27/03/2026
สคร.7 ขอนแก่น เตือนผู้ปกครองเฝ้าระวัง “โรคสุกใส” ระบาดในเด็กช่วงต้นปี 2569 ชี้ติดต่อเร็ว เสี่ยงภาวะแทรกซ้อน ย้ำดูแลรักษาถูกวิธี
สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น (สคร.7) แจ้งเตือนผู้ปกครองให้เฝ้าระวังโรคไข้สุกใส หรืออีสุกอีใส หลังสถานการณ์ภาพรวมของประเทศในปี 2569 มีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยเรียน และพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในสถานศึกษา เนื่องจากเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายผ่านการไอ จาม และการสัมผัสตุ่มน้ำของผู้ป่วย
ดร.นพ.หิรัญวุฒิ แพร่คุณธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 จังหวัดขอนแก่น (สคร.7) เปิดเผยข้อมูลจาก กรมควบคุมโรค ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีพบผู้ป่วยแล้วหลายราย โดยกลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือ เด็กอายุ 5–14 ปี รองลงมาคือ เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี สำหรับสถานการณ์ระหว่างวันที่ 1 มค.-17 มี.ค.69 ในเขตสุขภาพที่ 7 ซึ่งครอบคลุมจังหวัดร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคาม และกาฬสินธุ์ พบผู้ป่วยแล้วทั้งสิ้น 767 ราย จังหวัดที่พบผู้ป่วยมากที่สุดคือ จังหวัดขอนแก่น 269 ราย รองลงมาคือ จังหวัดร้อยเอ็ด 247 ราย จังหวัดกาฬสินธุ์ 114 ราย และจังหวัดมหาสารคาม 137 ราย กลุ่มอายุที่พบสูงสุดคือกลุ่มอายุ 5-9 ปี อาการสำคัญของโรคสุกใสเริ่มจากมีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ จากนั้นจะมีผื่นแดงขึ้นตามลำตัวและใบหน้า จากนั้นผื่นจะเริ่มมี “ตุ่มน้ำใส” ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรค ตุ่มจะค่อยๆแตกและตกสะเก็ดภายใน 1–2 วัน โดยมักพบผื่นหลายระยะพร้อมกันในร่างกาย และมีอาการคันมาก ตุ่มสามารถขึ้นได้ทั่วร่างกาย รวมถึงหนังศีรษะ ใบหน้า และบางรายอาจพบในช่องปาก แม้โรคสุกใสส่วนใหญ่จะไม่รุนแรง แต่ในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง ปอดอักเสบ สมองอักเสบ ภาวะขาดน้ำ หรือเกิดแผลเป็นถาวร โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้ใหญ่ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ทั้งนี้ หากมีอาการไข้สูง ซึม หายใจลำบาก หรือชัก ควรรีบพบแพทย์ทันที การดูแลรักษาส่วนใหญ่เป็นการดูแลตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ (พาราเซตามอล) และยาบรรเทาอาการคัน โดย ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็ก เนื่องจากเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสในกลุ่มเสี่ยง และให้ยาปฏิชีวนะเฉพาะกรณีมีการติดเชื้อแทรกซ้อน
ดร.นพ.หิรัญวุฒิ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การรับวัคซีนป้องกันโรคสุกใส เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในการลดการป่วยรุนแรงและการแพร่ระบาด โดยแนะนำการรับวัคซีนเพื่อใช้ป้องกันโรคสุกใส คือสามารถรับได้เมื่ออายุ 1-12 ปี แนะนำให้ฉีด 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 3 เดือน และสำหรับ อายุ 13 ปีขึ้นไป แนะนำให้ฉีด 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน ประโยชน์ของวัคซีนสามารถป้องกันการป่วยได้ประมาณ 80–90% และหากติดเชื้อหลังฉีด อาการมัก ไม่รุนแรง และหายเร็ว แต่วัคซีนชนิดนี้ยังไม่อยู่ในแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคพื้นฐาน จึงมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม สำหรับผู้ปกครองที่ดูแลเด็กป่วยควรให้เด็กได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ควรดื่มน้ำมากๆ รักษาความสะอาดร่างกาย ตัดเล็บให้สั้น หลีกเลี่ยงการแกะตุ่มน้ำ และแยกเด็กป่วยออกจากผู้อื่นจนกว่าตุ่มจะแห้งตกสะเก็ดทั้งหมด ควรหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกัน ล้างมือบ่อยๆ และขอย้ำมาตรการในสถานศึกษา หรือสถานที่ฝึกสอนพิเศษ ควรมีการคัดกรองเด็กก่อนเข้าเรียน หากมีไข้หรือผื่นควรแยกผู้ป่วยออกจากกลุ่ม ให้หยุดเรียนจนกว่าจะหาย และทำความสะอาดห้องเรียน ของเล่น พื้นผิวที่สัมผัสร่วมกัน ส่งเสริมการล้างมือและสุขอนามัยส่วนบุคคล และขอความร่วมมือผู้ปกครองและสถานศึกษาร่วมกันเฝ้าระวัง ป้องกัน ดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคในวงกว้าง หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสายด่วน กรมควบคุมโรค โทร. 1422 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง