moderate) ซึ่งจะต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเฝ้าระวังเชิงรุกติดตามกลุ่มเป้าหมาย และทบทวนประวัติการได้รับวัคซีน MMR ในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะวัยรุ่น/วัยผู้ใหญ่ตอนต้น (อายุประมาณ 15 – 24 ปี) ที่มีประวัติการรับวัคซีน MMR ไม่ครบถ้วน 2 เข็ม ควรเข้ารับวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์ เนื่องจากโรคนี้สามารถแพร่กระจายได้ง่ายและก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน การฉีดวัคซีนให้ครบตามเกณฑ์จึงเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันโรค และสร้างความปลอดภัยให้กับตนเอง ครอบครัว และชุมชน ทั้งนี้สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422.

ข้อมูลข่าวโดย:
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข : ข้อมูลโรคติดต่อ ระบบเฝ้าระวัง และคำแนะนำการป้องกัน กลุ่มโรคติดต่อทั่วไป/โรคติดต่อทางละอองฝอย ณ วันที่สืบค้น 7 มกราคม 2569 / กลุ่มโรคติดต่อ สคร.7
เผยแพร่ : กลุ่มสื่อสารความเสี่ยงโรคและภัยสุขภาพ
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
โทร. 043–222718
เว็บไซต์ : www.ddc.moph.go.th/odpc7

ประกาศกรมควบคุมโรค เรื่องการป้องกันโรค และภัยสุขภาพที่เกิดขึ้นในข่วงฤดูหนาวของประเทศไทย พ.ศ. 2568
07/11/2025

ประกาศกรมควบคุมโรค เรื่องการป้องกันโรค และภัยสุขภาพที่เกิดขึ้นในข่วงฤดูหนาวของประเทศไทย พ.ศ. 2568

หมอ เตือน! บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายต่อสุขภาพ และผิดกฎหมาย ห้ามนำเข้า–ห้ามขาย–ห้ามครอบครอง            จากข้อมูลปี พ.ศ. 2567 ของ...
03/11/2025

หมอ เตือน! บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายต่อสุขภาพ และผิดกฎหมาย ห้ามนำเข้า–ห้ามขาย–ห้ามครอบครอง

จากข้อมูลปี พ.ศ. 2567 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ทำการสำรวจสถานการณ์การสูบบุหรี่ของประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป พบคนไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 11.44 เท่า จากเดิม 78,742 คน ในปี พ.ศ. 2564 เพิ่มเป็น 900,459 คน ในปี พ.ศ. 2567 โดยกลุ่มที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามากที่สุดคือกลุ่มวัยทำงาน อายุ 25-44 ปี ทั้งนี้ ข้อมูลจากรายงานประจำปี พ.ศ. 2567 ของ กรมควบคุมโรค ปี พ.ศ. 2565 พบเยาวชนไทยอายุ 13 – 15 ปี สูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 5.3 เท่า ในระยะเวลา 7 ปี และยังพบว่าเยาวชนไทยส่วนมากยังเข้าใจผิดคิดว่า “บุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าบุหรี่ธรรมดา” ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด
ดร.นายแพทย์หิรัญวุฒิ แพร่คุณธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น ได้กล่าวถึงสถานการณ์และผลกระทบของบุหรี่ไฟฟ้าว่ามีแนวโน้มที่น่ากังวล จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน ให้เข้าใจถึงผลกระทบทางสุขภาพที่แท้จริงจาก “บุหรี่ไฟฟ้า” เพราะมีรูปลักษณ์ทันสมัย กลิ่นหอม และถูกโฆษณาว่า “ปลอดภัยกว่า” บุหรี่ธรรมดา ซึ่งไม่เป็นความจริง แต่ความจริงแล้วกลับพบว่า ไอระเหยจากบุหรี่ไฟฟ้ามีสารพิษที่เป็นอันตรายหลายชนิด เช่น นิโคติน ฟอร์มาลดีไฮด์ และโลหะหนัก ที่สามารถทำลายระบบทางเดินหายใจ หัวใจ และสมอง โดยเฉพาะในวัยรุ่นที่ร่างกายยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ การสูบบุหรี่ไฟฟ้าอาจทำให้เกิดภาวะ “EVALI” (อี-วา-ลี) ซึ่งเป็น ภาวะปอดอักเสบรุนแรงที่เกิดจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะในน้ำยาที่มีส่วนผสมของกัญชา หรือวิตามินอีอะซีเตต สารเหล่านี้จะเคลือบถุงลมและขัดขวางการแลกเปลี่ยนออกซิเจน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการ ไอ เหนื่อย เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก และไข้สูง ในประเทศไทย มีรายงานผู้ป่วย EVALI หลายรายในช่วงปี 2566–2567 โดยแพทย์ระบุว่า ผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าเสี่ยงเกิดภาวะถุงลมอักเสบเฉียบพลัน และมีออกซิเจนในเลือดต่ำ ซึ่งข้อมูลรายงานจากระบบเฝ้าระวังเหตุการณ์โรคและภัยสุขภาพ กรมควบคุมโรค โดยกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วย EVALI ณ วันที่ 16 ตุลาคม 2568 จำนวน 17 ราย และข้อมูลดังกล่าวยังบ่งชี้ว่าผู้ที่เริ่มสูบบุหรี่ไฟฟ้าที่อายุ 10 ปี
ทั้งนี้ในไอระเหยของบุหรี่ไฟฟ้า ยังพบสารเคมีมากกว่า 7,000 ชนิด ซึ่งมีหลายร้อยชนิดที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ยกตัวอย่างเช่น นิโคติน ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง และเสพติดได้ง่าย สารโลหะหนัก (ตะกั่ว นิกเกิล โครเมียม) จากขดลวดทำให้เกิดความเสียหายต่อปอด ตับ และไต สารเคมีระเหย (ฟอร์มาลดีไฮด์ อะซีตัลดีไฮด์) เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง สารแต่งกลิ่นและรส ไดอะซิติล ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคปอดอักเสบชนิด “ปอดป๊อปคอร์น” หรือโรคหลอดลมฝอยอักเสบอุดกั้น บุหรี่ไฟฟ้ายังมีส่วนทำให้สมองส่วนการเรียนรู้จดจำพัฒนาไม่เต็มที่
นอกจากอันตรายจากสารเคมีที่กล่าวมาแล้ว ยังเสี่ยงอันตรายจากการระเบิด เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าใช้ แบตเตอรี่ เป็นแหล่งพลังงาน ซึ่งระบบความปลอดภัยมักไม่ได้มาตรฐาน การถูกชาร์จนานๆ หรือใช้งานต่อเนื่อง ความร้อนที่สะสมในเซลล์แบตเตอรี่จะทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ จนเกิดการระเบิดหรือไฟลุกไหม้ รวมทั้ง การชาร์จไฟด้วยอุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน การลัดวงจรภายในเครื่อง การปรับแต่ง เพิ่มพลังไฟหรือเปลี่ยนขดลวด/แบตเตอรี่เอง ซึ่งอาจทำให้กระแสไฟเกินค่าความปลอดภัย และทำให้เครื่องลุกไหม้หรือระเบิดได้ หลายคนยัง เข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่ผิดกฎหมาย ทั้งที่จริงแล้ว ถือว่าเป็นของต้องห้ามนำเข้าครอบครอง และจำหน่ายใน ประเทศไทย ผู้ฝ่าฝืนจะมีโทษตามกฎหมาย จึงขอความร่วมมือผู้ปกครอง สถานศึกษา และชุมชน ร่วมกันสอดส่องดูแลไม่ให้เยาวชนเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมแนะนำให้ผู้ที่สูบบุหรี่หรือใช้บุหรี่ไฟฟ้า ติดต่อสายด่วนเลิกบุหรี่ 1600 เพื่อรับคำปรึกษา..........................
หยุด! บุหรี่ไฟฟ้า ภัยร้ายใกล้ตัว
ทั้งผิดกฎหมาย เสี่ยงระเบิด ทำลายปอดและหัวใจ

ที่มา :
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, 2567. รายงานสถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC), 2024. Outbreak of Lung Injury Associated with E-cigarette or Va**ng Products (EVALI)
องค์การอนามัยโลก (WHO), 2023. To***co and Electronic Ci******es Factsheet
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.), 2566. ประกาศห้ามนำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า
สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย, 2567. แนวทางการวินิจฉัยและดูแลผู้ป่วยโรคปอดจากบุหรี่ไฟฟ้า (EVALI)

ข้อมูลข่าวโดย:กลุ่มโรคไม่ติดต่อ
เผยแพร่ : กลุ่มสื่อสารความเสี่ยงโรคและภัยสุขภาพ
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
โทร. 043–222718
เว็บไซต์ : www.ddc.moph.go.th/odpc7

หมอเตือน “ไข้รากสาดใหญ่” ระบาดช่วงปลายฝนต้นหนาว เกษตรกร–นักท่องเที่ยวเสี่ยงสูง ถูกไรอ่อนกัดอาจถึงชีวิตเดือนตุลาคมเป็น “จ...
16/10/2025

หมอเตือน “ไข้รากสาดใหญ่” ระบาดช่วงปลายฝนต้นหนาว เกษตรกร–นักท่องเที่ยวเสี่ยงสูง ถูกไรอ่อนกัดอาจถึงชีวิต

เดือนตุลาคมเป็น “จุดเริ่มต้นฤดูระบาด” ของไข้รากสาดใหญ่ เพราะมี “พาหะมาก” และ “คนเข้าไปสัมผัสธรรมชาติ” ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 8 ตุลาคม 2568 พบผู้ป่วย 6,688 ราย เสียชีวิต 5 ราย จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุดได้แก่ แม่ฮ่องสอน น่าน ร้อยเอ็ด เชียงใหม่ และเชียงราย
ดร.นายแพทย์หิรัญวุฒิ แพร่คุณธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น เปิดเผยเหตุผลที่พบผู้ป่วย“ไข้รากสาดใหญ่” เพิ่มขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม เนื่องจากสภาพอากาศมีความชื้นสูง อุณหภูมิลดลง เหมาะต่อการแพร่พันธุ์ของไรอ่อน ซึ่งเป็นพาหะนำเชื้อ ประกอบกับฤดูปลายฝนต้นหนาวนั้นเหมาะกับการเดินป่าของนักท่องเที่ยว หรือผู้ที่ไปตั้งแคมป์ในป่า/ภูเขา หากแต่งกายไม่รัดกุม ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกไรอ่อนกัด ซึ่งตัวไรอ่อนจะพบมากบริเวณกอหญ้า หรือพื้นที่เกษตรที่มีหญ้าขึ้นรก จึงเพิ่มโอกาสให้คนถูกกัดและติดเชื้อได้ อีกทั้งเป็นฤดูกาลที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวข้าว ทำไร่ หรือเข้าไปในพื้นที่ที่มีตัวไรอ่อนอาศัยอยู่ โดยทั่วไปไรอ่อนจะอาศัยหนู สัตว์ฟันแทะเป็น “แหล่งรังโรค” สำหรับสถานการณ์โรคไข้รากสาดใหญ่ปี 2568 เขตสุขภาพที่ 7 (ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์) พบผู้ป่วยสะสม 477 ราย อำเภอที่พบสูงสุดคือ อำเภอสุวรรณภูมิ รองลงมาคือ อำเภออาจสามารถ และอำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด ตามลำดับ
ไข้รากสาดใหญ่ เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรีย โดยถูกไรอ่อนที่มีเชื้อกัด ไรอ่อนมักอาศัยอยู่ในกอหญ้า ป่าละเมาะ พื้นที่ชื้นใกล้ป่า หรือทุ่งนา เมื่อคนได้รับเชื้อจะเริ่มแสดงอาการเฉลี่ย 10 – 12 วัน โดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยจะมีอาการได้ตั้งแต่ไข้สูงติดต่อกันหลายวัน หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ไอ คลื่นไส้อาเจียน บางรายอาจมีตาแดง บริเวณที่ถูกกัด อาจมีแผลเป็นจุดคล้ายถูกบุหรี่จี้ (แผลอาจไม่เจ็บ/ไม่คัน) ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเพียงเล็กน้อยโดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมอง / สมองอักเสบ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต การป้องกันการถูกไรอ่อนกัด คือ สวมเสื้อผ้าปกปิดมิดชิด (เสื้อแขนยาว, กางเกงขายาว) เมื่ออยู่ในพื้นที่เสี่ยง ใช้สารไล่แมลง / ยากันแมลงบริเวณผิวหนังหรือเสื้อผ้า หลีกเลี่ยงการนอนหรือนั่งบนพื้นดินหรือหญ้าโดยตรง หลังกลับจากพื้นที่เสี่ยง ควรรีบอาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกาย สระผม และซักเสื้อผ้าที่สวมใส่ให้สะอาดด้วยน้ำและผงซักฟอก เพื่อกำจัดตัวไรอ่อนที่อาจติดมากับเสื้อผ้า กลุ่มเกษตรกรควรระวังเป็นพิเศษ หากมีสัตว์เลี้ยงในบริเวณบ้าน ควรดูแลความสะอาด ไม่ให้มีหนูหรือพาหะอาศัยอยู่ ตัดหญ้าและพรวนดินรอบบริเวณบ้านให้สะอาด หากมีอาการ ไข้สูง ปวดหัว ปวดเมื่อยตัว ผื่นขึ้น หรือตาแดงโดยเฉพาะถ้าพบ “แผลคล้ายบุหรี่จี้” ที่ผิวหนังควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว พร้อมกับแจ้งประวัติการ เข้าไปในป่าหรือทุ่งนา เพื่อช่วยให้วินิจฉัยได้ถูกต้อง ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะมากินเอง ทั้งนี้หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 .....

ที่มาของข้อมูล: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
รายงานสถานการณ์โรคไข้รากสาดใหญ่ในประเทศไทย
แนวทางการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค
เว็บไซต์: https://ddc.moph.go.th
กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค
กลุ่มโรคติดต่อนำโดยแมลง สคร.7

สคร.7 เตือนผู้ปกครองเฝ้าระวัง “ประทัด–ดอกไม้ไฟ” เสี่ยงบาดเจ็บรุนแรงช่วงออกพรรษา–ลอยกระทงสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จั...
08/10/2025

สคร.7 เตือนผู้ปกครองเฝ้าระวัง “ประทัด–ดอกไม้ไฟ” เสี่ยงบาดเจ็บรุนแรงช่วงออกพรรษา–ลอยกระทง
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น (สคร.7 ) เตือนผู้ปกครองให้เฝ้าระวังบุตรหลานอย่างใกล้ชิดในช่วงเทศกาลออกพรรษาและลอยกระทง ซึ่งเป็นช่วงที่พบการบาดเจ็บจากการเล่นประทัด ดอกไม้ไฟ และพลุเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 15 ปี และมากกว่าร้อยละ 30 เป็นการบาดเจ็บที่ มือและดวงตา ซึ่งอาจทำให้พิการถาวรได้ โดยในปี 2566 พบผู้บาดเจ็บเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 8 และในปี 2567 (ข้อมูลถึงเดือนกันยายน) ยังคงพบเหตุการณ์บาดเจ็บต่อเนื่อง ซึ่งมักเกิดในช่วงเทศกาลออกพรรษาและลอยกระทง
ดร.นายแพทย์หิรัญวุฒิ แพร่คุณธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น เปิดเผยข้อมูลการเฝ้าระวังการบาดเจ็บจากประทัด ดอกไม้ไฟที่ผ่านมา พบว่าเด็กและเยาวชนได้รับบาดเจ็บจากความประมาท รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขาดการดูแลอย่างใกล้ชิดของผู้ปกครอง และแนวโน้มการบาดเจ็บเพิ่มขึ้นทุกปีในช่วงเทศกาล ทั้งนี้ อันตรายจากการเล่นประทัดและดอกไม้ไฟอาจรุนแรงถึงขั้น พิการหรือเสียชีวิตได้ หากมีการดัดแปลงให้มีแรงระเบิดมากขึ้น หรือจุดในภาชนะที่เป็นโลหะ แก้ว หรือกล่องพลาสติก เพราะเมื่อเกิดการระเบิด เศษวัสดุและสะเก็ดไฟจะกระเด็นด้วยแรงอัดสูง ทำให้เกิดบาดแผลฉกรรจ์ ทำลายกล้ามเนื้อและอวัยวะภายในได้
เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ การเสียชีวิต และทรัพย์สินจากการจุดประทัด ดอกไม้ไฟ พลุ ในช่วงเทศกาล จึงขอแนะนำประชาชนปฏิบัติดังนี้
หลีกเลี่ยงการเล่นประทัด ดอกไม้ไฟ และพลุที่มีอานุภาพรุนแรงโดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน โรงเรียน วัด ตลาด และสถานที่แออัด เพราะอาจก่อให้เกิดไฟไหม้และบาดเจ็บได้ง่าย
ห้ามให้เด็กเล่นโดยลำพังเด็กมักขาดความระมัดระวัง ควรมีผู้ใหญ่ดูแลอย่างใกล้ชิดทุกครั้งที่มีการเล่นประทัดหรือจุดดอกไม้ไฟ
เลือกซื้อจากแหล่งจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตและมีเครื่องหมายรับรองความปลอดภัยจากทางราชการ หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ไม่มีฉลากหรือบรรจุภัณฑ์ผิดกฎหมาย
อ่านคำแนะนำและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดห้ามดัดแปลงหรือผสมสารเคมีเพิ่มเอง เพราะอาจทำให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง
สวมอุปกรณ์ป้องกันเช่น แว่นตาและถุงมือเมื่อจุดประทัด และตั้งจุดให้ห่างจากบ้านเรือนหรือสิ่งติดไฟอย่างน้อย 10 เมตร
หากเกิดการบาดเจ็บให้รีบล้างแผลด้วยน้ำสะอาด ห้ามใช้ยาหรือครีมทาเอง แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีโดยเฉพาะหากเป็นบาดแผลที่ตา มือ หรือใบหน้า
แจ้งเหตุหากพบการจำหน่ายประทัดหรือดอกไม้ไฟผิดกฎหมายติดต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ
และขอเน้นย้ำให้หลีกเลี่ยงการเล่นหรือจุดพลุ ประทัดใกล้แนวสายไฟฟ้า สถานบริการน้ำมัน ปั๊มแก๊ส หรือบริเวณที่มีผู้คนหนาแน่น และห้ามโยนใส่คน สัตว์ หรือยานพาหนะที่กำลังเคลื่อนที่ เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน เพื่อร่วมกันปกป้องอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเทศกาล
“ประทัด ดอกไม้ไฟ เล่นไม่รู้เท่าทัน อันตรายเกินคาด — ร่วมกันป้องกันภัยให้เด็กและเยาวชน ปลอดภัยในทุกเทศกาล”
ข้อมูลข่าวโดย:
กลุ่มสื่อสารความเสี่ยงโรคและภัยสุขภาพ
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
โทร. 043–222718
เว็บไซต์ : www.ddc.moph.go.th/odpc7

“สคร.7 เตือนผู้ป่วยเบาหวาน-ผู้มีบาดแผล หลีกเลี่ยงสัมผัสน้ำ และดินโคลน ย้ำโรคเมลิออยด์ต้นเหตุติดเชื้อป่วยมีอาการรุนแรง”  ...
08/10/2025

“สคร.7 เตือนผู้ป่วยเบาหวาน-ผู้มีบาดแผล หลีกเลี่ยงสัมผัสน้ำ และดินโคลน ย้ำโรคเมลิออยด์ต้นเหตุติดเชื้อป่วยมีอาการรุนแรง”

สถานการณ์โรคเมลิออยด์ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 1 ตุลาคม 2568 ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรค Digital Disease Surveillance (DDS) ของกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ในประเทศไทยพบผู้ป่วยจำนวน 3,322 ราย และมีผู้เสียชีวิต 149 ราย กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงสุด คือกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม และอาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดย 5 จังหวัดที่พบผู้ป่วยมากที่สุด ได้แก่ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด และอุดรธานี
ดร.นายแพทย์หิรัญวุฒิ แพร่คุณธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์โรคในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 7 (ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และกาฬสินธุ์) พบผู้ป่วยโรคเมลิออยด์จำนวน 444 ราย และมีผู้เสียชีวิต 9 ราย
โรคเมลิออยด์ (Melioidosis) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งพบได้ในดินและน้ำที่ปนเปื้อน อุบัติการณ์ของโรคเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูฝนที่มีความชื้นสูงและมีน้ำท่วมน้ำขัง โดยประชาชนมีโอกาสสัมผัสกับดินและน้ำจากการทำเกษตรกรรม เชื้อนี้สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผล การหายใจเอาฝุ่นดินหรือการดื่มน้ำที่มีเชื้อเข้าไป เมื่อได้รับเชื้อจะเริ่มแสดงอาการ ได้หลากหลายทั้งแบบเฉียบพลันรุนแรง จนถึงแบบค่อยเป็นค่อยไปและเรื้อรัง อาการแบบเฉียบพลันจะเริ่มมีอาการ เฉลี่ย 3 - 7 วัน ส่วนแบบเรื้อรัง จะมีอาการภายใน 2 - 3 สัปดาห์ จนเป็นเดือนหรือหลายปี โดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยจะมีอาการได้ตั้งแต่ไข้เฉียบพลัน ปอดอักเสบ ฝีในอวัยวะต่าง ๆ หรืออาการรุนแรงถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
ทั้งนี้ กลุ่มประชากรที่อาศัยหรือทำงานในพื้นที่เหล่านี้ ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในฤดูฝนที่มีความชื้นสูงและน้ำท่วมขังซึ่งเอื้อต่อการแพร่กระจายของเชื้อ เน้นย้ำกลุ่มเสี่ยงที่อาจมีอาการรุนแรงหากติดเชื้อโรค เมลิออยด์ มีดังนี้ :
1. ผู้ป่วยเบาหวาน เป็นกลุ่มเสี่ยงอันดับหนึ่งที่พบว่ามีอัตราการติดเชื้อเมลิออยด์สูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า เนื่องจากภูมิคุ้มกันต่ำลง ทำให้เชื้อแพร่กระจายได้รวดเร็ว
2. ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องฟอกไตเป็นประจำ ระบบภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอ อาจเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ง่าย
3. ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง เช่น โรคตับแข็ง ตับเป็นอวัยวะสำคัญ เมื่อทำงานผิดปกติจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
4. ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS, ผู้รับการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกัน (หลังปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ได้รับเคมีบำบัด ฯลฯ)
5. ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน
6. ผู้ที่มีแผลเปิดที่ผิวหนัง เป็นช่องทางให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อลงแช่น้ำหรือลุยโคลนที่มีเชื้อปนเปื้อน
ดังนั้นกลุ่มเสี่ยง เกษตรกร หรือผู้ที่ต้องทำงานในพื้นที่น้ำท่วมขัง ควรป้องกันตนเองโดยสวมรองเท้าบูทและถุงมือเมื่อต้องสัมผัสดินหรือแหล่งน้ำ หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่ไม่สะอาด หากมีบาดแผลควรทำแผลให้สะอาดและปิดให้มิดชิด หลีกเลี่ยงสัมผัสดินและน้ำจนกว่าแผลจะหายดี หากมีอาการไข้สูง หอบเหนื่อย ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีและแจ้งประวัติการสัมผัสดินหรือน้ำทันที “โรคเมลิออยด์สามารถป้องกันได้ หากประชาชนตระหนักและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด” หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422 .......................................................................................................................

ที่มาของข้อมูล: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
รายงานสถานการณ์โรคเมลิออยด์ในประเทศไทย
แนวทางการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรค
เว็บไซต์: https://ddc.moph.go.th

ที่อยู่

ถ. มิตรภาพ ต. ในเมือง
ในเมือง
40000

เวลาทำการ

จันทร์ 05:00 - 00:00
อังคาร 05:00 - 00:00
พุธ 05:00 - 00:00
พฤหัสบดี 05:00 - 00:00
ศุกร์ 05:00 - 00:00
เสาร์ 05:00 - 00:00
อาทิตย์ 05:00 - 00:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สวท.เครือข่ายโทรทัศน์ขอนแก่น กรมประชาสัมพันธ์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง สวท.เครือข่ายโทรทัศน์ขอนแก่น กรมประชาสัมพันธ์:

แชร์