Japan Retro ภาพถ่ายและเกร็ดความรู้เกี่ยวกับสถ?

ที่ผ่านมามักจะมีใครต่อใครที่จะไปญี่ปุ่นมาขอให้ผมแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่นให้อยู่เสมอ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะแนะนำในสิ่งที่ตนเองสนใจเป็นหลัก นั่นคือเน้นเรื่องประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรม ทำให้คิดขึ้นมาได้ว่าแม้ว่าญี่ปุ่นจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับหนึ่งของคนไทย แต่ก็ยังมีสถานที่อีกนับไม่ถ้วนที่อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แม้จะมีความสำคัญและมีประวัติความเป็นมาน่าสนใจก็ตาม ซึ่งส่วนหนึ่งอาจ

เนื่องจากคนไทยอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นเท่าใดนัก เนื่องจากญี่ปุ่นปิดประเทศอยู่เป็นเวลากว่า 260 ปีในช่วงสมัยเอโดะ และประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นก็เป็นเรื่องการรบกันเองในประเทศเป็นหลัก ไม่ค่อยมีความเกี่ยวข้องกับไทย เมื่อเทียบกับจีน อินเดีย หรือชาติตะวันตก

ด้วยเหตุนี้ นักท่องเที่ยวหลาย ๆ คนเมื่อไปญี่ปุ่นและได้ไปเที่ยวชมวัด ศาลเจ้า หรือปราสาทดัง ๆ สักสองสามแห่ง ก็จะเริ่มรู้สึกว่าที่ไหนก็เหมือน ๆ กัน หรือบางคนไปญี่ปุ่นหลายรอบจนนึกไม่ออกว่าจะไปไหนอีกดีที่แปลกใหม่ แต่หากเราได้รู้เรื่องราวที่อยู่เบื้องหลังสถานที่เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นประวัติความเป็นมา หรือเกร็ดข้อมูลที่ไม่ปรากฏในหนังสือทำเที่ยวทั่วไป ก็อาจทำให้การเดินทางมีความน่าสนใจมากขึ้น จนกระทั่งอาจทำให้เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อสถานที่เดิมที่เคยไปมาแล้วหลายครั้งก็เป็นได้นะครับ

Happy New Year 2025
31/12/2024

Happy New Year 2025

shrine shimmering 34 – ศาลเจ้าฮาโคเนะ (hakone jinja) หลังจากที่ได้เล่าเกร็ดต่าง ๆ เกี่ยวกับฮาโคเนะให้ฟังกันไปบ้างแล้วในค...
21/05/2020

shrine shimmering 34 – ศาลเจ้าฮาโคเนะ (hakone jinja)

หลังจากที่ได้เล่าเกร็ดต่าง ๆ เกี่ยวกับฮาโคเนะให้ฟังกันไปบ้างแล้วในครั้งก่อน มาครั้งนี้ก็มาว่ากันด้วยเรื่องศาลเจ้าฮาโคเนะ อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่มีทั้งตำนานเก่าแก่แบบเซอร์เรียล และประวัติศาสตร์ชนิดโชกโชนไม่แพ้ที่ใดในญี่ปุ่นกันต่อเลยครับ

ศาลเจ้าฮาโคเนะนี้กล่าวกันว่ามีประวัติเก่าแก่ยาวนานอย่างน้อยก็ 2,500 ปีเข้าไปโน่น โดยเป็นที่สักการะเทพเจ้าหลัก 3 องค์ ได้แก่เทพนินิงิ หลานย่าของสุริยเทพอามาเทราสึ และเทพโคโนะฮานะซาคุยะ ผู้เป็นชายา รวมถึงเทพโฮโอริ ผู้เป็นบุตร ซึ่งองค์หลังนี้ตำนานก็ว่าไว้ว่าได้ชายาเป็นธิดาของสมุทรเทพ และต่อมาก็สืบตระกูลมาจนได้เป็นพระอัยกา (ปู่) ของพระจักรพรรดิองค์แรกของญี่ปุ่นนั่นเองครับ

เดิมทีเดียวนั้นตัวศาลเจ้าดั้งเดิมตั้งอยู่บนยอดเขาโคมะงะทาเคะ เพื่อใช้เป็นที่บูชายอดเขาคามิที่อยู่ข้าง ๆ และเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในกลุ่มเขาฮาโคเนะ (1,438 ม.) โดยสร้างขึ้นตั้งแต่รัชสมัยของพระจักรพรรดิโคโช (องค์ที่ 5) ซึ่งกล่าวกันว่าครองราชย์อยู่เมื่อประมาณ 2,500 ปีก่อน ในสมัยที่ญี่ปุ่นยังอยู่ในยุคตำนานอยู่เลยครับ ซึ่งในอดีตนั้นฮาโคเนะก็ถือว่าเป็นขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ที่บรรดาดวงวิญญาณจะใช้ผ่านไปยังอีกภพภูมิหนึ่ง จึงได้มีการสร้างศาลเจ้าขึ้นตามจุดต่าง ๆ หลายแห่ง ซึ่งในภายหลังก็รวมเรียกกันเป็นศาลเจ้าฮาโคเนะนั่นเองครับ

ต่อมาตัวศาลเจ้าได้ย้ายมายังที่ตั้งปัจจุบันจากฝีมือของภิกษุมังกัน โดยกล่าวกันว่าได้จาริกผ่านมายังทะเลสาบอาชิ ซึ่งในครั้งนั้นกำลังมีมังกรเก้าเศียรที่ออกอาละวาดจนผู้คนในแถบนั้นหวาดผวาไปตาม ๆ กันและถึงขั้นต้องนำเด็กมาสังเวยแก่มังกร ภิกษุมังกันจึงได้สำแดงปาฏิหาริย์เข้าปราบโดยล่ามโซ่มังกรไว้กับหินใต้ทะเลสาบแถมด้วยสะกดด้วยมนต์ให้สงบเสงี่ยมลง ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีเทศกาลฉลองสักการะเทพมังกรนี้เป็นประจำในหน้าร้อนทุกปีอยู่ครับ

ต่อมาในปลายสมัยเฮอัน มินาโมโตะโนะโยริโทโมะ ซึ่งเริ่มจะปีกกล้าขาแข็งกระด้างกระเดื่องต่ออำนาจของตระกูลไทระ และต้องพ่ายแพ้ไม่เป็นท่าในสมรภูมิครั้งแรก ๆ ในปี ค.ศ. 1180 ก็ได้หนีซมซานมาหลบภัยอยู่ที่ศาลเจ้านี้ จนเมื่อโค่นอำนาจตระกูลไทระลงและขึ้นเป็นโชกุนคนแรกของรัฐบาลคามาคุระได้สำเร็จ ศาลเจ้านี้ก็เลยพลอยได้ดิบได้ดีมีบรรดาซามุไรน้อยใหญ่ไป “ขึ้น” กันมากมายต่อเนื่องไปด้วยครับ

อย่างไรก็ดี ในสมัยที่ฮิเดโยชิเรืองอำนาจและกรีฑาทัพมาตีเอาโอดาวาระนั้น ปรากฏว่าศาลเจ้าฮาโคเนะนี้ก็โดนเผาเรียบไปกับเขาด้วย จนเมื่ออิเอยาสึขึ้นเป็นโชกุนก็ได้บูรณะศาลเจ้าขึ้นใหม่พร้อมทั้งมอบศักดินาให้ 200 โคคุเพื่อเป็นรายได้ทำให้ศาลเจ้ากลับมารุ่งเรืองอีกครั้งครับ ทั้งนี้ ในอดีตนั้นศาลเจ้าแห่งนี้เป็นการควบรวมกันเป็นทูอินวันระหว่างวัดกับศาลเจ้าเรียกกันว่าฮาโคเนะกงเกน แต่ต่อมาเมื่อเข้าสู่สมัยเมจิ รัฐบาลก็มีนโยบายแยกชินโตออกจากพุทธศาสนา ทำให้ส่วนที่เป็นวัดถูกทำลายไป และก็ได้ชื่อใหม่เป็นศาลเจ้าฮาโคเนะดังเช่นทุกวันนี้นั่นเองครับ

landmark lore 38 – ฮาโคเนะ (hakone)ฮาโคเนะ แหล่งท่องเที่ยวที่ไม่มีใครไม่รู้จักใน จ. คานางาวะนั้น ได้ชื่อว่าเป็นขุนเขาแห่...
07/05/2020

landmark lore 38 – ฮาโคเนะ (hakone)

ฮาโคเนะ แหล่งท่องเที่ยวที่ไม่มีใครไม่รู้จักใน จ. คานางาวะนั้น ได้ชื่อว่าเป็นขุนเขาแห่งแผ่นดินของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้เนื่องจากเป็นแนวภูเขาไฟที่สลับซับซ้อน และในอดีตนั้นการจะเดินทางข้ามเขาเทือกนี้ไปได้นี่เรียกได้ว่าหืดขึ้นคอกันโดยแท้ โดยจะต้องเส้นทางที่ข้ามภูเขาที่สูงถึง 1 กม. ถึงสองรอบทีเดียว และกว่าที่จะกลายมาเป็นฮาโคเนะที่เราคุ้นเคยกันอย่างทุกวันนี้ ก็ผ่านร้อนผ่านหนาวต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นมาอย่างโชกโชนครับ

หนึ่งในเรื่องราวสุดสะเทือนใจที่เกี่ยวพันกับฮาโคเนะเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นสมัยคามาคุระกว่า 800 ปีมาแล้ว โดยเรื่องมีอยู่ว่าจูโรกับโกโรพี่น้องตระกูลโซงะ ถูกคุโด สึเคทสึเนะ คนสนิทของโชกุนมินาโมโตะโนะโยริโทโมะ สังหารบิดาที่ฮาโคเนะนี้ตั้งแต่ทั้งสองยังแบเบาะจึงได้สั่งสมความแค้นเอาไว้แน่นอกมาตลอด จนเมื่อเข้าสู่รุ่นหนุ่มก็ประจวบเหมาะที่วันหนึ่งโชกุนโยริโทโมะจัดกิจกรรมล่าสัตว์ขึ้นที่เชิงภูเขาฟุจิพอดี โดยมีศัตรูฆ่าพ่อของทั้งสองร่วมอยู่ในทีมด้วย สองพี่น้องจึงได้ดอดเข้าไปจัดการสึเคทสึเนะเสียในยามกลางคืน ซึ่งจูโรคนพี่เองก็เสียชีวิตจากการต่อสู้กับบรรดาลูกสมุนของสึเคทสึเนะ ขณะที่โกโรคนน้องก็โดนจับและถูกประหารในเวลาต่อมาเช่นกันครับ ทีนี้จูโรนั้นแม้ไม่ได้แต่งงานแต่ก็มีคู่รักเป็นหญิงคณิกาชื่อว่าโทระโกะเซน ซึ่งเมื่อเธอทราบข่าวการเสียชีวิตของจูโรจากภารกิจล้างแค้นนี้ เธอจึงตัดสินใจปลงผมออกบวชชีและจาริกแสวงบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่อดีตคนรักของตนจนบั้นปลายชีวิต ซึ่งโศกนาฏกรรมอันอุดมไปด้วยทั้งความรักความแค้นเรื่องนี้ก็เป็นที่ประทับใจคนญี่ปุ่นรุ่นแล้วรุ่นเล่า และกลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีให้แก่ศิลปะแขนงต่าง ๆ มากมาย แม้กระทั่งฝนที่ตกในวันที่ 28 เดือน 5 ตามปฏิทินเก่า (ซึ่งเป็นวันก่อการของสองพี่น้อง) ก็ยังมีคำเรียกกันว่าเป็นน้ำตาของโทระที่ร่ำไห้อาลัยแก่คนรัก ขณะที่ในเมืองโออิโสะ จ. คานางาวะก็มีหินโทระซึ่งกล่าวกันว่าโทระโกะเซนได้กลายร่างเป็นหินก้อนนี้ และถ้าไม่ใช่หนุ่มหล่อจะยกไม่ขึ้น ! ซึ่งทุกวันนี้ ระหว่างนั่งรถผ่านเส้นทางขึ้นเขาลงห้วยที่ฮาโคเนะ ใครตาดีอาจจะเคยสังเกตเห็นเจดีย์หินขนาดย่อม ๆ 3 กองที่ตั้งเรียงกันอยู่ข้างทาง ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นหลุมศพของพี่น้องโซงะกับโทระโกะเซนนั่นเองครับ

ฮาโคเนะได้กลายเป็นแหล่งพักผ่อนสุดฮิปของชาวต่างชาติตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่พอในปี ค.ศ. 1941 เมื่อญี่ปุ่นเข้าสู่สงครามมหาเอเชียบูรพา สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปครับ โดยเริ่มจากบรรดาทหารเรือเยอรมันซึ่งเป็นชาติพันธมิตรกับญี่ปุ่นที่พากันไปพักแรมกันจำนวนมาก เพราะเยอรมนีก็มาตั้งฐานทัพเรืออยู่ที่โยโกฮามะเพื่อคุมเชิงในภูมิภาคนี้กับเขาเช่นกัน ต่อมาบรรดานักการทูตต่างชาติและครอบครัวก็พากันอพยพจากโตเกียวมาอยู่ที่ฮาโคเนะกันเป็นแถวเพื่อหนีภัยจากการโจมตีทางอากาศโดยสหรัฐฯ แต่ตัวสถานทูตต่าง ๆ ยังคงตั้งอยู่ที่โตเกียวจนช่วงปลายสงครามโลก เพิ่งจะย้ายมาที่ฮาโคเนะในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี 1945 ที่ญี่ปุ่นกำลังถูกจัดหนักนั่นเองครับ โดยสถานทูตเยอรมนีได้มาตั้งอยู่ที่โรงแรมโกระ แต่เมื่อเยอรมนีแพ้สงครามในเดือน พ.ค. ปีนั้น โรงแรมนี้ก็กลายเป็นที่ตั้งสถานทูตรัสเซียแทน ซึ่งในช่วงก่อนสงครามจะสิ้นสุดก็ได้กลายเป็นเวทีหารือเรื่องการยุติสงครามระหว่างทูตรัสเซียกับบรรดาอดีตผู้นำญี่ปุ่น นอกจากนี้ ก็ยังมีคนชาติพันธมิตรของญี่ปุ่นและชาติที่เป็นกลางอื่น ๆ จำนวนมากที่หนีภัยสงครามมาอยู่ที่ฮาโคเนะเช่นกัน แต่ก็มีไม่น้อยต้องเสียชีวิตลงเพราะขาดแคลนอาหารและยารักษาโรค ซึ่งก็ยิ่งตอกย้ำว่าเบื้องหลังน้ำแร่ร้อน ทะเลสาบ และภูเขาไฟฟุจิที่เห็น ยังมีเรื่องราวซ่อนอยู่อีกมายมายที่นี่ครับ

castle craze 36 – ปราสาทคาวาโกเอะ (kawagoe castle) ก่อนหน้านี้เราเคยผ่านตาเรื่องของเมืองคาวาโกเอะใน จ. ไซตามะ ที่ได้รับฉ...
20/04/2020

castle craze 36 – ปราสาทคาวาโกเอะ (kawagoe castle)

ก่อนหน้านี้เราเคยผ่านตาเรื่องของเมืองคาวาโกเอะใน จ. ไซตามะ ที่ได้รับฉายาว่า “ลิตเติ้ลเอโดะ” กันไปบ้างแล้ว เมื่อครั้งที่เล่าเรื่องของวัดคิตะอิน (temple tribute 35) นะครับ มาวันนี้ก็จะขอพาไปปราสาทคาวาโกเอะกันบ้าง ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นไฮไลต์อีกแห่งที่ไม่ควรพลาดของคาวาโกเอะก็ว่าได้ครับ

ปราสาทแห่งนี้นับว่ามีประวัติเก่าแก่ย้อนกลับไปกว่า 500 ปี โดยเริ่มแรกสร้างเพื่อเอาไว้คอยยันกำลังในภูมิภาคคันโตกับตระกูลอาชิคางะตั้งแต่ปี ค.ศ. 1457 โดยโอตะ โดชิน และโดคัง สองพ่อลูกขุนพลในสังกัดของอุเอสึงิ โมจิโทโมะครับ ต่อมาก็เป็นทีของตระกูลโกะโฮโจที่พยายามขยายอิทธิพลในคันโต โดยได้ยึดปราสาทเอโดะไปได้ในปี 1524 จากนั้นโฮโจ อุจิทสึนะก็สามารถยึดปราสาทคาวาโกเอะได้สำเร็จในปี 1537 ซึ่งฝ่ายตระกูลอุเอสึงิก็พยายามสู้รบเพื่อชิงอำนาจในภูมิภาคนี้คืนอยู่ยาวนานถึงเกือบ 20 ปี แต่ปรากฏว่าในปี 1545 กองทัพฝ่ายโฮโจที่ตั้งมั่นอยู่ที่ปราสาทคาวาโกเอะก็สามารถได้ชัยชนะเหนือฝ่ายอุเอสึงิที่พยายามจะเข้ายึดปราสาทเอโดะได้ราบคาบในสมรภูมิคาวาโกเอะจนแทบจะทำให้ฝ่ายอุเอสึงิเกือบจะสิ้นตระกูลกันเลยทีเดียวครับ

หลังจากนั้นปราสาทคาวาโกเอะก็ทำหน้าที่เป็นปราการสำคัญที่คอยป้องกันเขตคันโตจากการรุกรานจากทางเหนือโดยตระกูลโฮโจก็ได้ส่งขุนพลของตนมาทำหน้าที่รั้งปราสาทไว้ จนกระทั่งถึงปี 1590 ที่โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ เคลื่อนพลเข้าปราบคันโตนั่นแหละครับปราสาทนี้จึงแตกลง และเมื่อโทคุงาวะ อิเอยาสึ ถูกเตะโด่งให้มาครองเอโดะแทนในปีเดียวกันนั้น ปราสาทคาวาโงเอะนี้ก็จึงถูกครองโดยซาคาอิ ชิเงทาดะ หนึ่งในขุนพลคู่ใจของอิเอยาสึนั่นเองครับ

เมื่อเข้าสู่สมัยเอโดะ ปราสาทแห่งนี้ก็ถือเป็นชัยภูมิสำคัญที่ต้องส่งขุนพลระดับวงในใกล้ชิดของโชกุนไปครองโดยตลอด โดยเฉพาะมัทสึไดระ โนบุทสึนะ ที่ได้มาครองปราสาทในปี 1639 นี่ก็ได้ออกนโยบายประชานิยมมาเป็นอันมาก ไม่ว่าจะเป็นการต่อเติมเสริมปราสาทขึ้นขนานใหญ่ ขุดคลองป้องกันอัคคีภัย ตั้งระบบผังเมือง ริเริ่มเทศกาลคาวาโกเอะ สร้างถนนและเส้นทางสัญจรทางน้ำ ฯลฯ จนถือได้ว่ามีคุณูปการอย่างยิ่งต่อการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในท้องถิ่น และโดยที่คาวาโกเอะถือเป็นหัวเมืองหน้าด่านทิศเหนือและเป็นแหล่งการผลิตให้แก่เอโดะ จึงถือว่ามีความสำคัญยิ่งและเจ้าครองแคว้นนี้ก็มักจะได้รับตำแหน่งบริหารสำคัญในรัฐบาลโชกุนอย่างต่อเนื่องครับ

เป็นที่น่าเสียดายว่าช่วงต้นสมัยเมจิในปี 1871 ปราสาทคาวาโกเอะถูกรื้อถอนจากนโยบายสลายแคว้นของรัฐบาลใหม่ เหลือไว้ก็เพียงแต่ตัวตำหนักฮอนมารุโกะเทนที่สร้างขึ้นในปี 1848 กับอาคารคะโรทสึเมะโชะเท่านั้นที่เป็นของเดิม ซึ่งอย่างหลังนี้ก็เพิ่งถูกย้ายกลับมาไว้เมื่อปี 1987 นี้เองครับ ที่สำคัญก็คือตำหนักฮอนมารุโกะของปราสาทแห่งนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในตัวตำหนักของเดิมที่เหลืออยู่น้อยเต็มทีทั่วญี่ปุ่น โดยทางเข้าด้านหน้าเป็นหลังคาทองแดงที่เป็นจั่วทรงจีน (คาระฮาฟุ) ขนาดใหญ่ ส่วนภายในตัวตำหนักก็ยังเหลือห้องโถงใหญ่และห้องหับอื่น ๆ ให้ได้ชมบรรยากาศสมัยเอโดะแท้ ๆ ให้สมกับการมาเยือน “ลิตเติ้ลเอโดะ” นั่นเองครับ

shrine shimmering 33 – ศาลเจ้าอุเอโนะโทโชงู (ueno toshogu) หลังจากหายหน้าหายตาไปพักใหญ่ (สักปีครึ่งเท่านั้นเอง 5555) ก็ข...
16/04/2020

shrine shimmering 33 – ศาลเจ้าอุเอโนะโทโชงู (ueno toshogu)

หลังจากหายหน้าหายตาไปพักใหญ่ (สักปีครึ่งเท่านั้นเอง 5555) ก็ขอกลับมาเล่าเรื่องญี่ปุ่นที่น่าสนใจให้ฟังกันใหม่เพื่อบรรเทาความเบื่อหน่ายของหลาย ๆ ท่านที่อาจจะไม่ได้มีโอกาสไปญี่ปุ่นในปีนี้ตามที่วางแผนกันไว้เดิมนะครับ

ก่อนหน้านี้เราเคยพูดถึงศาลเจ้าโทโชงูที่เป็นที่บูชาดวงวิญญาณของโทคุงาวะ อิเอยาสึ กันไปแล้ว 2 แห่ง นั่นก็คือคุโนซังโทโชงูที่ จ. ชิสึโอคะ (shrine shimmering 2) กับนิกโกโทโชงูที่ จ. โทจิงิ (shrine shimmering 30) มาวันนี้จะขอนำไปชมศาลโทโชงูอีกแห่งที่จริง ๆ อยู่ใกล้นิดเดียว แต่หลายท่านอาจจะยังไม่เคยได้ผ่านเข้าไปชม เพราะตั้งอยู่ในหลืบที่ออกจะลับตาในย่ายอุเอโนะใจกลางกรุงโตเกียว ที่ใคร ๆ ต่างก็พากันไปชมซากุระกันนั่นเองครับ

อันที่จริงแล้วศาลเจ้าโทโชงูนั้นมีสาขาอยู่มากมายหลายแห่งทั่วญี่ปุ่น แต่ที่รัฐบาลโชกุนเป็นผู้บริหารเองนั้นมีอยู่เพียง 4 แห่ง ได้แก่ที่คุโนซัง นิกโก อุเอโนะ และก็อีกแห่งคือโมมิจิยามะภายในเขตปราสาทเอโดะครับ ส่วนที่เหลือนั้นก็แล้วแต่ศรัทธาของแต่ละพื้นที่ที่จะสร้างและบริหารกันเอง ซึ่งอุเอโนะโทโชงูนี้ก็บูรณะขึ้นใหม่หมดโดยโทคุงาวะ อิเอมิทสึ หลานรักของอิเอยาสึ ที่แม้จะเป็นบุตรชายคนโตของฮิเดทาดะ โชกุนรุ่นที่ 2 แต่ก็เกือบชวดตำแหน่งทายาทเพราะพ่อแม่รักน้องมากกว่า เดชะบุญที่แม่นมสุดสตรอง คาสึงะโนะทสึโบเนะ ดอดไปฟ้องอิเอยาสึที่กำลังใช้ชีวิตวัยเกษียณอยู่ที่ปราสาทซุมปุ จนอิเอมิทสึได้รับสถาปนาเป็นทายาทในที่สุด ด้วยเหตุนี้อิเอมิทสึจึงรักปู่กว่าพ่อ และเมื่อได้เป็นใหญ่ก็สร้างและบูรณะถาวรวัตถุต่าง ๆ อุทิศให้ปู่แบบจัดเต็ม อันที่จริงวีรกรรมของอิเอมิทสึนี่มีอยู่ค่อนข้างมากซึ่งถ้ามีผู้สนใจอ่านก็จะหาโอกาสมาเล่ากันเป็นการเฉพาะต่อไปครับ

เดิมทีเดียวนั้น โทโด ทาคาโทระสร้างศาลนี้สร้างขึ้นภายในเขตจวนของตนตั้งแต่ในช่วงต้นยุคเอโดะในปี ค.ศ. 1627 ต่อมาในปี 1651 อิเอมิทสึก็ได้บูรณะขึ้นใหม่หมดให้อลังการงานสร้างกว่าเดิมมาก (แต่ตะเกียงสำริดของเดิมของทาดาโทระก็ยังได้รับเกียรติให้ตั้งอยู่ใกล้กับประตูโทริอิที่สุดครับ) ซึ่งลักษณะศาลโดยรวมก็ใกล้เคียงกับศาลโทโชงูอื่น ๆ ยกเว้นว่าอีก 3 ที่นั้น ตัวศาลหลักกับตัวศาลด้านหน้าสำหรับให้คนสักการะจะเชื่อมกันโดยทางเชื่อมที่เรียกว่า “อิชิโนะมะ” (ห้องศิลา) แต่ที่อุเอโนะโทโชงูนี้จะเชื่อมกันด้วย “ทาทามิโนะมะ” (ห้องทาทามิ) แทนครับ ที่พูดมาเป็นวรรคเป็นเวรนี้เอาเข้าจริงก็เข้าไปดูข้างในไม่ได้นะครับ ได้แต่ให้ชมกันภายนอกโดยรอบเท่านั้น ส่วนบริเวณทางเดินทางเข้ายังตัวศาลก็เรียงรายไปด้วยตะเกียงหินและตะเกียงสำริดของบรรดาไดเมียวน้อยใหญ่ที่ต้องส่งมาตั้งบูชาเพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีเช่นเดียวกับที่อื่น ๆ โดยตะเกียงหินที่ถวายโดยซะคุมะ คัทสึยุคิ ที่ตั้งอยู่บริเวณด้านขวาของทางเข้านั้น ใหญ่โตมโหฬารจนกระทั่งมีชื่อเล่นเรียกกันว่าตะเกียงปิศาจทีเดียวครับ

แม้ว่าในปี 1866 บางส่วนของศาลเสียหายไปจากอัคคีภัย (ประตูโชะคุฉิ กับระเบียงรอบศาล) แต่ส่วนสำคัญอื่น เช่น คารามง (ประตูจีน) ศาลหลัก ศาลสักการะ และรั้วโปร่ง ยังหลงเหลือจนปัจจุบันและได้ขึ้นทะเบียนเป็นศิลปวัตถุสำคัญของชาติ แถมในบริเวณศาลก็ยังมีสวนโบตั๋นให้ชมตามที่เคยนำเสนอไปแล้วอีกด้วยครับ (garden glimpse 17)

temple tribute 39 – วัดจุฟุคุจิ (jufukuji temple)โฮโจ มาซาโกะ ภริยาเอกของมินาโมโตะโนะโยริโทโมะ โชกุนรุ่นแรกแห่งรัฐบาลคาม...
13/09/2018

temple tribute 39 – วัดจุฟุคุจิ (jufukuji temple)

โฮโจ มาซาโกะ ภริยาเอกของมินาโมโตะโนะโยริโทโมะ โชกุนรุ่นแรกแห่งรัฐบาลคามาคุระ ถือเป็นสตรีที่มีบทบาทเด่นที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นก็ว่าได้ โดยถือกำเนิดขึ้นเป็นลูกสาวคนโตของโฮโจ โทคิมาสะ ผู้รั้งประจำแคว้นอิสึในช่วงปลายสมัยเฮอัน ซึ่งได้รับมอบหมายให้คอยสอดส่องดูแลโยริโทโมะที่ถูกเนรเทศมาอยู่ที่นี่ไม่ให้เติบโตขึ้นเป็นเสี้ยนหนามต่อตระกูลไทระได้ แต่ปรากฏว่าโยริโทโมะอยู่ไปอยู่มาก็มาได้มาซาโกะเป็นภรรยา และก็ได้ตระกูลโฮโจมาเป็นพวกจนสามารถโค่นล้มตระกูลไทระและตั้งรัฐบาลคามาคุระขึ้นได้ในปี ค.ศ. 1192 ครับ

แม้จะตั้งรัฐบาลขึ้นได้สำเร็จ แต่ตระกูลมินาโมโตะก็ประหนึ่งต้องสาป โดยโยริโทโมะเองก็เสียชีวิตลงกะทันหันหลังจากเป็นโชกุนได้เพียง 7 ปี ลูกชายคนโตคือโยริอิเอะซึ่งเป็นโชกุนรุ่นที่ 2 ก็ถูกตาแท้ ๆ คือโทคิมาสะแย่งอำนาจแล้วจับขังลืมไว้ในวัด (และลอบสังหารในภายหลัง) ส่วนซาเนโทโมะ ลูกชายอีกคนของมาซาโกะที่ขึ้นเป็นโชกุนคนที่ 3 ก็โดนโทคิมาสะพยายามก่อรัฐประหารและลอบสังหารเช่นกันแต่ไม่สำเร็จ ซึ่งมาซาโกะก็คงจะหมดความอดทนกับพ่อตัวเองในที่สุด จึงได้สั่งให้เนรเทศโทคิมาสะกลับไปอยู่ที่อิสึแทน ซาเนโทโมะนี้ต่อมาได้กลายเป็นนักรบคนแรกที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นมหาเสนาบดีฝ่ายขวา แต่วาระสุดท้ายก็ศพไม่สวยครับ เพราะโดนหลานอาของตน (ลูกชายของโยริอิเอะ) ลอบสังหารในศาลเจ้าทสึรุงาโอคะฮาจิมังงู (shrine shimmering 6) ซึ่งกล่าวกันว่าคุเงียวได้ตัดหัวซาเนโทโมะกลับบ้านไปกินข้าวและถือหัวของอาไว้ตลอดมื้ออาหารโดยไม่ยอมปล่อยทีเดียวครับ

ซาเนโทโมะนั้นใกล้ชิดกับพระจักรพรรดิโกะโทบะอย่างยิ่ง แถมยังไม่มีบุตร นอกจากนี้ยังไม่ค่อยสนใจเรื่องรบราหรือการปกครอง เอาแต่โคลงฉันท์กาพย์กลอนเสียมาก ทำให้พวกขาเม้าท์แห่งยุคคามาคุระเอาไปลือกันให้แซ่ดถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาของคู่นี้ และที่สำคัญเมื่อซาเนโทโมะถูกลอบสังหาร พระจักรพรรดิโกะโทบะก็ทรงเป็นเดือดเป็นแค้นถึงขั้นมีราชโองการให้ขุนศึกทั่วหล้าร่วมกันโจมตีโฮโจ โยชิโทคิ บุตรชายของโทคิมาสะ (และเป็นผู้สำเร็จราชการรัฐบาลคามาคุระรุ่นที่ 2 ต่อจากบิดา) เนื่องจากทรงเชื่อว่าเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังเหตุลอบสังหารครั้งนี้ ซึ่งก็มีบรรดาขุนศึกรับบัญชาอยู่ประมาณ 1 – 3 หมื่นคน และเป็นต้นกำเนิดของสงครามโจคิวนั่นเองครับ

ในครั้งนั้น บรรดาขุนศึกฝ่ายรัฐบาลโชกุนก็อยู่ในภาวะสับสนอลหม่านกันยกใหญ่ เนื่องจากเกรงจะถูกตราหน้าว่าเป็นอริราชศัตรูของราชสำนัก เดือดร้อนถึงมาซาโกะที่ได้ปลงผมเป็นชีแล้ว ต้องออกโรงมาเทศน์แก่บรรดาขุนศึกโดยลำเลิกถึงบุญคุณยิ่งใหญ่ของโยริโทโมะ สามีของตนที่ได้โค่นอำนาจอริราชศัตรูในอดีตและตั้งรัฐบาลคามาคุระขึ้นสำเร็จ ชอบที่พวกตัวจะออกไปปราบข้าศึกเพื่อปกป้องสิ่งที่โชกุนทั้งสามรุ่นได้สร้างมา แต่หากริอ่านจะไปเข้ากับพวกราชสำนักแล้วไซร้ ก็ขอให้สังหารตนแล้วจุดไฟเผาคามาคุระเสีย แล้วก็รีบ ๆ ไปเกียวโตเสียให้พ้นเถิด

วาทะกรรมของมาซาโกะนี้แสดงให้เห็นถึงแข็งแกร่งเฉียบขาดจนได้รับขนานนามว่า “แม่ชีโชกุน” และก็สร้างแรงฮึดให้บรรดาขุนศึกฝ่ายรัฐบาลสามารถเอาชนะฝ่ายราชสำนักได้ภายในเวลาเดือนเดียว ซึ่งมาซาโกะก็เป็นคนริเริ่มให้สร้างวัดจุฟุคุจินี้เพื่ออุทิศแด่โยริโทโมะขึ้นบนพื้นที่บ้านเดิมของพ่อสามีตนที่คามาคุระ ซึ่งทางด้านหลังวัดก็ยังมีสุสานโบราณที่เจาะไปในภูเขาอยู่หลายช่อง และในจำนวนนั้นก็มีสุสานของมาซาโกะและซาเนโทโมะอยู่ด้วยครับ

landmark lore 37 – สุสานโชกุนตระกูลโทคุงาวะ (tokugawa shogunke bosho)ก่อนหน้านี้เคยเกริ่นไว้คร่าว ๆ เมื่อกล่าวถึงวัดโซโจ...
24/08/2018

landmark lore 37 – สุสานโชกุนตระกูลโทคุงาวะ (tokugawa shogunke bosho)

ก่อนหน้านี้เคยเกริ่นไว้คร่าว ๆ เมื่อกล่าวถึงวัดโซโจจิ (temple tribute 10) เมื่อนานมาแล้ว ว่าจะนำเรื่องราวของสุสานโชกุนตระกูลโทคุงาวะที่วัดนี้มาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งหลังจากผัดวันประกันพรุ่งมานาน คราวนี้ก็คงจะได้ฤกษ์งามยามดีที่จะนำไปชมสถานที่ที่เป็นที่พักผ่อนสุดท้ายของผู้ที่กุมอำนาจสูงที่สุดของญี่ปุ่นในสมัยเอโดะกันครับ

อย่างที่เคยเล่าไปแล้วว่าโทคุงาวะ อิเอยาสึนั้น มีความผูกพันกับวัดโซโจจิเป็นอย่างยิ่ง จนกระทั่งเมื่อก่อนจะสิ้นลม ก็ได้สั่งเสียกับบรรดาสมุนใกล้ชิดทั้งหลายว่า “ให้นำศพไปฝังไว้ที่เขาคุโนซัน (shrine shimmering 2) จัดพิธีศพที่วัดโซโจจิ นำป้ายสถิตวิญญาณไปตั้งไว้ที่วัดไดจูจิ (อยู่ที่เมืองโอคาซาคิ จ. ไอจิ) และเมื่อเลยครบรอบ 1 ปีการตาย ก็ให้ไปสร้างศาลเล็ก ๆ ที่นิกโกเพื่อบูชา” แต่ในครั้งนั้นวัดโซโจจิก็เป็นเพียงสถานที่จัดพิธีเท่านั้น ศพของอิเอยาสึไม่เคยได้กลับเข้าไปในวัดแต่อย่างใดครับ

ต่อมาจนกระทั่งเมื่อโอะโก ภริยาเอกของโทคุงาวะ ฮิเดทาดะ โชกุนรุ่นที่ 2 ของรัฐบาลโทคุงาวะได้เสียชีวิตลงนั่นแหละครับ จึงได้มีพิธีศพและสร้างสุสานขึ้นที่วัดแห่งนี้เป็นครั้งแรก และหลังจากนั้นวัดนี้จึงกลายเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับสุสานโชกุนของตระกูลโทคุงาวะ โดยมีโชกุนถึง 6 รุ่นที่มีสุสานอยู่ที่วัดนี้ ได้แก่รุ่นที่ 2 รุ่นที่ 6 รุ่นที่ 9 รุ่นที่ 12 และรุ่นที่ 14 ครับ รวมถึงบรรดาภริยาเอก 5 คนและภริยาน้อยอีก 5 คนของโชกุนเหล่านี้ ตลอดจนบุตรธิดาของโชกุนอีกหลายคน ซึ่งหนึ่งในเซเลปสมัยปลายเอโดะที่มีสุสานอยู่ที่นี่ก็หาใช่อื่นไกล ได้แก่คาสึโนะมิยะ พระขนิษฐาสมเด็จพระจักรพรรดิโคเม ซึ่งได้กลายมาเป็นภริยาเอกของอิเอโมจิ โชกุนรุ่นที่ 14 นั่นเอง ซึ่งครั้งนั้นเป็นที่ฮือฮามาก เนื่องจากที่ผ่านมามีบ่อยครั้งที่โชกุนส่งบุตรีไปเป็นมเหสีสมเด็จพระจักรพรรดิ แต่การที่ได้พระขนิษฐาสมเด็จพระจักรพรรดิ (ซึ่งก็คือเป็นพระธิดาของพระจักรพรรดิองค์ก่อน) แต่งเข้าตระกูลโชกุนนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จนก่อให้เกิดดราม่าต่าง ๆ ไม่น้อย ซึ่งเอาไว้จะหาโอกาสมาเล่าสู่กันฟังนะครับ

โดยที่เป็นสุสานประจำตระกูลโทคุงาวะ ทำให้ในอดีตสุสานแห่งนี้มีขนาดใหญ่โตและอลังการเปรียบได้กับนิกโกโทโชงูเลยก็ว่าได้ แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายอย่างสุดซึ้งอีกเช่นเคยที่สุสานทั้งฝั่งเหนือและฝั่งใต้ต้องมอดไหม้แทบไม่เหลือซากจากการโจมตีทางอากาศสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ห่างกันเพียง 2 เดือนครับ หลังจากนั้น เขตสุสานก็ถูกปล่อยรกร้างอยู่อย่างนั้นหลายปี จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1958 คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยโตเกียวก็ได้รับมอบหมายให้ขุดสำรวจซากปรักหักพังของสุสาน จึงได้มีการขุดค้นและนำกระดูกของบรรดาโชกุนและภริยาทั้งหลาย (ยกเว้นโอะโก ซึ่งเป็นสมาชิกตระกูลโทคุงาวะเพียงคนเดียวที่ใช้เผาศพแทนการฝัง และอิเอทสึงุ โชกุนรุ่นที่ 7 ซึ่งน้ำรั่วเข้าโลงศพจนทำให้แทบไม่เหลืออะไรให้ศึกษา) มาทำการศึกษาก่อนที่จะนำมาบรรจุในสุสานเล็ก ๆ ที่สร้างขึ้นใหม่ในพื้นที่ปัจจุบันของวัดที่ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นในปี ค.ศ. 1974 โดยพื้นที่ที่เคยเป็นสุสานในอดีตปัจจุบันได้กลายเป็นสนามไดรฟ์กอล์ฟชิบะ และโรงแรมโตเกียวปรินซ์ไปแล้ว แต่ทุกวันนี้ เราก็ยังสามารถเข้าไปคารวะหลุมศพของบรรดาโชกุนได้จากด้านหน้าของเขตสุสานใหม่ในวัด ซึ่งนาน ๆ ครั้งก็จะเปิดให้เข้าไปสักการะภายในได้ แต่ก็คงเทียบไม่ได้กับตัวสุสานของเก่าที่มอดไหม้ไปจากภัยสงครามที่หลงเหลือไว้แต่รูปให้เสียดายเล่นอย่างที่นำมาลงกันให้ชมนี่แหละครับ

garden glimpse 19 – สวนโยซุอิเอน (yosuien garden)อย่างที่เล่าไปเมื่อตอนที่ว่าด้วยเรื่องปราสาทวาคายามะ ว่าแคว้นคิชูนี้หาใ...
10/08/2018

garden glimpse 19 – สวนโยซุอิเอน (yosuien garden)

อย่างที่เล่าไปเมื่อตอนที่ว่าด้วยเรื่องปราสาทวาคายามะ ว่าแคว้นคิชูนี้หาใช่ไก่กา แต่เป็นถึงแคว้นของตระกูลคิชูโทคุงาวะ ที่สืบตระกูลมาจากบุตรชายคนที่ 10 ของอิเอยาสึ และมีศักดินาถึง 5 แสน 5 หมื่น 5 พันโคคุ ด้วยเหตุนี้จึงถือว่ามีสถานะเหนือกว่าไดเมียวทั่ว ๆ ไปอยู่ไม่น้อยทีเดียวครับ

นอกเหนือจากปราสาทวาคายามะอันอลังการจนได้ขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติแห่งชาติ (ก่อนที่จะมอดไหม้ไปด้วยไฟสงคราม) ไดเมียวระดับเจ้าแคว้นคิชูก็ย่อมจะต้องมีตำหนักน้อยใหญ่ไว้สำหรับเปลี่ยนบรรยากาศอยู่เป็นธรรมดา ซึ่งสวนโยซุอิเอนที่จะพาไปชมกันในวันนี้ก็มีกำเนิดมาจากบ้านตากอากาศของเจ้าแคว้นคิชูนี่แหละครับ

เดิมทีเดียวนั้นโทคุงาวะ มิทสึซาดะ เจ้าครองแคว้นรุ่นที่ 2 ได้สร้างตำหนักนิชิฮามะเอาไว้เป็นตำหนักตากอากาศ แต่พอมาถึงปี ค.ศ. 1819 ฮารุโทมิ เจ้าครองแคว้นรุ่นที่ 10 ก็ได้บูรณะตำหนักเสียใหม่ให้เป็นสวนแบบไคยูชิคิ (สวนที่มีทางเดินชมทิวทัศน์ได้โดยรอบ) สำหรับเป็นที่ปลีกวิเวกของตน ทำให้โยซุอิเอนกลายเป็นสวนไดเมียวไปอย่างเต็มรูปแบบ โดยในพื้นที่ของตำหนักที่กว้างใหญ่ถึง 3 หมื่น 3 พันตารางเมตร เป็นพื้นที่ของสระน้ำ “ไดเซนซุอิ” ที่เลียนแบบทัศนียภาพของทะเลสาบซีหูในหังโจวไปแล้วถึง 1 หมื่น 3 พันตารางเมตร และรอบบริเวณก็ปลูกต้นสนคุโรมัทสึรายล้อมเอาไว้ ส่วนน้ำในสระก็ดึงน้ำทะเลเข้ามาใช้เนื่องจากสวนแห่งนี้ตั้งอยู่ติดทะเลพอดี ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งหายากในญี่ปุ่น โดยในบรรดาสวนขนาดใหญ่แล้ว นอกจากโยซุอิเอนแล้วก็มีเพียงสวนฮามาริคิวที่โตเกียวเท่านั้นที่ผันน้ำทะเลเข้ามาใช้ภายในครับ นอกจากนี้ สะพานที่ทำเชื่อมต่อเนื่องกัน 3 สะพานข้ามสระในสวนนั้นก็นัยว่าเป็นทัศนียภาพแบบซีหูของจีนเช่นกัน เนื่องจากเป็นสถาปัตยกรรมที่แทบจะหาดูไม่ได้ที่อื่นในญี่ปุ่นครับ

ภายในบริเวณสวนจะมีเรือนน้ำชาที่สร้างขึ้นในปี 1821 เรียกว่าโยซุอิเท ซึ่งหากมองไปจากตรงนี้ก็จะเห็นทิวทัศน์ภูเขาต่าง ๆ ที่ล้อมรอบบริเวณสวนสะท้อนเงาให้เห็นในสระน้ำอย่างงดงามพอดิบพอดีครับ (แต่หากใครอยากเข้าไปชมภายในตัวเรือนน้ำชานี้จะต้องสมัครไปล่วงหน้านะครับ) ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จแล้วก็เข้าใจว่าฮารุโทมิน่าจะภาคภูมิใจในสวนของตนอยู่ไม่น้อย จึงได้เชิญให้บรรดาเซเล็ปของยุคมาเยี่ยมชมสวนของตนหลายคน ไม่ว่าจะเป็นปรมาจารย์การชงชาอย่างตระกูลโอโมเทะเซนเคะ หรือตระกูลราคุ รวมทั้งเจ้าสัวใหญ่อย่างตระกูลมิทซึอิ เป็นต้นครับ

ด้วยความสวยงามโดดเด่นและความที่มีประวัติความเป็นมาคู่กับแคว้นคิชูมายาวนาน ทำให้สวนโยซุอิเอนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “โคคุเมโช” หรือสถานที่ที่มีทัศนียภาพงดงามระดับชาติ และก็ได้ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำละครประวัติศาสตร์ฟอร์มยักษ์ของ NHK ประจำปี 2538 ที่ว่าด้วยเรื่องราวของโทคุงาวะ โยชิมุเนะ โชกุนรุ่นที่ 8 ของรัฐบาลเอโดะ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วโยชิมุเนะ ก็เคยตำรงตำแหน่งเป็นเจ้าครองแคว้นคิชูรุ่นที่ 5 มาก่อนที่จะส้มหล่นได้ไปเป็นโชกุนแทน และได้สืบสายโชกุนจากแคว้นคิชูไปจนเกือบสิ้นสมัยเอโดะ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สวนโยซุอิเอนแห่งแคว้นคิชูนี้เป็นอีกจุดหมายที่พลาดไม่ได้ในการเยือน จ. วาคายามะครับ

shrine shimmering 32 – ศาลเจ้าเซริว (seiryu jinja) ในบรรดาศาลเจ้าที่มีอยู่จำนวนนับไม่ถ้วนในญี่ปุ่นนั้น มีอยู่ไม่น้อยที่ต...
02/08/2018

shrine shimmering 32 – ศาลเจ้าเซริว (seiryu jinja)

ในบรรดาศาลเจ้าที่มีอยู่จำนวนนับไม่ถ้วนในญี่ปุ่นนั้น มีอยู่ไม่น้อยที่ตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชนติดถนนใหญ่แท้ ๆ แต่เมื่อเข้าไปในเขตบริเวณศาลเจ้าแล้วกลับเหมือนเข้าไปสู่อีกมิติหนึ่งก็ไม่ปาน ซึ่งความเงียบสงัดและเงามืดของต้นไม้ใหญ่ที่ปกคลุมสองข้างทางเดินแคบ ๆ ที่นำไปสู่ตัวศาลเจ้าข้างใน ก็มักจะทำให้นึกไปถึงเพลงโบราณของญี่ปุ่นที่ชื่อว่า “โทเรียนเสะ” ที่เด็ก ๆ ญี่ปุ่นจะรู้จักกันดีทุกคน ซึ่งฟังเผิน ๆ ก็เหมือนกับเพลงร้องสำหรับเด็กธรรมดา แต่หากตั้งใจดูความหมายดี ๆ แล้วก็ออกจะน่าขนลุกอยู่ไม่น้อยทีเดียวครับ

ชื่อเพลงโทเรียนเสะนี้ หมายความว่า “ขอผ่านทางหน่อย” โดยเนื้อเพลงเป็นการพูดตอบโต้ระหว่างผู้ที่เดินผ่านทาง (กับใครก็ไม่รู้) ซึ่งพอจะแปลกล้อมแกล้มได้ดังนี้ครับ (โปรดเปิดลิงค์ยูทูปที่ลงไว้ฟังประกอบเพื่อสร้างบรรยากาศ)
“ขอผ่านทางหน่อย ขอผ่านทางหน่อย ทางแคบ ๆ นี้มันคือที่ไหนกัน”
“นี่ก็คือเส้นทางของเทพเจ้าอย่างไรเล่า”
“ขอผ่านไปสักหน่อยเถิด”
“คนที่ไม่มีธุระ ไม่สามารถให้ผ่านไปได้หรอก”
“จะพาเด็กคนนี้ที่อายุครบ 7 ขวบไปไหว้ขอพรศาลเจ้าหนะ”
“ขาไปก็ดีอยู่หรอก แต่ขากลับน่ากลัวนะ”
“น่ากลัวยังไงก็ขอผ่านไปหน่อย ขอผ่านไปหน่อย”

เขียนมาตั้งยาว ก็แค่จะบอกว่าศาลเจ้าเซริวที่นิกโกใน จ. โทจิงินี้แหละครับ ที่ได้บรรยากาศหลอนจนขนลุกเหมือนอย่างในเพลงนี้ไม่มีผิด ทั้ง ๆ ที่ก็ตั้งอยู่ติดทางหลวงหมายเลข 120 แทบจะใจกลางเมืองนิกโกด้วยซ้ำ และเอาเข้าจริงก็ไม่ได้มีประวัติความเป็นมาที่น่ากลัวสักนิดครับ

ศาลเจ้าเซริวนี้ ชื่อแปลตรงตัวว่า “ศาลเจ้ามังกรเขียว” ซึ่งเอาเข้าจริงก็อาจไม่ตรงตัวเท่าไหร่ เพราะคำว่า “เซ” แปลว่าสีน้ำเงิน แต่ในภาษาญี่ปุ่นในหลายครั้งจะเอามาใช้ในความหมายว่า “เขียว” โดยประวัติกล่าวไว้ว่าลูกศิษย์ของภิกษุคูไคได้สร้างศาลนี้ขึ้นแล้วอัญเชิญเทพมังกรเขียวจากเกียวโตมาสถิตเพื่อคอยปกป้องพระพุทธศาสนาครับ

อันว่าเทพมังกรเขียวนี้ถือเป็นมังกรฝ่ายดี โดยได้มาปรากฏกายบนเรือของคูไคที่แล่นกลับญี่ปุ่นหลังจากไปเรียนต่อที่จีนมาพักใหญ่ และก็ได้ปวารณาตัวที่จะช่วยปกปักรักษานิกายมิคเคียว (วชิรยาน) และติดเรือกลับญี่ปุ่นมาด้วย โดยในช่วงที่พุทธกับชินโตยังรวมกันเป็นหนึ่งเดียวก็มักจะได้รับการบูชาในฐานะเทพผู้พิทักษ์วัดของมิคเคียว แต่เมื่อเข้าสู่ยุคเมจิที่แยกพุทธกับชินโตออกจากกัน จึงได้เปลี่ยนให้ศาลเจ้าเซริวเป็นที่บูชาเทพเจ้าโอวาทัทสึมิ ซึ่งก็เป็นเทพระดับหัวแถวอีกองค์หนึ่งแทนครับ และกล่าวกันว่าสิงโตหินที่ตั้งอยู่สองข้างบันไดหินหน้าตัวศาลเจ้าทางด้านใน มีอายุถึงกว่า 400 ปีและเป็นสิงโตหินที่เก่าแก่ที่สุดในนิกโกทีเดียวครับ

https://www.youtube.com/watch?v=S0pp6JN8L1U&list=RDS0pp6JN8L1U&index=2

castle craze 35 – ปราสาทโคจิ (kochi castle) ตามที่มีผู้กล่าวว่า เบื้องหลังความสำเร็จของบุรุษ ย่อมจะมีสตรีคอยสนับสนุนอยู่...
18/07/2018

castle craze 35 – ปราสาทโคจิ (kochi castle)

ตามที่มีผู้กล่าวว่า เบื้องหลังความสำเร็จของบุรุษ ย่อมจะมีสตรีคอยสนับสนุนอยู่นั้น สิ่งที่ช่วยพิสูจน์คำกล่าวนี้ได้ดีก็เห็นจะได้แก่เรื่องของยามาอุจิ คาซึโทโยะ กับจิโยะ ศรีภริยา ที่ได้กลายเป็นพล็อตนวนิยายขายดีเมื่อปี ค.ศ. 1965 เรื่อง “โคเมียวงะทสึจิ” (เส้นทางแห่งการสร้างชื่อ) และเมื่อนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์ฟอร์มยักษ์ของ NHK เมื่อปี 2006 ก็ได้เรทติ้งกว่าร้อยละ 20 ช่วยล้างอาถรรพ์ที่ว่านวนิยายดังเมื่อมาทำละครแล้วจะแป้กได้เป็นอย่างดีครับ

คาซึโทโยะนั้น เดิมทีเป็นเพียงซามุไรธรรมดาในสังกัดของโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ (ตั้งแต่สมัยยังเป็นขุนพลของโนบุนางะ) เมื่อได้แต่งงานกับจิโยะ ก็ต้องพากันกัดก้อนเกลือกินด้วยความยากจนกว่าจะค่อย ๆ ไต่เต้าทำความดีความชอบขึ้นมาตามลำดับจนเริ่มลืมหน้าอ้าปากได้ ต่อมาวันหนึ่งโนบุนางะริเริ่มจะจัดการขี่ม้าสวนสนามแสดงแสนยานุภาพของตนที่เกียวโต คาซึโทโยะก็ไปพบพานกับม้าชั้นเลิศที่มีลักษณะประดุจมังกรเข้า ก็ได้แต่มองตาละห้อยด้วยว่าเจ้าของตั้งราคาสูงถึง 10 ตำลึงทอง ซึ่งคิดเป็นเงินปัจจุบันก็อาจปาเข้าไปถึง 2 ล้านเยนทีเดียวครับ

เมื่อจิโยะได้ทราบถึงเรื่องสามีฝันอยากจะมีม้าสวย ๆ ไปขี่ร่วมพาเหรดกับเขาบ้างก็ควัก 10 ตำลึงทองออกมาหน้าตาเฉย ทั้งที่ที่ผ่านมาเคยต้องอดมื้อกินมื้อกันมานักต่อนัก ซึ่งจริง ๆ แล้วเงิน 10 ตำลึงทองนี้จิโยะได้รับมาเป็นเงินขวัญถุงเมื่อครั้งแต่งงาน แต่ถูกกำชับไว้ว่าห้ามเอามาใช้เวลาไม่มีจะกิน ให้ใช้เฉพาะในโอกาสสำคัญจริง ๆ ของสามีเท่านั้น ซึ่งก็ปรากฏว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะม้าตัวนี้ก็ขโมยซีนจนแม้แต่โนบุนางะยังเอ่ยปากชม เรียกว่าเป็นการช่วยให้สามีได้แจ้งเกิดและประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากนั้นครับ

ก่อนจะเกิดศึกเซคิงาฮาระ จิโยะได้รับข่าวกรองเกี่ยวกับกำลังพลของทัพฝ่ายตะวันตก จึงได้เขียนจดหมายลับแล้วพันซ่อนไว้กับสายรัดหมวกศึกของเมสเซนเจอร์เพื่อส่งไปให้สามีที่ติดราชการอยู่แถบคันโตได้รู้ข้อมูลที่ว่า รวมทั้งแนะนำให้สลับขั้วไปเข้ากับฝ่ายของอิเอยาสึแทน ซึ่งการที่คาซึโทโยะเชื่อฟังภริยาก็ทำให้ได้อยู่ข้างฝ่ายที่ชนะ และได้รับรางวัลให้ขึ้นเป็นไดเมียวปกครองแคว้นโทสะ หรือ จ. โคจิในปัจจุบันครับ ส่วนจิโยะนั้นก็ได้กลายเป็นโรลโมเดลแม่บ้านสมองไวในตำราเรียนของโรงเรียนหญิงล้วนญี่ปุ่นในช่วงก่อนสงครามโลกไปเรียบร้อยครับ

เมื่อแรกได้ครองแคว้นโทสะนั้น คาซึโทโยะได้เข้าพักที่ปราสาทอุจินโดะก่อน แต่โดยที่ปราสาทดังกล่าวทำเลไม่อำนวยให้สร้างเมืองรอบปราสาทได้ จึงได้ย้ายไปสร้างปราสาทแห่งใหม่ที่กลายเป็นปราสาทโคจิในปัจจุบัน และก็สืบสายตระกูลยามาอุจิครองแคว้นโทสะต่อเนื่องมา 16 รุ่นตลอดสมัยเอโดะครับ

ในปี 1727 ได้เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในเมืองโคจิ ทำให้อาคารส่วนใหญ่ในปราสาทมอดไหม้เสียหายไป จนต้องมีการบูรณะกันครั้งใหญ่ซึ่งกว่าจะเสร็จก็ปาเข้าไปในปี 1753 โน่น และหอคอยปราสาท (เทนชุ) ใหม่ก็สร้างขึ้นในปี 1748 ซึ่งแม้จะเป็นช่วงกลางสมัยเอโดะแล้ว แต่ก็เชื่อว่าเป็นการสร้างให้เหมือนกับของเก่าเมื่อแรกสร้าง และก็โชคดีเหลือเกินที่ทุกวันนี้อาคารของเดิมหลายหลังยังได้รับการรักษาไว้ให้อยู่ในสภาพดี โดยเทนชุของปราสาทโคจิก็เป็น 1 ใน 12 เทนชุของเดิมในญี่ปุ่นที่อยู่รอดปลอดภัยมาให้ได้ชมกันถึงปัจจุบันครับ และถ้าใครมีโอกาสไปก็อย่าลืมแวะไปทักทายอนุสาวรีย์จิโยะที่กำลังจูงม้ามาให้สามี และคาซึโทโยะขี่ม้า (ที่เมียซื้อให้) กันด้วยนะครับ

landmark lore 36 – เนินศีรษะมาซาคาโดะ (masakadonokubizuka)หลังจากเล่าเรื่องราวของอาถรรพ์คำสาปดวงวิญญาณของสึโทคุเทนโนว่าเ...
04/07/2018

landmark lore 36 – เนินศีรษะมาซาคาโดะ (masakadonokubizuka)

หลังจากเล่าเรื่องราวของอาถรรพ์คำสาปดวงวิญญาณของสึโทคุเทนโนว่าเป็น 1 ใน 3 ดวงวิญญาณอาฆาตที่เฮี้ยนที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ก็มีท่านผู้อ่านอินบอกซ์มาถามว่าแล้วอีก 2 ดวงวิญญาณคือใคร วันนี้ก็เลยจะมาเล่าเรื่องดวงวิญญาณพยาบาทตัวท้อปรายที่ 2 แต่อ่านจบแล้วอย่าเพิ่งถามหารายที่ 3 นะครับ แหะ ๆ

เมื่อครั้งแผ่นดินไหวเขตคันโตครั้งที่แล้วเมื่อปี ค.ศ. 1923 นั้น ยังผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่าแสนคน พร้อมกับอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ ในกรุงโตเกียวและ จ. ใกล้เคียงก็ราบเป็นหน้ากลอง รวมถึงอาคารกระทรวงการคลังของญี่ปุ่นในใจกลางกรุงโตเกียวด้วย เมื่อเหตุการณ์สงบลงจึงต้องมีการเร่งสร้างที่ทำการชั่วคราวของกระทรวงการคลังขึ้นอย่างเร่งด่วน แต่ปรากฏว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างที่ทำการชั่วคราวนี้คนแล้วคนเล่ารวมทั้งรัฐมนตรีคลังขณะนั้น ต้องเสียชีวิตกะทันหันจากอาการเจ็บป่วยบ้าง อุบัติเหตุบ้าง ไปตาม ๆ กันถึง 14 คนภายในเวลาเพียง 2 ปีครับ

ทั้งนี้ ก่อนหน้าจะเกิดเหตุแผ่นดินไหว ในสวนใจกลางเขตกระทรวงฯ มีสิ่งที่เรียกว่า “คุบิซึคะ” อยู่ ซึ่งแปลให้น่าขนลุกเล่นก็คงจะได้ว่า “เนินศีรษะ” ซึ่งกล่าวกันว่าหัวของไทระโนะมาซาคาโดะได้ลอยจากเกียวโตะมาตกอยู่ที่นี่ และเมื่อมีการสร้างที่ทำการชั่วคราวของกระทรวงฯ ก็ได้มีการรื้อถอนเนินดังกล่าวเพื่อปรับพื้นที่ ทำให้เป็นที่โจษจันกันว่าเหตุที่คนล้มตายกันเป็นผักปลาก็คงมาจากอาถรรพ์ของมาซาคาโดะนี่เอง จนท้ายที่สุดกระทรวงการคลังก็ต้องสร้างคุบิซึคะขึ้นใหม่พร้อมกับทำพิธีบวงสรวงขอขมากันยกใหญ่ จากนั้นหลังจากญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกและกองทัพสหรัฐฯ เข้ามาตั้งฐานบัญชาการที่กรุงโตเกียวก็มีแนวคิดจะไถคุบิสึคะนี้ทิ้งเพื่อทำที่จอดรถ แต่ก็ปรากฏว่าเกิดอุบัติเหตุต่อเนื่อง รวมถึงบุลโดเซอร์ไถดินที่อยู่ ๆ ก็พลิกคว่ำหงายหลังเอาดื้อ ๆ จนทำให้ขนาดกองทัพสหรัฐฯ ยังต้องเลิกล้มความตั้งใจและปล่อยให้คุบิซึคะยังตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่จนทุกวันนี้ครับ

อันว่ามาซาคาโดะเองนั้น แม้ว่าจะมีเชื้อแถวมาจากพระจักรพรรดิคัมมุในอดีต แต่การที่อยู่ ๆ สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นเจ้าแถมเข้ายึดครองภูมิภาคคันโต ก็ถือเป็นการประกาศตัวเป็นอริราชศัตรูอย่างชัดเจน ซึ่งราชสำนักก็ย่อมไม่อาจวางเฉย จึงส่งกองทหารมาปราบและตัดหัวมาซาคาโดะเสีย โดยฝังร่างไว้ใกล้ ๆ กับสมรภูมิรบ ส่วนศีรษะก็ส่งกลับไปที่เกียวโตและตั้งประจานไว้ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง แต่ปรากฏว่าเวลาผ่านไป 3 เดือนศีรษะนี้ก็หาได้เน่าเปื่อยไม่ แต่กลับลืมตากลอกไปมาได้ประหนึ่งยังมีชีวิต แถมวันดีคืนดีก็ร้องตะโกนถามหาว่าร่างตนอยู่ไหน ให้เอากลับมาต่อกับหัวจะได้กลับมาสู้กันใหม่อีกครั้ง จนอยู่มาคืนหนึ่งศีรษะนี้ก็ลอยสูงขึ้น ถลึงตาจ้องไปรอบ ๆ แล้วก็ลอยมุ่งไปทางตะวันออกครับ

หลังจากนั้นนครหลวงเกียวโตก็ประสบกับอาเพศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่จวนของรัฐมนตรีมหาดไทยจู่ ๆ ก็ถูกฟ้าผ่าไฟไหม้หมด ตามด้วยพายุฝนฟ้าคะนองไปทั่วจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก จนประชาชนต่างพากันกล่าวว่าเป็นเพราะคำสาปของมาซาคาโดะนั่นเอง ส่วนศีรษะของมาซาคาโดะก็ลอยมาตกอยู่ตรงคุบิสึคะที่โอเทะมาจิ ใกล้ ๆ สถานีโตเกียวนั่นเองครับ ซึ่งทุกวันนี้แม้โดยรอบจะเป็นตึกออฟฟิสสูงหลายสิบชั้น แต่พื้นที่เล็ก ๆ ที่เป็นคุบิสึคะนี้ก็ยังคงอยู่อย่างเดิมไม่มีใครกล้าไปแตะต้องอีกเลยครับ

garden glimpse 18 – สวนโมมิจิดานิ (momijidani garden)คราวที่แล้วเราได้เล่าได้กล่าวถึงเรื่องราวของปราสาทวาคายามะของตระกูล...
19/06/2018

garden glimpse 18 – สวนโมมิจิดานิ (momijidani garden)

คราวที่แล้วเราได้เล่าได้กล่าวถึงเรื่องราวของปราสาทวาคายามะของตระกูลคิชูโทคุงาวะกันไปบ้างแล้วโดยสรุป แต่โดยที่ภาพของปราสาทนี้มีมุมที่น่าชมมากมายเหลือเกิน จึงขอแบ่งเอาภาพของสวนโมมิจิดานิ หรือสวนนิชิโนะมารุของปราสาทมาให้ชมกันในตอนนี้แทน และเราก็จะมาเก็บรายละเอียดที่น่าสนใจอื่น ๆ เพิ่มเติมกันครับ

อย่างที่ได้เกริ่นไปนิดหนึ่งแล้วว่าปราสาทนี้แรกเริ่มเป็นการสร้างให้แก่ฮาชิบะ ฮิเดนางะ น้องชายของฮิเดโยชิ แต่ก่อนที่จะมาถึงจุดนี้ก็มีเรื่องราวภูมิหลังที่ซับซ้อนพอควรครับ นั่นก็คือในปี ค.ศ. 1585 ฮิเดโยชิได้กรีฑาทัพกว่า 1 แสนคนมาปราบแคว้นคิชู ซึ่งฝ่ายคิชูเมื่อเจอเข้าไปอย่างนี้ก็แตกกระเจิงถอยร่นไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายก็ไปกบดานอยู่ในปราสาทโอตะ (ซึ่งอยู่ที่เมืองโอตะใน จ. วาคายามะในปัจจุบัน) และก็เจอยุทธการผันน้ำตีปราสาทของฮิเดโยชิเข้าไปครับ ซึ่งในระหว่างที่รอให้ปราสาทโอตะแตกพ่ายอยู่นั้น ฮิเดโยชิก็ถือโอกาสไปทำบุญไหว้พระที่วัดคิมิอิและศาลเจ้าทามาทสึชิมะ รวมทั้งทัศนศึกษาภูมิประเทศโดยรอบไปพลาง ๆ (อะไรจะชิวเบอร์นั้น...) และชัยภูมิที่เห็นแล้วถูกอกถูกใจเป็นพิเศษก็คือภูเขาโอคะซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทวาคายามะในปัจจุบันนี้เองครับ

ในครั้งนั้น กล่าวกันว่าฮิเดโยชิถึงขั้นเอาเชือกมาทำรังวัดด้วยตนเองและก็สั่งให้โทโด ทาคาโทระ ขุนศึกที่อาจไม่ได้โดดเด่นเรื่องฝีมือด้านการรบนัก แต่มีฝีมือด้านการรับเหมาก่อสร้างเมกกะโปรเจคต์ระดับประเทศที่หาตัวจับยาก (และก็ได้ผูกขาดรับผิดชอบโครงการสำคัญ ๆ มาต่อเนื่องจนถึงต้นสมัยเอโดะ) ให้มาเป็นคนดูแลโครงการสร้างปราสาทนี้ให้ฮิเดนางะครอง เพื่อเป็นฐานคุมกำลังในภูมิภาคนี้นั่นเองครับ

เมื่อโทคุงาวะ โยริโนบุ บุตรชายคนที่ 10 ของอิเอยาสึ ได้ย้ายจากปราสาทซุมปุ (จ. ชิซึโอคะ) มาครองแคว้นคิชูในปี 1619 นั้น รัฐบาลของโชกุนฮิเดทาดะ (พี่ชายต่างมารดา) ก็แถมเงินให้อีกก้อนใหญ่ให้นำมาใช้บูรณะต่อเติมปราสาทให้โอ่อ่าสมฐานะ แต่ตัวเทนชุ (หอคอยปราสาท) นั้นสันนิษฐานว่าสร้างเสร็จตั้งแต่สมัยตระกูลอาซาโนะครองอยู่ แต่ของดั้งเดิมไม่น่าจะเป็นกำแพงสีขาวอย่างในสมัยหลังครับ ซึ่งเทนชุนี้เคยถูกฟ้าผ่าไฟไหม้ไปในปี 1846 ซึ่งโดยปกติแล้วในสมัยเอโดะนี่จะสร้างหรือบูรณะเทนชุกันแต่ละทีต้องขอนุญาตรัฐบาลโชกุน ซึ่งกว่าจะได้ก็เล่นเอาหืดขึ้นคอ แถมยังมีค่าใช้จ่ายมหาศาลโดยที่ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์นัก (เพราะไม่มีศึกสงคราม) ปราสาทหลายแห่งจึงไม่สร้างเทนชุใหม่หากของเดิมเกิดเสียหายไปจากไฟไหม้หรือแผ่นดินไหว แต่โดยที่เป็นปราสาทของโทคุงาวะโกะซันเคะจึงได้มีการอนุญาตให้สร้างขึ้นใหม่จนแล้วเสร็จในปี 1850 ซึ่งมีรูปทรงใกล้เคียงของเดิมแต่เป็นสีขาวแทนครับ

สำหรับสวนโมมิจิดานิที่นำรูปมาให้ชมกันวันนี้ เป็นสวนที่สร้างไว้ในส่วนตำหนักเขตนิชิโนะมารุของโยริโนบุ คูชั้นในที่สร้างขึ้นในสมัยของอาซาโนะจึงได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของสวนนี้ไปด้วย ซึ่งการออกแบบสวนก็เป็นไปอย่างประณีตวิจิตร มีทั้งศาลาเอนเงียวคาคุ สะพาน และทางข้ามต่าง ๆ อยู่เหนือคูน้ำ รวมทั้งปลูกพันธุ์ไม้ที่สามารถดื่มด่ำกับความงามได้ทุกฤดูกาลจนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสถานที่ที่มีภูมิทัศน์งดงามของญี่ปุ่นครับ

住所

箱根町元箱根80-1
Hakone-machi Ashigarashimo-gun, Kanagawa
250-0522

アラート

Japan Retroがニュースとプロモを投稿した時に最初に知って当社にメールを送信する最初の人になりましょう。あなたのメールアドレスはその他の目的には使用されず、いつでもサブスクリプションを解除することができます。

共有する