พิพิธภัณฑ์ศาลาว่าการกลาโหม - Defence Hall Museum

พิพิธภัณฑ์ศาลาว่าการกลาโหม - Defence Hall Museum พิพิธภัณฑ์ศาลาว่าการกลาโหม

“๘ เมษายน ๒๕๖๙...ครบรอบ ๑๓๙ ปี กระทรวงกลาโหม ”ทุกวันที่ ๘ เมษายนของทุกปี ถือเป็นวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงกลาโหม ซึ่งนับเป...
08/04/2026

“๘ เมษายน ๒๕๖๙...ครบรอบ ๑๓๙ ปี กระทรวงกลาโหม ”
ทุกวันที่ ๘ เมษายนของทุกปี ถือเป็นวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงกลาโหม ซึ่งนับเป็นระยะเวลากว่า ๑๓๙ ปี ที่กระทรวงกลาโหม ได้ทำหน้าที่ปกป้อง ดูแลผลประโยชน์ของประเทศ พิทักษ์รักษา สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งยืนหยัดเคียงข้างประชาชนชาวไทย ทั้งในยามปกติสุขและในยามวิกฤติ
บนพื้นที่ของศาลาว่าการกลาโหมแห่งนี้ เป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งบนเกาะรัตนโกสินทร์ นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ พื้นที่ส่วนหนึ่งเคยเป็นที่ตั้งของฉางข้าวหลวงสำหรับพระนคร และอีกส่วนหนึ่งเป็นที่ตั้งของหมู่วังพระราชโอรสในรัชกาลที่ ๑ ประกอบด้วย วังถนนหลักเมืองวังที่ ๒, วังที่ ๔ และวังที่ ๖
ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๒๕ รัชกาลที่ ๕ ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งในขณะนั้นทรุดโทรมและรกร้าง เนื่องจากไม่มีเจ้านายพระองค์ใดเสด็จฯ มาประทับแล้ว มาสร้างเป็นอาคารโรงทหารหน้า เพื่อใช้เป็นที่ทำการและที่พักอาศัยของกรมทหารหน้า ตามคำกราบบังคมทูลของเจ้าหมื่นไวยวรนาถ (เจิม แสง-ชูโต) ผู้บังคับการกรมทหารหน้าในขณะนั้น
ถือได้ว่าอาคารโรงทหารหน้า เป็นสถาปัตยกรรมทางทหารที่สร้างขึ้นตามแบบยุโรปที่ทันสมัยที่สุดในขณะนั้น เนื่องด้วยสถานที่แห่งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของงานกิจการทางทหารสมัยใหม่ อีกทั้งยังใช้เป็นสถานที่รองรับการปฏิรูปการทหารตามแบบอย่างของชาติตะวันตกในสมัยรัชกาลที่ ๕
ในระยะแรก โรงทหารหน้า ได้ถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับกิจการทหารต่างๆ ในกรมทหารหน้า จนกระทั่งในปี พ.ศ.๒๔๓๐ ได้มีการจัดตั้งกรมยุทธนาธิการขึ้น ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๓๗ ได้ย้ายกระทรวงกลาโหมจากที่ตั้งเดิมภายในศาลาลูกขุนใน พระบรมมหาราชวัง ออกมาตั้งอยู่ที่ศาลายุทธนาธิการ และท้ายที่สุดในปี พ.ศ.๒๔๕๓ รัชกาลที่ ๖ ได้โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงกลาโหมและถูกใช้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ศาลาว่าการกลาโหมได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ตามประกาศกรมศิลปากรในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๔๑ ปัจจุบันภายในศาลาว่าการกลาโหม เป็นที่ตั้งของสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการทางการเมือง เพื่อสนับสนุนภารกิจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และเป็นที่ตั้งของสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับงานนโยบายและยุทธศาสตร์งานราชการทั่วไปของกระทรวง โดยมีปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นผู้รับผิดชอบ มีการแบ่งส่วนราชการทั้งหมด ๑๒ ส่วน
สำหรับส่วนราชการที่มีที่ตั้งอยู่ภายในศาลาว่าการกลาโหม ประกอบด้วย สำนักงานเลขานุการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม, สำนักนโยบายและแผนกลาโหม, กรมเสมียนตรา, สำนักงบประมาณกลาโหม, กรมการเงินกลาโหม และสำนักงานสนับสนุน สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม
ถ้าเปรียบกระทรวงกลาโหมเป็นต้นไม้ ก็ถือได้ว่าเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านช่วงเวลาในเหตุการณ์ต่างๆ ของประเทศมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน และจะเป็นต้นไม้ใหญ่ที่มีรากอันมั่นคงแข็งแรง เพื่อยืนหยัด ปกป้อง พิทักษ์รักษา สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และอยู่เคียงข้างประชาชนชาวไทยตราบนานเท่านาน
เอกสารอ้างอิง :
- กรมยุทธการทหารบก. การทหารของไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ กรมยุทธศึกษาทหารบก. ๒๕๔๑.
- กองประวัติศาสตร์ทหาร กรมยุทธการทหารบก. การปฏิรูปการทหารในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพฯ : อรุณการพิมพ์. ๒๕๔๖.
- กระทรวงกลาโหม. ๑๓๒ เรื่องเล่าศาลาว่าการกลาโหม. กรุงเทพฯ : อรุณการพิมพ์. ๒๕๖๒.
- ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๖ เรื่องตำนานวังเก่า. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒนากร. ๒๔๗๔.
ภาพประกอบ :
- สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร

“ประวัติศาสตร์การใช้พื้นที่บริเวณลานอเนกประสงค์ภายในศาลาว่าการกลาโหม”มีหลายๆ ท่านที่อาจยังไม่ทราบว่าภายในศาลาว่าการกลาโห...
16/02/2026

“ประวัติศาสตร์การใช้พื้นที่บริเวณลานอเนกประสงค์ภายในศาลาว่าการกลาโหม”
มีหลายๆ ท่านที่อาจยังไม่ทราบว่าภายในศาลาว่าการกลาโหม มีลานกว้างหรือลานเอนกประสงค์ขนาดใหญ่ สำหรับใช้เป็นพื้นที่ประกอบกิจกรรมทางการทหารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงกลาโหม ในวันนี้แอดมินจะพาไปชมกัน ว่ามีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อะไรเกิดขึ้นภายในลานอเนกประสงค์ดังกล่าวนี้บ้าง ไปติดตามอ่านกันได้เลยค่ะ …
โรงทหารหน้าหรือศาลาว่าการกลาโหมสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ออกแบบโดย โจอาคิโน แกรซี (Joachim Grassi) สถาปนิกชาวอิตาลี ที่ได้นำรูปแบบของศิลปะพาลลาเดียน (Palladian) หนึ่งในศิลปะนีโอคลาสสิค มาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบอาคาร พาลลาเดียนเป็นชื่อรูปแบบศิลปะที่ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อว่า อันเดรีย พาลลาดิโอ (Andrea Palladio) ซึ่งเป็นศิลปะที่นิยมอยู่ในยุโรปช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ แกรซีได้ออกแบบอาคารศาลาว่าการกลาโหมให้มีรูปแบบเป็นอาคารทรงสี่เหลี่ยมคางหมู ล้อมรอบสนามหญ้าหรือพื้นที่ใช้สอยที่มีลานกว้างตรงกลาง
สำหรับพื้นที่ลานอเนกประสงค์ภายในศาลาว่าการกลาโหม มีการใช้พื้นที่มาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จในปี พ.ศ.๒๔๒๗ มาจนถึงปัจจุบัน เริ่มตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการตั้งแถวของเหล่าผู้บังคับการกรมทหารและข้าราชการในกรมยุทธนาธิการ เตรียมการรับเสด็จรัชกาลที่ ๕ ภายหลังจากที่จอมพล พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช ผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ (ขณะทรงพระยศนายพลโท) ทูลเกล้าฯ ถวายพระคทาจอมพลในนามของข้าราชการกรมทหารบก ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๔๖
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๖ คณะทหารไทยกองอาสาที่เดินทางไปราชการสงครามโลกครั้งที่ ๑ ที่ทวีปยุโรป คือ กองทหารบกรถยนต์ ได้เดินทางกลับมาถึงไทยเป็นคณะที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๒ (คณะแรก คือ กองบินทหารบก ได้เดินทางมาถึงก่อนหน้าแล้ว เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๖๒) และได้รวมกลุ่มถ่ายรูปเป็นที่ระลึกที่ลานอเนกประสงค์ภายในศาลาว่าการกลาโหม
นอกจากนี้ ในปี พ.ศ.๒๔๖๔ - ๒๔๖๖ ได้มีการจัดการแข่งขันเทนนิสขึ้นภายในศาลาว่าการกลาโหม โดยใช้พื้นที่ของลานอเนกประสงค์ในการจัดการแข่งขัน ในปี พ.ศ.๒๔๖๔ จอมพล เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต นายกกิตติมศักดิ์ ได้เสด็จฯ มาประทานรางวัลแก่ผู้ชนะการแข่งขันเทนนิส ในปี พ.ศ.๒๔๖๕ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงกำแพงเพ็ชรอรรคโยธิน เสด็จฯ มาประทานรางวัลแก่ผู้ชนะการแข่งขันเทนนิส และในปี พ.ศ.๒๕๖๖ รัชกาลที่ ๖ พระบรมราชูปถัมภกสโมสรกะลาโหม (กลาโหม) เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรการแข่งขันเทนนิสภายในศาลาว่าการกลาโหม
สมัยรัชกาลที่ ๙ ในปี พ.ศ.๒๔๙๓ พื้นที่ลานอเนกประสงค์ได้ถูกใช้เป็นที่ตั้งแถวของเหล่าทหารเพื่อรับฟังโอวาทจากผู้บังคับบัญชาก่อนเดินทางไปรบในสงครามเกาหลีร่วมกับชาติพันธมิตรต่าง ๆ จากองค์การสหประชาชาติ (UN) ตามคำร้องขอจากเลขาธิการสหประชาชาติ ในฐานะที่ไทยเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิก รัฐบาลไทยได้ให้ความชวยเหลือโดยส่งกองพันทหารราบที่ ๑ (อิสระ) กรมผสมที่ ๒๑ (ปัจจุบัน คือ กรมทหารราบที่ ๒๑ รอ.) เข้าไปสมทบกับกองกำลังขององค์การสหประชาชาติ ที่รู้จักกันในนามว่า “กองพันพยัคฆ์น้อย” หรือ “Little Tiger”
นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินในการพระราชทานกระบี่และปริญญาบัตรให้แก่นายทหารผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายเรือ และโรงเรียนนายเรืออากาศ ณ พระที่นั่งชุมสาย บริเวณลานอเนกประสงค์ภายในศาลาว่าการกลาโหม ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๐๐ - ๒๕๑๙ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในการพระราชทานกระบี่และปริญญาบัตรให้แก่นายทหารผู้สำเร็จการศึกษาฯ ในปี พ.ศ.๒๕๑๗ - ๒๕๑๘
ปัจจุบัน พื้นที่ลานเอนกประสงค์ภายในศาลาว่าการกลาโหม ยังคงถูกใช้สอยมาอย่างต่อเนื่อง และได้ถูกใช้เป็นพื้นที่ในการจัดพิธีทางการทหารอย่างมากมาย เช่น การจัดพิธีครบรอบวันสถาปนากระทรวงกลาโหม ในวันที่ ๘ เมษายนของทุกปี การตั้งแถวกองทหารเกียรติยศผสม ๓ เหล่าทัพ เพื่อรอรับการตรวจแถวจากรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ และการจัดพิธีรับ - ส่งหน้าที่ปลัดกระทรวงกลาโหม
จากประวัติและเรื่องราวการใช้พื้นที่ที่แอดมินได้นำเสนอ จะเห็นได้ว่าพื้นที่ลานอเนกประสงค์ภายในศาลาว่าการกลาโหม มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย มีการใช้สอยพื้นที่เพื่อประกอบกิจกรรมทั้งทางด้านการทหารและด้านอื่น ๆ มาอย่างยาวนานและต่อเนื่องนับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
เอกสารอ้างอิง :
- ไกรฤกษ์ นานา. “ความรุ่งเรืองสถาปัตยกรรมฝรั่งในบางกอก สวนทางกับชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ ของช่างฝรั่งผู้สร้าง.” ศิลปวัฒนธรรม. (ก.พ.๖๐).
- กรมเสนาธิการทหารบก. ประวัติกองทหารอาสาซึ่งไปในงานพระราชสงครามข้ามทะเล พระพุทธศักราช ๒๔๖๐-๖๑-๖๒ (ทหารไทยในสงครามโลกครั้งที่ ๑). กรุงเทพฯ : อรุณการพิมพ์. 2553.
- กองประวัติศาสตร์ทหาร กรมยุทธการทหารบก. การปฏิรูปการทหารในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพฯ : อรุณการพิมพ์. ๒๕๔๖.
- กองประวัติศาสตร์และพิพิธภัณฑ์ทหาร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทย. สดุดีวีรชนอนุสรณ์สถานแห่งชาติ. พิมพ์ครั้งที่ ๒. บริษัท สามดี ออลล์ จำกัด. ๒๕๖๔.
- พิริยา พิทยาวัฒนาชัย. “สถาปัตยกรรมของโยอาคิม แกรซีในสยาม.” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ภาควิชาศิลปสถาปัตยกรรม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๕๔.
- สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม. ๑๒๗ ปี กระทรวงกลาโหม. กรุงเทพฯ : บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จำกัด. ๒๕๕๗.
- สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม. ๑๓๒ ปี กระทรวงกลาโหม. กรุงเทพฯ : อรุณการพิมพ์. ๒๕๖๒.
ภาพถ่ายประกอบบทความ :
- สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
- คุณไพศาล เปี่ยมเมตตาวัฒน์
- http://www.google.co.th

“ชื่อของปืนใหญ่โบราณด้านหน้าศาลาว่าการกลาโหม”หลายๆ ท่านที่ติดตามเพจของพิพิธภัณฑ์ศาลาว่าการกลาโหม อาจพอทราบบ้างแล้วว่าปืน...
21/01/2026

“ชื่อของปืนใหญ่โบราณด้านหน้าศาลาว่าการกลาโหม”
หลายๆ ท่านที่ติดตามเพจของพิพิธภัณฑ์ศาลาว่าการกลาโหม อาจพอทราบบ้างแล้วว่าปืนใหญ่ด้านหน้าศาลาว่าการกลาโหม ทั้งหมด ๔๐ กระบอก มีชื่อเรียกประจำของแต่ละกระบอก และมีการสลักชื่อลงบนกระบอกปืนใหญ่เอาไว้ด้วย แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าชื่อของปืนใหญ่เหล่านี้มีที่มาจากอะไร ในวันนี้แอดมินจะพาไปทำความรู้จักกันค่ะ …
ชื่อของปืนใหญ่ในสมัยรัตนโกสินทร์ ถูกบันทึกไว้ในทำเนียบนามปืนใหญ่ จ.ศ.๑๑๘๗ (พ.ศ.๒๓๖๙) ว่า รัชกาลที่ ๓ ได้พระราชทานนามปืนใหญ่ทั้งเก่าและใหม่ที่เคยประจำการในกองทัพสยาม จำนวนกว่า ๙๑ กระบอก และให้จารึกชื่อเหล่านั้นไว้บนกระบอกปืนด้วย สำหรับชื่อของปืนใหญ่ด้านหน้าศาลาว่าการกลาโหมนั้น สามารถแบ่งที่มาของการตั้งชื่อออกได้เป็น ๙ ประเภท ประกอบด้วย ชื่อที่มาจากเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ คือ ปืนใหญ่นารายณ์สังหาร, ปืนใหญ่พระอิศวรปราบจักรวาล, ปืนใหญ่พระกาฬผลาญโลก, ปืนใหญ่ไฟมหากาล (สันนิษฐานว่าอาจหมายถึงมหากาล เทพในนิกายวัชรยาน) และปืนใหญ่พระพิรุณแสนห่า
ชื่อที่มาจากชนชาติต่างๆ คือ ปืนใหญ่มุหงิดทลวงฟัน (มุงิดหรือมุกิต คือชนชาติชวามลายู ที่มีชื่อเสียงว่าเป็นนักรบที่มีความกล้าหาญ ปัจจุบันอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย), ปืนใหญ่แมนแทงทวน (แมน เป็นคำเรียกชื่อคนไทยเผ่าหนึ่งอยู่ในยูนนานและหนองแส), ปืนใหญ่ยวนง่าง้าว (ยวน หมายถึง ชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในทางเหนือของไทย), ปืนใหญ่จีนสาวไส้, ปืนใหญ่ไทใหญ่เล่นหน้า (ไทใหญ่ หมายถึง กลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ในประเทศพม่า มณฑลยูนนาน และภาคเหนือของไทยและลาว), ปืนใหญ่ขอมดำดิน, ปืนใหญ่ฝรั่งร้ายปืนแม่น, ปืนใหญ่มักกะสันแหกค่าย (มักกะสันหรือมากัสซาร์ คือแขกมักกะสัน ปัจจุบันอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย เข้ามาตั้งถิ่นฐานในไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช), ปืนใหญ่ปราบอังวะ และปืนใหญ่ชนะหงษา
ชื่อที่มาจากตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ และตัวละครและสถานที่ในป่าหิมพานต์ คือ ปืนใหญ่พรหมาศปราบมาร, ปืนใหญ่นิลนนท์แทงเขน, ปืนใหญ่ไวยราพฟาดรถ, ปืนใหญ่คนธรรพ์แผลงฤทธิ์, ปืนใหญ่ถอนพระสุเมรุ ปืนใหญ่ศิลป์นารายณ์ และปืนใหญ่มารกระบิล
ชื่อที่มาจากสัตว์ คือ ปืนใหญ่มังกรใจกล้า, ปืนใหญ่เหราใจร้าย และปืนใหญ่เสือร้ายเผ่นทยาน ชื่อที่มาจากชื่อหรือปี ค.ศ.ที่สร้างที่ปรากฏอยู่บนปืน คือ ปืนใหญ่อัคนิรุท, ปืนใหญ่ SMICVEL 1625, ปืนใหญ่ P.1009 1860 และ ปืนใหญ่ P.1010 1860 ชื่อปืนใหญ่ที่เคยมีปรากฏมาแล้วในสมัยกรุงศรีอยุธยา คือ ปืนใหญ่นารายณ์สังหาร, ปืนใหญ่มารประไลย, ปืนใหญ่พระพิรุณแสนห่า และปืนใหญ่ชนะหงษา
ชื่อที่ได้มาจากประวัติการทำสงครามกับฝ่ายตรงข้าม คือ ปืนใหญ่ปราบอังวะ และปืนใหญ่ชนะหงษา ปืนใหญ่ ๒ กระบอกนี้ เป็นปืนที่มีประวัติการยกทัพไปปราบกรุงอังวะ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๓๕
ชื่อที่ตั้งให้ดูน่ากลัวและน่าเกรงขาม เพื่อข่มขวัญคู่ต่อสู้ ซึ่งเป็นหลักของการตั้งชื่อปืนใหญ่สมัยโบราณ คือ ปืนใหญ่พลิกพสุธาหงาย, ปืนใหญ่ไหวอรณพ, ปืนใหญ่ลมประไลยกัลป์, ปืนใหญ่มหาจักรกรด, ปืนใหญ่ปีศาจเชือดฉีกกิน, ปืนใหญ่ธรณีไหว ปืนใหญ่ปล้องตันหักคอเสือ และปืนใหญ่สายอสุนีแผ้วราตรี และประเภทอื่นๆ คือ ชื่อที่มีมาแต่เดิมอยู่แล้ว คือ ปืนใหญ่พญาตานี
จากการตั้งชื่อปืนใหญ่สมัยโบราณที่นำเสนอไปข้างต้นนั้น นอกจากสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของคนสมัยก่อนในเรื่องของความเชื่อในเทพเจ้าต่างๆ หรือแม้กระทั่งค่านิยมในวรรณคดีไทยที่มีมาอย่างยาวนาน ดังเช่นเรื่องรามเกียรติ์แล้ว ยังทำให้ทราบถึงชื่อของชนชาติต่างๆ ที่เป็นที่รู้จักและอาจมีสัมพันธไมตรีต่อกันในช่วงเวลาดังกล่าว รวมถึงชื่อที่แสดงให้เห็นถึงที่มาของปืนใหญ่กระบอกนั้นๆ อีกด้วย และสำหรับในครั้งหน้า แอดมินจะนำเสนอเรื่องราวที่สนใจอะไรอีกบ้าง รอติดตามกันนะคะ
เอกสารอ้างอิง :
- กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค). ๒๕๓๑.
- คำให้การชาวกรุงเก่า. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ไทย ณ สพานยศเส. ๒๔๕๗.
- จันทนุมาศ (เจิม). พัน. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๕ พงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม). [ม.ป.ท.]: โรงพิมพ์เดลิเมล์. ๒๔๘๐.
- บุญเลิศ วิวรรณ์. "นามปืนใหญ่ในตำนาน : ยุทธการตัดไม้ข่มนามด้วยภาษา" วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ปีที่ ๘ ฉบับ ๑ (ม.ค.-มิ.ย.๖๐). ๒๑๑-๒๒๙.
- ปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว. พระบาทสมเด็จพระฯ. ๒๓๕๑-๒๔๐๘. พระราชนิพนธ์ ตำราปืนใหญ่. [ม.ป.ท.]: โรงพิมพ์พานิชศุภผล. ๒๕๐๕.
- พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา. [ม.ป.ท.]: โอเดียนสโตร์. ๒๔๙๕.
- ศิริรัจน์ วังศพ่าห์. ปืนใหญ่โบราณในประวัติศาสตร์ชาติไทย. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง. ๒๕๕๐.
- สำราญ วังศพาห์. "นารายณ์สังหาญ." ศิลปวัฒนธรรม. ก.พ.๒๕๒๔.
- C.A. Seymour Sewell, M.A., "Notes on some old Siamese guns," Journal of The Siam Society, Vol. xv.PT.I. 1-43.
- http://www.google.co.th

“การแต่งกายของทหาร สังกัดกรมทหารหน้าในสมัยรัชกาลที่ ๕”เครื่องแบบทหารในแต่ละยุคสมัย มีรูปแบบและลักษณะที่แตกต่างกันออกไปตา...
23/12/2025

“การแต่งกายของทหาร สังกัดกรมทหารหน้าในสมัยรัชกาลที่ ๕”
เครื่องแบบทหารในแต่ละยุคสมัย มีรูปแบบและลักษณะที่แตกต่างกันออกไปตามความนิยมและความเหมาะสมกับสมัยนั้นๆ ซึ่งการแต่งกายของทหารในอดีตค่อนข้างมีความแตกต่างจากปัจจุบันพอสมควร ในวันนี้แอดมินจะพาไปดูการแต่งกายของทหารหน้าในสมัยรัชกาลที่ ๕ กันค่ะ ว่ามีความสวยงามและมีองค์ประกอบในเครื่องแบบที่น่าสนใจอะไรบ้าง ไปติดตามอ่านกันได้เลยค่ะ...
ทหารหน้า ชื่อนี้หลายๆ ท่านคงเคยได้ยินหรือเคยอ่านเจอกันมาแล้วจากบทความในเพจของพิพิธภัณฑ์ อีกทั้ง ทหารหน้ายังเคยมีที่ทำการอยู่ภายในศาลาว่าการกลาโหมมาก่อนอีกด้วย (ปัจจุบันกรมทหารหน้าได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นกรมทหารบกราบที่ ๔ ตั้งแต่ในปี พ.ศ.๒๔๔๐ เป็นต้นมา)
ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทหารหน้ามีหน้าที่เป็นทหารรักษาพระองค์เช่นเดียวกับพระมหากษัตริย์ในยุโรป เนื่องจากกองทหารหน้าในขณะนั้น เป็นหน่วยงานที่ได้รับการฝึกแบบฝรั่ง มีอาวุธครบครัน และมีท่าทางทะมัดทะแมง ทำให้ได้รับการไว้วางพระราชหฤทัยจากรัชกาลที่ ๔ เป็นอย่างมาก โดยกองทหารหน้าในขณะนั้นมีหน้าที่ คือ ออกรบในยามศึกสงครามส่วนในยามปกติ มีหน้าที่ปราบโจรผู้ร้ายตามหัวเมือง และเข้าร่วมในขบวนเสด็จของพระมหากษัตริย์
สมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการปรับปรุงกรมทหารหน้า มีการเพิ่มอาวุธและกำลังพลเข้ามาเพิ่มเติม ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๒๓ กรมทหารหน้า ประกอบด้วยหน่วยงานหลายหน่วยรวมอยู่ในขณะนั้น มีหน้าที่สำหรับรักษาพระนคร แห่นำตามเสด็จ จุกช่องล้อมวง (อารักขาพระเจ้าแผ่นดินอย่างแน่นหนารอบคอบ เวลาเสด็จประพาสหรือมีเหตุฉุกเฉินบางประการ) รวมทั้งออกไปกับข้าหลวงไปประจำตามหัวเมืองประเทศราช และได้มีการออกกฎข้อบังคับสำหรับกรมทหารหน้าขึ้นใช้โดยเฉพาะ
สำหรับการแต่งกายของกรมทหารหน้านั้น เมื่อเจ้าหมื่นไวยวรนาถ (เจิม แสง-ชูโต) ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารหน้าในปี พ.ศ.๒๔๒๓ ได้ปรับปรุงระเบียบการปกครอง การแต่งกาย และการฝึกแบบตะวันตกขึ้นในกรมทหารหน้า สำหรับเครื่องแต่งกายของทหารหน้าในขณะนั้น มีการเปลี่ยนแปลงทั้งเครื่องแบบของนายทหารทั้งเครื่องแบบเต็มยศและครึ่งยศ และเครื่องแบบของพลทหาร
สำหรับเครื่องแบบเต็มยศของนายทหาร จะสวมกางเกงผ้าเสิจดำแถบทอง เสื้อขาวผ้าลายสอง ข้อมือดำยันต์ป้ายทอง คอดำขลิบทอง ใช้ตราพระเกี้ยวที่คอเป็นเครื่องหมายยศ คาดรัดประคดสีน้ำเงินริ้วทองสลับเงิน คาดกระบี่ หมวกเฮลเม็ต (Helmet) ยอดแหลม
สำหรับเครื่องแบบเต็มยศของพลทหาร สวมกางเกงผ้าลายสองสีน้ำเงินแถบขาว เสื้อผ้าลายสองสีขาว ข้อมือสีน้ำเงินลวดขาว หมวกเฮลเม็ต มียอด มีตราหน้าหมวก ถือปืนสนัยเดอร์ปลายดาบ และการแต่งกายด้วยเครื่องสนาม ในมือจะถือปืนสนัยเดอร์หรือปืนเอนฟิลด์ มีไถ้ (ถุงยาว สำหรับใส่เงินหรือสิ่งของ ติดตัวขณะเดินทาง) บรรจุเสบียงแห้งคล้องไหล่ เครื่องหมายยศเป็นบั้งติดที่ข้อมือซ้าย
เอกสารอ้างอิง :
- กรมยุทธศึกษาทหารบก. การทหารของไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. จัดพิมพ์เนื่องในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรป ครบ ๑๐๐ ปี ในพุทธศักราช ๒๕๔๐. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์กรมยุทธศึกษาทหารบก. ๒๕๔๑.
- ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๓ เรื่องตำนานการเกณฑ์ทหาร กับเรื่องตำนานกรมทหารราบที่ ๔. [ม.ป.ท.]:โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๖๔. สืบค้นจาก https://digital.library.tu.ac.th/ tu_dc/frontend/
Info/item/dc:164373. เมื่อ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๘.
- สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี. การแต่งกายไทย : วิวัฒนาการจากอดีตสู่ปัจจุบัน เล่ม ๒. จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดช ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๒.
- http://www.google.co.th
ภาพประกอบ :
กองประวัติศาสตร์ กรมยุทธศึกษาทหารบก กองทัพบก

12/11/2025

สืบเนื่องจากเมื่อวาน เป็นวันครบรอบ ๑๐๗ ปี วันสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๑ และวันที่ระลึกทหารไทยกองอาสา
วันนี้หมวดแฟรงค์จะพาเรามาชมส่วนจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ศาลาว่าการกลาโหมที่เกี่ยวข้องกับทหารไทยกองอาสาที่เดินทางไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ ๑ ที่ทวีปยุโรปกันค่ะ ว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง
พร้อมแล้วไปชมกันเลยค่ะ...

“เหรียญงานพระราชสงครามในทวีปยุโรป...เหรียญแห่งการรำลึกถึงทหารไทยกองอาสาในสงครามโลกครั้งที่ ๑”ทุกวันที่ ๑๑ พฤศจิกายนของทุ...
11/11/2025

“เหรียญงานพระราชสงครามในทวีปยุโรป...เหรียญแห่งการรำลึกถึงทหารไทยกองอาสาในสงครามโลกครั้งที่ ๑”
ทุกวันที่ ๑๑ พฤศจิกายนของทุกปี ถูกจัดให้เป็นวันที่ระลึกทหารไทยกองอาสาสงครามโลกครั้งที่ ๑ และการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ ๑ เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๑ ที่เยอรมันได้เจรจาขอสงบศึกกับฝ่ายสัมพันธมิตร โดยทั้ง ๒ ฝ่ายได้ลงนามในสัญญาสงบศึกบนรถไฟ ณ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๔๖๑ ถ้าเรานับจนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า ๑๐๗ ปีแล้วที่สงครามได้สิ้นสุดลง
“ทหารไทยกองอาสา” ชื่อนี้อาจเป็นที่คุ้นหูของผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ ๖ หรือสงครามโลกครั้งที่ ๑ มาพอสมควร แต่ยังมีอีกหลายท่านที่อาจเคยได้ยินหรือได้เห็นชื่อนี้เป็นครั้งแรก สำหรับทหารไทยกองอาสาเป็นกองทหารที่ทางกระทรวงกลาโหมเปิดรับสมัครชายไทยเข้าร่วมเป็นตัวแทนไปร่วมรบกับฝ่ายสัมพันธมิตรที่ทวีปยุโรป ภายหลังจากที่รัชกาลที่ ๖ ทรงตัดสินพระทัยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๑ ประกาศสงครามกับฝ่ายมหาอำนาจกลางและอยู่ข้างเดียวกับฝ่ายสัมพันธมิตร ในวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๔๖๐
ทหารไทยกองอาสาที่เดินทางไปร่วมรบ มีจำนวนทั้งหมด ๑,๒๔๘ นาย แบ่งออกเป็น ๓ หน่วย คือ กองทหารบกรถยนต์ กองบินทหารบก และหมวดพยาบาล โดยมี นายพลอากาศโท พระยาเฉลิมอากาศ เป็นผู้บังคับการกองทหารอาสา และออกเดินทางไปที่ทวีปยุโรปเมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๔๖๑
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๑ ได้สิ้นสุดลง ทหารไทยกองอาสาได้เดินทางกลับจากราชการสงครามมาถึงกรุงเทพฯ โดยแบ่งออกเป็น ๒ คณะ คณะแรก คือ กองบินทหารบก เดินทางกลับมาถึงเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๔๖๒ และคณะที่ ๒ คือ กองทหารบกรถยนต์ เดินทางกลับมาถึงเมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๖๒ กองทหารได้ขึ้นเรือที่ท่าราชวรดิษฐ์และเดินแถวเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง ตั้งแถวเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรัชกาลที่ ๖ ที่ด้านหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวัง พระองค์โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญที่ระลึกให้แก่นายทหารและพลทหารที่ไปร่วมรบทุกนาย
เหรียญดังกล่าว คือ “เหรียญที่ระลึกในงานพระราชสงครามในทวีปยุโรป” (The War Medal of B.E.2461) เป็นเหรียญราชอิสริยาภรณ์ ประเภทเหรียญบำเหน็จกล้าหาญ ซึ่งรัชกาลที่ ๖ มีพระราชดำริให้จัดสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๖๑ ผู้ออกแบบเหรียญ คือ หม่อมเจ้าอิทธิสรรค์ กฤดากร และผู้ปั้นแบบ คือ ศ.ศิลป์ พีระศรี เหรียญมีลักษณะทรงกลม ทำด้วยเงิน เส้นผ่านศูนย์กลาง ๓.๑ ซม. หนา ๐.๑ มม.
ด้านหน้า มีพระบรมรูปรัชกาลที่ ๖ พระพักตร์เสี้ยว มีอักษรริมขอบว่า “รามาธิปติสฺยามินฺโท วชิราวุธ วิสฺสโต” แปลว่า สมเด็จพระรามาธิบดีเจ้าจอมสยาม มีพระบรมนามาภิไธยปรากฏว่า “วชิราวุธ” ด้านหลัง มีรูปวชิราวุธ มีรัศมีพานรอง ๒ ชั้น มีฉัตร ๒ ข้าง และมีอักษรริมขอบว่า “งานพระราชสงครามในทวีปยุโรป พระพุทธศักราช ๒๔๖๑” ห้อยกับแพรแถบสีเลือดหมู มีริ้วสีแดง ๒ ข้าง
สาเหตุที่พระราชทานเหรียญนี้แก่ทหารไทยกองอาสาที่ไปร่วมรบที่ทวีปยุโรปนั้น เพื่อเป็นการเฉลิมเกียรติคุณ เชิดชูคุณงามความดีของผู้ที่ไปปฏิบัติราชการเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ และเชิดชูเกียรติประวัติความดีงามของชาติ เมื่อผู้รับพระราชทานเหรียญวายชนม์แล้ว ให้ทายาทโดยธรรมรักษาไว้เป็นที่ระลึก แต่ไม่มีสิทธิ์ประดับเหรียญนั้น
ภายในพิพิธภัณฑ์ศาลาว่าการกลาโหม ได้นำเสนอเรื่องราวของเหรียญงานพระราชสงครามฯ ดังกล่าว รวมถึงโบราณวัตถุและเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับทหารไทยกองอาสาไว้ด้วย เช่น สมุดรายชื่อทหารไทยกองอาสาเดินทางไปราชการสงครามที่ทวีปยุโรป จำนวน ๑,๔๒๔ นาย, หมวกเหล็กแบบเอเดรียน และหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสที่ตีพิมพ์เรื่องของคณะทูตและทหารไทยกองอาสาที่ไปร่วมรบที่ประเทศฝรั่งเศส ท่านใดสนใจเข้าชมหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อทางช่องแชทของเพจได้เลยค่ะ...
เอกสารอ้างอิง :
- กรมเสนาธิการทหารบก. ประวัติกองทหารอาสาซึ่งไปในงานพระราชสงครามข้ามทะเล พระพุทธศักราช ๒๔๖๐-๖๑-๖๒ (ทหารไทยในสงครามโลกครั้งที่ ๑). กรุงเทพฯ : อรุณการพิมพ์. ๒๕๕๓.
- ข่าวในพระราชสำนัก. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๓๖. (๑๑ พฤษภาคม ๒๔๖๒). หน้า ๓๓๑-๓๓๒.
- มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ ร.๖. สืบค้นจาก https://www.facebook.com/rama6memorial/posts. เมื่อ ๖ พ.ย. ๒๕๖๘.
- พระราชบัญญัติเหรียญงานพระราชสงครามในทวีปยุโรป พ.ศ.๒๔๙๗. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๑. ตอนที่ ๘๖ (๒๘ ธันวาคม ๒๔๙๗). หน้า ๑๘๖๗ -๑๘๗๑.
- สเตฟาน เฮลล์. สยามกับมหาสงครามโลกครั้งที่ ๑ ประวัติศาสตร์สากล. กรุงเทพฯ : บริษัท สำนักพิมพ์ริเวอร์บุ๊คส์ จำกัด. ๒๕๖๐.

“การเสด็จพระราชดำเนินของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ศาลาว่าการกลาโหม”เมื่อปี พ.ศ....
04/11/2025

“การเสด็จพระราชดำเนินของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ศาลาว่าการกลาโหม”
เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๗ และ ๒๕๑๘ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นผู้แทนพระองค์เสด็จพระราชดำเนินในการพระราชทานกระบี่และพระราชทานปริญญาบัตรแก่นายทหารผู้สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายเรือ และโรงเรียนนายเรืออากาศ ณ พระที่นั่งชุมสาย บริเวณสนามหญ้าภายในศาลาว่าการกลาโหม
เอกสารอ้างอิง :
- สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม. ๑๒๗ ปี กระทรวงกลาโหม. กรุงเทพฯ : บริษัท รุ่งศิลป์การพิมพ์ (๑๙๗๗) จำกัด. ๒๕๖๗.
- เพจโคตรทหาร

“องค์พญาคชสีห์ ด้านหน้าศาลาว่าการกลาโหม”บริเวณด้านหน้าศาลาว่าการกลาโหม มีการจัดตั้งองค์พญาคชสีห์ขนาดใหญ่บริเวณประตูทางเข...
29/10/2025

“องค์พญาคชสีห์ ด้านหน้าศาลาว่าการกลาโหม”
บริเวณด้านหน้าศาลาว่าการกลาโหม มีการจัดตั้งองค์พญาคชสีห์ขนาดใหญ่บริเวณประตูทางเข้าและทางออกของอาคาร จำนวน ๒ องค์ ทุกท่านสงสัยกันไหมคะว่าองค์พญาคชสีห์ดังกล่าว มีที่มาที่ไปอย่างไร และทำไมจึงต้องนำมาตั้งไว้ด้านหน้าศาลาว่าการกลาโหม ในวันนี้แอดมินจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับองค์พญาคชสีห์ทั้ง ๒ องค์กันค่ะ...
คชสีห์ เป็นสัตว์ในตำนาน อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ มีรูปร่างผสมระหว่างช้างกับสิงห์ มีศีรษะเป็นช้าง มีงวง ด้านล่างตั้งแต่ส่วนคอลงไปเป็นสิงห์ มีพละกำลังเทียบเท่าช้างกับสิงห์รวมกัน คชสีห์ถูกใช้เป็นสัตว์สัญลักษณ์ของกระทรวงกลาโหมมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
โดยในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระองค์ได้ทรงปฏิรูปการปกครองขึ้นใหม่โดยรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง กำหนดให้สมุหนายก ดูแลฝ่ายพลเรือน มีตรา “ราชสีห์” เป็นตราประจำตำแหน่ง, สมุหกลาโหม ดูแลฝ่ายทหาร มีตรา “คชสีห์” เป็นตราประจำตำแหน่ง และกรมท่า ดูแลการค้ากับต่างชาติ มีตรา “บัวแก้ว” เป็นตราประจำตำแหน่ง โดยตราทั้งสามถูกใช้ สืบต่อมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ คือ “กฎหมายตราสามดวง”
สำหรับองค์พญาคชสีห์ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าศาลาว่าการกลาโหม ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๙ เนื่องในมหามงคลสมัยที่สมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี และเนื่องในโอกาสที่ศาลาว่าการกลาโหมครบรอบ ๑๒๐ ปี โดยพลเอก สิริชัย ธัญญสิริ ปลัดกระทรวงกลาโหม มีแนวคิดจัดสร้างประติมากรรมคชสีห์ขึ้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์การทหารไทย ซึ่งแสดงถึงความจงรักภักดีและถวายการปกป้องพระราชวงศ์จักรี
องค์พญาคชสีห์ทั้ง ๒ องค์เป็นประติมากรรมลอยตัว หล่อด้วยสำริด ออกแบบโดย พันเอก ชวลิต อ่วมศิริ ประติมากรรมมีขนาดความสูงขององค์รวมฐาน ๔ เมตร ๕๐ เซนติเมตร องค์ที่ประดิษฐานอยู่บริเวณประตูด้านทิศใต้ (ทางเข้า) ชื่อว่า “พญาคชสีห์สยามปฐพีพิทักษ์” และบริเวณประตูด้านทิศเหนือ (ทางออก) ชื่อว่า “พญาคชสีห์ราชเสนีพิทักษ์” ซึ่งพระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคมและเจ้าอาวาสวัดยานนาวา (ในขณะนั้น) ได้เมตตานุเคราะห์ตั้งชื่อให้
ได้มีการจัดงานประกอบพิธีสมโภชเปิดผ้าแพรพญาคชสีห์ ในวันอาทิตย์ที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ณ ด้านหน้าอาคารศาลาว่าการกลาโหม โดยมี พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นประธานในพิธี รวมทั้งได้มีการจัดแสดงระบำพญาคชสีห์ในวันเดียวกัน
หุ่นระบำมีการออกแบบและปั้นขึ้นใหม่โดย พันเอก ชวลิต อ่วมศิริ ลวดลายตกแต่งที่ศีรษะมีการประดับตกแต่งใหม่ โดยยังคงรักษากรอบขององค์คชสีห์ต้นแบบไว้ ส่วนการแสดงนั้นมอบหมายให้มหาวิทยาลัยราชภัฏนครินทร์และวิทยาลัยนาฏศิลป์เป็นผู้ฝึกซ้อมการแสดง และมี พลตรี สัมพันธ์ แจ้งเจนเวทย์ เป็นผู้ประพันธ์เพลงร้อง
หุ่นพญาคชสีห์ต้นแบบที่ถูกหล่อด้วยปูนพลาสเตอร์ก่อนการปั้นจริง และชุดของระบำพญาคชสีห์ที่ถูกสวมใส่ในการแสดงครั้งนั้น ได้ถูกนำมาจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ศาลาว่าการกลาโหม เพื่อให้บุคคลที่สนใจได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ต่อไป
เอกสารอ้างอิง :
- พอพันธ์ ทองเฟื่อง. "จินตนาการจากสัตว์หิมพานต์สู่งานเครื่องประดับร่วมสมัย." สารนิพนธ์ศิลปศาสตร
บัณฑิต ภาควิชาออกแบบเครื่องประดับ. คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ๒๕๕๘.
- สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม. “๑๒๐ ปีศาลาว่าการกลาโหม.” บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง
จำกัด (มหาชน). ๒๕๔๙.
- อมร ศรีพจนารถ. “การเขียนภาพคชสีห์” สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร. สืบค้นเมื่อ ๒๗ ส.ค.๖๘. จาก
http://www.datasipumu.finearts.go.th

ขั้นตอนการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ศาลาว่าการกลาโหมมีหลายท่านสอบถามมาทางพิพิธภัณฑ์ ว่าถ้าต้องการติดต่อขอเข้าชมจะมีขั้นตอนอย่างไรบ...
07/10/2025

ขั้นตอนการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ศาลาว่าการกลาโหม
มีหลายท่านสอบถามมาทางพิพิธภัณฑ์ ว่าถ้าต้องการติดต่อขอเข้าชมจะมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง ในวันนี้แอดมินจะขอเสนอขั้นตอนการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ศาลาว่าการกลาโหมให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ...
🏛️ กรณีเข้าชมเป็นหมู่คณะจากหน่วยงานราชการ/สถานศึกษา
- ทำหนังสือขอเข้าชมตามรูปแบบหนังสือราชการส่งมาทางช่องแชทของเพจพิพิธภัณฑ์ศาลาว่าการกลาโหม หรือทางไปรษณีย์ที่ พิพิธภัณฑ์ศาลาว่าการกลาโหม ถ.สนามไชย แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
- โดยภายในหนังสือระบุว่า เรียน เจ้ากรมเสมียนตรา
🏢 กรณีบุคคลทั่วไป (ตั้งแต่ ๓ ท่านขึ้นไป)
- กรอกข้อมูลลงในแบบฟอร์มขอเข้าชม โดยติดต่อสอบถามหรือขอแบบฟอร์มได้ทางช่องแชทของพิพิธภัณฑ์ศาลาว่าการกลาโหม
**ทั้งสองกรณีส่งหนังสือขอเข้าชมล่วงหน้าอย่างน้อย ๓-๕ วัน**
🪖 วันเวลาทำการ
- วันจันทร์ - ศุกร์ (ปิดวันเสาร์ - อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์) เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๖.๐๐ น.
👕 การแต่งกาย
กรุณาแต่งกายชุดสุภาพ
- สวมเสื้อมีแขน ไม่รัดรูป
- กางเกงขายาว กระโปรงยาวหรือคลุมเข่า
- สวมรองเท้าสุภาพ ไม่สวมรองเท้าแตะ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดต่อได้ที่
📞 โทรศัพท์ : ๐๒ ๒๒๒ ๓๑๖๔
🖥️ อีเมล์ : [email protected]
🚗 การเดินทาง/ที่จอดรถ
- สามารถจอดรถได้ที่สนามหลวง (ไม่มีค่าใช้จ่าย), ราชนาวีสโมสร (ชม.ละ 30 บาท)
- เรือโดยสารลงที่ท่าเตียนหรือท่าช้าง
- MRT ลงสถานีสนามไชยและเดินต่อมาประมาณ 500 เมตร
- รถโดยสารประจำทางสายที่ผ่านสนามหลวงเช่น สาย 47, 59, 80
สำหรับการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าชมทุกกรณีค่ะ 🙂

“ลวดลายที่ปรากฏบนเพลาของปืนใหญ่โบราณด้านหน้าศาลาว่าการกลาโหม”คราวก่อนแอดมินได้นำเสนอเรื่ององค์ประกอบของปืนใหญ่ให้ทุกท่าน...
22/09/2025

“ลวดลายที่ปรากฏบนเพลาของปืนใหญ่โบราณด้านหน้าศาลาว่าการกลาโหม”
คราวก่อนแอดมินได้นำเสนอเรื่ององค์ประกอบของปืนใหญ่ให้ทุกท่านได้ทราบกันไปแล้ว ว่าส่วนใดมีชื่อเรียกว่าอะไร และมีหน้าที่การใช้งานอย่างไรบ้าง ในวันนี้แอดมินจะขอนำเสนอส่วนประกอบของปืนใหญ่ที่เรียกว่า เพลา (อ่านว่า เพลา) ซึ่งเพลาบนปืนใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าศาลาว่าการกลาโหมนั้น มีความพิเศษมากกว่าเพลาบนปืนใหญ่ทั่วไป เนื่องจากมีการตกแต่งลวดลายต่างๆ ที่สวยงาม ที่สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมและรูปแบบศิลปะในยุคสมัยนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี ท่านใดพร้อมแล้ว ไปติดตามอ่านกันได้เลยค่ะ...
เพลา (Trunnion) คือ ส่วนแกนเล็กๆ ทรงกลมที่ยื่นออกมาด้านข้างของปืนใหญ่ทั้ง ๒ ด้าน เพื่อใช้วางบนฐานหรือแท่นยิง มีหน้าที่สำหรับใช้ยึดกระบอกปืนเข้ากับแท่นฐาน
เพลาของปืนใหญ่ด้านหน้าศาลาว่าการกลาโหม พบว่ามีลวดลายที่ค่อนข้างหลากหลาย สามารถแบ่งออกได้เป็น ๗ ประเภท ดังนี้
๑. แบบเรียบ ไม่มีลวดลาย เช่น ปืนใหญ่อัคนิรุท ปืนใหญ่นิลนนท์แทงเขน
๒. ลายรูปบุคคล ส่วนใหญ่ทำเป็นรูปอรหัน คือ รูปบุคคลที่มีส่วนบนเป็นมนุษย์ มีหน้าอกคล้ายผู้หญิง และส่วนล่างเป็นนก มีปีกบินได้คล้ายกับกินรี แต่ศีรษะมีผมขมวดเป็นลอน คล้ายเทวดาฝรั่ง เช่น ปืนใหญ่พระอิศวรปราบจักรวาล ปืนใหญ่พระกาฬผลาญโลก
๓. ลายดอกไม้ต่างๆ คือ ลายดอกไม้ ๖ กลีบ ดอกไม้แปดกลีบ ลายดอกจอก เช่น ปืนใหญ่ไตรภพพ่าย ปืนใหญ่ไหวอรณพ ปืนใหญ่มารประไลย
๔. ลายอักษรภาษาอังกฤษ/ภาษาจีนและตัวเลขหรือรหัสหมายเลขประจำปืนใหญ่ เช่น ปืนใหญ่ชนะหงษา มีการสลักอักษรภาษาอังกฤษและเลขอารบิค สันนิษฐานว่าอาจเป็นเลขประจำปืน หรือลำดับ น้ำหนัก และหมายเลขโรงหล่อ
๕. ลายสัตว์ต่างๆ เช่น ลายมังกร ลายกิเลน ลายคชสีห์ ลายราชสีห์ และสัตว์อื่นๆ ในตำนาน เช่น ลายคชสีห์บนปืนใหญ่พลิกพสุธาหงาย ลายราชสีห์บนปืนใหญ่พระพิรุณแสนห่า
๖. แบบอื่นๆ คือ ลายวงกลมซ้อนกัน เช่น ปืนใหญ่นารายณ์สังหาร หรือเพลาที่เคยมีลวดลายแต่ในปัจจุบันไม่สามารถระบุลวดลายได้ เช่น ปืนใหญ่เสือร้ายเผ่นทยาน
จากลวดลายต่างๆ ที่ปรากฏอยู่บนเพลาของปืนใหญ่นั้น สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยม ความเชื่อ รูปแบบศิลปะ รวมถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของไทยที่มีมาอย่างยาวนานได้เป็นอย่างดี ท่านใดสนใจต้องการเข้าชมลวดลายของจริงเหล่านี้ สามารถติดต่อสอบถามได้ทาง Inbox ของเพจได้เลยค่ะ
เอกสารอ้างอิง :
- เด่นดาว ศิลปานนท์. “เล่าเรื่องประติมานวิทยา: วิชาธร/วิทยาธร.” สืบค้นเมื่อ ๙ ก.ย.๖๕ จากhttps://www.finearts.go.th/
- มติชนออนไลน์. “ค้นร่องรอยตัว “อรหัน” นกหน้าคนที่ปรากฏในไทยมาจากไหน?” ๒๕๖๔. สืบค้นเมื่อ ๘ ก.ย.๖๕. จาก https://www.silpa-mag.com/history/article_12178
- “พบ “อรหัน” ที่สุพรรณบุรี.” ๒๕๕๒. สืบค้นเมื่อ ๗ ก.ย.๖๕. จาก http://www.oknation.net/blog/phaen/2009/06/16/entry-1.
- ศิริรัจน์ วังศพ่าห์. ปืนใหญ่โบราณในประวัติศาสตร์ชาติไทย. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง. ๒๕๕๐.
- http://www.google.co.th

“สีเขียวที่ปรากฏอยู่บนปืนใหญ่โบราณด้านหน้าศาลาว่าการกลาโหม”ท่านใดที่เคยผ่านด้านหน้าศาลาว่าการกลาโหม ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็น...
25/08/2025

“สีเขียวที่ปรากฏอยู่บนปืนใหญ่โบราณด้านหน้าศาลาว่าการกลาโหม”
ท่านใดที่เคยผ่านด้านหน้าศาลาว่าการกลาโหม ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าปืนใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าอาคารนั้น มีสีเขียวทุกกระบอก เคยสงสัยกันไหมคะว่าทำไมปืนใหญ่ถึงได้มีสีเขียวลักษณะนั้น แล้วปืนใหญ่ทั่วประเทศมีสีเขียวแบบนี้เหมือนกันทั้งหมดหรือไม่ ในวันนี้แอดมินจะขอนำเสนอให้ทุกท่านได้อ่านกันค่ะ
ปืนใหญ่ด้านหน้าศาลาว่าการกลาโหมทุกกระบอกทำขึ้นจากสำริด (Bronze) คือ โลหะผสม ที่มีทองแดงและดีบุกเป็นส่วนผสมหลัก รวมถึงมีโลหะอื่นผสมอยู่ด้วย เช่น ตะกั่ว สังกะสี ทองเหลือง เมื่อหล่อขึ้นครั้งแรกเนื้อของสำริดจะมีสีตั้งแต่คล้ายทองจนถึงคล้ายเงิน
การกัดกร่อนของสำริดจะเกิดขึ้นทันทีหลังจากการหล่อเสร็จสิ้น โดยเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในเนื้อโลหะ เรียกว่าปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (oxidation) ที่ผิวโลหะ ซึ่งโลหะทำปฏิกิริยากับสารเคมีในสภาพแวดล้อม เกิดเป็นสารประกอบของโลหะสีต่าง ๆ ปกคลุมอยู่บนผิวโลหะ เรียกว่า “สนิม”
โดยสนิมของสำริดจะพบได้หลากหลายสี เช่น สีเขียวอมดำ น้ำตาล สีเขียว เขียวอมฟ้า เขียวอมเทา และฟ้า และสามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น เนื้อเรียบ เป็นมัน ไม่กร่อน, เป็นสนิมผิวขรุขระ และเป็นสนิมจุดสีเขียวอ่อน
ปืนใหญ่แต่ละกระบอก สันนิษฐานว่าใช้วิธีการหล่อแบบเดียวกับพระพุทธรูป คือ วิธีสูญขี้ผึ้ง (Lost Wax) คือ การนำขี้ผึ้งมาทำเป็นพิมพ์ต้นแบบ และเจาะรูไว้สำหรับเทโลหะและระบายอากาศ ต่อจากนั้นทำแกนในด้วยวัสดุทนไฟผสมแล้วเทลงไป ตอกตะปูยึดภายในไว้เพื่อไม่ให้แกนล้ม หุ้มวัสดุด้านนอกด้วยวัสดุทนความร้อนสูง

และนำไปอบหรือเผาพิมพ์ให้สลายขี้ผึ้งออก เทโลหะ คือ สำริดลงไป ขั้นตอนสุดท้ายคือการขัดผิว เชื่อมประกอบส่วนต่างๆ และขัดสีเพื่อตกแต่งให้สวยงาม และเป็นการรักษา/ป้องกันผิวไม่ให้เกิดสนิมตามธรรมชาติ
สำหรับปืนใหญ่กระบอกอื่นๆ ทั้งที่จัดแสดงอยู่ตามพิพิธภัณฑ์และสถานที่ราชการต่างๆ มักจะพบได้ทั้งที่เป็นสีเขียวที่หล่อขึ้นจากสำริด ดังเช่นที่ตั้งอยู่ด้านหน้าศาลาว่าการกลาโหม และสีดำที่หล่อขึ้นจากเหล็ก เช่น ปืนใหญ่พระมหาฤกษ์ พระมหาไชย ที่ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ จังหวัดลพบุรี
เอกสารอ้างอิง :
- กระทรวงกลาโหม. ประวัติศาลาว่าการกลาโหม. กองกลาง สำนักงานสนับสนุน กรมเสมียนตรา. ๒๕๔๘.
- กรมศิลปากร. สนิมกัดกร่อนของสำริดและวิธีการรักษา. กรมศิลปากรจัดพิมพ์เป็นเอกสารประกอบการจัดนิทรรศการพิเศษ ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ๒๒ มีนาคม ถึง ๒๒ มิถุนายน ๒๕๑๘. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา. ๒๕๑๘.
- ศิริรัจน์ วังศพ่าห์. ปืนใหญ่โบราณในประวัติศาสตร์ชาติไทย. กรุงเทพฯ : สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม. ๒๕๕๐.
- สุรพล นาถะพินธุ. “โบราณวิทยาเรื่องโลหะสำริด ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ของประเทศไทย.” วารสารดำรงวิชาการ ปีที่ ๑๓. ฉบับที่ ๑ (ม.ค.-มิ.ย.๒๕๕๗): ๑๐๗-๑๓๑.
- Bronze Casting-The Lost Wax Process สืบค้นเมื่อ ๑๖ พ.ค.๖๖ จาก https://www.thesculpturepark.com/lost-wax-bronze-casting/
- Meethinks (๒๐๑๙). “คร่ำ อัตลักษณ์แห่งสยาม.” สืบค้นเมื่อ ๑๘ พ.ค.๖๕ จาก methinks.com/identityofsiam-10/
- Mr.Chanveasna Chhourn. “การเสื่อมสภาพ และวิธีการป้องกันศิลปวัตถุสำริด: กรณีศึกษาศิลปวัตถุสำริดที่อยู่ในห้องจัดเก็บใต้ดินในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของประเทศกัมพูชา” วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาอนุรักษ์ศิลปกรรม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. ๒๕๖๕.

ที่อยู่

ศาลาว่าการกลาโหม ถ. สนามไชย แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร
เขตพระนคร
10200

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:00
อังคาร 08:30 - 16:00
พุธ 08:30 - 16:00
พฤหัสบดี 08:30 - 16:00
ศุกร์ 08:30 - 16:00

เบอร์โทรศัพท์

+6622223164

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พิพิธภัณฑ์ศาลาว่าการกลาโหม - Defence Hall Museumผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์