กรมการค้าต่างประเทศ DFT

กรมการค้าต่างประเทศ DFT กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

📣ประกาศรายชื่อผู้โชคดีจากกิจกรรม กรมการค้าต่างประเทศ DFT ชวนร่วมสนุกตอบแบบสอบถาม ลุ้นรับของรางวัล💙🏆ขอแสดงความยินดีกับ 10...
05/09/2026

📣ประกาศรายชื่อผู้โชคดีจากกิจกรรม กรมการค้าต่างประเทศ DFT ชวนร่วมสนุกตอบแบบสอบถาม ลุ้นรับของรางวัล💙
🏆ขอแสดงความยินดีกับ 10 ผู้โชคดี ทุกท่าน
ทางแอดมินจะติดต่อกลับไปยังผู้โชคดีโดยตรง เพื่อแจ้งรายละเอียดและยืนยันสิทธิ์ในการรับรางวัล
ขอขอบคุณผู้ร่วมกิจกรรมทุกท่าน💙
ติดตามกิจกรรมดี ๆ และข่าวสาร DFT ได้ที่เพจ : กรมการค้าต่างประเทศ DFT

คต. เดินหน้ากระชับความร่วมมือค้าเพชรไทย - จีน หนุนระบบการค้าโปร่งใสไร้เพชรขัดแย้ง พร้อมขยายโอกาสทางการค้ากรมการค้าต่างปร...
04/09/2026

คต. เดินหน้ากระชับความร่วมมือค้าเพชรไทย - จีน หนุนระบบการค้าโปร่งใสไร้เพชรขัดแย้ง พร้อมขยายโอกาสทางการค้า

กรมการค้าต่างประเทศ (คต.) เดินหน้ากระชับความร่วมมือด้านการกำกับดูแลการค้าเพชรกับหน่วยงานภาครัฐ สถาบันตรวจสอบมาตรฐานอัญมณีและเครื่องประดับ และภาคเอกชนชั้นนำในอุตสาหกรรมเพชรและอัญมณีของจีน ระหว่างวันที่ 26 - 27 สิงหาคม 2569 ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านนโยบาย มาตรการ และแนวทางบริหารความเสี่ยง ติดตามสถานการณ์และแนวโน้มตลาดเพชรจีน ตอกย้ำความมุ่งมั่นของไทยในการป้องกันและสกัดกั้นการค้าเพชรที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง (Conflict Diamonds) ภายใต้กรอบ Kimberley Process Certification Scheme (KPCS) และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการค้าเพชรไทยในตลาดโลก

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า จีนเป็นตลาดผู้บริโภคและศูนย์กลางการค้าเพชรที่สำคัญของโลก ครอบคลุมทั้งเพชรที่ยังไม่ได้เจียระไน เพชรที่เจียระไน และเพชรสังเคราะห์โดยนครเซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลางการค้าและการซื้อขายที่สำคัญ อีกทั้งจีนยังเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย จึงได้มอบหมายให้รองอธิบดี คต. (นายนพดล คันธมาศ) นำคณะผู้แทนไทยเดินทางเยือนนครเซี่ยงไฮ้ เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการกำกับดูแลและสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีนรวม 8 หน่วยงาน ซึ่งมุ่งเน้นการเชื่อมโยงความร่วมมือด้านการกำกับดูแลการค้าเพชร ผ่านการหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านนโยบาย มาตรการ และแนวทางบริหารความเสี่ยงร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลนำเข้า - ส่งออกเพชรและตลาดซื้อขายหลัก ได้แก่ Diamond and Gems Administration of China, Shanghai Diamond Exchange Customs, Shanghai Diamond Exchange (SDE) และ China Gems and Jade Exchange เพื่อส่งเสริมระบบการค้าเพชรที่ถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ ตลอดจนสนับสนุนการอำนวยความสะดวกทางการค้าแก่ผู้ประกอบการ พร้อมกันนี้ ยังได้หารือร่วมกับ National Gems and Jewelry Test Co., Ltd. (NGTC) และ National Gems and Jewelry Test Group (Shanghai) Co., Ltd. ซึ่งเป็นหน่วยงานตรวจสอบมาตรฐานเพชร ในประเด็นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการตรวจพิสูจน์เพชร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจำแนกเพชรธรรมชาติ (Natural Diamond) และเพชรสังเคราะห์ (Synthetic/Lab-Grown Diamond) รวมทั้งแลกเปลี่ยนแนวทางด้านการตรวจสอบย้อนกลับและการออกใบรับรองอัญมณี ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ คณะผู้แทนไทยยังได้เข้าพบหารือกับเขตปลอดอากรเฉาเหอจิง (Caohejing Comprehensive Bonded Zone) และบริษัท GULAN International เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางส่งเสริมการค้าเพชร เครื่องประดับ และอัญมณี ตลอดจนสำรวจโอกาสในการพัฒนาช่องทางการกระจายสินค้าและขยายเครือข่ายธุรกิจ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการเข้าถึงตลาดจีนได้มากขึ้น พร้อมทั้งได้ตอกย้ำแนวทางการกำกับดูแลการค้าเพชรที่ยังไม่ได้เจียระไนของไทยภายใต้กรอบ KPCS ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางการกำกับดูแลการนำเข้า - ส่งออก เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของระบบการค้าเพชรไทยในตลาดโลก

นางอารดา กล่าวเน้นย้ำถึงความสำเร็จของการเยือนว่า “การเยือนนครเซี่ยงไฮ้ครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับความร่วมมือเชิงลึกระหว่างไทยและจีน ทั้งในมิติการกำกับดูแล มาตรฐานการตรวจสอบ และการค้าเพชร” พร้อมระบุว่านี่คือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการค้าเพชรที่ยังไม่ได้เจียระไนให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับกรอบมาตรฐานสากล KPCS อย่างแท้จริง ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมเกราะคุ้มกันและสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบการค้าเพชรของไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการรักษาสถานะความน่าเชื่อถือในเวทีโลก พร้อมเปิดประตูต้อนรับโอกาสใหม่ๆ ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเจาะตลาดจีนและขยายเครือข่ายสู่ตลาดโลกได้อย่างเต็มศักยภาพ

ใกล้ถึงวันนนนนแล้วววววว.....ลงทะเบียนกันรึยัง????กด link กรอกโล้ดดดเด้ออออ -->  https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQ...
03/09/2026

ใกล้ถึงวันนนนนแล้วววววว.....
ลงทะเบียนกันรึยัง????
กด link กรอกโล้ดดดเด้ออออ
--> https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdCYHnYH662Yhkba45EDGmPsHjuSgIwgl60hoyYkdFeFP14pg/viewform?usp=dialog

🔥 เจาะลึกกลยุทธ์การค้า!
รู้ทันความเปลี่ยนแปลง… เปลี่ยนอุปสรรคให้เป็นโอกาส … สร้างชัยชนะ ในสงครามการค้าโลก🏆

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ชวนปักหมุดรับชม การสัมมนาสุดเอ็กซ์คลูซีฟ
"Winning in Trade: Turning Changes into Opportunities – Driving Success" รู้ทันโลกการค้า สร้างโอกาส สร้างชัยชนะ
🗓️ 8 กันยายน 2569
⏰ 08.30 - 16.30 น.
🏢 โรงแรม อวานี ขอนแก่น โฮเต็ล แอนด์ คอนเวนชั่น เซนเตอร์ จ.ขอนแก่น

🌟 พบกับการเสวนา รวมพล 4 กูรูระดับท็อป -ปลดล็อกศักยภาพธุรกิจ:

• 🌽 คุณวรวุธ สุพรรณวงค์ | ถอดรหัส Green Innovation เปลี่ยนขยะเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์ระดับโลก
o 🚀 ผู้บริหารแบรนด์ "ซอฟบิฟาย" ผู้เนรมิตซังข้าวโพดสู่สินค้าพรีไบโอติกสุดนวัตกรรม

• 🎓 ดร. รัชต วรุณสุขะศิริ | กางแผนที่การค้า เชื่อมโยงเครือข่ายวิชาการสู่ตลาดจริง
o 🏛️ กรรมการสภามหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาศักยภาพพื้นที่

• 💡 คุณทรงพล เนรกัณฐี (อาจารย์กบ) | คัมภีร์สร้างแบรนด์ให้ปัง! ปั้นจุดขายให้ชนะทุกสนามแข่ง
o 🎯 นักรังสรรค์แบรนด์และนักการตลาดเชิงกลยุทธ์ชั้นนำ ผู้เปลี่ยนสินค้าธรรมดาให้มีมูลค่ามหาศาล

• 🔬 คุณวัลล์ธิดา รามสูต | ชี้ช่องการค้าด้วยสินค้าเกษตรนวัตกรรม ดันสินค้าไทยไกลระดับอินเตอร์
o 🌿 ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม (API) ผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่การค้าจริง

🛠️ พร้อม Workshop สเปเชียล! สอนเทคนิคการใช้ 4 ระบบดิจิทัลพิชิตการค้าต่างประเทศ โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญของกรมการค้าต่างประเทศ:
• ระบบ SMART - I
• ระบบ TCWMD
• ระบบ ROVERs Plus
• ระบบ SMART C/O

📲 ห้ามพลาด! ก่อนตกเทรนด์การค้าโลก! 🌐 ลงทะเบียน & รายละเอียดเพิ่มเติม: www.dft.go.th
📞 สอบถามเพิ่มเติม (สายด่วน): 1385

“Winning in Trade — รู้ทันโลกการค้า สร้างโอกาส สร้างชัยชนะ!” 🚀✨

#สัมมนา #กระทรวงพาณิชย์ #ขอนแก่น

พาณิชย์เผยใช้สิทธิ FTA ครึ่งปีแรก 1.57 ล้านล้านบาท ดัน SMEs รุกตลาดใหม่ รับไทย–EFTA ปี 70กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่าง...
03/09/2026

พาณิชย์เผยใช้สิทธิ FTA ครึ่งปีแรก 1.57 ล้านล้านบาท ดัน SMEs รุกตลาดใหม่ รับไทย–EFTA ปี 70

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ เผยภาพรวมการใช้สิทธิประโยชน์ FTA เดือนมกราคม–มิถุนายน 2569 มีมูลค่ากว่า 48,069.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.57 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสัดส่วนการใช้สิทธิสูงถึง 80.83% สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการใช้ FTA เป็นแต้มต่อทางการค้า พร้อมเดินหน้าส่งเสริม SMEs ใช้ประโยชน์จาก FTA สร้างพันธมิตรทางการค้าในตลาดศักยภาพใหม่ โดยเฉพาะตลาดยุโรป เพื่อเตรียมรองรับความตกลงการค้าเสรีไทย–สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับในเดือนมกราคม 2570

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ในเดือนมกราคม – มิถุนายน 2569 รวม 48,069.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.33% และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 80.83% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA โดย อันดับหนึ่ง เป็นการส่งออกไปยังอาเซียนภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) มูลค่า 15,937.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีสัดส่วนการใช้สิทธิ 67.50% อันดับสอง เป็นการใช้สิทธิฯ ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ACFTA) มูลค่า 14,264.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ 94.50% อันดับสาม ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 6,110.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ 78.73% อันดับสี่ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 3,819.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 85.86% และอันดับห้า ความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 3,027.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนการใช้สิทธิฯ 59.03%

สำหรับสินค้าที่มีการใช้สิทธิฯ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ในเดือนมกราคม – มิถุนายน 2569 ได้แก่ (1) ทุเรียนสด (2) ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ (3) ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ (4) เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ และ (5) เครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบ ที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มสินค้า พบว่า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปที่มีการใช้สิทธิฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) ทุเรียนสด (2) เนื้อไก่ปรุงแต่ง (3) น้ำตาลที่ได้จากอ้อยอื่น ๆ (4) ชิ้นเนื้อและส่วนอื่นของไก่แช่เย็นจนแข็ง (5) ฝรั่ง มะม่วง และมังคุด มูลค่ารวม 13,149.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 27.36% ของมูลค่าการใช้สิทธิฯ ทั้งหมด ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมที่มีการใช้สิทธิฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) ยานยนต์สำหรับขนส่งของอื่น ๆ (2) ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ (3) เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ (4) เครื่องทอง เครื่องเงิน และส่วนประกอบ ที่ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ และ (5) เศษและของที่ใช้ไม่ได้ที่เป็นทองแดง มูลค่ารวม 34,919.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 72.64% ของมูลค่าการใช้สิทธิฯ ทั้งหมด

นางอารดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงานที่ยังอยู่ภายใต้แรงกดดันด้านอุปทาน และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ การค้าในยุคใหม่จำเป็นต้องลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการค้า ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ภาครัฐจะเร่งผลักดัน FTA เพื่อสร้างแต้มต่อให้แก่ผู้ประกอบการไทย ขณะที่ภาคเอกชนต้องเร่งปรับตัว สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการ เน้นคุณภาพ มาตรฐาน และความแตกต่างของสินค้า พร้อมให้ความสำคัญกับการใช้วัตถุดิบในประเทศและถิ่นกำเนิดสินค้าไทยที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ

“ในปีงบประมาณ 2569 กรมฯ ได้จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าจาก FTA อย่างเต็มที่ ถึง 12 ครั้ง ใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ และยังจะเดินหน้าสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยใช้ FTA เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดศักยภาพทั่วโลก ล่าสุดในเดือนสิงหาคม กรมฯ ได้นำผู้ประกอบการ SMEs เดินทางสู่ 3 ตลาดศักยภาพ ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และอินเดีย ภายใต้โครงการ ‘Boost Up SMEs สู่ตลาด FTA’ เพื่อเปิดตลาดใหม่และเตรียมความพร้อมใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย–EFTA ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับในต้นปี 2570 โดยเฉพาะสวิตเซอร์แลนด์และนอร์เวย์ ซึ่งเป็นตลาดมูลค่าสูงที่มีศักยภาพในการยกระดับสินค้าไทยสู่ตลาดพรีเมียม ขณะที่อินเดียเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการได้มีโอกาสเจรจาซื้อขายกับผู้นำเข้า พร้อมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และเรียนรู้กฎระเบียบในพื้นที่จริง ซึ่งจะช่วยต่อยอดการใช้ประโยชน์จาก FTA และขยายธุรกิจในระยะยาว” นางอารดา
กล่าวสรุป

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลการจัดสัมมนาได้ทางเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ www.dft.go.th และ page กองสิทธิประโยชน์ทางการค้า รวมทั้งสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองสิทธิประโยชน์ทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หรือโทรสายด่วน 1385

02/09/2026

ผนึกกำลังดันเกษตรนวัตกรรมไทยสู่เวทีใหญ่!

กรมการค้าต่างประเทศ จับมือ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) นำทัพผู้ประกอบการสินค้าเกษตรนวัตกรรม ดีกรีผู้ผ่านการประกวด Agri Plus Award 2026 เข้าร่วมประชันไอเดียในรายการ Agrithon by ARDA Season 3 💡✨

การแข่งขันในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายภาคส่วน โดยมี นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน เพื่อร่วมคัดเลือกและให้แนวทางในการพัฒนาสินค้าเกษตรไทยสู่เวทีการค้าโลกอย่างยั่งยืน

📺 ติดตามรับชมได้ในวันที่ 6 กันยายน 2569 เวลา 13.00 - 13.45 น. ทางช่อง ไทยรัฐ TV 32
-------------------------------------------
🌎 ติดตามข้อมูลข่าวสาร
Website : www.dft.go.th
Facebook : กรมการค้าต่างประเทศ DFT
Facebook : Institute for Agricultural Product Innovation (APi)

#สถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม #กรมการค้าต่างประเทศ #กระทรวงพาณิชย์ #สินค้าเกษตรนวัตกรรม

“กรมการค้าต่างประเทศ เผยความสำเร็จ Agri Plus Expo 2026 สร้างมูลค่าการค้ากว่า 154 ล้านบาท เดินหน้าพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบกา...
01/09/2026

“กรมการค้าต่างประเทศ เผยความสำเร็จ Agri Plus Expo 2026 สร้างมูลค่าการค้ากว่า 154 ล้านบาท เดินหน้าพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลก”

กรมการค้าต่างประเทศ โดยสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม ประสบความสำเร็จในการจัดงาน Agri Plus Expo 2026 ระหว่างวันที่ 19–22 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด “Driving Thai Agri Innovation to the World” มุ่งขับเคลื่อนสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยจากวัตถุดิบสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เชื่อมโยงผู้ประกอบการกับผู้ซื้อ ผู้นำเข้า นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมสร้างโอกาสในการขยายตลาดและต่อยอดธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การจัดงาน Agri Plus Expo 2026 ในครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยเป็นการจัดงานครั้งที่ 2 และสามารถสร้างมูลค่าทางการค้ารวมกว่า 154 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากการจัดงานในปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย ตลอดจนความสนใจและความเชื่อมั่นของตลาดที่มีต่อสินค้าไทย และแสดงให้เห็นถึงโอกาสในการขยายตลาดและเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยไปยังตลาดใหม่ ๆ ในอนาคต อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า โจทย์ของสินค้าเกษตรไทยในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่การผลิตให้ได้มากเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่ประเทศไทยมี ทั้งวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ ภูมิปัญญา และความคิดสร้างสรรค์ของผู้ประกอบการ โดยต้องนำข้อได้เปรียบเหล่านี้มาต่อยอดเป็นสินค้าที่มีความแตกต่าง ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และทำให้ตลาดเห็นคุณค่าของสินค้าไทยมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศได้จัดงาน Agri Plus Expo 2026 โดยนำผู้ประกอบการสินค้าเกษตรนวัตกรรมกว่า 70 ราย เข้าร่วมงาน Food & Hospitality Thailand 2026 เพื่อเชื่อมโยงสินค้าไทยกับผู้ซื้อ ผู้นำเข้า นักลงทุน และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม HoReCa เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำเสนอสินค้าและเจรจาธุรกิจได้โดยตรง สอดคล้องกับบทบาทของกรมฯ ในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับตลาดและเปลี่ยนนวัตกรรมไทยให้เป็นโอกาสทางการค้า ตลอดการจัดงาน มีผู้เข้าเยี่ยมชมคูหาของกรมฯ (Visitor) ประมาณ 2,606 ราย โดยเป็นผู้เข้าชมจากประเทศไทย ร้อยละ 91.67 และจากต่างประเทศ ร้อยละ 8.33 อาทิ จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินเดีย นอกจากนี้ มีผู้เข้าร่วม Business Matching จำนวน 50 ราย สนใจจัดหาผลิตภัณฑ์เพื่อจัดจำหน่าย แสวงหาผู้รับจ้างผลิตสินค้า (OEM) สำรวจตลาดอาหารและเครื่องดื่ม และมองหาตัวแทนจำหน่าย ซึ่งช่วยสร้างเครือข่ายและต่อยอดความร่วมมือทางการค้ากับคู่ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภายในงานยังมีกิจกรรม Agri Plus Clinic คลินิกให้คำปรึกษาเพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศบูรณาการความร่วมมือกับ 4 หน่วยงาน ได้แก่ (1) สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. (2) คณะเกษตรบูรณาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (3) ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ (4) ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้นหาตัวยา (ECDD) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการในด้านต่าง ๆ อย่างครบวงจร โดย สวก. ให้คำปรึกษาด้านแหล่งทุน การพัฒนาโครงการวิจัย การต่อยอดนวัตกรรม และการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ขณะที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้คำปรึกษาด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การประยุกต์ใช้องค์ความรู้และงานวิจัยและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ส่วน ECDD คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้คำปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และการพัฒนาหลักฐานรองรับผลิตภัณฑ์ อาทิ การศึกษาสารออกฤทธิ์ การออกแบบการทดสอบ และการประเมินช่องว่างของข้อมูลวิจัย พร้อมเชื่อมโยงนักวิจัยและห้องปฏิบัติการที่เหมาะสม ทั้งนี้ Agri Plus Clinic ถือเป็นกลไกสำคัญในการเติมเต็มองค์ความรู้ งานวิจัย วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ผู้ประกอบการยังขาด เพื่อช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของตลาด และเพิ่มความพร้อมในการต่อยอดสู่ตลาดเชิงพาณิชย์และตลาดต่างประเทศ

อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ จะเดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปลายปี 2569 กรมฯ มีแผนนำผู้ประกอบการสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสำคัญในต่างประเทศ คือ งาน Beautyworld Middle East ระหว่างวันที่ 6–8 ตุลาคม 2569 ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และงาน Foodex Saudi 16–18 พฤศจิกายน 2569 ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพและกำลังซื้อสูง และมีแนวโน้มความต้องการสินค้าเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์คุณภาพ และสินค้าที่ตอบรับกับกระแสการดูแลสุขภาพที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้พบปะผู้ซื้อ ผู้นำเข้า และคู่ค้าทางธุรกิจ ตลอดจนสร้างเครือข่ายและขยายโอกาสทางการค้าในตลาดต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการจัดงานและกิจกรรมต่าง ๆ ได้ทางเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ www.dft.go.th หรือ Facebook : กรมการค้าต่างประเทศ / Institute for Agricultural Product Innovation หรือโทร. 0-2547-4744

กรมการค้าต่างประเทศ ต้อนรับคณะผู้แทนจากสภาธุรกิจสหรัฐฯ – อาเซียน (US - ASEAN Business Council: USABC) ยกระดับความร่วมมือ...
31/08/2026

กรมการค้าต่างประเทศ ต้อนรับคณะผู้แทนจากสภาธุรกิจสหรัฐฯ – อาเซียน (US - ASEAN Business Council: USABC) ยกระดับความร่วมมือด้านอาหารและการเกษตร

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 นางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นำคณะผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ประกอบด้วย กรมการค้าต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้การต้อนรับคณะผู้แทนสภาธุรกิจสหรัฐฯ–อาเซียน (US-ASEAN Business Council: USABC) พร้อมด้วยผู้แทนจากบริษัทด้านอาหารและเกษตรชั้นนำของสหรัฐฯ ได้แก่ Cargill, Elanco Animal Health, MSD Animal Health, Thermo Fisher Scientific และ Tyson Foods โดยทั้งสองฝ่ายได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการดำเนินนโยบายการค้าของไทย การขยายโอกาสทางการค้าและการเข้าถึงตลาด การลดอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี ตลอดจนการอำนวยความสะดวกด้านการนำเข้า–ส่งออก พร้อมทั้งหารือแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสร้างความเข้มแข็งและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานอาหารและการเกษตรของไทยในตลาดโลก

พาณิชย์เดินหน้า ACFTA 3.0 พลิกโฉมการค้าอาเซียน-จีน มุ่งเป้าบังคับใช้ภายในปี 2569  กระทรวงพาณิชย์ เจรจายกระดับความตกลงเขต...
31/08/2026

พาณิชย์เดินหน้า ACFTA 3.0 พลิกโฉมการค้าอาเซียน-จีน มุ่งเป้าบังคับใช้ภายในปี 2569

กระทรวงพาณิชย์ เจรจายกระดับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ASEAN-China Free Trade Area Version 3.0 : ACFTA 3.0) เพื่อให้ข้อตกลงทางการค้าอาเซียน-จีนมีความทันสมัยและครอบคลุมบริบทการค้ายุคใหม่มากยิ่งขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าให้ความตกลงมีผลใช้บังคับภายในปี 2569 นี้ ซึ่งจะช่วยรองรับการก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียวในอนาคต

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศได้ติดตามพิธีสารการยกระดับ ACFTA 3.0 ที่สืบเนื่องมาจากการที่สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และจีน ได้ลงนามในพิธีสารฉบับดังกล่าว เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 ซึ่งเป็นการยกระดับความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ครั้งที่ 2 จากการลงนามครั้งแรกในปี 2545 ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 เห็นชอบให้เสนอพิธีสารยกระดับ ACFTA 3.0 ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ

พิธีสาร ACFTA 3.0 เป็นการยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอาเซียน-จีน ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นผ่านการเพิ่มความร่วมมือใหม่ 5 ด้าน ได้แก่ (1) การแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค (2) เศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อรองรับการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ (3) เศรษฐกิจสีเขียวมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน (4) ความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในภาคการผลิต และ (5) วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้เข้าถึงตลาดจีนและอาเซียนได้สะดวกขึ้น พร้อมทั้งลดอุปสรรคทางการค้า ปัจจุบันประเทศสมาชิกอาเซียน 7 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว และไทย ได้ดำเนินกระบวนการภายในประเทศเสร็จเรียบร้อยแล้ว หากฝ่ายจีนดำเนินกระบวนการฯ แล้วเสร็จ จะทำให้พิธีสารดังกล่าวมีผลใช้บังคับภายใน 60 วัน

นางอารดาฯ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ภายใต้ ACFTA 3.0 แม้จะไม่มีการลดภาษีนำเข้าเพิ่มเติมหรือ
เปิดตลาดใหม่ แต่ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการไทยจะได้รับแต้มต่อทางการค้าที่สำคัญ ประกอบด้วย การอำนวยความสะดวกทางการค้าที่รวดเร็วขึ้นโดยสามารถตรวจปล่อยสินค้าด่วนภายใน 6 ชั่วโมง การลดต้นทุนและเวลาโดยใช้ระบบไร้เอกสารผ่านรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EODES) การมีกฎเกณฑ์รองรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์โดยคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ข้ามพรมแดน ซึ่งช่วยให้ MSMEs ของไทยสามารถนำสินค้าวางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มจีนได้อย่างปลอดภัย รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพลังงานสะอาดในไทยเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ไทยและอาเซียนสามารถเข้าถึงการสนับสนุนเงินจากกองทุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สนับสนุนโดยจีน

จากสถิติและมูลค่าการค้าระหว่างอาเซียนกับจีน พบว่า จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของอาเซียนต่อเนื่องเป็นเวลา 16 ปี โดยในปี 2568 การค้าระหว่างอาเซียนกับจีน มีมูลค่า 916,149.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 18.59 จากปีก่อนหน้า โดยไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของจีนในกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากเวียดนามและมาเลเซีย สำหรับสถานการณ์การค้าระหว่างอาเซียนกับจีน ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่า 641,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอาเซียนส่งออกไปจีน มูลค่า 234,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากจีน มูลค่า 406,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของอาเซียนไปจีน ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และส่วนประกอบ เชื้อเพลิงที่ได้จากแร่ เหล็กและเหล็กกล้า ผลไม้และลูกนัตที่บริโภคได้ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญของอาเซียนจากจีน ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และส่วนประกอบ พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก เหล็กและเหล็กกล้า รถยนต์และส่วนประกอบ เป็นต้น

กรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการปกป้องและรักษาผลประโยชน์ทางการค้า ควบคู่กับการอำนวยความสะดวกในการส่งออกและนำเข้าสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการ จะติดตามและนำเสนอความคืบหน้าของ ACFTA 3.0 เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นจากพิธีสารฉบับดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อธุรกิจและเศรษฐกิจของไทย

คต. ต้อนรับผู้บริหาร JETRO หารือแนวทางใช้ประโยชน์ FTA หนุนภาคธุรกิจวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ณ กรมการค้าต่างประเทศ นางสาวปิ...
31/08/2026

คต. ต้อนรับผู้บริหาร JETRO หารือแนวทางใช้ประโยชน์ FTA หนุนภาคธุรกิจ

วันที่ 28 สิงหาคม 2569 ณ กรมการค้าต่างประเทศ นางสาวปิยชาติ สอทิพย์ ผู้อำนวยการกองสิทธิประโยชน์ทางการค้า ให้การต้อนรับ Mr. So Kitami รองผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ฝ่ายวิจัยและวิเคราะห์ JETRO โตเกียว และ Mr. Kyohei Yabu ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยภูมิภาค JETRO กรุงเทพฯ ในการรวบรวมข้อมูลวิจัยเกี่ยวกับการใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) และกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าของบริษัทญี่ปุ่นที่ดำเนินธุรกิจในไทยและญี่ปุ่น เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนและจัดทำแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจในการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าต่อไป

“พาณิชย์” ปิดฉาก “DFT+” ดัน SMEs ไทย 80 รายสู่ตลาดโลก สร้างโอกาสทางการค้ากว่า 460 ล้านบาทกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิ...
29/08/2026

“พาณิชย์” ปิดฉาก “DFT+” ดัน SMEs ไทย 80 รายสู่ตลาดโลก สร้างโอกาสทางการค้ากว่า 460 ล้านบาท

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดพิธีปิดโครงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือผู้ประกอบการ SMEs ให้มีศักยภาพและสามารถแข่งขันได้ในตลาดต่างประเทศ (Local to Global) หรือ DFT+ พร้อมประกาศความสำเร็จในการพัฒนาผู้ประกอบการไทย 80 ราย ให้พร้อมก้าวสู่ตลาดโลก ผ่านการอบรม การสร้างเครือข่ายธุรกิจ และการเจรจาธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ สามารถสร้างมูลค่าทางการค้ารวม กว่า 460 ล้านบาท

พิธีดังกล่าวจัดขึ้น ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีกล่าวแสดงความยินดีและมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ประกอบการที่สำเร็จโครงการ พร้อมด้วย นางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวรายงานผลสำเร็จของโครงการ

DFT+ เติมความรู้ สร้างเครือข่าย เปิดตลาดโลก โครงการ DFT+ ดำเนินการโดยกรมการค้าต่างประเทศ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ประจำปีงบประมาณ 2569 โครงการมุ่งยกระดับผู้ประกอบการ SMEs ไทยแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “DFT+ บวกโอกาสให้ SMEs ไทย” โดยต่อยอดความสำเร็จจากโครงการ Young Entrepreneur Network Development (YEN-D) และ Business Enterprises Networking Forum (BenF) เพื่อสร้างทั้งองค์ความรู้ เครือข่าย และโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้อย่างมั่นใจตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 10 กรกฎาคม – 26 สิงหาคม 2569 ผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 80 ราย จากกลุ่มธุรกิจอาหารและเกษตรแปรรูป สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าไลฟ์สไตล์ บรรจุภัณฑ์ และธุรกิจอื่น ๆ ได้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาศักยภาพ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
• Upskill ความรู้ ผ่านการอบรมเชิงลึก 5 ครั้ง ครอบคลุมการค้าระหว่างประเทศ การใช้สิทธิประโยชน์ FTA การตลาดออนไลน์ การสร้างแบรนด์ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ในธุรกิจ
• สร้างเครือข่ายในประเทศ ผ่านกิจกรรมศึกษาดูงานและ Business Matching ณ จังหวัดสงขลา ซึ่งก่อให้เกิดมูลค่าการเจรจาธุรกิจเบื้องต้นกว่า 10 ล้านบาท
• เปิดตลาดต่างประเทศ ผ่านการเข้าร่วมงาน HKTDC Hong Kong Food Expro Pro 2026 และกิจกรรม Business Matching ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง พบผู้ซื้อและพันธมิตรธุรกิจกว่า 60 ราย เกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 120 คู่ มูลค่าการซื้อขายภายในงานกว่า 101 ล้านบาท และคาดว่าจะต่อยอดเป็นคำสั่งซื้อภายใน 1 ปี ได้ไม่น้อยกว่า 350 ล้านบาท

กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าสร้าง SMEs ไทยที่แข่งขันได้ในตลาดโลก นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ผลสำเร็จของโครงการ DFT+ สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อผู้ประกอบการได้รับองค์ความรู้ เครือข่าย และโอกาสที่เหมาะสม ก็สามารถต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง พร้อมย้ำว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการยกระดับ SMEs ตามนโยบายของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งสร้างผู้ประกอบการไทยให้มีศักยภาพแข่งขันในเวทีการค้าโลก ผ่านการพัฒนาทักษะ การขยายตลาด และการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ “เป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนผู้ส่งออก แต่คือการสร้างผู้ประกอบการไทยที่สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก”

DFT พร้อมเดินเคียงข้าง SMEs ทุกก้าวสู่ Global ด้านนางชนินทร หริ่มเจริญ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ ผู้ประกอบการทั้ง 80 รายได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจของตนเอง และสามารถเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นโอกาสทางการค้าได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมขอบคุณหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่ร่วมสนับสนุนโครงการ ได้แก่ สสว. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กรมศุลกากร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย รวมถึงหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ที่ร่วมผลักดันให้โครงการบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย

กรมการค้าต่างประเทศย้ำว่า DFT+ จะไม่สิ้นสุดลงพร้อมพิธีปิดในวันนี้ แต่จะต่อยอดเป็นเครือข่าย
ความร่วมมือและพันธมิตรทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทย เพื่อสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในตลาดต่างประเทศ และตอกย้ำบทบาทของกรมฯ ในฐานะหน่วยงานที่พร้อม “ยืนเคียงข้าง SMEs ไทย จาก Local สู่ Global” อย่างต่อเนื่อง

ที่อยู่

563 ถนนนนทบุรี ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัด
นนทบุรี
11000

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 16:30
อังคาร 08:30 - 16:30
พุธ 08:30 - 16:30
พฤหัสบดี 08:30 - 16:30
ศุกร์ 08:30 - 16:30

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ กรมการค้าต่างประเทศ DFTผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์