ก้าวเลิร์น

ก้าวเลิร์น ปีกการศึกษา พรรคประชาชน

รัฐกำลังคัดกรองคนจนรอบใหม่ แล้วเด็กล่ะวัดจากอะไร?
05/06/2026

รัฐกำลังคัดกรองคนจนรอบใหม่ แล้วเด็กล่ะวัดจากอะไร?

รัฐกำลังเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่
การคัดกรองมุ่งดูที่รายได้ เงินฝาก และทรัพย์สินของครัวเรือนเป็นหลัก

แต่เรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่ตัวเลขทางบัญชีเหล่านี้ 'บอกไม่ได้' คือ

เด็กๆ ในบ้านกำลังกินอิ่มและเติบโตอย่างมีคุณภาพหรือไม่?
..

ข้อมูลจากกรมอนามัย ปี 2568 สะท้อนวิกฤตโภชนาการเด็กไทยอายุ 0-5 ปี ไว้ว่า:
• 1 ใน 8 คน ตัวเตี้ยกว่าเกณฑ์ที่ควรเป็น
• 1 ใน 10 คน มีน้ำหนักเกินเกณฑ์

เมื่อรัฐกำลังคัดกรองคนจนรอบใหม่
การเติบโตของเด็กควรเป็นอีกหนึ่ง "ดัชนี" ที่รัฐต้องมองเห็นด้วยหรือไม่?

เพราะรายได้ของครอบครัวอาจบอกได้ว่าใครจน
แต่ไม่ได้การันตีว่าเด็กในบ้านกำลังเติบโตได้ดี

เด็กทุกคนควรได้รับอาหาร การดูแล และโอกาสในการเติบโตอย่างเหมาะสม

เพราะการเติบโตของเด็กไม่ใช่เรื่องของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งเท่านั้นแต่เป็นเรื่องของอนาคตของสังคมทั้งหมด

#ประชาชนเด็ก #เด็กทุกคนคือประชาชนที่มีคุณค่า
#โภชนาการเด็ก
#เด็กปฐมวัย #บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ชวนอ่าน หลักสูตรฐานสมรรถนะ EP. 1 โดย ครูหนึ่ง - ธีรศักดิ์ จิระตราชู - Teerasak Chiratrachoo ซึ่งคำเตือน: เนื้อหายาวมากจร...
03/06/2026

ชวนอ่าน หลักสูตรฐานสมรรถนะ EP. 1 โดย ครูหนึ่ง - ธีรศักดิ์ จิระตราชู - Teerasak Chiratrachoo ซึ่งคำเตือน: เนื้อหายาวมากจริงๆ 🤣🤣

“...หลักสูตรฐานสมรรถนะ EP.1 ปูที่มาแบบเล่าไปเรื่อย..”
(คำเตือน : เนื้อหายาวมาก)
ดีเลยครับ เมื่อมีการถกเถียงเรื่องนี้ในสังคมอยู่ระดับหนึ่งแล้ว
ขอใช้หมวกนักการเมือง + อดีตนักวิชาการผสมโรงในการถกเถียงเรื่องนี้ด้วย
เรื่องหลักสูตรถือเป็น “ศาสตร์” ศาสตร์หนึ่ง ครับ
ทั้งไทย และต่างประเทศ มีตำราเกี่ยวกับการออกแบบ สร้าง พัฒนา หลักสูตร
และการนำหลักสูตรไปใช้กันอยู่หลายเล่ม
ในประเทศเราก็มีคณาจารย์ นักครุศึกษา หลายคนที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้
ในโรงเรียนเองก็มีครูที่มีเรียนต่อปริญญาโทเฉพาะทางด้านหลักสูตรและการสอน
ด้านหลักสูตรการสอน และการประเมิน อยู่ไม่น้อย (แต่ถ้าเทียบสัดส่วนกับการเรียนในระดับ
บัณฑิตศึกษาทางด้านการบริหารก็ถือว่ายังน้อยมาก)
เรื่องการกำหนดหลักสูตรจึงเป็นศาสตร์ที่มีรายละเอียด
ไล่ตั้งแต่หลักสูตรชาติ > หลักสูตรสถานศึกษา >หลักสูตรรายวิชา
และมีโมเดลการพัฒนาแตกต่างกันไปตามสำนักคิดด้วย
หลักสูตรชาติ ที่มีลักษณะเป็นหลักสูตรแกน (Core Curriculum) หรือค่อนข้างเป็นหลักสูตรแกน
ที่นักการศึกษาน่าจะยังพอจำกันได้ อาทิ
(ก) หลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช ๒๕๒๑ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๓๓)
(ข) หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช ๒๕๒๑ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๓๓)
(ค) หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พุทธศักราช ๒๕๒๔ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๓๓)
(ง) หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔
(จ) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑

แต่ละหลักสูตรที่ว่ามามีฐานคิด ปรัชญา คนละแบบ
ตัดมาที่หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ (ใช้ในปัจจุบัน)
หลักสูตรนี้ถูกแก้มาเพื่อปิดจุดอ่อนของหลักสูตร ปี 2544 ที่หลายคนกังขาด้านมาตรฐานผู้เรียน
กอปรกับหลังจบสงครามเย็นประเทศไทยมีสัมพันธ์อันดีกับอเมริกา เราได้นักการศึกษาหลายคน
ที่ได้ทุนไปร่ำเรียนสำนักคิดจากอเมริกากันมาหลายคน ก็ติดเอาค่านิยมของการปฏิวัติอุตสาหกรรมระยะ 2
เอาความรู้เรื่องการกำหนดมาตรฐานมาใช้กับหลักสูตรของไทย
เกิดเป็นหลักสูตรแกนที่ใช้แนวคิดแบบอิงมาตรฐาน (Standard based curriculum) ยึดปรัชญาการออกแบบหลักสูตรตามแนวพิพัฒนาการนิยม (progressivism) ตัวแทนหมู่บ้านในสำนักคิดนี้ คือ จอห์น ดิวอี้ (John Dewey) ฟรานซีส ปาร์คเกอร์ (Francis W. Parker) วิลเลียม คิลแพททริค (William H. Kilpatrick) เป็นอาทิ
เราก็เริ่มใช้หลักสูตรนี้กันเรื่อยมา นับถึงปัจจุบันก็ประมาณ 18 ปี
หลักสูตรนี้ดี มีความโดดเด่นหลายอย่าง
มาตรฐานชัด ตัวชี้วัดแน่น กล่าวคือ
คนสอนไม่ต้องคิดมาก คุณมีคู่มือการผลิตมนุษย์ที่ดีเลิศเล่มนี้อยู่
ครูก็สอนให้นักเรียนมีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะตามหลักสูตรนี้
ก็เอาเป็นว่าหลักสูตรนี้เชื่อว่าหากฝึกครบ ประเมินผ่านตามมาตรฐาน ก็ถือดีแล้ว สมบูรณ์แล้ว

แต่ปัญหามันก็เกิดขึ้น
เราเอาจริงเอาจัง กับการเตรียมครูเก่า ผลิตครูใหม่น้อยไป
หลายคนไม่เข้าใจแนวคิดพื้นฐานของหลักสูตรนี้
ประกอบกับประเทศที่เรามีสำนักพิมพ์ที่หวังดีกับครูที่สุดดดดดดดด
เอามาตรฐาน/ตัวชี้วัด ไปออกแบบแบบเรียนที่ยัดเนื้อหา
ตามสาระการเรียนรู้แกนกลางแบบล้น ๆ แน่น ๆ + คู่มือครู
+ แผนการสอน + สไลด์สอน แถมมาให้ด้วย
มาบริการครูถึงโรงเรียน ตามแต่ละท่านจะเลือกสรร
ซึ่งซื้อ-ขายกันด้วยงบรายหัวจนถึงปัจจุบัน
ครูไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ก็ไปสอนได้เลย
ปัจจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการที่เอาครูไปผูกกับ
“เนื้อหาการเรียนรู้” อย่างไม่รู้ตัว
พอครูติดเนื้อหานั้น ก็เผลอตัวไปยึดเนื้อหาเป็นหลัก
จากต้องสอนตามมาตรฐาน/ตัวชี้วัด ก็สอนตามเนื้อหาในหนังสือ
เขียนแผนการสอน ยัดมาตรฐานตัวชี้วัดเพียบ ทั้งที่สอน 1 คาบ (50 นาที)
ไม่รู้ประเมินผลกันไหวได้ยังไง แถมไปยัดเนื้อหาไว้
ที่ขั้นนำ สอน สรุป แบบจุก ๆ
ประเมินผลส่วนใหญ่ได้แต่วัดความรู้ (K)
แต่ทักษะ สมรรถนะตามหลักสูตรไม่เกิด
ประเมินนักเรียนแบบก้าวหน้า (Formative Assessment) ทำไม่ค่อยเป็นกัน
ไปวัดพลังกันกลางภาค /ปลายภาคที่เดียวเลย ว่าจะผ่านหรือไม่
สมัยก่อนใครสอบ “ไม่ผ่าน” ก็ซ้ำชั้น
ปัจจุบัน เด็กติด 0 ร มส เยอะ
นโยบายโรงเรียน ปลอด 0 ร มส เข้ามาที่โรงเรียน
เจตนาคือ ต้องการให้ครูเอาจริงเอาจังกับกระบวนการเรียนการสอนมากขึ้น
แต่โรงเรียนก็หัวหมุน ครูไม่มีเวลากับเด็กมากพอ เอาเวลาไปปั่นโครงการส่งเขต
ดำน้ำ ปลูกป่า จัด Event ทอดกฐิน เดินเรี่ยไร ตามเด็กหนีเรียน เยี่ยมบ้าน ครูทำหมด
สุดท้าย ไม่ให้เด็กติด 0 ร มส หรอ ได้ / แต่จะทำยังไง มันแก้ต้นเหตุไม่ได้แล้ว
ก็ให้ทำงาน เขียนรายงานบ้าง ทำการบ้านค้างบ้าง
เด็กก็ไปลอกเพื่อน ให้พ่อแม่ แฟน เพื่อน ช่วยทำให้บ้าง พอมีส่งครู
สุดท้ายครูก็จำใจต้องให้ผ่านไปแบบนั้น ทั้งที่รู้แหละว่าส่งผลร้ายมากกว่าผลดี
ส่วนฝ่าย ผอ. ก็ไม่ซวย ไม่โดน ผอ.เขต หรือต้นสังกัดเพ่งเล็ง
ผลการย้ายไปบริหารโรงเรียนที่ใหญ่ขึ้นก็ราบรื่น

กระดาษรายงานที่ไม่มีใครติด 0 ร มส ทั้งสิ้น ปลอด 0 ทั้งประเทศ ตัวเลขน่าพอใจ
แต่แอบซ่อนบาดแผลไว้กับโรงเรียน และครูผู้สอน แบบไร้การแก้เชิงระบบ
/ยืนยัน ตอกย้ำ ด้วยผลสัมฤทธิ์ที่วัดโดยหน่วยงานในไทย เช่น สทศ.
หรือแม้กระทั่งโดย OECD ที่การศึกษาไทยเราตกต่ำลงอย่างอนาถใจ
สรุปคือ หากวิเคราะห์ตอนนี้กลายเป็นว่า
เราสอนนักเรียนด้วยหลักสูตร 51 (อิงมาตรฐาน)
ด้วยวิธีสอน และวิธีคิดแบบหลักสูตร 21
เราติดคำว่า “วิชา” มากกว่า “กลุ่มสาระ”
ซึ่งความจริงเราอาจจะตั้งชื่อวิชาสนุก เช่น
“วิทย์สนิทศิลป์” บูรณาการกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ กับกลุ่มสาระศิลปะ ก็ได้
แต่เราไม่ค่อยทำกันเพราะมันอธิบายยาก ก็ตั้งชื่อวิชาทื่อ ๆ แบบนั้น คือ
วิทยาศาสตร์ ศิลปะ ภาษาไทย ฯลฯ
เราก็ตกตะกอนในวงวิชาการแล้วแหละครับว่า
หลักสูตรที่แบกมาตรฐาน/ตัวชี้วัดมากขนาดนี้
แม้จะพยายามปะผุ แก้ไขกันหลายกลุ่มสาระ
เราสร้างคน "กลัว" มากกว่า "คนกล้า" ผ่านหลักสูตรนี้
บริบทโรงเรียนไทย วัฒนธรรมอำนาจกดโรงเรียนให้อ่อนแอ
แบบนี้คงไม่สามารถนำพาการศึกษาไทยให้มีคุณภาพไปกว่าเดิม
ประกอบกับหลาย ๆ ประเทศเริ่มตั้งคำถามคล้าย ๆ กับเราเลยว่า
แท้จริงแล้ว การศึกษาที่ดี คืออะไร การเรียนรู้เพื่อสร้างมนุษย์ที่สมบูรณ์ควรใส่อะไรไปแค่ไหน
เราให้คนเรียนหนัก ๆ ไปทำไม ทั้ง ๆ ที่พอไปเรียนเฉพาะทางขึ้น เราก็หลงลืมสิ่งที่เรียนไปก่อนหน้าหมดสิ้น (ไม่เชื่อลองย้อนทวนความรู้ที่พวกเราเรียนตอน ม.ปลาย กันดูนะครับ ว่าหลงเหลือติดความทรงจำอยู่แค่ไหน) อะไรคือสิ่งที่จะติดตัวเราไป ไม่มีวันหมดอายุ และร่วมสมัยอยู่เสมอ
คำตอบคือ ความสามารถ หรือพฤติกรรมเชิงประจักษ์ ที่แสดงถึงการใช้ ความรู้ ทักษะ เจตคติที่แสดงออกมาแล้วงาน กิจกรรม นั้น สำเร็จ ต่อให้ต้องพิสูจน์ซ้ำอีกกี่ครั้ง ก็ยังทำได้ และมีแนวโน้มว่าจะทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ หากฝึกฝน สิ่งนั้น คือ …….”สมรรถนะ (competency)” นั่นเอง
ในอเมริกา นำโดย Aurora institution ค้นคว้าวิจัยเรื่องนี้นำไปสู่การประยุกต์ใช้ในโรงเรียนของแต่ละรัฐอย่างจริงจัง ผลการวิจัยอาจจะเผชิญความท้าทายในหลายด้าน เพราะเป็นการเริ่มเปลี่ยนวัฒนธรรมใหม่ทั้งหมดแต่ก็คงความงอกงามในโรงเรียน ครูมีความสุขมากขึ้น นักเรียนแสดงออกถึงความสามารถเป็นประจักษ์ได้มากขึ้น ผู้ปกครองสะท้อนว่าเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงของบุตรหลานเร็วขึ้น
นี่น่าจะเป็นรากฐานของคำว่าการศึกษาของสมรรถนะ (Competency based education) ซึ่งก่อนหน้า แนวคิดนี้มักใช้กันในวงการแพทย์ วงการพยาบาล และวงการวิศวกรรมมาก่อนหน้า เพราะวงการเหล่านี้ทำงานบนฐานที่ต้องการันตีความสามารถ/สมรรถนะ ของคนซึ่งผูกพันกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างแนบแน่น กล่าวคือ คุณเป็นหมอรักษาคนคุณต้องแม่นยำว่าวินิจฉัยคนถูกต้อง คุณเป็นวิศวกรคุณต้องวางโครงสร้างตึกได้โดยมั่นใจว่ามันจะไม่ถล่ม แนวคิดการการันตีความสามารถนี้เองก็แพร่กระจายมายังวงการศึกษาด้วย
จบแค่นี้ก่อนครับ เดี๋ยวยาวเกิน ตามต่อ EP.2 -

สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ณัฐยา บุญภักดี - Nattaya Boonpakdee และ ครูหนึ่ง - ธีรศักดิ์ จิระตราชู - Teerasak Chiratrach...
31/05/2026

สส. บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ณัฐยา บุญภักดี - Nattaya Boonpakdee และ ครูหนึ่ง - ธีรศักดิ์ จิระตราชู - Teerasak Chiratrachoo ร่วมกับ แอนศิริ วลัยกนก - Annsiri Walaikanok สส. กรุงเทพมหานคร เขต 25 และผู้สมัคร สก. เขตทุ่งครุ บอสส์ มหัทธวัฒน์ - Mahattwat Pornpetra เยี่ยมชม เซฟติสท์ฟาร์ม - SAFETist Farm ริมคลองบางมด เป็นแหล่งเรียนรู้ในชุมชน เพิ่มพื้นที่ให้เด็กได้ค้นหา เรียนรู้ และเติบโตในแบบของตัวเอง

ณัฐยา บุญภักดี และ ธีรศักดิ์ จิระตราชู ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พร้อมด้วย แอนศิริ วลัยกนก ส.ส. เขตทุ่งครุ พรรคประชาชน ลงพื้นที่เยี่ยมชม SAFETist Farm ริมคลองบางมด

SAFETist Farm คือพื้นที่เกษตรในเมืองที่ยึดแนวคิด “ปลูก-ปรุง-กิน” เป็นทั้งแหล่งผลิตอาหารปลอดสารพิษ พื้นที่ฝึกอบรมเกษตรกร และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิต โดยได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
·
เด็กบางคนเริ่มต้นจากการเข้าร่วมกิจกรรม บางคนกลับมาช่วยดูแลกิจกรรม และบางคนพัฒนาทักษะจนสามารถถ่ายทอดความรู้ให้คนอื่นได้

การเรียนรู้แบบนี้ช่วยให้เด็กได้ทดลอง ได้ค้นหาความสนใจของตัวเอง และมองเห็นเส้นทางการเติบโตในอนาคต

สิ่งที่น่าสนใจคือ พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้เริ่มจากโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ แต่เกิดจากการรวมตัวของคนในชุมชนที่ค่อยๆ สร้างเครือข่ายขึ้นมาเอง โดยใช้ต้นทุนที่พื้นที่มีอยู่แล้ว ทั้งสายน้ำ ป่าชายเลน และวิถีเกษตร มาออกแบบเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ให้เด็ก
·
ขณะเดียวกัน พื้นที่นี้ก็สะท้อนความจริงอีกด้านว่า ความสำเร็จลักษณะนี้ยังต้องอาศัยทั้งเครือข่าย สถาบันการศึกษา และแหล่งทุนสนับสนุน ซึ่งไม่ใช่ทุกชุมชนจะมีเงื่อนไขแบบเดียวกัน

ประชาชนเด็ก เห็นว่าการศึกษาที่ดีไม่ควรจำกัดอยู่เพียงในห้องของโรงเรียน เด็กควรมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งในชุมชน พื้นที่สร้างสรรค์ หรือศูนย์การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง เพื่อให้ได้ลอง ได้เรียนรู้ ไม่ว่าจะเติบโตอยู่ในชุมชนแบบใดก็ตาม

สิ่งที่ควรเกิดขึ้นต่อจากนี้ คือ การสนับสนุนให้พื้นที่ลักษณะนี้เติบโตได้อย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ชุมชน ท้องถิ่น และรัฐ รวมถึงการเปิดโอกาสให้การเรียนรู้นอกห้องเรียนสามารถเชื่อมโยงกับการศึกษาในระบบได้มากขึ้น

#ประชาชนเด็ก
#เด็กทุกคนคือประชาชนที่มีคุณค่า
#พรรคประชาชน
#พื้นที่เรียนรู้

📢 เปิดรับสมัครเยาวชน (18-35 ปี) ร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน 🌍💼เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ในพื้นที่ ม...
30/05/2026

📢 เปิดรับสมัครเยาวชน (18-35 ปี) ร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน 🌍💼
เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ในพื้นที่ มาร่วมสะท้อนเสียงและแลกเปลี่ยนมุมมอง ไม่ว่าคุณจะเป็น เยาวชนนักกิจกรรมสังคม, นิสิตนักศึกษา (นิติ-รัฐศาสตร์-สังคม), เครือข่ายสิทธิแรงงาน, กลุ่มปกป้องสิ่งแวดล้อมและชุมชน, ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (Sustainable Business) หรือเครือข่ายเยาวชนชาติพันธุ์และกลุ่มเปราะบาง
มาร่วมเป็นกระบอกเสียงสร้างความเปลี่ยนแปลงร่วมกัน!
(รับเพียง 30 ท่านเท่านั้น)
ตลอดทั้งงานบรรยายภาษาไทย
📅 อาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2569 | 08:30-15:00 น.
📍 สถานที่:บ้านคุ้งน้ำ รีสอร์ท มหาชัย สมุทรสาคร
📝 ลงทะเบียน:
https://forms.gle/FMvWcjwJBZXbqXK57
⚠️ปิดรับสมัคร วันที่ 4 มิถุนายน2569
📞 สอบถามเพิ่มเติม: 089-923-5106 (แพรว)
082-772-2961 (นินิว)

ครูหนึ่ง - ธีรศักดิ์ จิระตราชู - Teerasak Chiratrachoo สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ดันบาร์การทำงานของคณะกรรมาธิการกา...
30/05/2026

ครูหนึ่ง - ธีรศักดิ์ จิระตราชู - Teerasak Chiratrachoo สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ดันบาร์การทำงานของคณะกรรมาธิการการศึกษา แสวงหาฉันทานุมัติ เดินหน้าแก้กฎหมาย ยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย 

ฝากเพจ ประชาชนเด็ก สำหรับกลุ่มทำงานเชิงประเด็นด้านเด็กและเยาวชนของพรรคประชาชนด้วยครับ
29/05/2026

ฝากเพจ ประชาชนเด็ก สำหรับกลุ่มทำงานเชิงประเด็นด้านเด็กและเยาวชนของพรรคประชาชนด้วยครับ

เด็กคนหนึ่งจะเติบโตขึ้นมาได้ดี
ไม่ใช่แค่เพราะได้รับความรักจากพ่อแม่ ผู้ดูแล

แต่ยังขึ้นอยู่กับว่า
สังคมรอบตัวเด็กเป็นแบบไหน

มีศูนย์เด็กเล็กที่ดีไหม
มีพื้นที่ปลอดภัยให้เล่นหรือเปล่า
พ่อแม่มีเวลาพอจะกลับบ้านไปกินข้าวกับลูกไหม
โรงเรียน ชุมชน และรัฐ ช่วยแบ่งเบาภาระการเลี้ยงดูได้มากแค่ไหน

เราเชื่อว่า
“การเติบโตของเด็ก”
ไม่ใช่เรื่องของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งเท่านั้น

แต่คือเรื่องของสังคมทั้งหมด

"ประชาชนเด็ก"
คือพื้นที่สื่อสารเรื่องเด็ก เยาวชน และครอบครัว
ของพรรคประชาชน ที่เชื่อว่า

“เด็กทุกคนคือประชาชนที่มีคุณค่าของสังคม”

เพราะเด็กทุกคน
ควรได้เติบโตอย่างปลอดภัย
มีคุณภาพชีวิตที่ดี
มีโอกาสเรียนรู้
มีเสียงของตัวเอง
และมีอนาคตที่เขาเลือกได้

เราจะชวนกันมองปัญหาเด็กและครอบครัว
ผ่านชีวิตจริง นโยบายจริง
และทางออกที่เป็นไปได้จริง

เพื่อร่วมกันสร้างสังคม
ที่เด็กทุกคนเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ

"ช่วยกันแชร์ไปให้กว้างไกล และช่วยกันกดติดตาม
เพื่อยืนยันว่าเด็กทุกคนคือประชาชนที่มีคุณค่าของสังคม"

#ประชาชนเด็ก
#เด็กทุกคนคือประชาชนที่มีคุณค่า
#พรรคประชาชน

ครูหนึ่ง - ธีรศักดิ์ จิระตราชู - Teerasak Chiratrachoo ขอแชร์คะแนน ITA ให้ได้รู้ทั่วกัน
24/05/2026

ครูหนึ่ง - ธีรศักดิ์ จิระตราชู - Teerasak Chiratrachoo ขอแชร์คะแนน ITA ให้ได้รู้ทั่วกัน

◤ ‘คะแนน ITA สูง’ ไม่ได้แปลว่าโปร่งใสมาก!◢
ITA ย่อมาจาก การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ
(Integrity and Transparency Assessment) ต้นคิดของการออกแบบประเมินนี้ก็คือ ปปช. การประเมิน ITA ประกอบด้วยแบบวัด 3 ส่วน
(1.1) แบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน
(Internal Integrity and Transparency Assessment :IIT)
(1.2) แบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก
(External Integrity and Transparency Assessment: EIT)
(1.3) แบบตรวจการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ
(Open Data Integrity and Transparency Assessment : OIT)
การรายงานผลจะมีคะแนนเต็ม 100 คะแนน ในมุมของ ปปช. แล้ว การได้คะแนนผลการประเมินนี้ “สูง” ไม่ได้แปลว่าองค์กรนั้นมีความโปร่งใสมาก
หลายองค์กรเข้าใจเครื่องมือนี้คลาดเคลื่อนไป จึงนำเอาผลการประเมินไปอ้างว่าองค์กรของตนมีความโปร่งใสโดยใช้คะแนนการประเมิน ITA นี้ในการอ้างอิง ซึ่งผิดไปจากเจตนารมณ์ของ ปปช.
ที่ถูกต้องคือ หน่วยงานระดับกรมหรือเทียบเท่ากรมที่ได้คะแนนผลการประเมินนี้สูง หมายถึง องค์กรนั้นเป็นองค์กรที่ “ส่งเสริม” ให้เกิดความโปร่งใสมาก ซึ่งอำนวยให้เกิดการตรวจสอบโดยสาธารณะได้มากนั่นเอง
เมื่อครั้งผมนั่งเป็นอนุกรรมาธิการในกรรมาธิการการศึกษา เคยเชิญ ปปช. มาให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะมีโรงเรียนหลายแห่งร้องเรียนถึงความเดือดร้อนในการต้องทำรายงาน ITA ส่งไปยังเขตพื้นที่ โดยตอนนั้นเข้าใจว่าเป็นการขอความร่วมมือจาก ปปช. จึงเชิญมาหาทางออกร่วมกัน
แต่ ผลคือ ปปช. ยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวนั้น มิได้เป็นส่วนที่ ปปช. รับผิดชอบ หรือขอความร่วมมือ เพราะ ปปช. ต้องการผลการประเมินของหน่วยงานระดับกรม หรือเทียบเท่ากรมเท่านั้นที่ต้องรายงานผลมายัง ปปช.

ทั้งนี้ส่วนที่มีการทำกันในระดับ “เขตพื้นที่” หรือ ระดับ “โรงเรียน” นั้นเป็นนโยบายของต้นสังกัด คือ สพฐ. ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ ปปช. เท็จจริงประการใดก็ต้องไปสอบสวนทวนความอีกครั้ง
เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว คือ ไม่ได้มีผลอะไรในทางกฎหมายเลย ผมจึง “เห็นด้วย” กับการที่กระทรวงศึกษาธิการจะสั่งให้ยกเลิกการทำรายงาน ITA แบบฉาบฉวยนี่เสีย รายงานบางส่วนที่ออกมาหลายคนก็หัวเราะเยาะกันขรมไป เพราะช่างขัดกับการรับรู้ของบุคคลโดยทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
อีกทั้งเมื่อดูรายละเอียดแล้ว การทำหรือไม่ทำการประเมิน ITA ระดับโรงเรียนจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้อำนวยการเขตพื้นที่เสียเป็นส่วนใหญ่ กล่าวคือ บางที่ให้ ร.ร.ทำ บางที่ไม่ให้ ร.ร. ทำ บางที่ให้ทำเฉพาะ ร.ร.ที่พร้อมเท่านั้น ตรงนี้จึงไม่มีบรรทัดฐาน และดูจะเป็นสารสนเทศที่ไร้ซึ่งน้ำหนักที่จะพิสูจน์ได้ว่าองค์กรนั้นโปร่งใสจริงหรือไม่
หวังว่าจะยกเลิกได้จริง ๆ นะครับ ออ! วิชาต้านทุจริตที่ไปบังคับครูต้องเปิดาสอน 1 รายวิชา ก็ผ่อนปรนด้วย เรื่องความสุจริต เป็นหนึ่งในคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรฯ และควรสอนบูรณาการกับทุกรายวิชาครับ

ครูหนึ่ง - ธีรศักดิ์ จิระตราชู - Teerasak Chiratrachoo หารือ สมศ. แก้คุณภาพการศึกษาไทย ชงปลดล็อก รร. คุณภาพสูง งดประเมิน...
22/05/2026

ครูหนึ่ง - ธีรศักดิ์ จิระตราชู - Teerasak Chiratrachoo หารือ สมศ. แก้คุณภาพการศึกษาไทย ชงปลดล็อก รร. คุณภาพสูง งดประเมินซ้ำซ้อน ดันแก้กฎหมายแยกตัวจาก ศธ. เพื่อความโปร่งใส

◤'ครูหนึ่ง พรรคประชาชน' หารือ สมศ. ชงปลดล็อก รร. คุณภาพสูง งดประเมินซ้ำซ้อน ดันแก้กฎหมายแยกตัวจาก ศธ. เพื่อความโปร่งใส ◢
ครูหนึ่ง ธีรศักดิ์ จิระตราชู สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และคณะ เดินทางเข้าหารือกับ ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) และทีมผู้บริหาร เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาระบบประเมินคุณภาพการศึกษาไทย โดย สมศ. ได้นำเสนอทิศทางการดำเนินงานตามกรอบแผนปี 2568–2571 ซึ่งพยายามปรับให้สอดคล้องกับกรอบการพัฒนาระดับประเทศ และเพิ่มมิติใหม่ด้านคุณภาพชีวิตที่ดี (well-being) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) เข้าไปในระบบประเมินด้วย
สมศ. ชี้แจงว่า สมศ. รับทราบความรู้สึก และมุมมองที่เป็นกังวลของผู้ถูกประเมินที่มีต่อ สมศ. โดยภายใต้การบริหารงานของทีมบริหารใหม่นี้พยายามจะเอาความรู้สึกนึกคิดของผู้ถูกประเมินมาออกแบบวัฒนธรรมการประกันคุณภาพภายนอก (EQA) ใหม่ให้การประกันคุณภาพด้วยวิธีการประเมินของ สมศ.สามารถทำให้โรงเรียนเกิดวงจรการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาได้อย่างแท้จริง
ปัจจุบัน สมศ. กำลังปรับบทบาทของ “ผู้ประเมิน” จาก “ผู้ตรวจสอบ” แบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็น “ผู้ชี้แนะ” หรือ “โค้ช” ให้กับสถานศึกษา โดยมุ่งนำผลการประกันคุณภาพภายนอกมาเป็นต้นทุนในการออกแบบแผนพัฒนาโรงเรียนในรอบต่อไป ผ่านการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ที่จะเข้ามาช่วยโรงเรียนพัฒนาคุณภาพการศึกษาร่วมกัน
สมศ.ชี้ว่า คุณภาพของผู้ประเมินนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับทักษะการประเมินให้มีกระบวนทัศน์ (Paradigm) และกรอบคิด (Mindset) ที่เปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงของการศึกษา ในระยะแรกนี้มีการทดสอบจัดระดับสมรรถนะผู้ประเมินด้วย competency placement test เพื่อจัดกลุ่มความสามารถของผู้ประเมิน อันจะนำไปสู่การพัฒนาทักษะของผู้ประเมินแต่ละกลุ่มได้ตรงจุด และเป็นการ upskill และ reskill ผู้ประเมินให้ก้าวข้ามแนวทางของระบบประเมินแบบดั้งเดิม
นอกจากนี้ สมศ. เน้นย้ำว่าการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ และนำข้อมูลจากการประเมินมาสังเคราะห์ต่อยอดในเชิงงานวิจัยและฐานข้อมูลเชิงนโยบายเป็นสิ่งที่ สมศ.ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง
ในส่วนของการพัฒนาคุณภาพโรงเรียน สมศ. ตระหนักดีว่าโรงเรียนขนาดเล็กเป็นโรงเรียนที่มีความท้าทายด้านคุณภาพการศึกษามากที่สุด จึงพยายามคิดนวัตกรรมการประเมินเพื่อเข้าไปช่วยโรงเรียนที่มีผลประเมินที่อาจจะยังไม่ผ่านให้มีระดับคุณภาพที่ดีขึ้นได้ โดยผลักดันแนวคิดการประเมินแบบ cluster-based หรือ area-based อีกทั้งยังทำงานใกล้ชิดกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการประเมินศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้มีความคล่องตัวและประสิทธิภาพมากขึ้น
ในการนี้ครูหนึ่งได้สะท้อนข้อเสนอเชิงนโยบายต่อ สมศ. ดังนี้
(1) โรงเรียนที่มีความพร้อมและมีคุณภาพสูงอยู่แล้ว ควรถูกลดภาระการประเมินลง โดยอาจใช้แนวคิดการประกันคุณภาพโดยการรับรองคุณภาพ (Accreditation) แทน ขณะที่โรงเรียนที่ยังมีปัญหาควรได้รับการโอบอุ้มและสนับสนุนจาก สมศ. มากกว่าเดิม เพื่อให้ “การประเมิน” เป็นเครื่องมือช่วยเหลือ ไม่ใช่เพิ่มภาระ ซึ่งในส่วนนี้ สมศ.ต้องเร่งหาทางทำงานร่วมกับต้นสังกัดของโรงเรียนอย่างจริงจัง
(2) สมศ. ยุคใหม่ควรเปลี่ยนจากการพูดเพียงว่า “สมศ. จะทำอะไร” ไปสู่การถามว่า “ผู้รับบริการรู้สึกอย่างไร” และ “ผู้เรียน ผู้ปกครอง หรือสังคมจะได้อะไร” เพราะหัวใจของการประเมินคุณภาพการศึกษาต้องยึดผู้รับบริการการศึกษาเป็นศูนย์กลาง
(3) การปรับปรุงกฏหมายการศึกษาให้สอดรับกับบทบาทของ สมศ. อาจจำเป็นต้องแยก สมศ. ออกมาจากกระทรวงศึกษาธิการหรือไม่ เพื่อให้ไปตามหลักการการประเมินภายนอกยังแท้จริง เพราะปัจจุบันนี้ถึงแม้จะมีผลการประเมินออกมาเชิงประจักษ์ว่าคุณภาพการศึกษาตกต่ำลง แต่ หน่วยงานต้นสังกัดของสถานศึกษาก็ยังขาดการรับผิดรับผิดชอบต่อคุณภาพนั้น และไม่จริงจังต่อผลการประเมินของ สมศ. อย่างที่ควรอันนำไปสู่ข้อครหาของสังคมอีกมากมาย

ครูหนึ่ง - Teerasak Chiratrachoo สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ทีมการศึกษา ตั้งกระทู้ถาม ศ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ...
19/05/2026

ครูหนึ่ง - Teerasak Chiratrachoo สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ทีมการ
ศึกษา ตั้งกระทู้ถาม ศ.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีกระทรวง อว. ว่าภาคอุดมศึกษาผลิตครูล้นตลาด แต่สถิติชี้คุณภาพบัณฑิตครูยังน่าห่วง สอบตกวิชาครูอื้อ ขึ้นบัญชีรอบรรจุอีกเพียบ กังวลคนจบครูไม่มีงานทำ จี้มหาวิทยาลัยทบทวนหลักสูตร และจำนวนการรับนักศึกษาครูอย่างเร่งด่วน

◤บัณฑิตครูสอบผ่านลดฮวบ แต่คนสมัครพุ่ง 4 เท่า! วิกฤตผลิตบัณฑิตครูล้น คุณภาพยังไม่ตอบโจทย์ เร่ง อว. แก้ไข หากลไกรับผิดรับชอบ◢
พฤ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา ผมได้ตั้งกระทู้ถาม ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายยกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ถึงปัญหาปริมาณการผลิตครูที่เกินความต้องการของหน่วยใช้ครู และปัญหาคุณภาพของบัณฑิตครู
ข้อกังวลซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ผมตั้งกระทู้ดังกล่าว คือ สถิติการสอบวิชาครู เพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพครู จากคุรุสภาจำนวนผู้สมัครสอบมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดดและต่อเนื่องในทุกปี โดยพุ่งสูงขึ้นจาก 17,205 คนในการสอบครั้งแรก (ปี 2566) ไปเป็น 75,554 คนในการสอบครั้งล่าสุด (ปี2568) ซึ่งหากคำนวณเปรียบเทียบกับการสอบขอใบประกอบในครั้งแรก พบว่าดัชนีผู้สมัครสอบในครั้งล่าสุดพุ่ง 4.3 เท่า ภายในระยะเวลาเพียง 5 รอบการสอบ
อย่างไรก็ตาม อัตราการสอบผ่านกลับมีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยสูงถึง 70% ในครั้งแรก ดิ่งลดลงมาอยู่ที่ 22% ในรอบหลังสุดโดยจุดที่ต่ำที่สุดเกิดขึ้นในการสอบปี 2/2567 ซึ่งมีผู้สอบผ่านเพียง 13.85% เท่านั้น ทั้งที่มีผู้เข้าสอบสูงถึง 50,702 คน
ขณะเดียวกันดัชนีผู้สอบ “ไม่ผ่าน” พุ่งสูงขึ้นไปถึง 12.7 เท่า เมื่อเทียบจากการสอบรอบแรก ในครั้งล่าสุด ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่เร็วกว่าดัชนีผู้สมัคร บ่งชี้ว่าสัดส่วนของผู้ที่ไม่ผ่านการสอบนั้นเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วกว่าจำนวนผู้สมัครหน้าใหม่ ในขณะเดียวกันดัชนีผู้สอบผ่านกลับค่อนข้าง “คงที่” โดยขยับขึ้นมาเพียงเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่า จำนวนผู้ที่สามารถผ่านการสอบเพื่อรับใบประกอบวิชาชีพนี้ได้ในแต่ละรอบไม่ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของผู้สมัครที่หลั่งไหลเข้ามาสอบเลย
นอกจากนี้สถิติการคาดการณ์ความต้องการใช้ครูของ สพฐ. โดย ก.ค.ศ. พบว่าปี 2568 มีปริมาณคาดการณ์ใช้ครูอยู่ 8,173 คน แต่มีคนสอบแข่งขันรอบรรจุถึง 38,692 คน สามารถเรียกบรรจุได้ในรอบแรกเพียง 1,291 คนเท่านั้น และประมาณคาดการณ์โดย ก.ค.ศ.ในปีถัดไป เมื่อเทียบกับตัวเลขนักศึกษาครูที่จะจบในอนาคตยังเป็นตัวบ่งชี้ว่าบัณฑิตล้นตลาด และมีข้อน่าเป็นห่วงเรื่องคุณภาพ
ด้านศาสตราจารย์ยศชนันท์ วงษ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้ “ยอมรับ” ว่าปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นจากการที่มหาวิทยาลัยอิงความพร้อมของสถาบันมากกว่าความต้องการของหน่วยใช้ครู โดยขณะนี้กระทรวงฯ มีแผนรับมือ ดังนี้
(ก) ปรับลดเพดานการรับนิสิตนักศึกษาครูจากปี 2566 ที่รับสูงถึง ~ 64,000 คน จะลดลงให้เหลือ ~ 47,000 คน ภายในปี 2568 จนถึงปี 2571

(ข) ทบทวนมาตรฐานการผลิตและพัฒนาครูให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน

(ค) กำหนดโควตารายสาขาเพื่อลดสาขาที่เกิน เพิ่มสาขาที่ขาดแคลน อีกทั้งจะตั้ง “Human Capital Superboard” เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลแรงงานแบบ Real-time เพื่อพยากรณ์ความต้องการใช้ครูในอีก 5-10 ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ รมว. อว. ยังระบุว่าความรับผิดรับชอบนั้น อว. เตรียมปรับการให้งบประมาณสนับสนุนมหาวิทยาลัย โดยไม่อิงตามจำนวนนักศึกษา (Per-head) แต่จะพิจารณาจาก “อัตราการได้งานทำของบัณฑิต” เป็นตัวชี้วัดหลัก อีกทั้งผลักดันให้บัณฑิตครูได้ทำงานในภาคเอกชนหรือทำธุรกิจ Startup EdTech ทางการศึกษาได้มากขึ้น หากไม่ได้บรรจุในระบบราชการ
ใครต้องการชมคลิปกระทู้เต็ม ดูจากลิงก์ในคอมเมนต์ได้เลยครับ (ผมเห็นบางเพจตัดบางส่วนที่ผมพูดตอนต้นออกไป เกรงว่าจะได้ข้อมูลจากการตั้งกระทู้ไม่ครบ)
เสียดายครับ เวลามีจำกัด เรื่องการผลิตครู และคุณภาพการผลิตยังมีความท้าทายที่น่าจะได้ซักไซร้ไล่ถามอีกหลายข้อ แต่เวลา และข้อบังคับสามารถให้ถามได้เท่านี้ครับ
ใครมีความเห็นอะไรเพิ่มเติมสามารถคุยกันได้ผ่านคอมเมนต์ได้ครับ

#ครูหนึ่ง #พรรคประชาชน #การศึกษา #พรบการศึกษา

ทีมการศึกษา พรรคประชาชน นำโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ - ไอติม - Parit Wacharasindhu ครูหนึ่ง - Teerasak Chiratrachoo และ ณัฐยา ...
19/05/2026

ทีมการศึกษา พรรคประชาชน นำโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ - ไอติม - Parit Wacharasindhu ครูหนึ่ง - Teerasak Chiratrachoo และ ณัฐยา บุญภักดี - Nattaya Boonpakdee สส. แบบบัญชีรายชื่อ ชวนถกเรื่อง "เรียนฟรี ต้องฟรีจริง ไม่มีบิลเพิ่ม" ที่อาคารรัฐสภา เมื่อวันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

ที่อยู่

พรรคประชาชน ที่อยู่ 167 ชั้น 4 ซอยรามคำแหง 42 แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ
เขตบางกะปิ

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ก้าวเลิร์นผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์